วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

kim jae kyung วงRainbow - A



เพลงA ของวงเรนโบว์





วงที่จะแนะนำวันนี้ เต้นได้sexyมากๆอีกวง คือวงRainbow เพลงมันส์มากๆ ผมชอบสาวที่ชื่อ kim jae kyung เป็นหัวหน้าวง(คนร้องเดี่ยวคนแรก) เธอสวยมาก แถมหุ่นสะบึม อึ๋มสะบัด (ขออภัยสาวๆด้วยครับ)


kim jae kyung
ถึงจะสวยเพราะศัลย์ก็เถอะ แต่ทำมาสวยมาก!! (หน้าเดิมๆก็สวยอยู่แล้วด้วย)




ลองดูคลิปที่แฟนๆเขาถ่ายกันบ้าง ได้อารมณ์บรรยากาศสดๆปนเสียงหื่นๆด้านล่างไปด้วย!!





ก่อนจบ ขอให้ดูคลิปมิวสิคเพลงA เวอร์ชั่นแรก ที่ผมขอบอกว่า เขาตัดต่อได้มันส์มากๆ





แนะนำดู วง Kara ในเพลงMr. กับความน่ารักของนิโคลจัง!!!

.
.

วันเสาร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

Nicole Jung Kara - Mr.





MV เพลง Mr. ของวงเกิร์ลกรุ๊ปจากเกาหลี วงKara เป็นmv อีกเพลงที่ทำให้ผมต้องดูซ้ำแล้วซ้ำอีกนับไม่ถ้วน นอกจากจะเพลงเพราะ มันส์ ดูเพลิน และที่สำคัญ ผมชอบการเต้น ของ หนูนิโคลจัง สาวผมสั้น น้องเล็กสุดของวงKara มากๆ เธอโยกย้ายส่ายสะโพกได้โดนใจผมสุดๆ


Nicole สาวน้อยหน้าตาน่ารักๆ เหมือนลูกเป็ด นอกจากเต้นได้sexy แล้ว ผมว่า เธอเต้นได้น่ารักและดูสดใสมาก ๆ ในทุกจังหวะของเพลง

มาดูMV เพลงMister กันเลยครับ (ปัจจุบัน นิโคล ได้ลาออกจาก Karaไปแล้ว)









มาดูนิโคล บอกว่า ตัวเองหน้าเหมือนเป็ด!!






นิโคล ไปถ่ายแบบที่ญี่ปุ่น





Nicole and Seohyun นิโคล สุดน่ารัก กับซอฮยอน สุดสวย!! ของผม




แนะนำดู วงRaimbow ในเพลงA sexy สุดๆ

.
.

วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ฝรั่งแฉสันดานไทย ตอนแรก






"จดหมายถึงนาย" ที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ เป็นข้อเขียนของคนหนุ่มซึ่งมีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ในแวดวงการทูตและแวดวงศาลรัฐธรรมนูญ เป็นคนเก่งที่ซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งหายากในยุคสมัยนี้ แนวคิดและวิธีเขียนอาจจะดูเหมือนรุนแรง แต่ถ้าเราไม่ปฏิเสธความจริง คงต้องยอมรับว่าสิ่งที่บรรยายไว้มีอยู่จริงในบ้านเมืองของเรา / เปลว สีเงิน


จดหมายถึงนาย

ข้าพเจ้าเป็นชาวต่างประเทศที่ทำงานอยู่ในเมืองไทย มีหน้าที่รายงานภาพรวมของประเทศไทยกลับไปยังเจ้านาย คือ "บริษัทแม่ในต่างประเทศ" หรือบางครั้งก็แอบเสนอรายงานต่อรัฐบาลประเทศของข้าพเจ้า

ในโอกาสล่าสุดนี้ เจ้านายต้องการทราบว่า ควรจะดำเนินการในแง่ยุทธศาสตร์ต่อประเทศไทยอย่างไรดี เพื่อให้การครอบงำประเทศนี้สมบูรณ์ที่สุดในระยะยาว

ข้าพเจ้าขอสนองความต้องการของเจ้านายด้วยจดหมายสั้นๆ ฉบับนี้

นายท่านที่รัก ตามที่มอบหมายให้ข้าพเจ้ามาพำนักอยู่ในประเทศไทยเกือบ 20 ปีแล้วนั้น ข้าพเจ้าพอจะสรุปคำตอบเพื่อเสนอต่อนายท่านได้ดังต่อไปนี้

ภาพรวมของประเทศไทย ยังคงเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ค่อนข้างยากจน สังคมไทยโดยพื้นฐานมีลักษณะไร้ระเบียบกฎเกณฑ์ ซึ่งเป็นอุปนิสัยประจำตัวของชนชาตินี้

แม้ว่ารัฐบาล รัฐสภา และประชาชนส่วนหนึ่ง ได้พยายามแก้ไขกฎหมายต่างๆ จำนวนมาก รวมทั้งแก้ไขหรือเขียนรัฐธรรมนูญในการปกครองประเทศให้ดีขึ้น แต่โดยพฤติกรรมแล้ว คนไทยนิยมการดำเนินชีวิต ธุรกิจ และการใช้อำนาจรัฐ ที่อยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ต่าง ๆ หรือที่มีคำกล่าวในประเพณีไทยว่า "ทำได้ตามใจคือไทยแท้" ซึ่งท่านจะประมาทต่อคำกล่าวนี้ไม่ได้เลย

ในทางกายภาพ กรุงเทพฯ เป็นตัวอย่างของเมืองหลวงที่ไร้ระเบียบที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจมหาศาล ความไร้ระเบียบนี้ดำเนินไปเรื่อย ๆ ไม่หยุดยั้งหรือลดน้อยลงเลย 

เมืองเชียงใหม่ซึ่งน่าจะได้เรียนรู้บทเรียนราคาแพงจากกรุงเทพฯ แต่ก็ไม่ทำ หรือทำไม่ได้ 

เมืองพัทยาซึ่งควรเป็นบทเรียนให้กับเมืองท่องเที่ยวอื่น ๆ แต่ก็ไม่เป็น หรือเป็นไม่ได้

ระบบการจราจรและพฤติกรรมของผู้ขับขี่ยานพาหนะก็เป็นอีกตัวอย่างที่เลวที่สุด นับเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติก็ว่าได้

การรุกล้ำที่ดินสาธารณะ ที่ป่าสงวน เขตอุทยานแห่งชาติ ฯลฯ ก็เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แก้ไขไม่ได้

แม้แต่หน่วยงานราชการถึงขนาดทำเนียบรัฐบาลเอง ภายนอกดูสวยงาม แต่ภายในนั้นไร้ระเบียบทางกายภาพอย่างน่ากลัว เช่น งานเอกสารที่ท่วมทางเดิน ซึ่งเป็นปัญหาของทุกหน่วยงานราชการตลอดกาล แก้ไม่ได้

ความไร้ระเบียบทางกายภาพนี้ ทำให้ประเทศไทยยังคงเป็นเพียงแค่ประเทศเล็ก ๆ ที่เราควรเข้ามากอบโกยเอาผลประโยชน์เมื่อมีโอกาส และก็กลับไปยังความศิวิไลซ์ของเราโดยเร็ว เมืองไทยไม่ใช่ประเทศที่ควรเข้ามาปักหลักลงทุนหรืออยู่อาศัยอย่างยาวนานหรือถาวร เพราะเป็นการยากที่เราจะปกครองคนชาตินี้ให้อยู่ในระเบียบวินัยได้ เพราะฉะนั้น จึงไม่เหมาะกับวัฒนธรรมอันเจริญของเรา

ความไร้ระเบียบทางศีลธรรม จริยธรรม ท่านจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ แต่มีการค้าประเวณี และยาเสพติดอย่างเปิดเผยทั่วไป มีการฆาตกรรมกันมาก การฉ้อราษฎร์บังหลวงมีอยู่ทั่วทุกหัวระแหง ไม่เว้นแม้แต่ในโรงเรียน มีครูโกงเด็กนักเรียนตัวเล็ก ๆ ในวัด ซึ่งพระโกงชาวบ้าน หรือราชการหลอกพระและพุทธศาสนิกชน หรือที่สื่อมวลชนทำกับเยาวชน

ตำรวจเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาสังคม ทั้งนี้ไม่ต้องพูดถึงระบบราชการไทย ซึ่งข้าพเจ้าถือว่าเป็นสัญลักษณ์สุดยอดของความไร้ระเบียบทางศีลธรรม จริยธรรม จนกลายเป็นสาเหตุบ่อนทำลายรากฐานของสังคมไทยให้ผุกร่อน เห็นได้จากการที่กลไกของรัฐไม่สามารถตอบสนองต่อปัญหาสังคมและศีลธรรมได้เลย

ผู้นำทางศีลธรรมและจริยธรรม อันได้แก่ พระ ครู สื่อมวลชน ฯลฯ ได้เสื่อมอิทธิพลในการนำจิตใจลงอย่างมาก เพราะถูกเงินเข้าครอบงำ ทั้งโดยเจตนาในทางทุจริตจริง ๆ และโดยสถานการณ์บังคับ

ส่วนผู้นำประเทศและชนชั้นนำในสังคมก็ล้มเหลวในทางศีลธรรมและจริยธรรมโดยสิ้นเชิง ดังจะเห็นได้ชัดในแวดวงการเมือง สังคมไทยยังคง "ยอมรับนับถือ" นักการเมือง และข้าราชการระดับสูง ซึ่งมีประวัติไม่สะอาด หรือพฤติการณ์ที่น่ารังเกียจ พวกเจ้าเล่ห์เพทุบาย

หรือในวงการแพทย์ ซึ่งเคยเป็นวิชาชีพที่สังคมให้เกียรติอย่างมาก กลับมีกรณีฉาวโฉ่เกิดขึ้นบ่อย ๆ

ในวงการผู้พิพากษา ก็มีกรณีที่ทำให้สถาบันต้องมัวหมองอยู่เนือง ๆ เชื่อหรือไม่ว่า คนไทยนั้นที่หวังพึ่งผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างจริงจังมีน้อยมาก

แม้กระทั่งปัญหาเด็กหาที่เรียนในกรุงเทพฯ กลายเป็นตลกเศร้าของพ่อแม่ตลอดกาลชั่วนาตาปี ฯลฯ

ในทางกฎหมาย ปรากฏว่ามีความไร้ระเบียบจนการใช้กฎหมายตั้งแต่รัฐธรรมนูญลงมาถึงระดับระเบียบปฏิบัติต่าง ๆ เกิดความวุ่นวายไปหมด สิ่งที่น่าขันก็คือ ในเรื่องเรื่องหนึ่งอาจมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกันมากมายหลายฉบับ และให้อำนาจบุคคลต่างๆ ไว้แตกต่างกัน ทำให้สังคมไทยอยู่บนช่องว่างของกฎหมายมากกว่าตัวบทกฎหมายเอง

ตัวอย่างที่ดีก็เช่นว่า เมื่อเกิดความเสียหายขึ้น สำนักงานการบริหารราชการแผ่นดิน นายกรัฐมนตรีเกือบไม่ต้องรับผิดชอบเลย โดยอ้างว่าอำนาจต่าง ๆ เป็นของรัฐมนตรี ส่วนรัฐมนตรีก็อ้างว่าเป็นอำนาจของปลัดกระทรวง ปลัดกระทรวงก็อ้างว่าเป็นอำนาจของอธิบดี อธิบดีมักจะกล่าวว่า

"เราจะป้องกันมิให้ปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นอีก" โดยไม่มีผู้ใดแสดงความรับผิดชอบตามกฎหมายจริงๆ เลย

และเมื่อมีผู้ถามว่า เหตุใดจึงมีกฎหมายที่ทำให้เกิดช่องว่างดังกล่าวมากเหลือเกิน นักกฎหมายก็จะตอบด้วยความภูมิใจว่า "เพื่อกระจายอำนาจ และให้เกิดความคล่องตัวในทางปฏิบัติ"

ความไร้ระเบียบทางกฎหมายตั้งแต่ระดับกติกาสูงสุดในการปกครองประเทศลงมาถึงระเบียบจุกจิกสารพัดเรื่องในหน่วยงานราชการหนึ่งๆ ได้กลายเป็น "ต้นทุน" ในการพัฒนาของประเทศไทยยุคใหม่ ทั้ง ๆ ที่ประชาชนในยุคนี้มีการศึกษาสูงกว่ายุคก่อน ๆ

จึงนับว่าเป็นเรื่องจริงที่น่าเศร้าเป็นอย่างยิ่ง และสะท้อนให้เห็นว่า มันสมองที่แท้จริงในสังคมไทยยังไม่ได้รับการพัฒนา หรือพูดง่าย ๆ คือ ยังไม่ได้เกิดมาเพื่อสร้างสรรค์สังคม แม้ว่ากาลเวลาผ่านมาแล้วอย่างยาวนาน

คลิกอ่าน แฉสันดานคนไทย 2




วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ฝรั่งแฉสันดานคนไทย ตอน 2





ในทางวัฒนธรรม อะไรเล่าคือวัฒนธรรมไทย ? 
เมื่อข้าพเจ้าถามเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทย เขาจะพาเราไปดูการฟ้อนรำที่ซ้ำๆ กัน ดูผ้าไหม ดูวัด และพาไปทานอาหารไทย เขาจะพาเราไปเที่ยวดูช้าง และชาวเขา ดูเรือในแม่น้ำและการพิธีต่างๆ มวยไทยและตลาดน้ำ เราได้ดูพระพุทธรูป ปราสาทราชวัง ซึ่งล้วนแต่เป็นอดีต

แต่พวกเขาไม่เคยพาเราไปดูวัฒนธรรมในการศึกษาหาความรู้ของคนไทย วัฒนธรรมในการผลิตสินค้า และการให้บริการของคนไทย การคิดค้นสิ่งใหม่ ประดิษฐกรรมและศิลปกรรม ข้าพเจ้าไม่เคยได้พบวัฒนธรรมที่ดีงามมากในธุรกิจของไทย และยิ่งพบเห็นได้ยากในระบบราชการของไทย ซึ่งเน้นความเป็นเจ้าขุนมูลนายและสายสัมพันธ์มากกว่าการมีวัฒนธรรมที่สร้างจิตสำนึกต่อสังคม

คนไทยไม่สามารถชี้ให้เห็นวัฒนธรรมของพวกเขา ในส่วนที่เป็นพลังขับเคลื่อนที่แท้จริงของชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม และไม่สามารถอธิบายให้น่าฟังได้ในระดับนามธรรม ความไร้ระเบียบทางกายภาพ และทางศีลธรรม-จริยธรรม และความไร้ระเบียบทางกฎหมายและวัฒนธรรม ที่สรุปไว้ข้างต้นนี้ นับว่าเป็นข้อดีสำหรับเรา ซึ่งเป็นคนต่างชาติที่มีอำนาจ

เพราะแสดงให้เห็นว่า คนไทยนั้นอ่อนแอในทุกด้าน ผู้ใหญ่ก็อ่อนแอ เด็กก็อ่อนแอ คนมีความรู้ก็อ่อนแอ และคนไม่มีความรู้ก็อ่อนแอ คนมีอำนาจหรือไม่มีอำนาจก็อ่อนแอทั้งสิ้น นับเป็นเวลากว่า 50 ปีมาแล้วที่คนไทยไม่มีผู้นำที่สามารถและเสียสละอย่างแท้จริง (ยกเว้นองค์พระมหากษัตริย์) อันสะท้อนกลับมาที่ลักษณะประจำชาติของคนไทยเอง

นายท่าน! สังคมไทยเป็นสังคมที่ผุกร่อนมากแล้ว รอวันแตกสลายลง เหมือนหินกับปูนซึ่งถูกน้ำกรดกัดกร่อนทุกวัน ในวันหนึ่งข้างหน้าก็จะไม่มีอะไรให้เห็นเป็นแก่นสารเลย นายควรที่จะพอใจว่ารัฐบาลข้ามชาติ รวมทั้งมาเฟียต่างๆ ของเรา ชาวต่างชาติ เพียงแต่ใช้กุศโลบายอันแยบยลอย่างเงียบๆ หลอกล่อให้คนไทยหลงอยู่ในความฝันว่าตนมีสติปัญญาเพียงพอแล้ว โดยการเลียนแบบฝรั่งก็ใช้ได้

ความไร้ระเบียบจะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ในทุกด้าน สังคมไทยในที่สุดจะตั้งอยู่ได้ด้วยประชาชนที่อ่อนแออย่างหลวมๆ เพียงอย่างเดียว ไม่มีจุดเชื่อมโยงอย่างมีความหมายกับอำนาจรัฐและอิทธิพลทางจิตใจของผู้นำทางการเมือง สังคม สถาบันหรือศาสนาใดๆ

เมื่อนั้น...เราจะบังคับเอาประเทศไทยเป็นทาสอย่างง่ายดาย เพียงแต่รอเวลาเท่านั้น

สิ่งที่เป็นเวทมนต์อันศักดิ์สิทธิ์ที่เราชาวต่างชาติจะใช้สะกดผู้นำของชาติไทยก็คือ จงหลอกล่อให้พวกเขาหลงใหลเข้าใจว่า พวกเราชาวต่างชาติจะอยู่ในระเบียบวินัยทางการค้าและการลงทุนอันเสรี ในกฎเกณฑ์ที่เรานั่นเองเป็นผู้คิดค้นขึ้น

เราจะต้องสะกดให้เขาเชื่อว่าเราชาวต่างชาติจะอยู่ในระเบียบวินัยของกฎบัตรสหประชาชาติ และหลักการด้านสันติภาพ ประชาธิปไตย และมนุษยธรรมต่างๆ รวมทั้งมาตรฐานอันสูงส่งในการพัฒนาทางเศรษฐกิจ

อย่าให้พวกเขาได้มีโอกาสเรียนรู้ศาสตร์ชั้นสูงของการลูบหน้าปะจมูก หรือมือถือสากปากถือศีลของชนชาติเราเป็นอันขาด ชาติเล็กๆ ที่น่าสงสารชาตินี้ย่อมอยู่ในอุ้งมือของเราเป็นแน่แท้ แม้คนอยากจะลุกขึ้นสู้ แต่พวกเขาก็มีแต่ความรักชาติเท่านั้น ไม่มีระเบียบวินัยและพลังภายในของสังคม อันเป็นจิตวิญญาณของชาติที่แท้จริงซึ่งจะผลักดันให้ต่อสู้ได้สำเร็จเลย

"สิ่งที่พึงระวัง" เราชาวต่างชาติจะต้องระวังย่างก้าวของเราบางประการ เพื่อมิให้การครอบงำอย่างเงียบๆ นี้สะดุดหยุดลง ข้าพเจ้าขอเสนอแนวคิดต่อนายดังนี้


1. อย่าให้เมืองไทยมีผู้นำที่เข้มแข็งและเสียสละ สังคมไทยส่วนใหญ่ยังหวังพึ่งหัวหน้าฝูง และสิ่งที่มีอำนาจ เขายังไม่หวังพึ่งพาตนเองมากนัก หากสังคมไทยได้ผู้นำที่เสียสละ พวกเขาจะกลายเป็นชาติที่รุ่งเรืองได้ในเวลาอันรวดเร็ว ดังเช่นที่ปรากฏมาทุกยุคในประวัติศาสตร์ชาติไทย

สิ่งที่เราควรทำคือ ส่งสัญญาณสนับสนุนผู้ที่จะได้รับเลือกมาเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากแม่พิมพ์ ( mold) แบบเก่าของไทย เช่น นาย ช. นาย ก. นาย บ. ฯลฯ หรือผู้ที่แสวงประโยชน์สูงสุดจากการเมือง คนพวกนี้จะช่วยให้เราชาวต่างชาติใช้เวทมนต์ของเราได้ง่ายขึ้นเหมือนที่ผ่านๆ มา


2. อย่าให้ผู้นำของไทยคิดออกนอกแนวโลกาภิวัตน์ เพราะโลกาภิวัตน์คือเวทมนต์ของเรา จงทำให้พวกเขาหลงใหลมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าโลกาภิวัตน์ที่ถูกต้อง คือ การเอาใจท้องถิ่น (localization of globalization) เพื่อว่าเขาจะได้แคลงใจสงสัยน้อยลง

จงทำให้พวกเขาเชื่อว่าปัญหาต่างๆ ของพวกเขานั้น จะพึ่งพากลไกของรัฐไม่ได้ แต่ต้องพึ่งพานักคิดแก้ปัญหาอิสระในนามผู้เชี่ยวชาญและ NGOบางแห่งที่เราสนับสนุนอยู่ จงจูงมือพวกเขา จงจูงใจพวกเขา และให้อามิสแก่พวกเขา

ทำให้เขารู้สึกว่า "ภาคประชาชน" เท่านั้นที่สำคัญ!!
พวกเขาจะดูหมิ่นเหยียดหยามอำนาจรัฐ พวกเขาจะเกลียดชัง พวกเขาจะเคียดแค้น ซึ่งจะเป็นผลดีแก่ความก้าวหน้าของเรา ขณะเดียวกัน เราเองจะต้องสนับสนุนให้อำนาจรัฐพัฒนาประเทศไปในแนวทางที่ประชาชนเกลียดชังมากขึ้นทีละน้อย โดยแสร้งทำเป็นว่าอย่าช่วยเหลืออย่างจริงใจ

3. จงเร่งให้คนไทยรู้สึกว่าพวกเขาพ้นจากปัญหาเศรษฐกิจแล้ว เมื่อพวกเขาหลงเชื่อว่าทุกอย่างดีขึ้น นิสัยประจำชาติของพวกเขาจะพลุ่งพล่าน พวกเขาจะลืมตัว จนสร้างความไร้ระเบียบมากขึ้นเป็นทวีคูณ เริ่มจากการเมืองระดับชาติ ข้าราชการ นักธุรกิจ ฯลฯ ลงมาจนถึงการเมืองท้องถิ่น พระ ตำรวจ ชาวบ้าน

พวกเขาจะรีบเร่งออกกฎหมายต่าง ๆ จนยุ่งเหยิงไปหมด ไม่ทราบว่าในเรื่องใดเรื่องหนึ่งจะใช้กฎหมายใด ในกรณีใดเมื่อใด พวกเขาจะย่อหย่อนต่อวินัยทางเศรษฐกิจ การคลัง และการเงิน พวกเขาจะเมินเฉยต่อศีลธรรม-จริยธรรม จะฟุ้งเฟ้อ ทำตัวเป็นคางคกขึ้นวอ เพื่อให้เราชาวต่างชาตินิยมชมชอบ

ดังนั้น พลวัตทางเศรษฐกิจเพราะความเชื่อผิดๆ ว่าทุกอย่างดีขึ้น จะนำไปสู่จิตวิญญาณของชาติที่เป็นอัมพาตหนักกว่าเดิมในเวลาอันไม่ช้า ซึ่งจะเป็นโอกาสทองของพวกเราชาวต่างชาติอย่างแท้จริง


4.จงช่วยสนับสนุนการศึกษาของคนไทย (ให้แคบขึ้นเรื่อยๆ) จนคนทั้งชาติเชื่อว่า การใช้คอมพิวเตอร์ไม่เป็น คือการไม่ได้รับการศึกษา พวกเขาจะชำนาญและหลงใหลได้ปลื้มกับเทคนิคต่างๆ ซึ่งนำเอาความสะดวกสบายและเงินเดือนสูงๆ มาให้ จนลืมไปว่าการสร้างชาตินั้นสำคัญกว่าการสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรือการส่ง e-mail

เราทำให้พวกเขาเชื่อไปได้เปลาะหนึ่งแล้วว่า ต่อไปคำว่า "ชาติ" จะไม่มี เพราะ internet ได้ทำลายพรมแดนธรรมชาติลงเสียแล้ว

ต่อไปก็ต้องทำให้พวกเขาลืม "ความรักชาติ" และแรงปรารถนาที่จะ "สร้างชาติ" เพื่อว่าจะได้หมดความปรารถนาแบบโบราณ ที่จะยืนอยู่ในโลกอย่างทระนง เช่นเสรีชนอื่นๆ

อย่าให้พวกเขาสนใจศิลปศาสตร์มากนัก เพราะวิชาเหล่านี้ทำให้พวกเขา "คิดอย่างมีจินตนาการ" อย่าให้พวกเขา "คิดได้" มากๆ หรือ

"อยากคิด" มากๆ เพราะมันจะเป็นฐานพลังให้สังคมไทย "คิดสู้" จงเน้นให้พวกเขาหลงใหลในวิชาการเทคนิค และอิเล็กทรอนิกส์เป็นสำคัญ


5. หลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์ระบบราชการไทย เพราะระบบราชการไทยนั้นล้าหลังมาก และเป็นทั้งอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ พร้อม ๆ กับเป็นเชื้อโรคที่กัดกินสังคมไทยโดยส่วนรวมมากขึ้นทุกที ระบบราชการไทยเต็มไปด้วยความกดดันทำลายทรัพยากรบุคคล เต็มไปด้วยความไร้ประสิทธิภาพ และความไร้สำนึกต่อสังคม ทำให้ระบบราชการไทยเป็นมหามิตรของเราชาวต่างชาติ

อย่าชี้จุดอ่อนของเขา อย่าวิพากษ์วิจารณ์ ปล่อยให้มันเป็นตัวบ่อนทำลายคนไทยทั้งทางกายและทางจิตใจ ทุกลมหายใจของชีวิตจนกว่าจะหมดลม

เมื่อไม่วิพากษ์วิจารณ์ มหามิตรของเราก็จะทำงานอย่างขะมักเขม้นโดยหลงเชื่อว่า ตนนั้นดีเลิศประเสริฐที่สุดในชาติ มีความชอบธรรมที่จะเขมือบงบประมาณแผ่นดินมากขึ้นเรื่อยๆ จนชาติไทยทั้งชาติเป็นอัมพาต เพราะมะเร็งร้ายนี้

อย่าลืมว่าเฟืองตัวใหญ่ที่ขึ้นสนิมเขรอะ ย่อมทำให้จักรกลทั้งหมดสามารถหยุดหมุนได้ เราชาวต่างชาติไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรเลย นั่งยิ้มให้มหามิตรของเรา และยื่นหัตถ์แห่งมัจจุมิตรแก่พวกเขา จนกว่าเวลาจะมาถึง


6.จงนำรายงานฉบับนี้ให้คนไทยอ่านเพื่อทดสอบปฏิกิริยาของพวกเขา ข้าพเจ้ามั่นใจว่าพวกผู้นำจะตอบด้วยใบหน้าที่ยิ้มละไมว่า "เพิ่งได้รับเอกสาร ขอเวลาให้เราแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาก่อน"

ส่วนคนไทยทั่วไปจะตอบว่า "ไม่เป็นไร" แล้วหัวเราะเห็นฟันขาว นายท่านจงตระเตรียมเครื่องปรุงรสให้พร้อม เพื่อลิ้มรสเนื้ออันโอชะจากแผ่นดินไทย

รายงานของข้าพเจ้าฉบับนี้มีเพียงเท่านี้ หากรัฐบาล บริษัทข้ามชาติ และมาเฟียของเราวางแผนเข้ามาผูกมิตรกับคนไทยโดยมีเป้าหมายเช่นว่านั้นแล้ว ข้าพเจ้ารับรองว่าคนไทยจะภาคภูมิใจในการผูกมิตรกับเราเป็นอย่างยิ่ง

เพราะพวกเขาโดยเนื้อแท้ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงมากนัก และไม่ชอบคิดแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง พวกเขาชอบการยกยอปอปั้น หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง และใช้ชีวิตตามสบาย.

ย้อนอ่าน แฉสันดานคนไทย ตอนแรก




วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ตอบกระทู้ manjumbo เรื่องชื่อ Abhsit

V

V

เนื่องจากผมตอบกระทู้ลุงแมนเรื่อง ภาษาปะกิต คำว่า Abhisit ที่สนุก แล้วความเห็นไม่ขึ้น

เลยขอยกมาตอบตรงนี้แทน ครับ

V


V

อันนี้ขอร่วมแสดงความเห็นนะครับ ลุงแมน

อย่างชื่อองค์พระประมุขของเรา (ต้องเลี่ยงบาลีกลัวเว็บไม่ขึ้นให้)

ก็เขียนตามหลักภาษาบาลีครับ  bhumibol 

เพราะ ภาษาบาลี จะไม่ออกเสียง พ.พานครับ เพราะจะออกเสียงเป็น บ.

เช่นพุทโธ ในภาษาบาลี จะอ่านว่า บุดโธ


ทีนี้ชื่อของบุคคล เรายืมมาจากภาษาบาลี คำว่า อภิสิทธิ์ จะต้องอ่านว่า อะบิสิด ครับ

ทีนี้ที่เราเห็นชื่ออภิสิทธิ์ เขียนในภาษาอังกฤษ จึงเขียนตามการออกเสียงในภาษาบาลีครับ ลุงแมน



ผมจะขอยกตัวอย่างอีกสักเรื่อง


มีนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น และนายกรัฐมนตรีของจีนหลายคน เรียนจบสูง พูดภาษาอังกฤษได้ 

แต่เวลาเขาไปประชุมระดับนานาชาติ 

ผู้นำรัฐบาลจากทั้งสองประเทศนี้ เขาจะไม่พูดภาษาอังกฤษกับคนชาติอื่นเลยครับ (ทั้งๆที่พูดได้)  แต่เขาจะใช้ล่ามพูดแทนเขา


เพื่อในลักษณะการฑูต การพูดโดยตรง ถ้าผิดพลาดอะไรไปนิดหน่อย อาจจะกระทบกระเทือนถึงประเทศได้ง่ายกว่า การพูดผ่านล่ามอีกทีครับ

เพราะถ้าเกิดความเสียหายอะไร ก็จะให้ล่ามรับผิดแทนไป เพื่อเป็นการป้องกันความเสียหายของประเทศอีกชั้นหนึ่ง




และที่สำคัญที่สุด ชาติที่มีความภูมิใจในความยิ่งใหญ่และวัฒนธรรมของตัวเอง ผู้นำเขาจะไม่ใช้ภาษาต่างชาติครับ เพราะเขาจะถือว่าเขามีภาษาของตัวเอง ไม่ใช่ทาสทางวัฒนธรรมชาติอื่น



ให้สังเกตว่า แม้แต่องค์พระประมุขของเรา เวลาทรงต้อนรับหรือเลี้ยงพระกระยาหารแก่เชื้อพระวงศ์ต่างประเทศ พระองค์จะแถลงหรืออ่านอะไรอย่างเป็นทางการ พระองค์จะต้องอ่านด้วยภาษาไทยเท่านั้นครับ



ยังมีตัวอย่างอีกครับลุง


อย่างประเทศพม่า ภาษาอังกฤษเขียน เบอร์ม่า แต่คนพม่า เขาออกเสียงเมียนม่า 

ปัจจุบันนี้พม่า ประกาศชื่อประเทศตัวเองว่า เมียนม่า เพราะไม่ต้องการเป็นขี้ข้าภาษาอังกฤษต่อไป


หรืออย่างเช่น เมืองบอมเบย์ ของอินเดีย ที่จริงคนอินเดียเขาเรียกว่า มุมไบ มานานแล้ว

แต่คนอังกฤษมันออกเสียงเพี้ยน จึงไปกำหนดว่า คือเมืองบอมเบย์


และตอนนี้ คนอินเดียเขาต้องการจะบอกว่า เขามีเอกราชของตัวเอง ไม่ใช่ขี้ข้าอังกฤษแล้ว จึงขอกลับมาเรียกตามเดิมว่า มุมไบ ครับ



และแม้แต้ภาษาไทย เราก็ไม่เรียกประเทศฝรั่งเศสว่า ฟรานซ์ เราก็เรียกว่าฝรั่งเศสครับ เพราะนี่คือภาษาไทย


หรือประเทศอังกฤษ เราก็จะไม่เรียกประเทศอังกฤษว่า อิงแลนด์ครับ เราก็จะเรียกอังกฤษของเราอย่างนี้  


หรือประเทศพม่า เราก็จะไม่เรียกว่าเมียนม่า เราก็จะเรียกพม่าต่อไปแบบนี้


ฉะนั้นถ้าฝรั่งฉลาดๆ จะเรียกชื่อนายกฯอภิสิทธิ์ หรือแม้แต่องค์พระประมุขให้ถูกต้อง ก็ต้องไปหาความรู้เอาเองครับ   เราไม่จำเป็นต้องไปเอื้ออำนายฝรั่งมากนัก โดยเฉพาะในเรื่องวัฒนธรรมครับ 

ขนาดประเทศญี่ปุ่น ป้ายโฆษณาป้ายบอกทาง ป้ายอะไรต่อมิอะไร คนญี่ปุ่นเขาก็จะใช้ภาษาญี่ปุ่นเป็นหลักครับ เขาไม่สนหรอกว่า จะทำให้นักท่องเที่ยว งง???


ลองนึกดูนะครับ ทำไมคนญี่ปุ่น คนเกาหลี ส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่ประเทศเขาโค.ตระ เจริญเลยครับ ลองนึกๆดุนะ   q*020(ถ้าใครเป็นแฟนประจำบล็อกมุมมองใหม่เมืองเอกของผม จะรู้คำตอบนี้ดี)


ข้อมูลบางอย่างหากผิดถูกอย่างไร ก็ขออภัย เพราะผมเขียนตามความเข้าใจส่วนตัวครับ  q*021



ใหม่เมืองเอก.





.
.