วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ทำไมเฉลิมถึงบอก ทักษิณต้องขอบคุณ คสช.ที่ทำรัฐประหาร







ลังจาก ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุงราษฎร์ ออกมาให้ข่าวว่า มันยังไม่ตาย พร้อมพูดถึง คสช. ว่า ทักษิณต้องขอบคุณ คสช. ด้วยซ้ำที่ทำรัฐประหาร จนเป็นเหตุให้คางคก ตู่จตุพร ถึงกับปรี๊ดแตก รีบออกมาด่าเฉลิมทันทีถึงขนาดไม่เผาผีกันเลย

คลิกอ่าน ข่าวเฉลิมบอกทักษิณควรเอาไวน์ไวน์เปตรุส ไวน์ชั้นยอดราคาแพงมาให้ พล.อ.ประยุทธ์ สัก 12 ลัง


ก่อนอื่นผมขอบอกก่อนว่า สาเหตุที่จตุพรมันโมโหเฉลิม นอกเหนือจากเรื่องส่วนตัวที่สั่งสมมานมนานแล้ว ตามที่ผมเคยเล่าไว้ในบทความเรื่อง คลิปจตุพร ด่าเฉลิม ประกาศแตกหัก ว่าไอ้ตู่มันแค้นใจที่เฉลิมไม่เคยออกมาสู้กับคนเสื้อแดง แต่แค่สอพลอเลียทักษิณก็ได้เป็นรัฐมนตรีตลอด

แต่เรื่องที่ไอ้ตู่ มันเจ็บใจที่สุด ก็คือ เฉลิมดันเอาความจริงมาเปิดเผย ว่า แท้จริงแล้วทักษิณ ยิ่งลักษณ์ รวมทั้ง สส.เพื่อไทย รวมทั้งไอ้ตู่ ไอ้เต้น และแกนนำเสื้อแดงทุกคน มันไม่ใช่นักประชาธิปไตยอะไรเลย  ที่อ้างประชาธิปไตยบังหน้าก็มีไว้แค่หลอกใช้พวกควายแดงเท่านั้น

การที่เฉลิม ออกมาพูดในทำนองว่า ทักษิณไม่ใช่นักประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแบบนี้ ไอ้ตู่ จตุพร ผู้มีหน้าที่เสี้ยมและหลอกควายแดงก็ย่อมหากินยากขึ้นน่ะสิครับ

เท่ากับไอ้เหลิมมาทุบหม้อข้าวไอ้ตู่ ไอ้เต้น ไอ้เหวง นังนกแสกแท้ ๆ

ดังนั้นไอ้ตู่เลยต้องรีบออกมาโวยวายเฉลิม เพื่อหลอกควายแดงให้หลงเชื่อต่อไปว่า ทักษิณ ยิ่งลักษณ์ คือ นักประชาธิปไตยตัวจริงเสียงจริง ยังเป็นนักประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการเหมือนเดิม

ซึ่งถ้าเสื้อแดงบางคนที่ไม่โง่ขนาดควายแดง ก็น่าจะจำได้ว่า ไอ้ตู่คางคก เคยประกาศท้าพลเอกประยุทธ์บนเวทีเสื้อแดงหลายครั้งว่า ถ้าพลเอกประยุทธ์ทำรัฐประหารเมื่อไหร่ มันจะพาเสื้อแดงนับล้านออกมาต่อต้านรัฐประหารทันที

แล้วเป็นไงล่ะ ??  จนถึงวันนี้ ไอ้ตู่ คางคก จตุพร มันได้พาคนเสื้อแดงนับล้านคนออกมาต่อต้านรัฐประหารรึยัง ? 5555

ทีนี้กลับมาที่การพูดของเฉลิม อีกครั้ง ที่มันวิเคราะห์ว่า การที่ คสช. ทำรัฐประหาร ทำไมทักษิณถึงต้องขอบคุณ คสช.

ผมขอยกบทความของ คุณสุรวิชช์ วีรวรรณ ที่เขียนใน astv มาให้คุณผู้อ่าน ได้อ่านแล้วกัน เพราะเขาเขียนได้ดีจริง ๆ

--------------------

ทำไมเฉลิมบอกว่าทักษิณคือผู้ชนะ หลัง คสช. รัฐประหาร

โดย สุรวิชช์ วีรวรรณ

เฉลิมบอกว่า คนที่ได้กำไรจากการปฏิวัติที่สุดไม่ใช่ พวก กปปส. หรือพรรคประชาธิปัตย์ พวกนั้นแทบจะกระอักเลือดไม่ได้อะไร  คนที่ได้กำไรที่สุดเป็นพรรคเพื่อไทย และทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ดูจะเป็นคนที่มีความสุขที่สุด เพราะช่วยแก้ปัญหาการเมืองในพรรคเพื่อไทยให้หลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นภาวะที่แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงกำลังเคลื่อนไหวจนกระทบกระทั่งกับรัฐบาลเองในตอนนั้น ปัญหาความวุ่นวายหลายอย่างในปลายรัฐบาล ที่ทำอะไรลำบาก ปฏิวัติรอบนี้ทักษิณต้องส่งไวน์เปตรุส ไวน์ชั้นยอดราคาแพงมาให้ พล.อ.ประยุทธ์ สัก 12 ลัง

เฉลิมบอกด้วยว่า ตอนนี้คนในพรรคเพื่อไทยไม่ต้องทำอะไร อยู่เฉยๆ รอรัฐธรรมนูญใหม่ กระบวนการเลือกตั้งออกมาจะเป็นอย่างไร เมื่อประเทศคืนสู่ภาวะปกติ เปิดให้มีการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยยังจะชนะเลือกตั้งได้กลับมาเป็นรัฐบาลเหมือนเดิม

คำพูดของเฉลิมดูเหมือนจะสวนทางกับความเชื่อของมวลมหาประชาชนที่ออกมาแสดงความยินดีกับทหารที่ออกมายึดอำนาจ เพราะคนจำนวนมากเชื่อว่า ทหารจะออกมาจัดการกับรัฐบาลของทักษิณและระบอบทักษิณ จึงมีคำพูดทำนองว่า ให้ดูเขาไปก่อน ให้โอกาสทำงานก่อน ซึ่งมีคำถามตามมาว่า จะให้โอกาสเขาทำงานถึงเมื่อไหร่ หรือจนถึงวันที่จัดให้มีการเลือกตั้งและปรากฏผลว่า พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งได้กลับมาเป็นรัฐบาลใช่ไหม

ถ้าผ่านการเลือกตั้งแล้วผ่านการปฏิรูปทางการเมืองที่เราเรียกร้องกันแล้ว จะยอมรับผลการเลือกตั้งกันไหม

ถึงวันนี้เราต้องยอมรับความจริงนะครับว่า ทัศนคติของทหารที่ออกมารัฐประหารครั้งนี้ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่จัดการกับระบอบทักษิณและรัฐบาลของทักษิณ เพราะไม่มีการกล่าวหาใด ๆ ต่อรัฐบาลเลย นอกจากอ้างเหตุว่า เกิดความขัดแย้งของคนในชาติที่จะลุกลามบานปลายไปจนทหารต้องออกมาแก้วิกฤตของบ้านเมือง

แต่ถ้าทหารไม่ออกมามวลมหาประชาชนก็ไม่มีวันที่จะโค่นล้มรัฐบาลของทักษิณได้ ในตอนนั้น จึงมีเสียงเรียกร้องให้กองทัพออกมาแก้วิกฤตของบ้านเมือง แล้วสุดท้ายทหารก็ออกมาจริงๆ ตอนแรกใครก็เชื่อว่า ทหารจะออกมาจัดการกับระบอบทักษิณรัฐบาลของทักษิณ (ตอนนี้มวลชนที่ยัง “งุนงง” ก็ยังเชื่ออยู่) 

แต่สุดท้ายพฤติกรรมที่แสดงออกกลับไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย พวกเขากลับมองว่า มวลชนทั้งสองฝ่ายต่างเป็นมวลชนที่มีปัญหาไม่แตกต่างกัน ทหารไม่ได้ออกมาสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยเฉพาะที่มวลมหาประชาชนเชื่อกัน

แม้ว่าตอนแรกดูเหมือนทหารจะแสดงบทบาทเข้มข้นกับคนเสื้อแดงมากกว่า เพราะทหารกลัวว่า คนพวกนั้นจะออกมาต่อต้าน 

แต่เมื่อทักษิณส่งสัญญาณให้คนเสื้อแดงว่า อย่าไปขัดขวางการทำงานของ คสช. คนเสื้อแดงทั้งหมดจึงพากันสงบปากคำ หลบอยู่ในที่ตั้ง หรือที่มีคนเรียกว่า “แกล้งตาย” นั่นเอง

ผมเชื่อว่า ทักษิณก็คิดเช่นนี้เพราะทักษิณมั่นใจเหมือนกับที่เฉลิมพูดว่า  อย่างไรเสียเมื่อการเลือกตั้งกลับมาพรรคของเขาก็ต้องชนะอีก ไม่ว่ารัฐธรรมนูญจะถูกออกแบบมาอย่างไรก็ตาม

บางคนอาจบอกว่าถ้าเป็นเช่นนั้น เท่ากับเป็นการรัฐประหารที่สูญเปล่าอีกครั้ง คำพูดนี้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นทัศนะของใคร ถ้าพรรคของทักษิณกลับมาชนะอีก ฝ่ายตรงข้ามของทักษิณก็ต้องคิดเช่นนั้นด้วยความรู้สึกที่ปวดร้าว ส่วนฝ่ายของทักษิณก็คงคิดเช่นนั้นเช่นเดียวกัน แต่อาจมีน้ำเสียงที่เยาะเย้ยเจือปนอยู่ด้วย

แต่ประเด็นก็คือ มีใครรู้บ้างว่า พล.อ.ประยุทธ์และคณะของเขาคาดหวังแค่ไหนที่เข้ามายึดอำนาจรัฐประหารและตั้งรัฐบาลทหารในครั้งนี้ การคาดหวังว่าจะจัดการกับระบอบทักษิณนั้นค่อนข้างจะมีแนวโน้มที่ชัดเจนแล้วนะครับว่า ไม่ใช่ !

เพราะเท่าที่เห็นก็คือ ทหารออกมาเพียงเพื่อยุติความขัดแย้งในชาติเอาไว้ชั่วคราวเท่านั้น

ถ้าเราจะเรียกว่า กวาดขยะไว้ใต้พรมก็คงจะไม่ผิด

สมาชิกสภานิติบัญญัติสายทหารแสดงออกมาชัดเจนว่า ไม่ต้องการถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กรณีดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มา ส.ว. ว่าการกระทำส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดรัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่ต้องพูดเลยว่า การถอดถอนยิ่งลักษณ์จะสำเร็จลงได้

เมื่อชัดเจนแล้วว่า ทหารไม่ได้ออกมารัฐประหารเพื่อเลือกข้างทางการเมือง แต่เพื่อยับยั้งวิกฤตของบ้านเมืองเท่านั้น

ผมคิดว่าคำพูดของเฉลิมครั้งนี้มีโอกาสเป็นไปได้สูงทีเดียวว่า เมื่อการเลือกตั้งกลับมาพรรคของทักษิณจะกลับมาชนะอีก แต่ผมอาจมีความเห็นแตกต่างกับเฉลิมตรงที่เฉลิมบอกว่ายกเว้นทักษิณตายหรือเลิกเล่นการเมือง

เพราะผมคิดว่า ถึงทักษิณตายถ้าพรรคของทักษิณยังอยู่พวกเขาก็ชนะการเลือกตั้งอีก ถ้าเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทัศนคติข้างมากของประชาชนในชนบทได้

ประชาชนชนบทในอดีตถูกทอดทิ้งจากอำนาจรัฐส่วนกลาง ความเจริญกระจุกอยู่ในเขตเมือง เมื่อระบอบทักษิณยื่นมือไปสัมผัสกับประชาชนในนามของกองทุนหมู่บ้าน โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค การพักชำระหนี้เกษตรกร ฯลฯ อย่างที่ไม่เคยได้จากอำนาจรัฐส่วนกลางมาก่อน

ทำให้ประชาชนเชื่อว่า ทักษิณมอบประชาธิปไตยที่กินได้ให้พวกเขา สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนจะดีถ้าไม่คำนึงว่า จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาวหรือไม่ ไม่ได้คำนึงถึงหนี้ภาคครัวเรือนที่สูงขึ้นเพราะถูกกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายโดยไม่รู้ตัว ประชาชนอ่อนแอลงเพราะรอคอยโอกาสการช่วยเหลือจากรัฐม่คิดว่าทักษิณเอาเงินของประชาชนนั่นแหละมาสร้างความนิยม และไม่ได้คิดถึงตัวเลขผลกำไรที่สูงขึ้นของบริษัทในวงศ์วานว่านเครือของทักษิณจากผลประโยชน์ทับซ้อนเชิงนโยบาย

นโยบายประชานิยมจึงทำให้ทักษิณกลายเป็นเทพเจ้าองค์ใหม่ของคนยากจนในชนบท มีอำนาจล้นฟ้าจนรัฐมนตรี ส.ส. และข้าราชการเป็นเหมือนกับลูกจ้างของบริษัทในเครือชินวัตร จนกระทั่งเกิดสิ่งที่เรียกว่า ระบอบเผด็จการรัฐสภาของกลุ่มทุนพรรคการเมือง ที่ทำให้พรรคการเมืองเป็นบริษัทที่จัดการผลประโยชน์ของรัฐมาเป็นของกลุ่มทุนพรรคการเมือง

ประชาชนส่วนหนึ่งซึ่งมองเห็นกลไกอันพิกลพิการของระบอบทักษิณที่อ้างว่า มาจากการเลือกตั้งของประชาชนจึงออกมาต่อสู้เพื่อไม่ให้ผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนกลายเป็นผลประโยชน์ของกลุ่มทุนพรรคการเมือง แต่ถูกระบอบทักษิณปลุกประชาชนขึ้นมาต่อสู้จนเกิดเป็นความขัดแย้งของประชาชนในชาติ

ถ้าสิ่งเหล่านี้พล.อ.ประยุทธ์มองไม่เห็นถึงปัญหาของวิกฤตการเมืองที่สืบเนื่องมานับสิบปี ระบอบทักษิณก็กลับมาอีกอย่างที่เฉลิมพูด แล้วความขัดแย้งของคนในชาติก็จะดำรงอยู่ต่อไป

http://astv.mobi/AVJ6y1U



-----------------

ข้อคิดท้ายบทความ

ผมสรุป คำพูดของเฉลิมอย่างง่าย ๆ เลยนะว่า ทักษิณและเฉลิมยังมั่นใจว่าคนไทยในชนบทส่วนใหญ่ยังโง่เหมือนเดิม

"เพราะประเทศไทย ขอเพียงแค่คุณชนะการเลือกตั้งได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม ต่อให้คุณเหี้ยแค่ไหน ก็จะมีไอ้พวกโง่ที่เชื่อว่าคุณไม่เหี้ยเสมอ"
.
555555/@akecity





วันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2557

คดีฮา เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษา ตู่ จตุพรเป็นทาสทักษิณจริง






ผมถือเป็นคดีที่ฮาที่สุดในรอบปีเลยก็ว่า นั่นคือ คดีที่นายวัชระ เพชรทอง อดีต สส.ประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นรุ่นพี่ที่สนิทชิดเชื้อรู้เช่นเห็นสันดานธาตุแท้ของนายจตุพร พรหมพันธุ์ เป็นอย่างดีมาตั้งแต่เรียนรามคำแหง ซึ่งนายวัชระ เคยบอกว่า นายจตุพรเป็นทาสทักษิณ

ซึ่งต่อมานายจตุพร พรหมพันธุ์ หรือฉายาไอ้ตู่ คางคกแดง ก็เลยไปฟ้องหมิ่นประมาทต่อนายวัชระ เพชรทอง แถมศาลยังบอกอีกว่า

แล้วคดีก็มาถึงชั้นอุทธรณ์ มันฮาตรงที่ศาลอธิบายเหตุผลที่ยกฟ้องนี่แหละครับ ลองอ่านกันดู

----------------------

ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง “วัชระ-ไทยโพสต์” หมิ่นตุ๊ดตู่เป็นทาส “สัมภเวสีแม้ว” ชี้ติชมโดยสุจริต แถมศาลสำทับพวกปลื้มเหลี่ยมน่าจะดีใจด้วยซ้ำที่ “จตุพร” ภักดี ส่วนกรณีนำนิสัยสมัยเรียน ม.รามฯ มาวิพากษ์นั้นถือเป็นการบ่งบอกพฤติกรรม! 

เมื่อวันที่ 17 ต.ต. 57 ห้องพิจารณา 707 ศาลอาญา ได้มีการอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ในคดีหมายเลขดำ อ.3856/2552 ที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์, บริษัท สารสู่อนาคต จำกัด เจ้าของหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ และนายทวีสิน สถิตรัตนชีวิน (เสียชีวิต) อดีต บ.ก.ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา นสพ.ไทยโพสต์ เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328

กรณีวันที่ 24 ก.ย.52 นายวัชระแถลงข่าวที่รัฐสภา กล่าวทำนองว่า นายจตุพรเป็นทาสรับใช้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และตระกูลชินวัตรเพียงตระกูลเดียว พร้อมเรียกร้องให้หยุดพฤติกรรม และคืนเงินเดือนที่ได้มาจากภาษีของประชาชน

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2556 เนื่องจากเห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีบทบาทในพรรคเพื่อไทย และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาจำคุก 2 ปี คดีทุจริตจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก ซึ่งนายจตุพรก็เคยเบิกความว่า ตนมีความเคารพรักและมีความก้าวหน้าทางการเมืองเพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความเสื่อมเสียดูหมิ่น เพราะเป็นการปกป้องด้วยความจงรักภักดี จึงเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมือง ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท

ต่อมานายจตุพรยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนแล้วเห็นว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 -3 กระทำผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างเป็นนักการเมือง โดยสังกัดพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามกัน และมีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกัน

การที่จำเลยที่ 1 ใช้คำว่าโจทก์เป็นทาสของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็เนื่องจากโจทก์ได้เคยแถลงว่าคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เป็นองค์กรทาสที่ถูกตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการต่อ พ.ต.ท.ทักษิณโดยไม่ชอบธรรม ทั้งนี้ โจทก์มีความศรัทธาต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงได้แถลงข่าวดังกล่าว ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้แถลงข่าวว่าโจทก์เป็นทาสของ พ.ต.ท.ทักษิณ เห็นว่าคำว่าทาสหมายถึงผู้รับใช้ มีความหมายทั้งด้านดีและไม่ดี 

ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 กล่าวหาโจทก์ว่าเป็นทาสของ พ.ต.ท.ทักษิณ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์มีความเคารพ เชื่อถือและศรัทธาต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ โจทก์จึงไม่ได้เสียหาย ส่วนประชาชนทั่วไปที่เชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณเป็นคนดี เมื่อได้ฟังคำพูดของจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้ทำให้เกิดความรู้สึกเกลียดชังโจทก์ แต่กลับนิยมชมชอบเสียด้วยซ้ำ

ส่วนข้อความที่จำเลยกล่าวว่า โจทก์ทำตัวเป็นผู้รับใช้ทรราช และขอให้คืนเงินที่ได้มาให้กับประชาชนนั้น เห็นว่าเมื่อโจทก์แสดงความเห็นใจ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าถูกกล่าวใส่ร้ายให้เสียหาย แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า พ.ต.ท.ทักษิณถูกศาลพิพากษาว่ามีความผิดในหลายคดี ซึ่งจำเลยที่ 1 ที่มีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างกับโจทก์ คำกล่าวของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรม

ส่วนข้อความที่จำเลยที่ 1 กล่าวว่าโจทก์ชอบนำนิสัยสมัยเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงมาใช้ เช่น โกหกหลอกลวงประชาชนนั้น เห็นว่า ทั้งโจทก์และจำเลยต่างเคยเรียนมาด้วยกัน จึงเป็นการนำลักษณะพฤติกรรมของโจทก์มาเปรียบเทียบกับการกระทำปัจจุบัน อันมีลักษณะบ่งบอกพฤติกรรมของโจทก์ ซึ่งยังไม่พอรับฟังได้ว่าเป็นการหมิ่นประมาท ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนยกฟ้อง

สำหรับนายวัชระได้เคยถูกศาลพิพากษาจำคุก 2 เดือน ปรับ 2 หมื่นบาทในความผิดฐานหมิ่นประมาทคดีที่นายจตุพรเป็นโจทก์ยื่นฟ้องในคดีหมายเลขดำ 898/2552 กรณีกล่าวหาว่านายจตุพรเป็นเด็กเลี้ยงแกะ แต่ศาลให้รอลงอาญาเป็นเวลา 1 ปี ซึ่งนายวัชระได้ยื่นอุทธรณ์ และขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์


-----------------

เฉลิมยังยอมรับเป็นขี้ข้าทักษิณ แต่ทำไม ตู่จตุพร ถึงไม่ยอมรับ หา !??



วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2557

เมื่อ กฟผ. พา ดร.สมเกียรติไปดูโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และถ่านหิน






รายการคิดยกกำลังสอง ไทยพีบีเอส ได้เชิญ ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล มาเล่าถึงการไปดูโรงไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ และโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่เยอรมันและฝรั่งเศส

โดยที่ ดร.สมเกียรตื รีบออกตัวไว้ก่อนตั้งแต่เริ่มรายการว่า "ผมไม่ใช่สื่อมวลชนในกระแส  คือไม่ได้ประกอบในอาชีพนี้อยู่แล้ว..." 

ดร.สมเกียรติ คงหมายถึง ตนเองไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องพลังงานโดยเฉพาะ

ก่อนอื่นผมอยากให้คุณผู้อ่านดูคลิปความยาว 7 นาทีกว่า ๆ เท่านั้นก่อน ก่อนที่ผมจะขอวิจารณ์เรื่องนี้ในสิ่งที่ผมไม่ค่อยเห็นด้วย



ผมว่า การที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตได้พาผู้ทรงคุณวุฒิด้านสื่อไปดูโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ไปดูโรงไฟฟ้าถ่านหิน เจตนาหลักของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตก็คือต้องการให้คนที่มีศักยภาพด้านสื่ออย่าง ดร.สมเกียรติ มาพูดในสิ่งที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตต้องการนำเสนอให้คนไทยรู้

มีคำพูดหลายประโยคที่สะกิดใจผมของ ดร.สมเกียรติ

เช่น นาทีที่ 1.10 "เราทุกคนรู้ว่าประเทศไทยเนี่ย ไม่มีแหล่งพลังงานของตัวเองพอที่จะผลิตกระแสไฟฟ้า เลี้ยงคน อุตสาหกรรม ธุรกิจกับบริการทุกอย่างให้แสงสว่างและพลังงานกับประเทศได้ต่อไปในอนาคต ในระยะไม่ได้ยาวนะ"

ที่ ดร.สมเกียรติพูด ท่านหมายถึงพลังงานหลัก ไม่ใช่พลังงานทางเลือก เช่น แก๊ส ถ่านหิน ซึ่งเรากำลังจะมีไม่พอในการผลิตไฟฟ้าในอนาคต อาจารย์สมเกียรติจึงพูดถึงว่า ต่อไปเราต้องเลือกว่าจะใช้อะไรมาทดแทนสิ่งพวกนี้ในอนาคต

โดยที่ท่านยกตัวอย่างเรื่อง พลังงานนิวเคลียร์ และปัญหาที่คนไทยต่อต้าน รวมถึงปัญหาที่ไทยเรายังขาดบุคลากรวิศวกรในเรื่องนิวเคลียร์ ซึ่งแม้ไทยอยากจะทำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ตอนนี้ ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะขาดบุคลากรในด้านนี้

และประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ คนไทยไม่ไว้ใจหน่วยงานที่จะเข้ามารับผิดชอบเรื่องความปลอดภัยในเรื่องนิวเคลียร์ หรือแปลง่าย ๆ ว่า ไม่ไว้ใจความเป็นไทย ไม่ไว้ใจการบริหารจัดการแบบไทย ๆ

ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่สุด คนไทยไม่ไว้ใจมาตรฐานความปลอดภัยแบบไทย ๆ 


โดยเฉพาะในช่วงท้ายรายการที่ดร.สมเกียรติ สรุป ท่านได้สรุปไว้ว่า

"ไม่มีทางเลือกนะสำหรับประเทศไทย ต้องหาพลังงานมาเพิ่ม ถ้าไม่นิวเคลียร์ ก็ถ่านหิน แก๊สไม่พอ เพราะฉะนั้นต้องนำเข้า แต่ก็สร้างคนให้มั่นใจ คือคนที่จะเข้าไปทำงาน เทคโนโลยีมันมีอยู่แล้วไม่ว่าจะถ่านหิน หรือนิวเคลียร์ แล้วก็สร้างองค์ความรู้ให้กับชุมชน หรือองค์กรภาคประชาชนและประชาสังคม ที่ตั้งใจว่าจะค้าน หรือตั้งใจว่าจะสนับสนุน จะได้รบด้วยภูมิปัญญาให้รู้แพ้รู้ชนะ เพื่อให้ทุกคนมีไฟฟ้าใช้"


คือถ้าใครได้ดูที่ ดร.สมเกียรตืพูดทั้งหมด ตลอดจนที่การสรุปในช่วงท้ายรายการแล้ว

สำหรับผม ผมคงต้องมองและนึกเผื่อไปถึงคนดูอีกจำนวนมากในประเทศนี้ ที่พวกเขาอาจไม่ได้มีองค์ความรู้เรื่องพลังงานไฟฟ้ามากนัก แล้วพอพวกเขาได้ฟังดร.สมเกียรติ ผู้มีความน่าเชื่อถืออย่างมาก

พวกเขาก็อาจจะต้องคิดไปตามที่ ดร.สมเกียรติอธิบายว่า คงเหลือแค่ 2 ทางเลือกเท่านั้น ที่คนไทยจะต้องตัดสินใจเลือก นั่นคือ ถ้าไม่เลือกถ่านหินก็ต้องนิวเคลียร์ เพราะในอนาคตแก๊สจะหมด

ดังนั้นผมจึงรีบไปแสดงความเห็นท้วงติง ดร.สมเกียรติ ที่เพจของดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล ตามนี้



ขอบอกไว้ก่อนว่า เพราะผมให้เกียรติและเคารพ ดร.สมเกียรติ ผมจึงตอบท่านแบบที่เห็น

แม้ ดร.สมเกียรติ จะออกตัวว่า จะพูดเฉพาะที่ไปดูมาเท่านั้นก็ตาม (ซึ่งนั่นคือเจตนาที่ กฟผ. ต้องการ)

แต่ผมคิดว่า ถ้า ดร.สมเกียรติ จะสรุปหรือเอ่ยถึงโรงไฟฟ้าชนิดอื่นได้บ้างก็ไม่น่าจะเป็นไร ซึ่งผมเชื่อว่า ถ้าอาจารย์จะเสริมไปสักนิดก็น่าจะเสริมได้โดยไม่ต้องลงรายละเอียด เพื่อให้คนดูทั่วประเทศจะได้ไม่เกิดความคิดที่ว่า เหลือทางเลือกอยู่แค่ 2 ทางเท่านั้น คือ ไม่นิวเคลียร์ ก็ถ่านหิน  ซึ่งจะตรงกับเจตนาที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตหวังผลไว้

จากที่ฟัง ดร.สมเกียรติพูด จะเห็นว่า แนวโน้มน่าจะไปทางให้เลือกโรงไฟฟ้าถ่านหินมากกว่า เพราะโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยังมีปัญหาหลายด้านที่คนไทยเรายังไม่พร้อม

ยิ่งเมื่อผมไปดูเฟสบุ๊คของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ก็ยิ่งพบว่า เพจของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตพยายามนำเสนอข้อดีของการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินอย่างมากมาย 

ซึ่งผมขอบอกว่า ไม่เห็นด้วยเลยที่ไทยเราจะเลือกเส้นทางโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพราะไทยเรามีทางเลือกที่ดีกว่านั้นคือ โรงไฟฟ้าจากขยะ และโรงไฟฟ้าจากชีวมวล ตามที่ผมได้แสดงความเห็นให้อาจารย์สมเกียรติได้อ่านตามรูปด้านบน

ดังนั้นที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตพาคนไปดูงานโรงไฟฟ้าถ่านหิน ก็เพื่อต้องการเชียร์โรงไฟฟ้าถ่านหินนั่นแหละครับ

---------------

ความสำเร็จโรงไฟฟ้าจากขยะ ในประเทศสวีเดน

ทีนี้เรามาดูความสำเร็จของประเทศสวีเดน ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากขยะได้ดีมากจน กำจัดขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนมีขยะไม่พอจะผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยซ้ำ
ถึงขนาดประเทศสวีเดนต้องนำเข้าขยะจากหลายประเทศในยุโรปเพื่อเข้ามาผลิตกระแสไฟฟ้าให้พอเพียงในประเทศ โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาพลังงานนำเข้าอย่างอื่นเลย

แถมสามารถแก้ปัญหาขยะล้นเมืองได้อย่างดีที่สุด

คลิปสวีเดนนำเข้าขยะมาผลิตไฟฟ้า ความยาวแค่ 1.56 นาที



จากกรณีศึกษาของประเทศสวีเดน ได้บอกให้เรารู้ว่า ไทยเราควรเลียนแบบสวีเดนมากที่สุดในการใช้ขยะมาผลิตกระแสไฟฟ้า เพราะประเทศไทยเรามีปัญหาขยะมากจนล้นเมือง จนกำจัดไม่หมด รวมทั้งมีขยะจากการเกษตรมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าในโรงงานไฟฟ้าชีวมวล

และไม่เพียงแต่ที่สวีเดนเท่านั้นที่ประสบความสำเร็จเรื่องโรงไฟฟ้าจากขยะ แม้แต่ประเทศญี่ปุ่นเองก็ประสบความสำเร็จจากโรงไฟฟ้าจากขยะเช่นเดียวกัน

รายการดูให้รู้ ประโยชน์จากขยะในญี่ปุ่นมีมากมายจริง ๆ


การไฟฟ้าฝ่ายผลิตไม่คิดจะพาคนไปดูงานที่สวีเดน และญี่ปุ่นบ้างเหรอ?

ที่นักการเมือง หรือคนในรัฐบาลทุกยุคคิดแต่เรื่องถ่านหิน นั่นเพราะมันมีเรื่องผลประโยชน์แอบแฝงมากมาย เลยไม่ค่อยส่งเสริมโรงไฟฟ้าจากขยะและชีวมวลให้มากเท่าที่ควร

แต่ประเทศไทยเราก็เริ่มโรงไฟฟ้าประเภทนี้หลายแห่งแล้วนะครับ เพียงแต่ว่ายังมีน้อยไป นั่นเพราะรัฐบาลทุกรัฐบาลยังไม่สนใจสนับสนุนให้ทำแบบจริงจัง เอาจริง !!อาจเพราะผลประโยชน์ใน ปตท. และในการไฟฟ้าฝ่ายผลิต มันซับซ้อนซ่อนเงื่อนอยู่เยอะแน่ๆ

ผมว่า ถ้าเรามีโรงไฟฟ้าจากขยะ โรงไฟฟ้าชีวมวลในทุกชุมนุน เช่น ทุก อบต. จนทั่วประเทศ แล้วถ้าไฟฟ้าไม่พอใช้ ค่อยมองเรื่องไฟฟ้าจากนิวเคลียร์และจากถ่านหินอีกที

วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ที่นี่คือ ต้นกำเนิดเกษตรทฤษฎีใหม่ โครงการแรก






เกษตรทฤษฎีใหม่ของในหลวง นั้นมีที่มาที่ไป มีจุดเริ่มต้น มีจุดกำเนิด

ไม่ใช่อยู่ ๆ พระองค์จะทรงมาสั่งว่า ต้องแบ่งที่ดินเป็นส่วน ๆ เท่านั้นเท่านี้ ให้เกษตรกรทำเลย

แต่ในหลวงทรงได้ลองทำดูก่อน แล้วเห็นผลว่า ทำแบบนี้ดีนะ ก็เลยเป็นจุดกำเนิดเกษตรทฤษฎใหม่ขึ้นในปี พ.ศ. 2535



โดยเริ่มจากเมื่อปี พ.ศ. 2531 ในหลวงทรงซื้อที่ดินที่แห้งแล้งจากเกษตรกร ย่านวัดมงคล ตำบลห้วยบง จังหวัดสระบุรี แปลงหนึ่ง เพื่อลองใช้แนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ รวมทั้งหลัก บ ว ร หรือ บ้าน วัด ราชการ ก็เริ่มจากที่นี่เช่นกัน

ซึ่งใช้หลักแบ่งที่ดินเป็น 30:30:30:10 ส่วนตามนี้คือ สระน้ำ 30 ทำนา 30 ทำสวนผลไม้และพืชผัก 30 และบ้านอีก 10 แล้วพระองค์ก็ทรงทำสำเร็จ

ซึ่งกว่าจะสอนให้ชาวบ้านทำตามเกษตรทฤษฎีใหม่นั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะชาวบ้านละทิ้งเกษตรสวนผสมแบบโบราณมานานแล้วตามแนวคิดเกษตรเชิงเดี่ยว ปลูกพืชชนิดเดียว เช่นทำนาได้ปีละครั้ง หลังจากนั้นก็ว่างงานไม่มีอะไรทำ

แต่เกษตรทฤษฎีใหม่ทำให้ชาวนามีรายได้ตลอดปีจากพืชผลหลากหลายตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่

ต่อมาในหลวงจึงพระราชทานชื่อใหม่ ให้กับวัดมงคล เปลียนเป็น วัดมงคลชัยพัฒนา ซึ่งก็เป็นที่มาของชื่อ มูลนิธิชัยพัฒนา ด้วย

และที่ตั้งวัดมงคลชัยพัฒนา ก็เปลี่ยนจากอำเภอเมือง มาเป็นอำเภอเฉลิมพระเกียรติ ในปัจจุบัน

ผมอยากให้คนไทยทุกคนดูคลิปนี้มาก ๆ เสียเวลาสักนิด เพื่อให้รู้ถึงรากฐานว่า เกษตรทฤษฎีใหม่ มีจุดกำเนิดอย่างไร

หลักการ อ่างน้ำใหญ่ (เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) ไปเติมอ่างน้ำเล็ก แล้วอ่างน้ำเล็กไปเติมสระน้ำของเกษตรกร ก็ถือกำเนิดจากที่นี่แหละครับ

ช่วงแรกของคลิปจะมีพระสุรเสียงของในหลวงกล่าวถึง จุดเริ่มต้นของแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ด้วย




คลิกอ่าน ความโง่ของพวกล้มเจ้า เกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง