วันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2557

สร้อยเพชรสีน้ำเงินของสมเด็จพระนางเจ้า ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นบลูไดมอนด์






คือ พวกล้มเจ้าพยายามหาเหตุมาใส่ร้ายเรื่องเพชรสีน้ำเงินของราชวงศ์ซาอุ  ถึงขนาดไปเอารูปเพชรสีน้ำเงินที่สมเด็จพระนางเจ้าทรงเคยสวม มายืนยัน

แต่ความจริงสร้อยที่พวกล้มเจ้านำมาแอบอ้างว่าเป็นบลูไดมอนด์นั้น กลับเป็น สร้อยไพลินสีน้ำเงิน ซึ่งไม่ใช่เพชรสีน้ำเงินตามที่พวกล้มเจ้ากล่าวหา

ซึ่งสร้อยไพลินสีน้ำเงินของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงสวมมานานกว่า 50 ปีแล้ว จากรูปที่กระทู้ในพันทิพได้มาโพสไว้ตามรูปด้านล่าง

ขอย้ำ ว่า เป็นสร้อยไพลินสีน้ำเงินนะครับ ไม่ใช่เพชรสีน้ำเงิน เพราะในอดีตประเทศไทยคือ ดินแดนราชาแห่งพลอย



พลตำรวจโท วรรณรัตน์ คชรัตน์ หัวหน้าทีมสืบสวนคดีเพชรซาอุ ชุด 2 ที่มาทำหน้าที่แทนทีมสืบสวนชุดแรกของ พล.ต.ต.ชะลอ เกิดเทศ ได้กล่าวไว้ในรายการ ข่าวดังข้ามเวลา ทางช่องโมเดิร์นไนน์ว่า

"หลังจากทีมสอบสวนชุด 2 ได้ตามหาเพชรมาคืนได้อีกจำนวนมาก ก็ทำให้อุปทูตซาอุฯ ในยุคนั้น นายโมฮัมหมัด ซาอิด โคจา ได้แสดงความขอบคุณทางการไทยอย่างสุดซึ้ง แม้จะยังไม่ได้เพชรคืนทุกชิ้นก็ตาม แต่ได้มาเพียงเท่านี้เขาก็พอใจแล้ว  ผมถึงบอกว่า เรื่องคดีเพชรซาอุ มันจบไปแล้ว"

แต่สิ่งที่ซาอุดิอาระเบียโกรธทางการไทยอย่างมากจนลดความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยลง มาจากสาเหตุเรื่องการอุ้มฆ่านักธุรกิจซาอุ ฯ นายมูฮัมหมัด อัลรูไวลี่ ต่างหากครับ 















แล้วรูปนี้ก็เป็นสร้อยเพชร จี้ไพลิน และทรงมีพลอยครบทุกสี




พลตำรวจโทวรรณรัตน์ คชรัตน์ อดีตผู้บังคับการกองปราบปราม ผู้รับทำคดีต่อจากพล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ ยังกล่าวถึงกรณีนายเกรียงไกร เตชะโม่ง ผู้ต้องหาขโมยเพชรจากราชวงศ์ซาอุฯ ไว้ว่า

"อุปทูตโมฮัมหมัด ซาอิด โคจา ได้บอกกับผมว่า ถ้าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับราชวงศ์ไทย โดยฝีมือของคนซาอุฯ ทางการซาอุฯ จะจัดการกับหัวขโมยที่บังอาจลบหลู่ราชวงศ์คนนั้นอย่างเด็ดขาด แต่ถามว่า หัวขโมยคนนั้น ทางการไทยจัดการกับเขาแค่ไหน?"

ศาลพิพากษาจำคุกนายเกรียงไกร เตชะโม่ง ทั้งหมด 7 ปี แต่จำเลยให้การรับสารภาพอันเป็นประโยชน์ต่อคดี จึงลดโทษลงกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 3 ปีครึ่ง

แต่ที่สุดแล้ว นายเกรียงไกร ติดคุกจริง ๆ ไม่ถึง 3 ปี และปัจจุบันนี้นายเกรียงไกร ได้อุปสมบทแล้ว โดยตั้งใจจะบวชตลอดชีวิต

ที่มากระทู้พันทิพเรื่อง เครื่องประดับของราชวงศ์ไทย

----------------

ความเห็นเรื่องเพชรสีน้ำเงินของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

ล่าสุดจากคลิปที่พลเอกประยุทธ์ ได้พูดถึงเรื่องเพชรสีน้ำเงินนี้ ซึ่งถ้าใครตามเฟสของหงอกเจียมอยู่ ก็จะรู้ว่าคลิปไหน

เพราะหงอกเจียมได้เอามาโพสในเฟสบุ๊คของหงอกเจียม เมื่อเดือนเมษายน 2559 แล้วก็ได้มีคนถามเรื่องเพชรสีน้ำเงินกับหงอกเจียมว่า ทำไมอาจารย์ไม่เห็นพูดเรื่องเพชรสีน้ำเงินนี้บ้างเลยว่าจริงแค่ไหน

หงอกเจียมได้ตอบว่า ปกติเขาจะไม่เล่นในเรื่องที่ไม่มีหลักฐานชัดเจน ซึ่งหงอกเจียมบอกว่า เขาเคยถามเรื่องนี้ในบอร์ดฟ้าเดียวกันว่า ใครมีรูปเพชรสีน้ำเงินที่บุคคลสำคัญที่ถูกกล่าวหา เคยใส่บ้าง ช่วยโพสให้ดูหน่อย ซึ่งมีคนโพสส่งให้หงอกเจียมดูหลายรูป แต่สรุปว่า ไม่ใช่รูปเพชรสีน้ำเงินที่กล่าวหาเลยสักรูป

หงอกเจียม จึงสรุปว่า เรื่องเพชรสีน้ำเงินเป็นแค่เรื่องข่าวที่ลือกันไป ไม่มีหลักฐานอะไรชัดเจน คงเป็นการลือเพื่อดิสเครดิตมากกว่า

สำหรับความเห็นของหงอกเจียมนั้น ผมอ่านผ่านสมาร์ทโฟน โดยผมตั้งใจว่า จะบันทึกความเห็นหงอกเจียมไว้มาลงเสริมบทความนี้ แต่กะว่า ไว้เปิดคอมพิวเตอร์ก่อนจะได้เซฟแล้วนำมาลงได้รูปที่ชัดเจนขึ้นและง่ายกว่าทำผ่านโทรศัพท์

แต่โชคไม่ดี ผมคาดเหตุการณ์ผิด พอผมเปิดคอม ตามหาโพสนั้นของหงอกเจียมอีกรอบเพื่อจะเซฟไว้ ผมไล่หาอยู่เกือบ 2 ชม. สรุป หาไม่เจอแล้ว

อาจเพราะคนโพสถามคนนั้นลบโพสตัวเองทิ้ง หรือไม่ก็หงอกเจียมลบทิ้งเอง

ผมเสียดายจริง ๆ ที่ไม่เซฟด้วยสมาร์ทโฟนไว้ก่อน เสียดายมาก ๆ ครับ แต่ขอรับรองว่า หงอกเจียมได้ตอบแบบนี้จริง ๆ

คลิกอ่าน คดีลอบปลงพระชนม์รัชกาลที่ 8 ในมุมมองใหม่เมืองเอก






วันพุธที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2557

เมื่อเชอรี่สามโคกสอนหญิง จากกรณีตัวอย่าง เนส เน็ตไอเด้า







3-4 วันก่อน มีเน็ตไอเด้านางนึง ได้ถ่ายคลิปโป๊ ที่เธอมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายลงในเน็ต ให้คนไทยดูฟรีทั้งประเทศ ชื่อของเธอเป็นรู้จักกันดีว่า ชื่อ เนส

พอมีคนหวังดีออกมาวิจารณ์เธอว่า เธอไม่ควรทำแบบนี้ มันไม่ถูกต้อง (แต่ก็ดูกัน)

เนส เน็ตไอเด้า ก็ถึงกับโพสคลิปออกมาตอบโต้


ล่าสุด นางเอกหนังอาร์ชื่อดัง อย่าง เชอรี่สามโคก ได้ออกมาสอนน้องหญิงทั้งหลายด้วยความหวังดี คือ คงไม่ได้สอนเนสหรอก เพราะเธอมันทำไปแล้ว

แต่ผมเชื่อว่า คุณเชอรี่สามโคก สาวผู้จบปริญญาตรีด้วยเกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัยรัฐชื่อดังแห่งนึง เธอคงอยากจะแชร์ประสบการณ์ที่เธอเคยพลาด เพื่อหวังให้สาว ๆ ที่เกิดคิดอยากจะเลียนแบบเนส เน็ตไอเด้า จะได้ฉุกคิดก่อนทำไป

ตามนี้ครับ


เชอรรี่สามโคกสอนหญิง

**แชร์ตามสบายนะคะ** ไม่ได้ด่าใคร ใครจะทำไรก็แล้วแต่ มาแชร์ในสิ่งที่เจอมากะตัวเอง ทุกคนอาจไม่เจอแบบนี้ก็ได้

มาว่ากันเรื่องแก้ผ้า หรือมีเพศสัมพันธ์แล้วถ่ายคลิปดีกว่า

จริงอยู่นะว่าแต่ละคนมีสิทธิ์ในร่างกายตัวเอง จะแก้ จะอะไรยังไงกะร่างกายตัวเองมันก็คงไม่หนักหัวใคร
"เธอก็แก้!!!"

แต่ประเด็นคือ ถ้าหนูๆวัยรุ่น วัยกระเตาะทั้งหลายจะแก้โชว์ผ่านสื่อ จะฟีดเจอร์ริ่งโชว์ออนไลน์ มันไม่ได้หนักหัวใครหรอกนะ นอกจากหนักหัวตัวเอง!!!
เพราะแก้โชว์ เท่ากับ จำกัดทางเลือกให้กับตัวเองไปโดยปริยาย เจ๊รู้เพราะเจ๊ผ่านมาแล้ว!!!!

แก้ผ้าออนไลน์มะไหร่ หนูถูกตัดสิทธิ์ประกอบอาชีพทางราชการหรือบริษัทต่างๆที่เค้าสตริคเรื่องนี้ทันที!!!! ตอนนี้หนูอาจมองว่า ชั้นไม่มีทางทำงานประจำ ชั้นไม่รับราชการ ชั้นไม่ทำหรอกอาชีพเหล่านั้น แต่.... ใครจะหยั่งรู้อนาคต ????

ถ้าโตขึ้น หนูเกิดอยากทำขึ้นมาล่ะ???

มันต้องยอมรับความจริงของสังคมไทยที่เหมือนจะเปิดกว้าง แต่ก็กีดกัน ขนาดเป็นพริตตี้ ถ้าเกิดยืนงานใหญ่ๆ เค้ายังคัดกรองประวัติก่อนเรย


เจ๊รู้ เจ๊แก้มาก่อน ตอนนี้เจ๊ในวัย30 ทางเลือกในการทำงานถูกจำกัดมากกกก


งานเขียนที่ทำก็ทำกับบริษัทฝรั่งที่เค้าไม่มายด์

งานแสดงที่ได้รับบทบาทส่วนใหญ่ก็เป็นแนวแก้ๆทั้งนั้น

และอย่างเรื่องครอบครัว ญาติพี่น้องอีก ตอนนี้หนูอาจมองว่า หนูไม่แคร์ !!! แต่ถ้าในอนาคต วันที่หนูรู้สึกถึงความสำคัญของครอบครัว แล้วครอบครัวหนูผิดหวังกับหนู บางคนอาจรับได้ไม่อะไร บางคนอาจถึงขั้นตัดญาติขาดมิตร เชื่อเถอะ ถึงใครจะรับได้ แต่ถามว่าเขาจะพึงใจหรือเปล่า ตรงนี้เจ๊ก็ต้องบอกว่า ของเจ๊ถึงกับต้อง "เปลี่ยนนามสกุล" มาใช้นามสกุลที่ตั้งขึ้นเอง เพื่อไม่ให้ใครที่นามสกุลเดียวกับเจ๊เขามีผลกระทบ


สุดท้ายเรื่องของความรัก หนูเอ๋ยยยยย เจ๊พูดเรย ว่าโคตรจำกัด 1 คนที่เข้ามาอาจเข้ามาเพราะอยากเสียวแซ่บกะเรา ต้องการเพียงฟีดเจอรริ่ง บางคนหื่นใส่ชัดเจน ก็โถถถ เราโชว์ซะขนาดด เขาก็คิดว่า .พูดอะไรกะเราก็ได้. ถ้าเราหวังรักจริงจากใจ คนรับได้มันมีนะ แต่ไม่รู้ว่าเราจะเจอมั้ย อย่างเจ๊ เจ๊คบใครเจ๊คบจริง แต่..... หลายครั้งก็ต้องจบลงเพราะ "รับไม่ได้ที่เคยแก้ผ้า"


หวังว่าโพสนี้ของเจ๊จะเป้นประโยชน์บ้าง แต่ถ้าใครคิดว่าไม่แคร์ก็แก้ต่อไปนะหนูๆ


ปล. โพสนี้เป็นเพียงการแสดงทัศนะผ่านประสบการณ์ที่ได้เจอมา มิได้บอกว่าตัวเองดีมาจากไหน คำว่า "ผิดเป็นครู" เรียนรู้จากสิ่งที่เคยผิดพลาด คนที่เคยเดินทางนี้คนหนึ่งแค่จะแชร์เรื่องราว ไม่ได้โลกสวยนะ มองจากความเป็นจริง "การที่คนทำกันเยอะ "ไม่ได้แปลว่า "คนยอมรับได้กันเยอะ"


By Cherry Samkok

---------------

บทสรุป

ซูฉี นางเอกดังระดับอินเตอร์ ก็เคยพลาดถ่ายแบบโป๊ เล่นหนังอาร์ นั่นกลายเป็นรอยด่างในชีวิตของเธอ ทำให้เธอรู้สึกเสียใจที่เคยทำงานแบบนั้น ถึงขนาดประกาศจะขอซื้อลิขสิทธิ์รูปโป๊ของเธอคืน เพื่อจะได้ไปแต่งงานอย่างสบายใจ

แต่ก็คงสายไปเสียแล้วล่ะครับ ยุคนี้มันยุคไร้พรมแดน ยุดดิจิตอล ที่พอมีอะไรหลุดออกไป มันก็จะอยู่ในเน็ตตลอดกาล

หรือขนาดนางเอกดังอย่าง เจนนิเฟอร์ ลอร์เรนซ์ เธอไม่ได้ตั้งใจให้รูปลับสุดยอดของเธอหลุดออกไปในโซเชียล แต่เมื่อมันก็หลุดไปแล้ว ยังทำให้เธอเสียใจมากจนวันนี้

ฉะนั้น สาว ๆ ถ้าคิดจะทำอะไร ก็คิดให้ดีนะครับ เพราะถ้าพลาดไปแล้วมันแก้ไขยากจริง ๆ








วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2557

พระพรหมคุณาภรณ์ ประยุทธ์ ปยุตฺโต เขียนถึงรัฐบุรุษปรีดี






พระพรหมคุณาภรณ์ ภิกษุผู้เป็นปราชญ์แห่งแผ่นดินที่ได้รับการยกย่องในระดับโลก ท่านเป็นพระผู้แตกฉานในหลักธรรมคำสอนในพุทธศาสนา ที่ผมขอยกย่องว่า เป็นเลิศที่สุดในปัจจุบันนี้

เพราะพระพรหมคุณาภรณ์ อธิบายหลักธรรมที่ลึกซึ้งได้อย่างเข้าใจง่ายที่สุด  ผมจึงเคารพศรัทธาภิกษุรูปนี้มากที่สุด

วันนี้ผมขอนำข้อเขียนของท่าน ที่ได้เขียนถึงรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ ไว้ในบทความชื่อ จุดบรรจบ มาให้อ่านกัย

แต่ก่อนอื่นผมขอถามคุณผู้อ่านว่า เคยได้ยินคำนี้ไหมครับ ผู้เห็นธรรม ย่อมเข้าถึงผู้เห็นธรรมด้วยกัน


ซ้าย ท่านชยสาโรภิกขุ
กลาง ท่านประยุทธ์ ปยุตโต
ขวา พระสิริปันโน (พระลูกชายของมหาเศรษฐีอันดับ 2 ของมาเลเซีย)


-----------------

จุดบรรจบ โดยพระพรหมคุณาภรณ์


โดยกาลเวลาแห่งยุคสมัย นายปรีดี พนมยงค์ นับว่าห่างไกลจากอาตมภาพ เนื่องจากท่านเป็นคนรุ่นก่อนบิดามารดาเล็กน้อย จะว่าโดยวิถีชีวิต ท่านก็ห่างไกลกับอาตมภาพในแง่ที่ว่า ท่านอยู่ในวงการเมือง แต่อาตมภาพเป็นพระภิกษุอยู่ทางด้านพระศาสนา แต่แม้ห่างไกลอย่างนั้น ก็มีจุดที่ท่านรัฐบุรุษอาวุโสกับอาตมภาพมาบรรจบกัน จุดนั้นก็คือ “ธรรม”

ทุกคนไม่เฉพาะนายปรีดี พนมยงค์ และอาตมภาพเท่านั้น ที่มีจุดบรรจบกันที่ธรรม

มนุษย์ทุกคน มีกรรมคือการกระทำหรือสิ่งที่ตนทำไว้เป็นเครื่องวินิจฉัย และเป็นเครื่องจำแนกว่าเป็นคนอย่างไร แล้วธรรมก็เป็นเกณฑ์หรือเป็นมาตรฐานสำหรับตัดสินกรรมอีกชั้นหนึ่ง

เมื่อพูดในขั้นสุดท้าย ทุกคนจึงบรรจบกันที่ธรรม ไม่ว่าในความหมายที่เป็นความจริงแห่งกฎธรรมชาติ เช่น เกิด แก่ เจ็บ ตาย ที่ทุกคนจะต้องประสบ หรือในความหมายว่าเป็นหลักการแห่งความดีงามถูกต้อง ที่เป็นเกณฑ์ตัดสินกรรมของแต่ละบุคคล

อย่างไรก็ตาม ธรรมที่เป็นจุดบรรจบในที่นี้ อาตมภาพขอโอกาสยังไม่พูดในความหมายที่แท้ข้างต้นนั้น แต่ขอพูดในแง่เป็นเรื่องราวที่เป็นแดนแห่งความสนใจอย่างหนึ่ง

การเมืองก่อให้เกิดเหตุการณ์ใหญ่ ๆ และสถานการณ์สำคัญที่กระทบถึงทุกคนในประเทศ โดยเฉพาะการเมืองไทยในช่วงหลายสิบปีก่อนโน้นที่มีปฏิวัติรัฐประหารบ่อย ๆ เป็นจุดสนใจพิเศษที่ประกอบด้วยความตื่นเต้น บุคคลในวงการเมืองจึงเป็นที่รู้กันทั่ว นายปรีดี พนมยงค์ เป็นบุคคลสำคัญมีบทบาทมากมายในการเมือง จึงเป็นธรรมดาที่อาตมภาพจะรู้จักชื่อของท่าน เช่นเดียวกับที่พลเมืองไทยทั่วไปรู้จัก ไม่ว่าจะจากข่าวสาร ข่าวสร้าง หรือข่าวลือก็ตาม แต่นั้นก็ไม่ใช่จุดบรรจบแห่งความสนใจ

จนกระทั่งอาตมาได้พบหนังสือของ นายปรีดี พนมยงค์ เรื่อง ความเป็นอนิจจังของสังคม ซึ่งเป็นการมองความเป็นไปของสังคมมนุษย์ในแง่หลักธรรม แม้เพียงชื่อหนังสือที่มีคำว่า “อนิจจัง” ที่เป็นศัพท์ทางธรรม อาตมภาพก็สะดุดใจและได้อ่านหนังสือของนายปรีดี พนมยงค์

ตามปรกติ เราได้ยินการอธิบายหลักอนิจจังในแง่ของสังขาร คราวนี้มีการมองอนิจจังในแง่ของสังคม แม้ว่าเวลานั้นอาตมภาพจะเป็นสามเณร และอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่จบ แต่นี้เป็นจุดบรรจบที่อาตมภาพได้มาพบกับนายปรีดี พนมยงค์ ที่ความสนใจในธรรม

ต่อมาภายหลัง ได้ทราบว่านายปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้มีความสนใจและขวนขวายในกิจกรรมเกี่ยวกับธรรมะไม่น้อย

การที่นายปรีดี พนมยงค์ สนใจให้ความสำคัญแก่การเมืองนั้น เป็นเรื่องที่รู้กันเป็นธรรมดา ไม่แปลกอะไร เพราะท่านเป็นบุคคลในวงการเมืองโดยตรง

การที่นายปรีดี พนมยงค์ สนใจให้ความสำคัญแก่เศรษฐกิจ ก็เป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องสาธยาย เพราะงานของท่านด้านนี้เป็นที่รู้จักกันกว้างขวาง

การที่นายปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้สนใจให้ความสำคัญแก่ปัญหาสังคม ก็เป็นเรื่องที่ชัดแจ้ง เพราะนอกจากการเพียรพยายามแก้ปัญหาทางสังคมด้วยวิธีการทางการเมืองและเศรษฐกิจแล้ว ท่านก็สนใจเรื่องวัฒนธรรมเป็นต้นด้วย

การที่นายปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้สนใจให้ความสำคัญแก่การศึกษา ก็ปรากฏเด่นชัด ดังที่ท่านได้ริเริ่มจัดตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขึ้นมา

แต่การที่นายปรีดี พนมยงค์ สนใจให้ความสำคัญแก่ธรรมะ ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีใครสนใจให้ความสำคัญที่จะยกขึ้นมาเล่าขานกัน

ความจริง จุดที่ว่านี้มีความสำคัญมาก ซึ่งควรจะพิจารณาและรู้ตระหนักกันไว้ เราควรรู้ว่านักการเมืองผู้นั้น ๆ มีความสนใจธรรมหรือไม่ และมีแนวคิดเกี่ยวกับธรรมะว่าอย่างไร

ถ้าเราต้องการให้การเมืองมีคุณค่าและดำเนินไปสู่จุดหมายเพื่อประโยชน์สุขของบ้านเมืองและประชาชนแท้จริง อย่างน้อย การรู้ว่านักการเมืองนั้นมีแนวคิดความมุ่งหมายในการดำเนินกิจกรรมการเมือง เพื่อธนะคือผลประโยชน์ หรือเพื่อธรรมะคือความถูกต้องชอบธรรมและประโยชน์สุขของประชาชน เป็นข้อพิจารณาอย่างสำคัญ ที่จะช่วยให้มองเห็นวิถีของการเมือง

อาจเป็นเพราะประชาชนไม่ใส่ใจและไม่รู้จักตรวจสอบนักการเมือง ว่ามีแนวคิดเพื่อธรรมบ้างหรือไม่ การเมืองเพื่อธนะหรือผลประโยชน์จึงดูเหมือนจะกลายเป็นการเมืองกระแสหลักของบ้านเมือง

ถ้าประชาชนสนใจมองเห็นความสำคัญของธรรม และคอยตรวจสอบ อย่างน้อยเพ่งมองนักการเมืองถึงแนวคิดเกี่ยวกับธรรมของเขา ก็จะมีทางเบนกระแสการเมืองนั้นให้เข้าสู่แนวทางที่ถูกต้อง

นอกจากพิจารณาตรวจสอบแนวคิดของนักการเมืองเกี่ยวกับธรรมแล้ว ก็ต้องทำอีกอย่างหนึ่งควบคู่ไปด้วย คือเอาธรรมมาตรวจสอบกรรม คือการกระทำของนักการเมือง

นี้เป็นจุดบรรจบสำคัญที่น่าจะหวังให้เกิดขึ้นในการเมืองไทย

การที่นายปรีดี พนมยงค์ ได้รับประกาศยกย่องจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ในปี พ.ศ. ๒๕๔๓ นี้ ให้เป็นบุคคลสำคัญระดับโลก ถือว่าเป็นข้อควรภาคภูมิใจของคนไทย

แน่นอนว่าการประกาศยกย่องบุคคลสำคัญระดับโลกนี้ มิได้มีจุดมุ่งหมายจบอยู่แค่ความภูมิใจ แต่มุ่งเชิดชูคุณค่าบางอย่างที่ทำให้ความเก่งกล้าสามารถด้านต่าง ๆ ที่บุคคลผู้นั้นได้แสดงออกในการกระทำการสร้างสรรค์ทั้งหลาย เกิดความหมายเป็นประโยชน์แก่สังคมมนุษย์ และเป็นแบบอย่างแก่มวลมนุษย์ในโลก

บุคคลมากหลายในประวัติศาสตร์ ที่มีความสามารถเก่งกาจมากมาย ในด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง เป็นต้น แต่ความเก่งกาจสามารถของบุคคลเหล่านั้นก่อผลในทางทำลาย ไม่มีคุณค่าที่สร้างสรรค์และเป็นแบบอย่างแก่ชาวโลก แม้จะมีชื่อเสียงโด่งดังรู้จักกันไปทั่วโลก ก็หาได้รับการประกาศยกย่องเช่นนี้ไม่

ความภูมิใจของคนไทยจะมีความหมายแท้จริงก็ต่อเมื่อประกอบด้วยปัญญา ซึ่งหยั่งเห็นคุณค่าที่ประสานนำความเก่งกาจสามารถด้านต่าง ๆ ของบุคคล เข้าสู่จุดหมายแห่งการสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์แก่มวลมนุษย์อย่างสมควรเป็นแบบอย่างดังกล่าวแล้ว

คุณค่าที่ว่านั้น เมื่อพูดด้วยคำสั้นที่สุดคำเดียว ก็คือ “ธรรม” ซึ่งเป็นตัวประสานนำให้กรรมทุกอย่างที่คนทำ มีคุณค่าที่ให้เกิดผลตรงตามจุดหมายที่ควรจะเป็น

การประกาศยกย่องนายปรีดี พนมยงค์ เป็นบุคคลสำคัญระดับโลก จะมีความหมายแท้จริง ต่อเมื่อคนไทยใส่ใจต่อธรรมที่เป็นเครื่องประสานกรรมทั้งหลายของนายปรีดี พนมยงค์ ให้บรรจบสู่จุดหมายแห่งความเป็นบุคคลที่โลกยกย่อง และรักษาธรรมนั้นให้เป็นมาตรฐานในสังคมของตน

พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต)
๗ มกราคม ๒๕๔๓