แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไพบูลย์ นิติตะวัน สมเด็จช่วง ทนายความ สอนกฎหมาย รถเบนซ์ ภาษี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไพบูลย์ นิติตะวัน สมเด็จช่วง ทนายความ สอนกฎหมาย รถเบนซ์ ภาษี แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2559

เมื่อไพบูลย์ นิติตะวัน สอนกฎหมายทนายความสมเด็จช่วง






ไพบูลย์" ย้ำ แม้สมเด็จช่วงอ้างไม่เจตนารับของไม่เสียภาษี ก็ยังถือว่าผิด 


อดีต สปช. "ไพบูลย์ นิติตะวัน" แนะทีมทนายวัดปากน้ำไปเช็คกฏหมายดี ๆ ยัน พ.ร.บ.กรมศุลกากร เขียนไว้ชัด รับของไม่ได้เสียภาษีไม่ต้องมีเจตนาก็ถือเป็นความผิด

แถม "สมเด็จช่วง" มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถเบนซ์ ยิ่งชัดว่าเป็นเจ้าของ ชี้มีโทษสูงใช้แค่เปรียบเทียบปรับไม่ได้

คุณไพบูลย์ ยังเตือนอีกว่า ทนายความอย่าทำสมภารเข้าใจผิด ยัน พ.ร.บ.สอบสวนคดีพิเศษ ไม่ได้ให้สิทธิ์ผู้ให้ถ้อยคำยื่นหนังสือแจง แต่เป็นอำนาจของ ดีเอสไอ เชื่อฟ้องอู่รถหวังให้สัญญาซื้อเป็นโมฆะแต่เป็นไปไม่ได้ ติงใช้วิธีพลิกแพลงแบบนักการเมืองทำภาพพระเสีย


วันนี้ (23 มี.ค.) ที่สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมนิวส์วัน นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์พระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์กับผู้จัดการออนไลน์ ถึงกรณีที่ทีมทนายความของวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กล่าวพาดพิงที่นายไพบูลย์ ยก พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ เป็นการพูดแบบไม่รู้กฏหมาย และยืนยันถ้าไม่รู้เรื่องของการซื้อขายก็ไม่มีเจตนากระทำผิดว่า ตนอยากแนะนำให้ทีมทนายความไปดูกฏหมายใหม่ ในเว็บไซต์ของกรมศุลการกรตั้งแต่หน้าแรก ที่ระบุว่า ความผิดตามมาตรา 27 แม้ไม่มีเจตนาก็ถือเป็นความผิด

โดยมาตรา 27 ทวิ ระบุไว้ว่า ผู้ใดรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่ยังมิได้เสียภาษี มีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับเป็นเงิน 4 เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือทั้งจำทั้งปรับ


นายไพบูลย์ อธิบายต่อว่า "ซึ่งก็เป็นไปตาม พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482 ในมาตรา 16 ที่ระบุว่า การกระทำที่บัญญัติไว้ในมาตรา 27 และ 99 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 นั้น ให้ถือว่าเป็นความผิดโดยมิต้องคำนึงว่า ผู้กระทำมีเจตนา หรือกระทำโดยประมาทเลินเล่อหรือหาไม่

ขณะที่ความผิดเกี่ยวกับภาษีอากรนั้น จะสามารถเปรียบเทียบปรับได้ในกรณีที่มีโทษปรับอย่างสูงไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 37 อนุ 3 แต่ในกรณีรถเบนซ์ันดังกล่าวน่าจะมีมูลค่าสูงเกินที่จะเปรียบเทียบปรับได้"

"ดังนั้นการที่สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ไปมีชื่ออยู่ในใบคู่มือจดทะเบียน ลงลายมือชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ของรถเบนซ์ ทะเบียน ขม 99 มาตั้งแต่ปี 2554 โดยไม่ว่าท่านจะไปรับบริจาคจากใครก็เข้าข่าย ม.27 ทวิ ตรงที่บอกว่ารับไว้โดยประการใด ก็คือรับบริจาค หรือรับด้วยอะไรมาก็ไม่รู้ เข้าข่ายแน่

เมื่อท่านไปรับมาแล้วก็ใส่ชื่อท่านอยู่มันก็ชัดเจนว่าท่านเป็นเจ้าของ และเมื่อมีการเปรียบปรับไม่ได้ มันก็เป็นคดีความทางอาญา ก็ต้องมีหนังสือเรียกให้ถ้อยคำ ถ้าเห็นว่าผิดกฎก็ต้องแจ้งข้อกล่าวหา แล้วก็ดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม ตนอยากให้คณะทนายกลับไปดูข้อกฏหมายให้ดี อย่าทำให้สมเด็จช่วงเข้าใจผิด ที่นึกว่าจะไม่มีปัญหาทางกฏหมาย มันไม่ถูก " นายไพบูลย์ กล่าว


ส่วนกรณีที่ทางทีมทนายความยกมาตรา 24 ของ พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 ระบุ สมเด็จช่วงมีสิทธิ์ที่จะให้กรมสอบสวนคดีพิเศษตั้งคำถาม และมีสิทธิ์ที่จะตอบคำถามเป็นลายลักษณ์อักษรนั้น

นายไพบูลย์ กล่าวว่า "อยากให้เป็นอ่านกฏหมายดู ซึ่งมาตรา 47 ระบุไว้ชัดเจนว่า ให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษมีอำนาจ ไม่ใช่เป็นสิทธิ์ของผู้ให้ถ้อยคำ โดยในอนุ 4 ระบุอำนาจไว้ว่า มีหนังสือสอบถาม หรือเรียกบุคคลใดๆ มาเพื่อให้ถ้อยคำ ส่งคำชี้แจงเป็นหนังสือ หรือส่งบัญชีเอกสาร หรือหลักฐานใดๆ มาเพื่อตรวจสอบ หรือเพื่อประกอบการพิจารณา ซึ่งก็เป็นไปตามดุลยพินิจของพนักงานสอบสวน

การที่มีหนังสือสอบถามนั้นเขาใช้เกี่ยวกับหน่วยงาน หรือองค์กร ตัวบุคคลเขาเรียกมาทั้งนั้น ถ้ามาไม่ได้ก็ไปสอบถามถึงสถานที่ก็เป็นการช่วยอำนวยความสะดวก เมื่อสอบถามให้ถ้อยคำต่าง ๆ แล้ว ถ้าไม่ยอมให้ถ้อยคำก็สามารถออกหมายเรียกได้ เป็นอำนาจของเจ้าหน้าที่

แต่ถ้าสมเด็จช่วง บอกว่าอาพาธ ไม่สามารถมาให้ถ้อยคำ เจ้าหน้าที่ก็สามารถไปสอบปากคำได้ เรื่องนี้เป็นคดีอาญา กรมสอบสวนคดีพิเศษมีอำนาจเต็มในการสอบสวน"

"การที่คณะทนายความ พยายามดำเนินการฟ้องร้องกับนายวิชาญ รัษฐปานะ เจ้าของอู่ซ่อมรถ เป็นความพยายามกลบเกลื่อน หวังว่าให้สัญญาซื้อขายเป็นโมฆะ เพื่อให้ถือว่าสมเด็จช่วงไม่ได้เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในรถยนต์นั้นเป็นไปไม่ได้

ยังไงตามกฎหมายตอนนี้ท่านยังเป็นผู้ถือครอง ไปเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ ก็ให้ไปดูกฏหมายกันให้ดี แต่ดูท่าทีของทนายใช้เทคนิคการดูแลคดีเหมือนของนักการเมืองใช้วิธีพลิกแพลงต่าง ๆ แต่พอมาใช้กับสมเด็จช่วง มันเลยทำให้ภาพของท่านเสีย" นายไพบูลย์ กล่าว

http://astv.mobi/A9UVSYs




ตอนแรก ทางวัดปากน้ำ บอกญาติโยมเอารถมาถวาย

ต่อมา ทางวัดปากน้ำบอกหลวงพี่แป๊ะคนถวายรถ โดยหลวงพี่แป๊ะได้ไปว่าจ้างอู่วิชาญประกอบรถในราคาเหมาจ่าย จำนวนเงิน 4 ล้านบาท

ล่าสุด หลวงพี่แป๊ะบอก DSI ว่า ถูกหลอกซื้อเบนซ์หรู 4 ล้าน แต่ไม่รู้เป็น รถจดประกอบ

เฮ่อ พูดกลับกลอกไปมา จนประชาชี งง กันหมดแล้ว

อ้อ! ลืมไป อาจารย์ช่วงคงสอนลูกศิษย์แป๊ะไว้ว่า "พระผิดศีลก็ปลงอาบัติได้ เหมือนสารภาพบาปของศาสนาคริสต์ ทำแล้วก็สบายใจ"

คลิกอ่าน สมเด็จช่วง ผู้เป็นเลิศด้านการสะสมของโบราณหรู