แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฝรั่ง แฉประเทศไทย ไร้ระเบียบ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฝรั่ง แฉประเทศไทย ไร้ระเบียบ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ฝรั่งแฉสันดานไทย ตอนแรก







"จดหมายถึงนาย" ที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ เป็นข้อเขียนของคนหนุ่มซึ่งมีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ในแวดวงการทูตและแวดวงศาลรัฐธรรมนูญ เป็นคนเก่งที่ซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งหายากในยุคสมัยนี้ แนวคิดและวิธีเขียนอาจจะดูเหมือนรุนแรง แต่ถ้าเราไม่ปฏิเสธความจริง คงต้องยอมรับว่าสิ่งที่บรรยายไว้มีอยู่จริงในบ้านเมืองของเรา / เปลว สีเงิน


จดหมายถึงนาย

ข้าพเจ้าเป็นชาวต่างประเทศที่ทำงานอยู่ในเมืองไทย มีหน้าที่รายงานภาพรวมของประเทศไทยกลับไปยังเจ้านาย คือ "บริษัทแม่ในต่างประเทศ" หรือบางครั้งก็แอบเสนอรายงานต่อรัฐบาลประเทศของข้าพเจ้า

ในโอกาสล่าสุดนี้ เจ้านายต้องการทราบว่า ควรจะดำเนินการในแง่ยุทธศาสตร์ต่อประเทศไทยอย่างไรดี เพื่อให้การครอบงำประเทศนี้สมบูรณ์ที่สุดในระยะยาว

ข้าพเจ้าขอสนองความต้องการของเจ้านายด้วยจดหมายสั้นๆ ฉบับนี้

นายท่านที่รัก ตามที่มอบหมายให้ข้าพเจ้ามาพำนักอยู่ในประเทศไทยเกือบ 20 ปีแล้วนั้น ข้าพเจ้าพอจะสรุปคำตอบเพื่อเสนอต่อนายท่านได้ดังต่อไปนี้

ภาพรวมของประเทศไทย ยังคงเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ค่อนข้างยากจน สังคมไทยโดยพื้นฐานมีลักษณะไร้ระเบียบกฎเกณฑ์ ซึ่งเป็นอุปนิสัยประจำตัวของชนชาตินี้

แม้ว่ารัฐบาล รัฐสภา และประชาชนส่วนหนึ่ง ได้พยายามแก้ไขกฎหมายต่างๆ จำนวนมาก รวมทั้งแก้ไขหรือเขียนรัฐธรรมนูญในการปกครองประเทศให้ดีขึ้น แต่โดยพฤติกรรมแล้ว คนไทยนิยมการดำเนินชีวิต ธุรกิจ และการใช้อำนาจรัฐ ที่อยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ต่าง ๆ หรือที่มีคำกล่าวในประเพณีไทยว่า "ทำได้ตามใจคือไทยแท้" ซึ่งท่านจะประมาทต่อคำกล่าวนี้ไม่ได้เลย

ในทางกายภาพ กรุงเทพฯ เป็นตัวอย่างของเมืองหลวงที่ไร้ระเบียบที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจมหาศาล ความไร้ระเบียบนี้ดำเนินไปเรื่อย ๆ ไม่หยุดยั้งหรือลดน้อยลงเลย 

เมืองเชียงใหม่ซึ่งน่าจะได้เรียนรู้บทเรียนราคาแพงจากกรุงเทพฯ แต่ก็ไม่ทำ หรือทำไม่ได้ 

เมืองพัทยาซึ่งควรเป็นบทเรียนให้กับเมืองท่องเที่ยวอื่น ๆ แต่ก็ไม่เป็น หรือเป็นไม่ได้

ระบบการจราจรและพฤติกรรมของผู้ขับขี่ยานพาหนะก็เป็นอีกตัวอย่างที่เลวที่สุด นับเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติก็ว่าได้

การรุกล้ำที่ดินสาธารณะ ที่ป่าสงวน เขตอุทยานแห่งชาติ ฯลฯ ก็เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แก้ไขไม่ได้

แม้แต่หน่วยงานราชการถึงขนาดทำเนียบรัฐบาลเอง ภายนอกดูสวยงาม แต่ภายในนั้นไร้ระเบียบทางกายภาพอย่างน่ากลัว เช่น งานเอกสารที่ท่วมทางเดิน ซึ่งเป็นปัญหาของทุกหน่วยงานราชการตลอดกาล แก้ไม่ได้

ความไร้ระเบียบทางกายภาพนี้ ทำให้ประเทศไทยยังคงเป็นเพียงแค่ประเทศเล็ก ๆ ที่เราควรเข้ามากอบโกยเอาผลประโยชน์เมื่อมีโอกาส และก็กลับไปยังความศิวิไลซ์ของเราโดยเร็ว เมืองไทยไม่ใช่ประเทศที่ควรเข้ามาปักหลักลงทุนหรืออยู่อาศัยอย่างยาวนานหรือถาวร เพราะเป็นการยากที่เราจะปกครองคนชาตินี้ให้อยู่ในระเบียบวินัยได้ เพราะฉะนั้น จึงไม่เหมาะกับวัฒนธรรมอันเจริญของเรา

ความไร้ระเบียบทางศีลธรรม จริยธรรม ท่านจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ แต่มีการค้าประเวณี และยาเสพติดอย่างเปิดเผยทั่วไป มีการฆาตกรรมกันมาก การฉ้อราษฎร์บังหลวงมีอยู่ทั่วทุกหัวระแหง ไม่เว้นแม้แต่ในโรงเรียน มีครูโกงเด็กนักเรียนตัวเล็ก ๆ ในวัด ซึ่งพระโกงชาวบ้าน หรือราชการหลอกพระและพุทธศาสนิกชน หรือที่สื่อมวลชนทำกับเยาวชน

ตำรวจเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาสังคม ทั้งนี้ไม่ต้องพูดถึงระบบราชการไทย ซึ่งข้าพเจ้าถือว่าเป็นสัญลักษณ์สุดยอดของความไร้ระเบียบทางศีลธรรม จริยธรรม จนกลายเป็นสาเหตุบ่อนทำลายรากฐานของสังคมไทยให้ผุกร่อน เห็นได้จากการที่กลไกของรัฐไม่สามารถตอบสนองต่อปัญหาสังคมและศีลธรรมได้เลย

ผู้นำทางศีลธรรมและจริยธรรม อันได้แก่ พระ ครู สื่อมวลชน ฯลฯ ได้เสื่อมอิทธิพลในการนำจิตใจลงอย่างมาก เพราะถูกเงินเข้าครอบงำ ทั้งโดยเจตนาในทางทุจริตจริง ๆ และโดยสถานการณ์บังคับ

ส่วนผู้นำประเทศและชนชั้นนำในสังคมก็ล้มเหลวในทางศีลธรรมและจริยธรรมโดยสิ้นเชิง ดังจะเห็นได้ชัดในแวดวงการเมือง สังคมไทยยังคง "ยอมรับนับถือ" นักการเมือง และข้าราชการระดับสูง ซึ่งมีประวัติไม่สะอาด หรือพฤติการณ์ที่น่ารังเกียจ พวกเจ้าเล่ห์เพทุบาย

หรือในวงการแพทย์ ซึ่งเคยเป็นวิชาชีพที่สังคมให้เกียรติอย่างมาก กลับมีกรณีฉาวโฉ่เกิดขึ้นบ่อย ๆ

ในวงการผู้พิพากษา ก็มีกรณีที่ทำให้สถาบันต้องมัวหมองอยู่เนือง ๆ เชื่อหรือไม่ว่า คนไทยนั้นที่หวังพึ่งผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างจริงจังมีน้อยมาก

แม้กระทั่งปัญหาเด็กหาที่เรียนในกรุงเทพฯ กลายเป็นตลกเศร้าของพ่อแม่ตลอดกาลชั่วนาตาปี ฯลฯ

ในทางกฎหมาย ปรากฏว่ามีความไร้ระเบียบจนการใช้กฎหมายตั้งแต่รัฐธรรมนูญลงมาถึงระดับระเบียบปฏิบัติต่าง ๆ เกิดความวุ่นวายไปหมด สิ่งที่น่าขันก็คือ ในเรื่องเรื่องหนึ่งอาจมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกันมากมายหลายฉบับ และให้อำนาจบุคคลต่างๆ ไว้แตกต่างกัน ทำให้สังคมไทยอยู่บนช่องว่างของกฎหมายมากกว่าตัวบทกฎหมายเอง

ตัวอย่างที่ดีก็เช่นว่า เมื่อเกิดความเสียหายขึ้น สำนักงานการบริหารราชการแผ่นดิน นายกรัฐมนตรีเกือบไม่ต้องรับผิดชอบเลย โดยอ้างว่าอำนาจต่าง ๆ เป็นของรัฐมนตรี ส่วนรัฐมนตรีก็อ้างว่าเป็นอำนาจของปลัดกระทรวง ปลัดกระทรวงก็อ้างว่าเป็นอำนาจของอธิบดี อธิบดีมักจะกล่าวว่า

"เราจะป้องกันมิให้ปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นอีก" โดยไม่มีผู้ใดแสดงความรับผิดชอบตามกฎหมายจริงๆ เลย

และเมื่อมีผู้ถามว่า เหตุใดจึงมีกฎหมายที่ทำให้เกิดช่องว่างดังกล่าวมากเหลือเกิน นักกฎหมายก็จะตอบด้วยความภูมิใจว่า "เพื่อกระจายอำนาจ และให้เกิดความคล่องตัวในทางปฏิบัติ"

ความไร้ระเบียบทางกฎหมายตั้งแต่ระดับกติกาสูงสุดในการปกครองประเทศลงมาถึงระเบียบจุกจิกสารพัดเรื่องในหน่วยงานราชการหนึ่งๆ ได้กลายเป็น "ต้นทุน" ในการพัฒนาของประเทศไทยยุคใหม่ ทั้ง ๆ ที่ประชาชนในยุคนี้มีการศึกษาสูงกว่ายุคก่อน ๆ

จึงนับว่าเป็นเรื่องจริงที่น่าเศร้าเป็นอย่างยิ่ง และสะท้อนให้เห็นว่า มันสมองที่แท้จริงในสังคมไทยยังไม่ได้รับการพัฒนา หรือพูดง่าย ๆ คือ ยังไม่ได้เกิดมาเพื่อสร้างสรรค์สังคม แม้ว่ากาลเวลาผ่านมาแล้วอย่างยาวนาน

คลิกอ่าน แฉสันดานคนไทย 2