แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระเทวทัต พระบิดา สุปปพุทธะ แผ่นดินสูบ ธรณี พระพุทธเจ้า อเวจี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระเทวทัต พระบิดา สุปปพุทธะ แผ่นดินสูบ ธรณี พระพุทธเจ้า อเวจี แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2556

ทั้งพระเทวทัตและพระบิดาถูกธรณีสูบลงอเวจีทั้งคู่






พระเทวทัต

พระเทวทัตในสมัยพระพุทธกาลเป็นพี่ชายของพระยางยโสธรา หรือพระนางพิมาซึ่งเป็นพระมเหสีของเจ้าชายสิทธัตถะ และเป็นลูกของลุงของพระพุทธเจ้า พระเทวทัตนั้นตามจองล้างพระพุทธเจ้ามานานหลายชาติ

ในอดีตชาตินานมาแล้ว ซึ่งถือเป็นอดีตชาติแรกที่เป็นจุดเริ่มต้นที่ก่อให้เกิดความอาฆาตของพระเทวทัตที่มีต่อพระพุทธเจ้า นั่นก็คือ ชาติที่พระเทวทัตเป็นพ่อค้าวานิช มีจิตละโมบทุจริตและในชาตินั้น พระพุทธองค์ได้เสวยพระชาติเป็นพ่อค้าวานิชด้วยเช่นกันแต่เป็นฝ่ายสุจริต

วันหนึ่งหญิงชราซึ่งเป็นผู้ดีตกยากมีถาดทองคำของต้นตระกูลเหลืออยู่ จึงนำออกมาขาย อดีตชาติของพระเทวทัตได้เกิดเป็นพ่อค้าชื่อ เสรีวะ ได้เห็นเช่นนั้นจึงลวงด้วยเล่ห์ต่อหญิงชรานั้นว่า ถาดนั้นมิใช่ทองคำแท้เป็นทองปลอม จึงเสนอขอซื้อราคาถูกแต่หญิงชรานั้นรู้ดีว่าถาดที่แกนำออกมาขายนั้นทำด้วยทองคำแท้จึงมิยอมขายให้

พ่อค้าเสรีวะผู้ทุจริต จึงแกล้งทำเป็นไม่สนใจที่จะซื้อ แล้วเดินทางออกไป แต่คิดว่าเดี๋ยวจะแวะกลับมาใหม่ เพราะเชื่อว่า หญิงชราผู้นี้จนมาก ๆ แถมมีหลานสาวที่กำลังหิวโหย ยังไง ๆ ก็ต้องยอมขายถาดทองให้แก่ตนอย่างแน่นอน

ในช่วงเวลาใกล้กันนั้น พระพุทธองค์ซึ่งเสวยพระชาติเป็นพ่อค้าชื่อ เสรีวะ (ชื่อเหมือนกัน) เดินมาพบเข้า เห็นเป็นถาดทำด้วยทองคำแท้ก็ให้ราคาตามความเป็นจริง

เมื่อเสรีวะพ่อค้าผู้ทุจริตย้อนกลับมา จึงรู้ว่าถูกเสรีวะผู้สุจริต ได้ซื้อถาดทองคำแท้ตัดหน้าไปแล้ว จึงเกิดความโกรธแค้นเป็นยิ่งนัก ถ้าไม่มีเสรีวะพ่อค้าผู้สุจริตหรือพระพุทธองค์มาซื้อถาดทองคำนั้น ในมิช้าหญิงชราก็จักต้องนำถาดทองคำมาขายแก่ตนเพราะความยากจน

ด้วยเหตุนี้พระเทวทัตจึงผูกพยาบาทด้วยการกอบเม็ดทรายขึ้นมา ๑ กำมือหว่านลงกับพื้นดินประกาศว่า .. "เราจะจองล้างจองผลาญท่านต่อไปเท่าเม็ดทรายในกำมือ ๑ เม็ด เท่ากับ ๑ ชาติ" 

(ในระหว่างจองเวรกรรมนี้ต่างฝ่ายต่างก็เกิดเป็นทั้งคนและสัตว์หลายภพหลายชาติ เป็นเวลานานถึง 5 กัป ซึ่งทุกชาติเทวทัตก็ไม่หยุดอาฆาตจองเวรเลย)

พระเทวทัตได้ตามเบียดเบียนพยาบาทจองเวรกันมานับภพชาติไม่ถ้วนเรื่อยมา จนกระทั่งพระชาติสุดท้ายก่อนจะที่จะมาตรัสรู้ที่เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือได้เสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร พระเทวทัตได้มาเกิดเป็นพระพราหมณ์นามว่า “ชูชก”

จนกระทั่งมาถึงพระชาติที่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พระเทวทัตมีจิตริษยาพระพุทธเจ้านับตั้งแต่เยาว์วัย

ต่อมาเมื่อพระพุทธเจ้าทรงบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ เจ้าชายเทวทัตได้ออกบวชด้วยเช่นกัน เมื่อบวชแล้วได้โลกีย์ญาณ มีความชำนาญในอภิญญา สามารถนิรมิตกายเหาะเหินเดินอากาศได้ จึงเกิดความกำเริบใจเพราะอกุศลกรรมเข้าสนับสนุน ใช้ฤทธิ์แปลงกายเป็นพระศาสดา กล่าวให้ร้ายในพรหมจรรย์ของพระพุทธองค์ว่า ยังอนุญาตให้สงฆ์สาวกฉันเนื้อสัตว์ที่ถูกนำมาถวายเป็นพระกระยาหาร

แล้วพระเทวทัตก็เริ่มต้นสร้างความเลื่อมใสด้วยการฉันมังสวิรัติ เพื่อชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่พระพุทธองค์ยินยอมให้พุทธสาวกปฏิบัตินั้นคือความเสื่อม

มิเพียงเท่านั้น เทวทัตยังลวงเจ้าชายอชาติศัตรูให้กบฏต่อพระราชบิดาแล้วตั้งตัวเองเป็นพระราชา พระเจ้าอชาติศัตรูนั้นเคยเลื่อมใสพระพุทธองค์ แต่เมื่อถูกพระเทวทัตลวงก็ตัดอุปนิสัยแห่งมรรคผลเบื้องต้นเสีย ทำตัวเองไปสู่ความพินาศอย่างใหญ่หลวงถึงขั้นทำกรรมหนักปลงพระชนม์พระราชบิดา และพระเทวทัตได้ยุยงให้พระเจ้าอชาติศัตรูมอมเหล้าช้าง “นาฬาคีรี” จนมึนเมาดุร้ายแล้วปล่อยออกไปทำร้ายพระพุทธองค์

พระเทวทัตกระทำการถึงขั้นที่เสนอให้พระพุทธเจ้าลาออกจากตำแหน่งพระศาสดาแล้วให้พระเทวทัตเป็นพระศาสดาแทน

ต่อมาพระเทวทัตเองก็คิดปลงพระชนม์พระพุทธองค์แล้วจะตั้งตนเป็นพระศาสดาเสียเอง คือส่งนายขมังธนูเพื่อปลงพระชนม์พระพุทธองค์ ตลอดจนกระทั่งยุยงหมู่พระสงฆ์ให้เห็นความมัวหมองในพรหมจรรย์ของพระพุทธองค์

ขณะเดียวกันพระเทวทัตได้หันมาฉันมังสวิรัติ เป็นเพื่อการโอ้อวดพรหมจรรย์ที่สูงกว่า เสนอพระวินัยอย่างเคร่งครัด เช่น กินมังสวิรัติตลอดชีวิต อยู่ป่าตลอดชีวิต แก่พระพุทธเจ้าเพื่อให้ทรงบัญญัติ แต่พระพุทธเจ้าทรงมิได้ทำตามที่พระเทวทัตเสนอ

แม้ภายหลังพระเทวทัตจะได้สำนึกผิด และเดินทางไปขอขมาพระพุทธเจ้า แต่ทว่าด้วยกรรมที่ท่านสร้างไว้นั้นหนักมาก จนแผ่นดินที่รองรับอยู่นั้นทนมิได้ แยกตัวออก และสูบเอาพระเทวทัตตกสู่ขุมนรกอเวจี ณ ริมสระโบกขรณีหน้าวัดพระเชตวันมหาวิหาร ต้องเสวยอกุศลวิบากอีกนานเท่านาน จนแทบจะนับกาลเวลาไม่ได้




ตามคัมภีร์อรรถกถากล่าวว่า สถานที่พระเทวทัตถูกธรณีสูบอยู่ริมสระน้ำหน้าวัดเชตวันมหาวิหาร ในปัจจุบันบริเวณหน้าวัดเชตวันยังคงมีพื้นที่ว่างแปลงหนึ่งอยู่กลางนา ไม่มีชาวบ้านคนไหนกล้าไปปรับพื้นที่ทำนา เนื่องจากเล่าสืบต่อกันมาว่าเป็นสถานที่พระเทวทัตถูกธรณีสูบ


------------------------------

พระเจ้าสุปปพุทธะ

พระเจ้าสุปปพุทธะเป็นกษัตริย์โกลิยะวงศ์เป็นพระราชบิดาของพระเทวทัต เมื่อทราบว่า พระเทวทัตถูกธรณีสูบลงมหาอเวจีนรกก็มิสำนึกในบาปบุญคุณโทษ กลับมีจิตอาฆาตพยาบาทพระพุทธองค์มากขึ้น เพราะนอกจากจะทำให้พระเทวทัตต้องธรณีสูบ พระพุทธองค์ยังทำให้เจ้าหญิงยโสธราธิดาของพระเจ้าสุปปพุทธะเป็นม่าย

พระเจ้าสุปปพุทธะจึงกลั่นแกล้งพระพุทธองค์ด้วยการเกณฑ์อำมาตย์ข้าราชบริพารไปนั่งเสพเมรัยขวางทางที่พระพุทธองค์จะออกบิณฑบาตโปรดเวไนยสัตว์ ซึ่งทางนั้นมีเพียงทางเดียวเท่านั้นที่พระพุทธองค์จะทรงเสด็จดำเนินไปได้

เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดำเนินผ่านไม่ได้ เพราะพระเจ้าสุปปพุทธะกับบริวารขวางอยู่ ทำให้วันนั้นพระพุทธองค์ทรงอดพระกระยาหาร ๑ วัน พระอานนท์จึงทูลถามอยากจะทราบโทษของพระเจ้าสุปปพุทธะ

พระพุทธองค์จึงทรงได้มีพุทธฎีกาตรัสว่า “อานันทะดูก่อนอานนท์ หลังจากนี้ไปนับได้ ๗ วัน พระเจ้าสุปปพุทธะจะลงอเวจีตามเทวทัตไป”

เมื่อบริวารของพระเจ้าสุปปพุทธะนำเรื่องที่พุทธฎีกากลับไปถวายรายงาน พระเจ้าสุปปพุทธะก็มีจิตต้องการให้พุทธฎีกาของพระพุทธองค์มิเป็นความจริง จึงขึ้นประทับ ณ ปราสาท ๗ ชั้น แต่ละชั้นมีนายทวารป้องกันแข็งขัน แล้วทรงตรัสกับนายทวารที่มีร่างกายกำยำนั้นว่า “ในระหว่าง ๗ วันนี้ ถ้าฉันลงมาละก็ พวกเธอจงขัดขวางเราเอาไว้จะไม่มีใครต้องโทษ” โดยประกาศต่ออำมาตย์ ข้าราชบริพาร และพระบรมวงศานุวงศ์ไว้ดังนั้น เพื่อมิให้นายทวารทั้งหลายต้องโทษ

จนกระทั่งถึงวันที่ ๗ วันนั้นปรากฏว่า ม้าแก้ว ซึ่งเป็นม้าทรงศึกที่พระเจ้าสุปปพุทธะโปรดปราน อาละวาดกระทืบโรง ร้องเสียงดังมาก พระเจ้าสุปปพุทธะเกิดเป็นห่วงม้า ด้วยอาการขาดสติจึงทรงลงจากปราสาทชั้น ๗ แต่ปรากฏว่านายทวารมิได้ขัดขวาง ด้วยคิดว่าเลยครบกำหนด ๗ วันแล้ว

พอพระเจ้าสุปปพุทธะย่างพระบาทเหยียบแผ่นดิน ก็ถูกพระธรณีสูบหายไปสู่มหานรกอเวจี ตรงตามพุทธฎีกาที่ตรัสไว้แก่พระอานนท์


ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.kanlayanatam.com/sara/sara60.htm


คลิกอ่าน แผนให้ร้ายพระพุทธเจ้า ทำสงฆ์แตกแยกของพระเทวทัต