วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2559

กินเจไม่ได้บุญ กินเนื้อสัตว์ก็ไม่บาป โดยสมเด็จพระญาณสังวรฯ







ลึกซึ้ง...การกินเจ ไม่ใช่การทำบุญ การกินเนื้อสัตว์ ไม่ใช่การทำบาป



เรื่อง "การบริโภคเนื้อสัตว์"
(วิสัชนาธรรมโดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ)

สมเด็จพระสังฆราช เคยปรารถเรื่องการกินเจกับพระราชินีว่า คนไทย เข้าใจผิด อยู่มาก 

การกินเจ (ตั้งใจไม่กินเนื้อสัตว์) จริง ๆ ไม่ได้บุญ

อธิบาย คือ เราไม่กินข้าวขาหมู แล้วคิด (จินตนาการ) ว่า หมูจะไม่ถูกฆ่า เปรียบได้กับเรา นั่งอยู่บ้านเฉยๆ แล้วคิด (จินตนาการ) ว่า เราไปช่วยสอนหนังสือคนอนาถา บุญที่เราไปสอนหนังสือคนอนาถานั้น ไม่มี ไม่เกิด เพราะเรา นึกๆ คิดๆ ไปเองไม่ได้ทำ ไม่ได้กระทำจริง

ถ้าอยากได้บุญ เราต้องช่วยชีวิตสัตว์ มี ๒ ข้อ คือ

๑. ช่วยชีวิตมันโดยการไถ่ชีวิต ซื้อสัตว์ที่กำลังถูกฆ่านำมาปล่อย
๒. เมตตาสัตว์ไม่ทำร้ายมัน อย่างนี้เป็นบุญ

แต่การกินเจ บุญไม่เกิด เพราะ เราไม่ได้ลงมือกระทำจริง (ช่วยชีวิตสัตว์) เป็นเพียงแต่คิดไปเอง (มโน)

พระเทวทัตเคย มาเสนอให้ชาวพุทธไม่กินเนื้อสัตว์ พระพุทธเจ้าปฎิเสธ พร้อมให้เหตุผลว่า

๑. เนื้อสัตว์ไม่ใช่ของเหม็น อกุศลกรรมต่างหากที่เป็นของเหม็น
๒. พระต้อง ควรเป็นผู้เลี้ยงง่าย
๓. อนุญาตในการกินเนื้อสัตว์ที่ -ไม่เห็น -ไม่รู้ -ไม่ใช่เนื้อที่ฆ่าโดยเฉพาะให้ตน
๔. อาหารเป็นแค่ของเลี้ยงกายไม่ให้ตาย อย่าสนใจมาก

การรับประทานอาหารมังสวิรัติเป็นบุญหรือไม่?

การที่จะวินิจฉัยว่าการกระทำอะไร เป็นบุญหรือไม่เป็นบุญนั้น ต้องอาศัยกับหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ว่าด้วย บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ อย่าง คือ

๑. ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน
๒. สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล
๓. ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา
๔. อปจายนมัย บุญสำเร็จด้วยประพฤติ อ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่
๕. เวยยาวัจจมัย บุญสำเร็จด้วยการช่วยเหลือขวนขวายในกิจการงานต่างๆ
๖. ปัตติทานมัย บุญสำเร็จด้วยการให้ส่วนบุญ
๗. ปัตตานุโมทนามัย บุญสำเร็จด้วยการอนุโมทนาส่วนบุญ
๘. ธัมมัสสวนมัย บุญสำเร็จด้วยการฟังธรรม
๙. ธัมมเทสนามัย บุญสำเร็จด้วยการแสดงธรรม
๑๐.ทิฏฐุชุกัมม์ การทำความคิดเห็นของตนให้ตรง

เมื่อเทียบเคียงกับบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ วิธี แล้ว ไม่พบว่าการรับประทานอาหารมังสวิรัติ คือ รับประทานแต่พืชผักเป็นวิธีทำบุญข้อใดเลย จึงไม่นับว่าเป็นวิธีทำบุญในพระพุทธศาสนา 

ลองคิดดูว่าถ้าการกินพืช เช่น ผัก หญ้า ได้บุญ แล้วสัตว์ที่กินพืชเป็นอาหาร เช่น วัว ควาย แพะ แกะ ก็ต้องได้บุญมากกว่ามนุษย์ เพราะสัตว์พวกนี้กินพืชตลอดชีวิต ไม่กินเนื้อสัตว์เลย

การกินเนื้อสัตว์ บาป หรือ ไม่?

การที่จะวินิจฉัยว่าบาปหรือไม่บาปนั้น ต้องพิจารณาว่า การกินเนื้อสัตว์ที่ตายแล้ว เป็นการผิดศีลข้อปาณาติบาตหรือไม่ ศีลข้อปาณาติบาต คือ งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ นั้น จะผิดศีลก็ต่อเมื่อประกอบด้วย องค์ ๕ คือ

๑. ปาโณ สัตว์มีชีวิต
๒. ปาณสญฺญิตา รู้ว่าสัตว์มีชีวิต
๓. วธกจิตฺตํ จิตคิดจะฆ่า
๔. อุปกฺกโม พยายามที่จะฆ่า
๕. เตน มรณํ สัตว์ตายด้วยความพยายามนั้น

เมื่อครบองค์ประกอบทั้ง ๕ ข้อ จึงถือว่าเป็นการฆ่าสัตว์ ผิดศีลข้อที่ ๑ เป็นบาป แต่ถ้าไม่ได้ลงมือฆ่าเอง และไม่ได้ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า ก็ไม่เป็นบาป 

ตัวอย่าง เราไปจ่ายตลาด ซื้อกุ้งแห้ง ปลาดุกย่าง ปลาทู เนื้อหมู ฯลฯ เราได้มีส่วนร่วมในการฆ่าสัตว์เหล่านั้นหรือไม่ สัตว์เหล่านั้นย่อมตายก่อนที่เราจะไปซื้อมาเป็นอาหาร ถึงเราจะซื้อหรือไม่ซื้อ สัตว์เหล่านั้นก็ตายอยู่แล้ว เราไม่ได้มีส่วนทำให้ตาย
มีพุทธภาษิตบทหนึ่งว่า

“นตฺถิ ปาปํ อกุพฺพโต” “บาป ไม่มีแก่ผู้ไม่ทำ”

การกินผักก็อาจจะต้องฆ่าสัตว์ทางอ้อมไปด้วยเช่นกัน เพราะต้องไถดิน ใส่ปุ๋ย ใช้ยากำจัดแมลง อาจทำให้แมลงต่างๆ ไส้เดือนตายได้ ถ้าแบบนี้บาปก็คงไม่ต้องทำสัมมาอาชีพกันเลย

หลวงปู่แหวน สุจิณโณ ท่านบอกว่า

"ไอ้วัวควายกินหญ้าอยู่ตั้งนาน ไม่เห็นเป็นพระอรหันต์ซักตัว"

ขอบคุณผู้เขียนบทความนี่ ที่มาจากเฟสบุ๊ค พระอรหันต์สายหลวงปู่มั่น


พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร และสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช

-----------------------

ใหม่เมืองเอก สรุป

ถ้าคุณไม่เกรียน และศึกษาหลักธรรมะมาพอสมควร คุณก็จะเข้าใจในสิ่งที่สมเด็จพระญาณสังวรอธิบายโดยไม่ยาก

ซึ่งความเชื่อเรื่องการกินเจแล้วได้บุญ จัดเป็น สีลัพพตปรามาส ถือเป็นความหลงผิดอย่างหนึ่ง

ผมเองก็เคยอ่านข้อเขียนนึงของหลวงจีนรูปนึง เกี่ยวกับการกินเจว่า ที่หลวงจีนฉันเจ ไม่ใช่เพราะกินเนื้อสัตว์แล้วบาป

แต่ที่หลวงจีนหลายวัดมักฉันเจเพราะการกินเจมีผลดีต่อสุขภาพ และอาหารฉุนบางอย่างและเนื้อสัตว์ก่อให้เกิด การกำหนัดได้ง่าย

พวกหลวงจีนจึงเลือกฉันเจดีกว่า

เพราะสมัยก่อนในประเทศจีน ผู้คนส่วนใหญ่ยากจนมาก ประชาชนส่วนใหญ่เองก็ไม่ค่อยได้กินเนื้อสัตว์กันอยู่แล้ว อาจจะกินบ้างตามเทศกาลเท่านั้น

หลวงจีนหรือวัดจีนเองก็ยากจนเหมือนกัน ก็ประชาชนส่วนใหญ่ยากจน พระและวัดจะมาร่ำรวยได้อย่างไร หลวงจีนก็ต้องปลูกผักกินเอง (ดูในหนังจีนพอจะเห็นบ้าง) เมื่อหลวงจีนยังต้องปลูกพืชผักกินเอง ก็เลยไม่ได้กินเนื้อสัตว์เพราะไม่มีใครมาบริจาคหรือถวายให้

เพราะหากจะฉันเนื้อสัตว์ หลวงจีนก็ต้องเลี้ยงสัตว์เองและฆ่าเอง ซึ่งมันก็บาป ผิดศีล

ส่วนประเพณีถือศีลกินเจ คุณผู้อ่านลองไปหาข้อมูลต้นกำเนิดเถิด มูลเหตุส่วนใหญ่ที่เขาสันนิษฐานถึงการกำเนิดเทศกาลกินเจ ก็ไม่เกี่ยวกับการกินเจแล้วได้บุญแต่อย่างใด

และการที่คนกินเจเพียง 10 วัน แม้อาจจะช่วยลดการฆ่าสัตว์ให้ลดลงหรือช้าลงในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่พอหลังจากกินการกินเจแล้ว สัตว์ที่รอการฆ่าก็ยังถูกฆ่าต่อไปเหมือนเดิม

ประหนึ่งคำพูดที่ว่า "แค่กินเจ 10 วัน แต่มากินเนื้อสัตว์อย่างล้างผลาญในเทศกาลตรุษจีนแทน" ซึ่งก็เท่ากับไม่ได้ต่างอะไรเลย

ยกตัวอย่างเช่น มีวัวตัวนึงจากหมู่บ้านนึง ถูกเจ้าของขายให้โรงฆ่าสัตว์ แล้วกำลังจะถูกฆ่าในอีกไม่นาน

ถามว่า ถ้าคนในหมู่บ้านอยากจะช่วยให้วัวตัวนั้นรอดตาย ก็เลยนัดกันว่าวันนี้พวกเราทั้งหมู่บ้าน มากินเจสัก 10 วัน ถามว่าจะช่วยให้วัวตัวนั้นรอดตายได้หรือไม่?

ส่วนคำอธิบายที่มากกว่านี้เพื่อให้เห็น ภาพชัดเจนยิ่งขึ้นว่า ทำไมกินเนื้อสัตว์จึงไม่บาป เชิญคุณผู้อ่านไปอ่านต่อในบทความนี้ต่อเลยครับ

คลิกอ่าน akecity แจงเหตุผลที่ว่า ทำไมกินเนื้อสัตว์ไม่บาป






วันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2559

ท่ายากของยิ่งลักษณ์ อายฝรั่งเขาไหมนั่น






ถ้าเราจำกันได้ เมื่อครั้งยิ่งลักษณ์ไปไหว้ศพตำรวจนายหนึ่ง เธอเคยเป็นข่าวกระฉ่อนโด่งดังด้วยท่านั่งยอง ๆ ไหว้ศพมาแล้ว

ก็นึกว่า ถูกวิจารณ์หนักคราวนั้นเธอจะเข็ด แต่ที่ไหนได้ เรื่องท่านั่งยอง ๆ ของยิ่งลักษณ์เนี่ย สงสัยจะเป็นท่าถนัดของเธอจริง ๆ

ตอนนั้นผมก็เคยเขียนบทความเรื่องนี้ แล้วได้เรียกท่ายากท่านี้ของยิ่งลักษณ์ว่า "ท่าขย่มตอของยิ่งลักษณ์"

อุตส่าห์แดกดันประชดแรง ๆ ก็แล้ว แต่ยิ่งลักษณ์ก็หานำพาไม่

คลิกอ่าน แชร์ว่อนเน็ตท่าขย่มตอของยิ่งลักษณ์

จนมาปีนี้ 2559 ยิ่งลักษณ์ได้ไปไหว้บรรพบุรุษ ก็เล่นท่าขย่มตออีกแล้วในขณะกำลังไหว้

งั้นวันนี้ผมขอยกส่วนหนึ่งในบทความของเปลว สีเงิน ที่ได้วิจารณ์ท่านั่งยอง ๆ ของยิ่งลักษณ์ มาให้อ่านแล้วกัน




ว่าด้วย "ยองๆ" ของยิ่งลักษณ์ โดยเปลวสีเงิน



เมื่อวาน (๑๕ เม.ย.) ดูรูป-ดูข่าว อดีตนายกฯ หญิง "นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ไปไหว้อัฐิบรรพบุรุษ ที่สุสานวัดโรงธรรมสามัคคี สันกำแพง เชียงใหม่

ชื่นชมเธออยู่ในใจ เป็นลูกหลานกตัญญู วันตรุษ-วันสารท ทีไร เป็นต้องโชว์โฉมนำหน้า เซ่นวักตั๊กแตน ไหว้อัฐิบรรพบุรุษตามหลัง ทุกครั้งไป

แต่อยากกระซิบอะไรซักนิดด้วยหวังดี เนื่องจากไม่มีโอกาสเข้าใกล้ ๆ จึงขออนุญาตกระซิบไกลๆ ผ่านตรงนี้

คงไม่เป็นไรนะ?

ด้วยศักดิ์ "อดีตนายกฯ" เธออยู่ในทำเนียบผู้นำคนหนึ่งของประเทศ ฉะนั้น การกระทำใด ๆ การแสดงออกใด ๆ ของเธอที่ปรากฏต่อสาธารณะ

อาจมีบางคน-บางพวก "ยึดถือ" เป็นแบบอย่าง ด้วยเข้าใจว่า เดินตามผู้นำหมาไม่กัดแน่ เพราะถูกแบบ-ถูกแผนแล้ว

แต่กิริยาการที่คุณยิ่งลักษณ์ นั่งยอง ๆ ไหว้กู่ที่บรรจุอัฐิบรรพบุรุษ และสื่อต่างๆ นำออกเผยแพร่นั้น

นอกจาก "ไม่งาม" ไม่ใช่แบบแผนแล้ว ยังขัดตายิ่ง!

ผมเอง อยู่มานาน จนจวนเจียนจะเข้ากู่รอมมะร่อ บอกตรง ๆ ไม่เคยเห็น "เพศหญิง" ที่ไหน นั่งยองๆ ไหว้ ไม่ว่าจะไหว้พระ ไหว้ผี

ก็เพิ่งเห็นคุณยิ่งลักษณ์นี่แหละเป็นคนแรก

และก็ไม่ใช่ครั้งแรก........

จำได้ว่า ตอนอยู่ในตำแหน่งนายกฯ ช่วงที่ กปปส.ชุมนุม และกองทัพธรรม ของสันติอโศก ตั้งเวทีอยู่ตรงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ รัฐบาลสั่งตำรวจบุกเข้าสลายการชุมนุม

สลายกันเอง ชุลมุนกันเอง จนมีนายตำรวจที่ระดมจากต่างจังหวัดเข้ามาลุยกองทัพธรรมเพื่อสนองระบอบทักษิณเสียชีวิต ศพไปตั้งที่ระยอง

คุณยิ่งลักษณ์นั่ง ฮ.ไปงานศพ

กิริยาการเคารพศพของคุณยิ่งลักษณ์ครั้งนั้น ถูกเผยแพร่ เป็นที่วิพากษ์-วิจารณ์ ทั้งขัน-หยัน-สมเพช ไปทั่วจนถึงทุกวันนี้

ท่าเคารพศพแสนจะแบะแฉะของนายกฯ หญิง คือ

สวมส้นสูง นั่งยองๆ ไหว้ศพ

ท่าเดียวกับที่สวมส้นสูง นั่งยอง ๆ ไหว้กู่อัฐิบรรพบุรุษเมื่อวาน!

นึกว่า จากครั้งนั้น คงได้ฟังเสียงวิพากษ์-วิจารณ์เชิงตำหนิแล้ว และในฐานะนายกฯ

ทางกระทรวงวัฒนธรรม คงจะกระซิบบอกถึงแบบแผนที่ถูกต้องตามวัฒนธรรมประเพณีให้ซึมซับบ้าง เพื่อครั้งต่อๆ ไป จะได้ปฏิบัติได้ถูกต้อง สำหรับคนที่รู้พื้นฐานเธอก็คงไม่เท่าไหร่ แต่สำหรับคนที่งมศรัทธานี่ซี เขาจะได้ยึดแบบอย่างที่ถูกไปทำตาม

แต่ที่ไหนได้.........!?

คล้ายเธอไม่รับรู้อะไรเลย ก็ไม่อยากตำหนิโดยตรง อย่างน้อยมัคนายก หรือคนที่อาบน้ำร้อนมาก่อน น่าจะนำทางถูก ด้วยการปูเสื่อ-ปูสาดให้เธอนั่งพับเพียบเรียบร้อย

แทน "นั่งยอง ๆ" ไหว้!

ยืนไหว้ซะเลย ยังจะเข้าท่ากว่า พออนุโลมได้ว่าเป็นท่ามาตรฐานสากล เหมาะสมกับสถานการณ์ขณะนั้น

เพราะการนั่งยอง ๆ ไม่ว่าใคร ดูแล้วน่าเกลียด ยิ่งเป็นผู้หญิงนั่งยอง ๆ ด้วยแล้ว คุณยิ่งลักษณ์ ลองหลับตานึกภาพซิ

งามล่ะก๊ะ?

ผ่านแล้วก็แล้วไป ได้ยินพี่ชายสั่นสู้ สไกป์มาระดมให้เตรียมลงเลือกตั้ง ชิงอำนาจคืนมิใช่หรือ?

เผื่อรอดคดีจำนำข้าว มีโอกาสกลับมาใหญ่โตอีก ฉะนั้น จำแบบแผนการเคารพศพที่ "กรมศาสนา" เขาเผยแพร่ไว้ เพื่อครั้งต่อ ๆ ไป จะได้ไม่ทำอะไรให้ขายขี้หน้าอีก

แบบแผนที่กรมศาสนาเผยแพร่ มีดังนี้........

การกราบคนและกราบศพ กราบด้วยวิธีกระพุ่มมือ กราบเพียงครั้งเดียวไม่แบมือ มีวิธีปฏิบัติดังนี้

๑.หากบุคคลหรือศพอาวุโสกว่าให้ประนมมือไหว้ขึ้น ให้ปลายนิ้วจรดจมูกก็ได้ หรือจะให้ปลายนิ้วมือจรดอยู่ระหว่างคิ้ว หัวแม่มืออยู่ระหว่างจมูกก็ได้ ถ้าคนเสมอกันประนมมือขึ้นแค่อกก็พอ

๒.นั่งพับเพียบเก็บเท้า ตามแบบนั่งพับเพียบหรือจะใช้วิธีหมอบกราบก็ได้

๓.หมอบลงตามแบบหมอบ

๔.มือทั้งสองกระพุ่มทอดลงกับพื้น ไม่แบมือราบกับพื้น

๕.ก้มศีรษะลงจรดสันมือ กราบเพียงครั้งเดียว

๖.เสร็จแล้วลุกขึ้นนั่งพับเพียบตามปกติ

เนี่ย...กิริยามารยาทหญิงไทย-กุลสตรีไทยต้องแบบนี้ ไม่ใช่สวมรองเท้านั่งยองๆ ไหว้ จำไว้นะ

การนั่งยองๆ น่ะ ไว้ใช้ตอนนั่งส้วมซึม หรือพวกชาวเขานั่งสูบยา อย่านำมาใช้กับการไหว้พระ-ไหว้คน-ไหว้ศพ

เปลวสีเงิน

-----------------

โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย เคยสอนมารยาทไทยให้ยิ่งลักษณ์บ้างไหม

ขนาดเคยขึ้นป้ายยกย่องยิ่งลักษณ์ซะขนาดนี้เลยว่าภาคภูมิใจ



ไม่รู้ยิ่งลักษณ์สมัยเรียนเนี่ยเคยดีเด่นในเรื่องไหนบ้าง 

แล้วลองดูตัวอย่างสาวฝรั่งตักบาตรสิ



ดูหญิงฝรั่งสิ เธอเข้าใจวิฒนธรรมที่งดงามมากกว่ายิ่งลักษณ์เสียอีก

อายสาวฝรั่งบ้างไหมยิ่งลักษณ์ ??



แล้วที่ป๋าเปลวสีเงินแนะนำว่า ไม่ต้องนั่งยอง ๆ ก็ได้  ให้ยืนไหว้แทน ก็ยังจะดูงามกว่า

ยิ่งลักษณ์ควรดูน้องมะลิ ลูกสาวคุณปอ ทฤษฎี เป็นตัวอย่างก็ได้ ไม่ต้องนั่งยอง ๆ ไหว้ให้คนเขาติ ก็ให้ยืนไหว้แทน ดูน่ารักงดงามเห็นไหม



คลิกอ่าน ยิ่งลักษณ์ชวนฮาเทศกาลสงกรานต์ 2559