วันพฤหัสบดีที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2556

พระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 7 ที่มีต่อเบียร์สิงห์







ผมเพิ่งได้อ่านบทความทาง astv เกี่ยวกับต้นตระกูลกฤดากร และต้นตระกูลภิรมย์ภักดี จึงได้เห็นถึงส่วนสำคัญอย่างมาก ที่อยากให้ตระกูลภิรมย์ภักดี ควรตระหนักและพึงระลึกไว้เสมอว่า

รัชกาลที่ 7 และสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อกิจการของเบียร์สิงห์อย่างไร

ไม่ใช่เอาแต่เห็นแก่ธุรกิจตัวเองเท่านั้น จนลืมนึกถึงการปกป้องชาติและสถาบันกษัตริย์แบบที่นายสันติ ภิรมย์ภักดี ได้แสดงจุดยืน

หรือที่นายเต้ ภิรมย์ภักดีอ้างว่า คุณทวดสั่งไว้ไม่ให้คนในตระกูลภิรมย์ภักดีเล่นการเมือง

พวกคุณไม่รู้เหรอว่า ทักษิณ มันจาบจ้วงและชุบเลี้ยงพวกล้มสถาบันกษัตริย์ไว้มากมาย !!

โดยเฉพาะนายเต้ ภูริต หัดแยกแยะบ้างว่า ประชาชน 5.6ล้านคนบนท้องถนน เขาก็ไม่ได้มาเล่นการเมือง แต่เขาออกมาเพื่อปกป้องชาติให้พ้นจากพวกโกงกิน ออกมาเพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์ให้พ้นภัยจากพวกหนักแผ่นดิน เข้าใจไหม ?

เสียดายนะที่นายเต้ เสือกคิดแยกแยะไม่เป็น

-----------------

ต้นตระกูลภิรมย์ภักดี

ต้นสกุลภิรมย์ภักดี คือ บุญรอด เศรษฐบุตร หรือ พระยาภิรมย์ภักดี (พ.ศ.2415-2493) เป็นบุตรของพระภิรมย์ภักดี (ชม เศรษฐบุตร) กับนางมา เศรษฐบุตร เกิดเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2415 ที่ย่านจักรวรรดิ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร


บุญรอด เศรษฐบุตร หรือ พระยาภิรมย์ภักดี (พ.ศ.2415-2493) ต้นสกุลภิรมย์ภักดี


ข้อมูลจาก “ภิรมย์ภักดี...จากตระกูลขุนนางสู่เส้นทางธุรกิจ" โดย วิมล อุดมพงษ์สุข ระบุว่า “นายบุญรอด เศรษฐบุตร มุ่งที่จะเจริญรอยตามบิดาในเส้นทางราชการ ด้วยความเฉลียวฉลาดและใฝ่รู้ทางการศึกษาพระยาภิรมย์ภักดีจึงได้รับคัดเลือกให้เป็นครู

หากแต่เมื่อสอบเข้าเป็นเลขานุการกระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบัน) ได้กลับถูกยับยั้งไม่ให้ออก พระยาภิรมย์ภักดีจึงตัดสินใจลาออกจากการเป็นครูไปทำงานเป็นเสมียนโต้ตอบจดหมายภาษาอังกฤษที่โรงเลื่อยของห้างกิมเซ่งหลี และห้างเด็นนิมอตแอนด์ดิกซัน การเลือกเส้นทางธุรกิจแทนการรับราชการของคนไทยแท้ๆ อย่างพระยาภิรมย์ภักดี จึงเป็นการแหวกกฎเกณฑ์ค่านิยมของสังคมไทยในยุคนั้น

“ประสบการณ์ ทักษะและความจัดเจนทางธุรกิจได้รับการพัฒนามากยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการสะสมทุน พระยาภิรมย์ภักดีจึงตัดสินใจพลิกชีวิตของตนมาเป็นเจ้าของกิจการ จากกิจการค้าไม้ การเดินเรือโดยสาร และริเริ่มความคิดที่จะก่อตั้งโรงงานผลิตเบียร์แห่งแรกขึ้นในประเทศ ในขณะที่มีอายุ 57 ปี”

ทั้งนี้ นายบุญรอด เศรษฐบุตร ได้รับพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เมื่อตอนจะก่อตั้งโรงเบียร์ โดยมีบันทึกไว้ในสารานุกรมสำหรับเยาวชนไทย โดยระบุไว้โดยสรุปได้ดังนี้

ในปี พ.ศ.2473 พระยาภิรมย์ภักดี ยื่นเรื่องขออนุญาตผลิตเบียร์ต่อกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ซึ่งมีพระยาโกมารกุลมนตรี เป็นเสนาบดี พร้อมทั้งทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตโดยเห็นว่า เบียร์เป็นสินค้าที่ชาวต่างประเทศได้ส่งเข้ามาจำหน่ายในประเทศสยามนานแล้ว ทำให้มีเงินออกนอกประเทศมาก ถ้าสามารถผลิตขึ้นได้เองก็จะป้องกันเงินออกนอกประเทศ และประหยัด รวมทั้งได้ประโยชน์ที่จะสามารถขายได้ราคาถูกกว่า สามารถใช้ปลายข้าวแทนข้าวมอลต์ ทำให้กรรมกรไทยมีงานทำ

ความคิดที่จะผลิตเบียร์ขึ้นเองของพระยาภิรมย์ภักดีนั้น เนื่องมาจากท่านมีกิจการเดินเรือเมล์ระหว่างตลาดพลูกับท่าเรือราชวงศ์โดยใช้ชื่อว่าบริษัท บางหลวง จำกัด ต่อมารัฐบาลได้เริ่มสร้างสะพานพระพุทธยอดฟ้าและตัดถนนเชื่อมตลาดพลูและประตูน้ำภาษีเจริญ ทำให้ไม่สามารถเดินเรือได้ จึงต้องหาทางขยับขยายกิจการไปทำกิจการค้าอย่างอื่นเพื่อรองรับ เมื่อศึกษาเห็นว่าเบียร์สามารถผลิตในประเทศเขตร้อนได้ จึงได้เริ่มโครงการที่จะตั้งโรงงานผลิตเบียร์ขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรก

เมื่อยื่นเรื่องขออนุญาตต่อกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ มีการพิจารณากันอย่างมาก เนื่องจากรัฐบาลยังไม่เคยมีนโยบายมาก่อน

ระหว่างที่รอการอนุญาตจากทางรัฐบาล พระยาภิรมย์ภักดีได้เดินทางไปเมืองไซ่ง่อน ประเทศอินโดจีน ในปี 2474 เพื่อศึกษาแบบแปลนเครื่องจักร ตลอดจนวิธีผลิตเบียร์

หลังจากรัฐบาลพิจารณาเรื่องการอนุญาตให้ตั้งโรงงานผลิตเบียร์และการเก็บภาษีเบียร์ผ่านไปประมาณ 1 ปี จึงได้อนุญาตให้พระยาภิรมย์ภักดีผลิตเบียร์ได้ แต่ห้ามการผูกขาด และให้คิดภาษีเบียร์ในปีแรกลิตรละ 1 สตางค์ ปีที่สองลิตรละ 3 สตางค์ ปีที่สามลิตรละ 5 สตางค์ ส่วนปีต่อๆ ไปจะพิจารณาตามที่เห็นสมควร

ต่อมาประมาณเดือนพฤษภาคม 2475 กระทรวงมุรธาธร โดยพระองค์เจ้าศุภโยคเกษม ได้มีหนังสือกราบบังคมทูลละอองธุลีพระบาท ความว่า ได้รับรายงานจากกรมสรรพสามิตว่า

นายลักกับนายเปกคัง ยี่ห้อ “ทีเคียว” ได้ยื่นเรื่องขออนุญาตผลิตเบียร์ขึ้นจำหน่ายในพระราชอาณาเขต โดยรับรองว่า จะผลิตเบียร์ชนิดที่ทำด้วยฮ็อพและมอลต์ชนิดเดียวกับเบียร์ต่างประเทศ โดยจะผลิตประมาณ 10,000 เฮกโตลิตรต่อปี

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชกระแสว่า...

“เป็นเรื่องแย่งกับพระยาภิรมย์ และถ้าให้ทำก็คงทำสำเร็จก่อนพระยาภิรมย์ภักดี เพราะฉะนั้นคนที่เริ่มคิดก่อนและเป็นพ่อค้าไทยกลับจะต้องฉิบหายและทำไม่สำเร็จ”

ทรงเห็นว่าไม่ควรอนุญาต

“พระยาภิรมย์ขอทำก่อน ได้อนุญาตไปแล้ว เวลานี้ยังไม่ควรอนุญาตให้ใครทำอีกเพราะจะมีผล 2 อย่าง คือ 1. คนไทยกินเบียร์กันท้องแตกตายหมดเพราะจะแย่งกันขายลดราคาแข่งกัน 2. คงมีใครฉิบหายคนหนึ่ง ถ้าหากไม่ฉิบหายกันหลายคน”

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ได้กราบบังคมทูลสนับสนุนว่า “ไม่ควรอนุญาตให้ผลิตในเวลานี้ ควรรอดูว่า พระยาภิรมย์จะทำสำเร็จหรือไม่ และคอยสังเกตเรื่องการบริโภคก่อน นอกจากนั้นผู้ขออนุญาตรายนี้เป็นคนต่างด้าว จึงสามารถที่จะอ้างได้ว่า ต้องอุดหนุนคนไทยและอุตสาหกรรมที่มีทุนไทยก่อน” 

รัชกาลที่ 7 จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้เสนาบดีกระทรวงพระคลังตอบว่า

“ยังไม่ให้อนุญาต รัฐบาลได้อนุญาตไปรายหนึ่งแล้ว ต้องรอดูก่อนว่าจะได้ผลอย่างไร เพราะเรื่องนี้สำคัญสำหรับความสุขของราษฎร และฝ่ายพระยาภิรมย์จะใช้ข้าว และผลพลอยได้ (Byproduct) ของข้าวด้วยฝ่ายรายที่ขออนุญาตใหม่ไม่ใช้ข้าวเลย”

มีข้อที่น่าสังเกตที่พระยาวิษณุบันทึกไว้ว่า

1. ที่จะอนุญาตให้พระยาภิรมย์นั้น ดูมีพระราชประสงค์จะอุดหนุนการตั้งโรงงานของไทย
2. อัตราภาษี รายพระยาภิรมย์ภักดีนั้นเป็นทำนองรัฐบาลให้เป็นพิเศษแก่ผู้เริ่มคิด ให้ได้ตั้งต้นได้โดยใช้อัตราทั่วไป
3. รายใหม่นี้ในเงื่อนไขไม่ได้กำหนดภาษีลงไป แต่คลังรายงานเป็นทำนองว่า จะเก็บภาษีอัตราเดียวกับที่จะเก็บจากพระยาภิรมย์
4. แม้ตกลงไม่ให้โมโนโปลี (Monopoly) แก่พระยาภิรมย์ภักดี แต่ก็เคยมีพระราชดำริอยู่ว่าชั้นนี้ควรอนุญาตให้พระยาภิรมย์ทำคนเดียวก่อน ถ้าให้หลายคนก็เป็น อิคอนอมิก ซูอิไซด์ (Economic suicide)



โฆษณาเบียร์ตราว่าวปักเป้า และตราสิงห์ พ.ศ.2479

เบียร์ไทยที่ผลิตออกมาครั้งแรกในปี 2477 นั้นได้นำไปทดลองดื่มกันในงานสโมสรคณะราษฎรเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2477 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ทรงเปิดป้ายบริษัทเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2477 เบียร์รุ่นแรกที่ผลิตออกมาและวางจำหน่ายในราคาขวดละ 32 สตางค์นั้นมีเครื่องหมายการค้าอยู่หลายตรา รวมทั้งตราสิงห์

ความเติบโตทางธุรกิจมาจนถึงรุ่นเหลนพระยาภิรมย์ภักดีในวันนี้ ในมุมมองของจึงแยกไม่ออกจากพระมหากรุณาธิคุณในสถาบันพระมหากษัตริย์ในอดีตแต่อย่างใด


----------------

ทายาทรุ่นที่ 3 แห่งภิรมย์ภักดี

สำหรับ นายจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี บิดาของ “ตั๊น จิตภัสร์” ก็ถือว่าเป็นหลาน “พระยาภิรมย์ภักดี” และถือเป็น “สิงห์” รุ่นที่ 3 โดยนายจุตินันท์เป็นบุตรของ นายจำนงค์ ภิรมย์ภักดี ประธานกรรมการ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และคุณหญิงสุภัจฉรี ภิรมย์ภักดี


ขณะที่นายใหญ่แห่งสิงห์ คอร์เปอเรชั่น คนปัจจุบัน นายสันติ ภิรมย์ภักดี นั้นเป็นบุตรชายของ นายประจวบ ภิรมย์ภักดี บุตรคนที่ 2 ของ “พระยาภิรมย์ภักดี” โดยนายประจวบถือเป็นหัวใหญ่ของบุญรอดในรุ่นที่ 2 ร่วมกับ วิทย์ และจำนงค์

โดยนายประจวบ ภิรมย์ภักดี ได้มีโอกาสไปเรียนวิชาผลิตเบียร์ที่มิวนิก ประเทศเยอรมนี จนสำเร็จเป็นบริวมาสเตอร์คนแรกของเมืองไทย

ซึ่งเมื่อพระยาภิรมย์ภักดีเสียชีวิตในปี พ.ศ.2493 ประจวบได้ขึ้นมารับตำแหน่งประธานบริษัท โดยมีวิทย์เป็นรองประธาน รับผิดชอบทางด้านการตลาด ส่วนจำนงค์เป็นกรรมการ รับผิดชอบด้านบัญชี

ขณะที่ทายาทสิงห์รุ่นที่ 3 ประกอบไปด้วย ปิยะ ภิรมย์ภักดี บุตรชายคนโตของประจวบซึ่งจบการศึกษาเรื่องเบียร์มาจากที่เดียวกับบิดา และได้ชื่อว่าเป็นบริวมาสเตอร์คนที่ 2 ของประเทศไทย และ นายสันติ ภิรมย์ภักดี บุตรชายคนรอง

ส่วนสาย วิทย์ ภิรมย์ภักดี มีบุตรชาย 2 คน คือ วุฒา และ วาปี ภิรมย์ภักดี ขณะที่ จำนงค์ ภิรมย์ภักดี มีบุตรชายเพียงคนเดียว คือ จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี บิดาของ “ตั๊น จิตภัสร์”

ข้อมูลจาก http://astv.mobi/AzuzLl9



ผู้ชายที่นั่งบนเก้าอี้ซ้ายสุดคือ นายสันติ ภิรมย์ภักดี คนต่อมาคือ นายปิยะ ภิรมย์ภักดี ประธานกรรมการบริหาร บริษัทบุญรอด บริวเวอรี่ จำกัด

-----------------------

สรุปส่งท้าย

จะเห็นได้ว่า รัชกาลที่ 7 ได้ทรงช่วยปกป้องกิจการของคนไทยรายแรกที่บุกเบิกกิจการเบียร์ โดยพระองค์ทรงไม่มีพระบรมราชานุญาตให้ยี่ห้อเบียร์จากต่างชาติมาผลิตแข่งในไทยในช่วงแรก เพื่อต้องการให้กิจการเบียร์ของคนไทยไปรอด

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่7 ที่มีต่อตระกูลภิรมย์ภักดี และกิจการเบียร์สิงห์อย่างมาก

การที่มีทายาทรุ่นที่ 4 ออกมาปกป้องชาติและสถาบันกษัตริย์อย่างคุณตั๊น จิตภัสร์ เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมอย่างมาก แต่นายสันติ ภิรมย์ภักดีและลูกชายคนโตของเขากลับไม่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้

เกรงว่า ถ้าวิญญาณของพระยาภิรมย์ภักดี รับทราบเรื่องนี้ ท่านอาจจะบอกนายสันติ และลูกชายว่า

"วิญญาณปู่ภิรมย์ภักดี จะร้องว่า กูมีลูกหลานจั...?."


คลิกอ่าน เต้ ภิรมย์ภักดี ตอกย้ำว่าเป็นพวกเดียวกับลูกหลานทักษิณ


วันอังคารที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2556

เมื่อจิตภัสร์ ละทิ้ง ภิรมย์ภักดี






ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการที่นายสันติ ภิรมย์ภักดี มีจดหมายเตือนนายจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี พ่อของคุณตั๊น จิตภัสร์ กรณีที่นายสันติไม่พอใจที่คุณตั๊น จิตภัสร์ หลานสาว ไปแสดงออกทางการเมืองบนท้องถนนร่วมกับผู้ชุมนุม กปปส. มาแล้ว 2 บทความก่อนหน้านี้

ล่าสุดนายจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี ได้ทำจดหมายขอโทษแทนลูกสาว ที่ลูกสาวเคยเอ่ยถึงว่า คนชนบทไม่เข้าใจประชาธิปไตย


"เรียน ท่านสื่อมวลชน

ตามที่ น.ส.จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี ลูกสาวของผม ได้แสดงความคิดเห็นผ่านทางหนังสือพิมพ์ต่างประเทศฉบับหนึ่ง และถูกแปลผ่านสื่อต่างๆ ว่า "คนชนบทไม่มีความรู้ ความเข้าใจประชาธิปไตย" จนสร้างความไม่พอใจให้กับคนจำนวนมาก ผมตระหนักดีว่าคนไทยทุกคนมีสิทธิและเสรภาพเท่าเทียมกัน และควรเคารพความคิดเห็นของกันและกัน คำพูดดังกล่าวนั้นจึงถือว่าไม่เหมาะสม


ผมนายจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี บิดาของ น.ส.จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี จึงขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่ง และขอโทษมา ณ โอกาสนี้


ผมในฐานนะพ่อได้พูดคุยกับลูกสาวหลายครั้งเรื่องการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง แต่ก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันหลายเรื่อง อย่างไรก็ตาม น.ส.จิตภัสร์ ยังต้องการที่จะทำงานการเมืองต่อไป ผมและภรรยา รวมถึง น.ส.จิตภัสร์ ได้พูดคุยกันมาระยะหนึ่งก่อนหน้านี้แล้ว และเห็นควรที่จะเปลี่ยนนามสกุล


จึงเรียนแจ้งผ่านทางท่านสื่อมวลชน


ขอแสดงความนับถือ


จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี"






---------------------------

เมื่อ ภิรมย์ภักดี ไม่มีค่ามากพอสำหรับอุดมการณ์

เมื่อนายสันติ ภิรมย์ภักดี ห่วงว่าสินค้าน้ำเมาในเครือบุญรอดจะได้รับผลกระทบเพราะการแสดงออกทางการเมืองและคำพูดของหลานสาว

ซึ่งนายสันติ ก็คงคาดไม่ถึงเช่นกันว่า คุณตั๊น จิตภัสร์ จะถึงขนาดตัดสินใจละทิ้งนามสกุลภิรมย์ภักดี เพื่อสานต่ออุดมการณ์ทางการเมืองของเธอต่อไป โดยจะไปใช้นามสกุลของแม่ของเธอแทน

ผมขอเรียกว่า "นี่คือการละทิ้งภิรมย์ภักดีโดยคุณจิตภัสร์" (ไม่ใช่ภิรมย์ภักดีละทิ้งคุณจิตภัสร์)


ก็ในเมื่อตระกูลภิรมย์ภักดี ไม่มีคุณค่ามากพอ ไม่มีอุดมการณ์สูงพอเพื่อปกป้องชาติ บ้านเมืองจากคนชั่วคอรัปชั่น และกระทำหมิ่นสถาบันกษัตริย์หลายต่อหลายครั้งของทักษิณ

ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ที่คุณจิตภัสร์ต้องไปภูมิใจที่จะใช้นามสกุลภิรมย์ภักดีต่อไป

เพราะจิตภัสร์ ได้สูงส่งกว่า ภิรมย์ภักดี ในยุคที่มีแต่อุดมการณ์พ่อค้าหน้าเงินเท่านั้น

ภิรมย์ภักดี คือตระกูลที่แตกหน่อมาจากตระกูลเศรษฐบุตร

อุดมการณ์ประจำตระกูลเศรษฐบุตร คือปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ตอบแทนคุณแผ่นดิน ที่ได้ให้พ่อค้าจีนที่เป็นต้นตระกูลนี้ได้ทำมาค้าขายเติบโตร่ำรวยบนแผ่นดินทองผืนนี้

แต่อุดมการณ์ประจำตระกูลคงลางเลือนไปแล้ว เมื่อตระกูลภิรมย์ภักดีอยู่ในยุคนายสันติ ภิรมย์ภักดีและลูกชายทั้งสองคน ที่เห็นแก่ผลประโยชน์ธุรกิจมากกว่าปกป้องคุณธรรมและสถาบันกษัตริย์ไปแล้ว


--------------------

คุณตั๊น พลาดตรงที่ไม่ได้แยกคำว่าคนชนบทให้ชัดเจน

ซึ่งผมเชื่อว่า คุณจิตภัสร์ ไม่ได้มีเจตนาดูถูกคนชนบททั้งหมดแน่นอน เพราะเธอก็ได้ชี้แจงเรื่องนี้ไปแล้วในเฟสบุ้คของเธอ

งั้นผมเลยขออธิบายแยกแยะคำว่าชนบท แทนให้ว่า จริง ๆ แล้ว

คนชนบทฉลาดมาก แต่ยกเว้นพวกเสื้อแดง

จบป่ะ !!


คลิกอ่าน จิตภัสร์ กับประเด็นดูถูกคนชนบท


วันเสาร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2556

สันติ ภิรมย์ภักดี ยอมรับเคยส่งจดหมายเตือนพ่อตั๊นจริง ๆ







หลังจากมีจดหมายหลุดของนายสันติ ภิรมย์ภักดี บิ๊กบอสแห่งบริษัทบุญรอดฯ ได้ส่งไปเตือนนายจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี พ่อของคุณตั๊น กรณีคุณตั๊น ไปร่วมชุมนุมกับม็อบ กปปส. ออกมาจนเป็นข่าว

คลิกที่รูปเพื่อขยาย!!



ล่าสุด นายสันติ ได้ออกมายอมรับว่า เคยส่งจดหมายไปเตือนจริง ตามข่าวมติชนลงไว้ตามนี้

รายงานข่าวจากผู้บริหารบริษัทบุญรอดฯ ว่า ช่วงเช้าวันที่ 20 ธ.ค. นายสันติ ภิรมย์ภักดี ผู้บริหารใหญ่ได้ร่วมประชุมส่งท้ายปีกับพนักงานในบริษัทในเครือบุญรอด และมีช่วงหนึ่งกล่าวถึงข่าวการส่งจดหมายเตือนอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรไปถึงนายจุตินันท์ บิดาของตั๊น จิตภัสร์ โดยนายสันติระบุว่า

"เป็นการส่งจดหมายเตือนไปจริง โดยเฉพาะหลังจากที่น.ส.จิตภัสร์ไปให้สัมภาษณ์สำนักข่าวเอเอฟพีตอนหนึ่งว่า คนไทยขาดความเข้าใจประชาธิปไตยที่แท้จริง โดยเฉพาะในชนบท ซึ่งส่งผลกระทบต่อบริษัท ดังนั้นในฐานะซีอีโอจึงต้องออกมาปกป้องบริษัท เพราะมีคนบางส่วนนำไปตีความผิดๆ หรือสร้างประโยชน์ให้กับกลุ่มการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ขณะที่จุดยืนของบ.บุญรอดฯ และสิงห์ คอร์เปอเรชั่น นั้นสำนึกในบุญคุณของประชาชนทั่วประเทศที่ให้การอุดหนุนผลิตภัณฑ์ บริษัทเติบโตขึ้นมาได้ทุกวันนี้ก็เพราะประชาชนทั่วประเทศ รวมถึงในชนบทให้การสนับสนุน"



ที่แท้คุณสันติ อ้างเกรงใจคนชนบท โถ ๆ

คนชนบทฉลาด ๆ มีมากมายที่ไม่ชอบระบอบทักษิณ สู้บอกตรง ๆ ไปเลยดีกว่ามั้ง ว่ากลัวเสื้อแดงมันเผา !!

และเรื่องจะตักเตือนญาติพี่น้อง แถมเป็นระดับผู้บริหารเหมือนกัร ก็น่าจะเตือนในทางลับ

แต่นายสันติ กลับเลือกทำจดหมายเตือน แบบนี้ยิ่งเท่ากับต้องการให้มันมีหลักฐาน และต้องการเอาเรื่องอย่างเป็นทางการ

---------------------

กรณีเต้ ภิรมย์ภักดี ถ่ายรูปกับทักษิณ



หลังจากมีรูปลูกชายคนโตของนายสันติ ภิรมย์ภักดี หรือนายภูริต ภิรมย์ภักดี ได้ถ่ายรูปกับทักษิณนั้น

ต่อมานายเต้ ได้โพสตอบในอินสตาแกรมว่า

"เราก็แค่ทำหน้าที่ของเรา คือ พ่อค้า"




และนายเต้ ก็ยังได้โพสรูป ฉันคือประชาชนของพระราชา ตามนี้



แม้นายเต้ จะพยายามโพสรูปเพื่อแสดงจุดยืนว่า เขาคือประชาชนของในหลวงก็ตาม

แต่ว่ามันสายไปหน่อย เพราะเขาเสียคนที่เคยรู้สึกดีๆ และชื่นชมเขาไปแล้วจำนวนมากมาย ความรู้สึกของพวกเขาเหล่านั้นก็เหมือนแก้วที่มันร้าวไปแล้วนั่นเอง

ผมเองก็เคยชอบเพลงของเขา แต่วันนี้คงเลิกชอบแล้วล่ะ

แล้วยิ่งตอบว่า "เราแค่ทำหน้าที่ของเราคือ พ่อค้า" ก็ยิ่งไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย สู้อยู่เฉย ๆ ไปเลยยังดีกว่า

มีหลายคนบอกว่า ก็มันสิทธิเสรีภาพส่วนตัวของเขา ที่จะถ่ายรูปกับใครก็ได้

ผมขอตอบว่า ถ้าเป็นสิทธิส่วนตัว ก็ควรเก็บรูปไว้ดูเป็นการส่วนตัว แต่รูปนี้ถูกเผยแพร่ในที่สาธาณะแล้ว จึงมีสิทธิถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ เพราะคุณเต้ ก็เป็นบุคคลสาธารณะไปแล้ว

และรูปถ่ายนี้ถ่ายที่สิงคโปร์ ในงานแข่งขันเอฟวัน

----------------------

หลังจากโดนทั้งปาระเบิดบ้าน และโดนผู้ใหญ่ในตระกูลตำหนิ

ส่วน "ตั๊น- จิตภัสร์" จึงได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “ในเมื่อเราได้เลือกข้างแล้ว ขอให้เชื่อมั่นและยึดมั่นในอุดมการณ์ อย่ากลัวที่จะสู้ในสิ่งที่ถูกต้อง ตั๊นขอทำหน้าที่ของวันนี้ให้ดีที่สุด จะสู้เคียงข้างพี่น้องประชาชน.. ขอเป็นกำลังใจให้ทุกๆ หัวใจรักชาติค่ะ เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์"

ซึ่งเป็นการยืนยันคำพูดของเธอที่ขึ้นเวทีที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยช่วงคืนวันที่19ธ.ค.






---------------------

ช่วงนี้ คุณจุตินันท์ หายไปไหน ?

ส่วนคุณพ่อของตั๊น คุณจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์กับลูกสาวของเขา

ช่วงนี้คุณจุตินันท์ เขาไปทำหน้าที่ในฐานะนายกสมาคมคาราเต้โด้ ที่ซีเกมส์ พม่า ครับ


ร่วมแสดงความยินดีกับเหรียญทองประวัติศาสตร์ เหรียญทองคาราเต้โด้ซีเกมส์ประเภททีมชายเหรียญแรกของไทย โดยมีนายกสมาคมคาราเต้โด้ คุณจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี พ่อคุณตั๊น จิตภัสต์ ดีใจแบบสุด ๆ ครับ /@akecity

คลิกที่รูปเพื่อขยาย!!


สรุปข่าวเหรียญทอง และข่าวเหรียญทองคาราเต้โด้ประเภททีมชาย




คลิกอ่าน เมื่อจิตภัสร์ ละทิ้ง ภิรมย์ภักดี


วันพฤหัสบดีที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2556

เมื่อสันติ ภิรมย์ภักดีทำภาพลักษณ์ดี ๆ ของตระกูลเสียหาย






เสียดายที่อุตส่าห์ชื่นชมว่าคนในตระกูลภิรมย์ภักดีรักชาติ รักแผ่นดิน รักในหลวง กล้าหาญทุกคน

เพราะสาเหตุที่ คุณตั๊น จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี ออกลุยเพื่อต่อต้านระบอบทักษิณ ทำให้ใคร ๆ ก็ต่างชื่นชมเธอ และก็พากันเข้าใจว่า คนอื่น ๆ ในตระกูลภิรมย์ภักดีก็คงกล้าหาญเช่นนี้เหมือนกัน

หรืออย่าง คุณแม่ของคุณตั๊น ภิรมย์ภักดี หม่อมหลวงปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี ก็คือผู้แสดงเป็นพระนางสุริโยทัย ภาพยนตร์ของท่านชายมุ้ยอันโด่งดัง ซึ่งเสมือนแสดงเป็นตัวแทนหญิงไทยทั้งประเทศว่า ผู้หญิงไทยรักชาติบ้านเมือง รักแผ่นดิน มาแต่โบราณ


จุตินันท์-พ่อ มล.ปิยาภัสน์-แม่ จิตภัสร่-ลูก


เมื่อผู้เป็นแม่เคยแสดงเป็นพระนางสมเด็จสุริโยทัยไปแล้ว ส่วนผู้เป็นลูกก็ได้มีบทบาทปกป้องชาติ และสถาบันเช่นกัน

แม่ก็งาม ลูกสาวก็สวยและกล้าหาญ

แถมที่สำคัญคุณพ่อของคุณตั๊น ก็ถือเป็นผู้เสียสละในวงการกีฬาไทยคนนึง เพราะคุณจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี เป็นประธานมูลนิธิพาราลิมปิกไทย และยังเป็นนายกสมาคมคาราเต้โด้ อีกด้วย ซึ่งทั้งสองประเภทกีฬานี้ ก็ไม่ได้เป็นกีฬาที่คนไทยนิยมดูเท่าไหร่ ต้องคนเสียสละเท่านั้นจึงจะมารับภาระในสมาคมนี้

แถมล่าสุดการต่อสู้เพื่อชาติบ้านเมืองของคุณตั๊น จิตภัสร์นั้น กลับทำให้เธอถูกคุกคาม เพราะเมื่อเช้าวันที่ 19 ธ.ค.56 ที่ผ่านมา ได้มีคนร้ายปาระเบิดเพลิงเข้าบ้านของเธอ ทำให้รถตู้โฟล์คสวาเกน ที่เธอใช้ประจำเสียหาย


สภาพรถตู้ของคุณจิตภัสต์ เสียหายจากการถูกปาระเบิดเพลิง

ผู้หญิงสวย ๆ ใจกล้าหาญ เสียสละ อย่างคุณตั๊น จิตภัสร์ได้ทำให้ตระกูลภิรมย์ภักดีดูดีขึ้นอย่างมากในสังคม

หรือแม้กระทั่งนุ่น วรนุช ดารนักแสดงที่เป็นลูกสะใภ้ตระกูลภิรมย์ภักดีก็เพิ่งจะแสดงละครเรื่องทองเนื้อเก้า ของคุณอ๊อฟ พงษ์พัฒน์ ดารารักชาติรักสถาบันกษัตริย์ ไปหมาด ๆ

ผู้หญิงในตระกูลภิรมย์ภักดี ไม่ว่าจะสะใภ้ศรีสุริโยทัย ไปจนถึงสะใภ้ลำยองอย่างนุ่น ก็มีส่วนช่วยทำให้ตระกูลภิรมย์ภักดีในช่วงนี้มีภาพลักษณ์ที่ดีมาก

แต่แล้วจู่ ๆ นายใหญ่แห่งสิงห์คอเปอเรชั่น คือนายสันติ ภิรมย์ภักดี ก็กลับมาทำให้ภาพลักษณ์ดี ๆ ที่ผ่านมาของตระกูลภิรมย์ภักดีเสียหายลงไปอย่างไม่น่าให้อภัยเลยจริงๆ

เพราะนายสันติ พ่อสามีของนุ่น วรนุช ได้ทำหนังสือเตือนคุณตั๊น จิตภัสต์ ผ่านมาทางคุณพ่อของคุณตั๊น เตือนว่าไม่อยากให้คุณตั๊น จิตภัสต์ไปร่วมชุมนุมทางการเมือง เพราะมีผลกระทบต่อบริษัท !!

เฮ่อ.. นายสันติ ภิรมย์ภักดี เสียคนตอนแก่จริง ๆ



ขอบคุณรูปจากastv

**ล่าสุด มีการแชร์ในเฟสบุ้คว่า อาจเป็นจดหมายปลอม ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็คงต้องรอให้คุณสันติ หรือตัวแทนออกมาแถลงแล้วกัน

ซึ่งถ้าเป็นการปลอมเอกสาร คนปลอมก็มีสิทธิโดนข้อหาปลอมแปลงเอกสารครับ

แต่ถ้าไม่รีบออกมาแถลง หรือไม่แถลงเลย ก็แสดงว่า จม.ของแท้ชัวร์


เมื่อเต้ ภิรมย์ภักดีลูกชายคนโตของสันติ ถ่ายรูปกับเอมและสามีและทักษิณ


หลังจากรูปด้านบนปรากฏไปทั่ว จนมีคนด่านายเต้ ภิรมย์ภักดีว่า ไปถ่ายรูปกับคนชั่วอย่างทักษิณทำไม

ซึ่งต่อมานายเต้ ภิรมย์ภักดี ก็ออกมาโพสข้อความว่า "เราแค่ทำหน้าที่ของเรา คือพ่อค้า"


คลิกอ่าน สันติ ภิรมย์ภักดี ยอมรับเคยส่งจดหมายเตือนพ่อตั๊นจริง ๆ



วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ม็อบล้มระบอบทักษิณมีผู้ชุมนุมมากที่สุดในประวัติศาสตร์







การชุมนุมล้มระบอบทักษิณ ที่นำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้นัดรวมพลในวันที่ 24 พ.ย. 56 ที่ผ่านมา

ซึ่งมีผู้คนร่วมต่อต้านระบอบทักษิณมาร่วมชุมนุมมากมาย มากอย่างที่ผมเกิดมาก็เพิ่งเคยเห็น และมากกว่ายุคพฤษภาทมิฬแน่นอน

ผมมองด้วยสายตาจากรูปถ่ายทางอากาศในหลาย ๆ เว็บที่นำเสนอ ผมมั่นใจว่า เมื่อเทียบกับรูปถ่ายเก่า ๆ สมัย 14 ตุลา 16

คาดว่าม็อบล้มระบอบทักษิณต้องมีผู้ชุมนุมมากเหมือนย้อนยุค 14 ตุลา 2516 กลับมาอีกครั้ง (14อีกครั้ง^^)

ซึ่งเมื่อสมัย 14 ตุลา มีผู้ชุมนุมราว ๆ 5 แสนคน ผมจึงคาดคะเนคร่าว ๆ แบบไม่ลำเอียงว่า ม็อบล้มระบอบทักษิณ 24 พ.ย.56 ก็ย่อมไม่ต่ำกว่า 5 แสนคนเช่นกัน

แต่จะมีมากถึง 1 ล้านคนหรือไม่ตามที่นายสุเทพ ตั้งเป้าไว้หรือไม่ ?

อันนี้ก็แล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละคนแล้วกัน แต่สำนักข่าวต่างประเทศส่วนใหญ่รายงานว่า ประมาณ 1 แสนคนเท่านั้น

แน่นอนพวกฟายแดง นปช. ย่อมไม่มีทางเชื่อว่า ม็อบล้มระบอบทักษิณจะมีจำนวนมากถึง 1 ล้านคน เพราะพวกนี้อ้างเว็บข่าวต่างประเทศเป็นหลัก

ทีนี้เรามาดูพิธีกรเล่าข่าวอันดับ 1 ของเมืองไทย มหาเศรษฐีข่าว สรยุทธ สุทัศนะจินดา ได้พูดเองว่า

"คงจะต้องยอมรับว่า ไม่เคยมีการชุมนุมครั้งไหย ผู้คนมากมายถึงขนาดนี้ เมื่อวานนี้" (สรยุทธพูดผิด พูด ไหน เป็นไหย)

สังเกตเวลาในรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ให้ดูคลิปตอนเวลา 06.19 น.(หกโมงเช้าสิบเก้านาที)
video




แม้เสื้อแดงไม่เชื่อว่าม็อบเทพเทือก จะมีผู้คนมากถึง 1 ล้านคนก็ตาม หรือจะไม่เชื่อว่าม็อบเทพเทือกจะมีคนมาชุมนุมอาจมากกว่าสมัย 14 ตุลา 16 ก็ตาม

แต่ที่แน่ ๆ ม็อบล้มระบอบทักษิณต้องมีจำนวนมากกว่าม็อบเสื้อแดงทุกม็อบที่เคยระดมพลมามากที่สุดในปี 2552 และ 2553 อย่างแน่นอน

เพราะมหาเศรษฐีข่าวสรยุทธ ยืนยันด้วยตัวเอง 5555



วันพุธที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เราไม่ต้องการเขตปกครองพิเศษปัตตานี แต่เราต้องการเอกราช







"ถ้าทุกอย่างสามารถจบลงและนำความสันติสุขสู่พื้นที่นี้ได้ในแนวทางการพัฒนาสิทธิขั้นพื้นฐาน สิทธิความเป็นเจ้าของดั้งเดิม สิทธิการเมืองที่ดี เศรษฐกิจที่ดี และสังคมที่ดีงาม การต่อสู้ด้วยความรุนแรงทั้งหลายก็จะไม่เกิดขึ้น"


ดินแดนลังกาสุกะ หรือ อาณาจักรปัตตานี

เป็นคำยืนยันจากปากแกนนำกลุ่มเคลื่อนไหวที่ต่อสู้เพื่อปลดปล่อยดินแดนปัตตานี หรือที่ในภาษามลายูเรียกว่า "จูแว" ซึ่งพำนักอยู่ในต่างประเทศ ระหว่างการให้สัมภาษณ์คณะสื่อมวลชนไทยกระแสหลักเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีกระบวนการพูดคุยสันติภาพระหว่างรัฐบาลไทยกับขบวนการบีอาร์เอ็น เมื่อ 28 ก.พ.2556 เป็นต้นมา

การให้สัมภาษณ์อย่างเป็นเรื่องเป็นราวนี้อาจจะเป็นครั้งแรกๆ ด้วยซ้ำที่ "กลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ" ซึ่งเคลื่อนไหวด้วยเป้าหมายแบ่งแยกดินแดนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ได้พูดคุยและมีพื้นที่ในสื่อกระแสหลักของประเทศ

คำกล่าวข้างบนทำให้มีความหวังเล็กๆ ของสันติภาพในดินแดนปลายสุดด้ามขวาน เพราะความหมายของทุกประโยคชัดเจนว่าความขัดแย้งที่ดำเนินมาอย่างยืดเยื้อยาวนานมีโอกาสจบลงได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธ แต่เลือกใช้แนวทางสันติวิธีว่าด้วยการพัฒนาและรับรองสิทธิบางประการแทน

------------------------

"พูดคุย"เปิดทางเลือกมากกว่าเอกราช

แกนนำกลุ่มเคลื่อนไหวซึ่งประกอบด้วยตัวแทนขบวนการบีอาร์เอ็น องค์การพูโล และกลุ่มบีไอพีพี ซึ่งมีและกำลังจะมี "ตัวแทน" บนโต๊ะพูดคุยสันติภาพกับรัฐบาลไทย ยืนกรานกับคณะสื่อมวลชนไทยกระแสหลักว่า เป้าหมายสูงสุดของพวกเขายังคงเป็นเอกราช แต่กระบวนการพูดคุยสันติภาพถือเป็นโอกาสของรัฐไทยที่เปิดแนวทางอื่นให้กับกลุ่มเคลื่อนไหว

"เราไม่เคยคุยเรื่องออโตโนมี (เขตปกครองตนเอง หรือเขตปกครองพิเศษ) มาก่อนเลย เมื่อก่อนเราคิดเรื่องเอกราชอย่างเดียว แต่กระบวนการสันติภาพเปิดแนวทางอื่นให้กับเรา ฉะนั้นเราจะพยายามรักษาแนวทางนี้ไว้"

"การระเบิด ยิง ไม่ใช่สิ่งที่พวกเราชอบ แต่เราไม่มีทางเลือก เราถูกบังคับให้ทำ เพราะถ้าเราพูดแต่ปาก รัฐบาลไทยก็ไม่ทำตาม เราเลยต้องใช้ภาษาอาวุธ แต่เมื่อมีแนวทางพูดคุยสันติภาพ เราจึงเสนอเป็นอีกทางเลือกเพื่อหาทางออก เชื่อว่าทุกคนชอบและเห็นดีด้วยกับแนวทางนี้ เพราะจะไม่ทำให้เกิดความลำบาก เลือดตกยางออก ขอให้มั่นใจว่าถ้าการแก้ปัญหาในแนวทางพูดคุยสันติวิธีนี้สำเร็จ จะทำให้เหตุการณ์รุนแรงต่างๆ ลดลงหรือไม่เกิดขึ้นเลย" แกนนำกลุ่มเคลื่อนไหวย้ำ และว่า

"การที่พวกเราตั้งกลุ่มเคลื่อนไหว เพราะไม่เห็นแนวทางใดมากกว่าการได้เอกราช เป็นเวลา 50 ปีมาแล้วที่เรามุ่งสู่เป้าหมายความยุติธรรม เราคิดว่าสิ่งเดียวที่จะทำได้คือได้เอกราช และเราก็สร้างความเข้าใจเหล่านี้ต่ออนุชนคนรุ่นหลัง แต่ถ้ามีแนวทางอื่นเพื่อตอบคำถามและนำไปสู่เป้าหมายเรื่องความยุติธรรมได้ เราก็ยอมรับ"

----------------------

ทวงสิทธิดินแดน-ชนชาติ-การเมือง

สถานภาพของการพูดคุยสันติภาพระหว่างรัฐบาลไทยกับบีอาร์เอ็นจนถึงขณะนี้หยุดอยู่ที่การพบปะพูดคุยอย่างเป็นทางการ 3 ครั้ง แต่การนัดพูดคุยครั้งที่ 4 ถูกเลื่อนออกไป เพราะความไม่ชัดเจนเรื่องการรับหรือไม่รับข้อเรียกร้อง 5 ข้อที่กลุ่มบีอาร์เอ็นส่งผ่านผู้อำนวยความสะดวกมาเลเซียให้กับรัฐบาลไทยตั้งแต่ต้นเดือน ก.ย.2556 แต่ล่าสุดมีข่าวว่าฝ่ายไทยได้ส่งเอกสารตอบกลับไปแล้ว การพูดคุยครั้งใหม่จึงน่าจะเริ่มขึ้นได้ในเร็ววัน

แต่ประเด็นสำคัญกว่านั้นคือจะคุยอะไรกันต่อ ซึ่งแกนนำจากทุกกลุ่มเห็นตรงกันว่าคือเรื่อง "สิทธิความเป็นเจ้าของ"

"เรื่องสิทธิความเป็นเจ้าของเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องเบื้องต้น 5 ประการ หมายถึงแผ่นดิน ประชากร อำนาจ เป็นสิทธิที่เราจะขอเรียกคืน เพราะสยามเอาของเราไป อันนี้เป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ ดินแดนปาตานีปรากฏในหลักฐานตั้งแต่สมัยลังกาสุกะ มีความคงอยู่ และมีมาจนถึงปัจจุบัน"

"ดินแดนแห่งนี้เป็นที่อยู่ของชนชาติมลายูปัตตานี ก่อนหน้านั้นเรียกลังกาสุกะ เป็นไปได้ที่ก่อนหน้านั้นเป็นคนศาสนาอื่น ทั้งฮินดู พุทธ แต่สุดท้ายเป็นอิสลาม ส่วนคนที่อาศัยอยู่ยังเหมือนเดิม คือเป็นคนมลายู เดิมเรียกมลายูลังกาสุกะ มลายูพุทธ ปัจจุบันคือมลายูปัตตานี ศาสนาอิสลาม จะเห็นได้ว่าคนไม่เปลี่ยนแปลง ดินแดนไม่เปลี่ยนแปลง แผ่นดินก็ยังเป็นแผ่นดินเดิม"

"ประการต่อมาคืออำนาจทางการเมือง คนมลายูมีอำนาจปกครองจนถึงปี พ.ศ.2329 ปกครองตนเอง ชี้ชะตากรรมของตนเอง มีเสรีภาพ เอกราช อธิปไตยของตนเอง บางยุคบางสมัยเราได้รับการคุ้มครองจากอำนาจที่เหนือกว่าเรา เช่น สมัยศรีวิชัย สามารถครอบคลุมอำนาจเหนือปัตตานี เหมือนสมัยมัชปาหิ สุโขทัย และอยุธยา แต่ไม่ได้หมายความว่าปัตตานีจะต้องอยู่ภายใต้อำนาจของเขา ในบางช่วงบางสมัยเมื่อเรารู้สึกว่าเราเข้มแข็ง เราก็มีเสรีภาพ มีอิสรภาพ"

"แต่หลังจาก พ.ศ.2329 ชนชาติมลายูปัตตานีเสียอำนาจอธิปไตยของตนเอง หลังจากนั้นเงื่อนไขเรื่องดินแดน ชนชาติของคนมลายูปัตตานีก็หายไป เราขอของเราคืน เราไม่ต้องการของของคนไทย แต่เราต้องการสิทธิในดินแดน สิทธิในการเป็นชนชาติมลายูปัตตานี สิทธิทางการเมือง เป็นสิ่งที่จะกำหนดชะตากรรมของชาวมลายูปัตตานี ซึ่งแขวนไว้ใน 3 ประเด็นข้างต้น (แผ่นดิน เชื้อชาติ อำนาจการปกครอง) และทั้งหมดนี้จะอธิบายรายละเอียดเรื่องสิทธิความเป็นเจ้าของ"

-------------------

อย่าอ่านแต่ประวัติศาสตร์ไทย

คณะสื่อมวลชนไทยถามแย้งว่า ประวัติศาสตร์ของไทยเขียนเอาไว้อีกแบบหนึ่ง จะหาจุดลงตัวอย่างไร

แกนนำกลุ่มเคลื่อนไหวรายหนึ่งตอบว่า คนไทยเองก็เขียนประวัติศาสตร์ของตนเอง ส่วนคนปัตตานีถ่ายทอดประวัติศาสตร์จากการบอกเล่า ประเด็นคือต้องอ่านประวัติศาสตร์ที่ถูกเขียนโดยคนอื่นด้วย เช่น ชาวดัชต์ จีน หรืออาหรับ ที่ได้ติดต่อสัมพันธ์กับปัตตานีสมัยโบราณ

"เขาเขียนไม่ฝักใฝ่ ไม่เข้าข้าง เราถึงได้รับทราบว่าปัตตานีเป็นอาณาจักร เป็นหนึ่งประเทศ หนึ่งนครรัฐที่มีอิสรภาพ เราเองก็อ่านประวัติศาสตร์ไทย ไทยอ้างว่าดินแดนแห่งนี้เป็นของประเทศไทย แต่เมื่อเรามาเปรียบเทียบกับงานเขียนของโปรตุเกส จีน เนเธอร์แลนด์ อาหรับ มันไม่เป็นเช่นนั้น"

"สิ่งสำคัญที่สุดจึงอยากจะขอว่าลองอ่านงานเขียนประวัติศาสตร์ปัตตานีของคนยุโรปบ้าง หรือแม้แต่เขมรเอง เพราะเขาเขียนไม่ได้เหมือนกับที่ไทยเขียน ถ้าอ่านเฉพาะเวอร์ชั่นที่เป็นของคนไทย ก็จะเข้าใจอย่างที่เป็นอยู่"

--------------------

อ้างถูกรัฐไทยหลอก

แกนนำกลุ่มเคลื่อนไหวจากองค์การพูโล ให้ข้อมูลว่า สมัยที่ไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ ได้ไปดูสนธิสัญญาระหว่างรัฐบาลสยามกับรัฐบาลอังกฤษ ค.ศ.1909 (พ.ศ.2452) จากจุดนั้นทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์การปกครองของรัฐบาลไทย

"ผมก็เรียนโรงเรียนไทย รู้ภาษาไทย ผมก็รู้สิ่งที่ไทยเขียน แต่นั่นทำให้คนปัตตานีรู้สึกว่าเราถูกหลอก นโยบายสมัย จอมพล ป. (จอมพล ป. พิบูลสงคราม อดีตนายกรัฐมนตรี) ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงและสูญหายไปของความเป็นมลายู ถูกบังคับให้เปลี่ยนชื่อเป็นชื่อไทย หมู่บ้าน ตำบลก็ถูกเปลี่ยนจากภาษามลายูเป็นภาษาไทย"

"ต่อมาในปี ค.ศ.1958 (พ.ศ.2501) สมัยจอมพลสฤษดิ์ (จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อดีตนายกรัฐมนตรีหลังปี 2500) ยุคต้นๆ เป็นห่วงที่รัฐบาลไทยคิดว่าถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนี้ ปัตตานีจะได้เอกราชเหมือนมาเลเซีย เพราะมาเลเซียได้รับเอกราชปี ค.ศ.1957 ทำให้ จอมพลสฤษดิ์ ส่งคนไทยไปอยู่ตามนิคมสร้างตนเองต่างๆ ประมาณ 120,000 คน นี่คือสิ่งที่มองว่ารัฐบาลไทยกำลังทำให้ดินแดนแห่งนี้ไม่ใช่ดินแดนของมลายู"

------------------

ผู้แทนมลายูถูกข่มขู่-อยู่ไม่ไหว

ขณะที่แกนนำกลุ่มเคลื่อนไหวอีกรายจากบีไอพีพี กล่าวว่า หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง (พ.ศ.2475) มีการเลือกผู้แทน นายอดุลย์ ณ สายบุรี เป็นผู้แทนมลายูคนแรก

ช่วงนั้นเป็นรัฐบาลจอมพล ป. นายอดุลย์ ณ สายบุรี ได้พูดในสภาว่า คนมลายูถูกรังแกโดยข้าราชการไทย ทำให้คนมลายูไม่ต้องการเป็นคนไทย แต่สภาไม่รับความคิดนี้ และถูกทางการไทยเพ่งเล็ง สุดท้ายเขาต้องหลบหนีออกนอกประเทศ และไปเสียชีวิตในต่างประเทศ

"หลังจากนั้นก็มีคนมลายูอีกหลายคนเป็นผู้แทน แต่ก็ถูกข่มขู่ ถูกฆ่า หลายคนต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ รัฐบาลไทยนั้นพูดด้วยเสียงปกติเขาไม่ฟัง ต้องพูดด้วยเสียงปืนและเสียงระเบิดอย่างปัจจุบันถึงจะฟัง เราเล็กกว่า คนน้อยกว่า ก็ต้องต่อสู้ด้วยความรุนแรง" 

"แต่เมื่อรัฐบาลเปิดทางให้ใช้กระบวนการสันติวิธี เราก็ร่วม เพื่อหยุดสถานการณ์ความไม่สงบโดยไม่ใช้รุนแรง แต่วันนี้ยังไม่มีการตกลงอะไรกัน หากวันหนึ่งข้างหน้าสามารถตกลงร่วมกันได้ และประชาชนรู้สึกพอใจ หลังจากนั้จะไม่มีการยิงกัน ไม่มีการใช้ความรุนแรงอีก"

------------------

หัวใจคือสิทธิกำหนดชะตาตนเอง

คณะสื่อมวลชนไทยกระแสหลักถามต่อว่า เขตปกครองพิเศษคือคำตอบสุดท้ายหรือไม่

แกนนำกลุ่มเคลื่อนไหวทุกคนปฏิเสธว่า ยังไม่เคยหารือในรายละเอียดเรื่องนี้ ไม่ว่าจะกับรัฐบาลไทย หรือแม้แต่กลุ่มเคลื่อนไหวด้วยกันเอง เพราะแต่ละกลุ่มก็มีแนวคิดแนวทางของตนเองที่ไม่เหมือนกัน สิ่งสำคัญคือถ้ารัฐบาลไทยยอมรับข้อเรียกร้องทั้ง 5 ข้อ ก็จะคุยกันในรายละเอียดต่อไป

"คำว่า autonomy เราไม่เคยพูดถึง ในเอกสารข้อเรียกร้องเราใช้คำว่า special administrative region แต่นั่นยังไม่สำคัญเท่า The Right for Self-determination หรือสิทธิในการกำหนดชะตาตนเอง และ autonomy ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง แต่เราไม่เคยพูดถึงรูปแบบ" 

"ส่วน กทม.กับเมืองพัทยาเป็นเพียงตัวอย่างที่เรายกขึ้นมาว่ามีอยู่ในประเทศไทย แต่ กทม.กับเมืองพัทยาเป็นการจัดการตนเองบนพื้นฐานของเศรษฐกิจ เราไม่ต้องการเช่นนั้น เพราะเราจะอยู่บนพื้นฐานของการเมืองและประวัติศาสตร์" แกนนำกลุ่มเคลื่อนไหวระบุ

----------------

รับประกันดูแลคนมลายูทุกศาสนา

เขาบอกด้วยว่า เมื่อกลุ่มเคลื่อนไหวเข้าสู่กระบวนการสันติภาพ ก็จะหาแนวทางที่ดีสำหรับทุกคน ไม่ใช่เฉพาะมลายูมุสลิม แต่สำหรับทุกคนที่อยู่ในดินแดนแห่งนี้ และนั่นคือการอธิบายความหมายของคำว่า "ปลดปล่อย"

"เราจะปลดปล่อยในสิ่งที่ถูกกระทำ ไม่เฉพาะเรา แต่คนพุทธก็ถูกกระทำด้วย เราจะปลดปล่อยสิ่งนี้ นั่นคือแนวทางที่เราจะกำหนดชะตากรรมของเรา การดูแลคนพุทธ คนเชื้อสายจีน คนอินเดียที่เป็นประชากรดั้งเดิมเป็นสิ่งที่เรารับปาก ต้องมีความเสมอภาคกันทางสิทธิและอำนาจทางการเมืองการปกครองตามกระบวนการประชาธิปไตยระหว่างคนมลายูที่นั่น" 

"สิ่งที่แตกต่างคือเรื่องศาสนาเท่านั้น จะไม่มีการริบที่ดิน ไล่คนออกจากพื้นที่แน่นอน ที่เป็นห่วงว่าเราจะใช้กฎหมายอิสลามไปทับสิทธิของคนอื่น ขอยันว่าไม่เกี่ยว เพราะกฎหมายอิสลามจะใช้บังคับเฉพาะมุสลิม"


ข้อมูลจาก อิศรานิวส์


----------------------

akecity ขอสรุปว่า

จากที่ได้อ่านมาทั้งหมด แม้ตอนหลังแกนนำโจรใต้คนนี้ พยายามจะเลี่ยงเรื่องแบ่งแยกดินแดน แต่เมื่ออ่านเจตนาจากคำให้สัมภาษณ์จริง ๆ

แต่สุดท้ายก็คือ เป้าหมายสูงสุดก็คือต้องการคืนเอกราชให้รัฐปัตตานี ต้องการแยกตัวจากประเทศไทยนั่นเองครับ

ส่วนเรื่องที่แกนนำโจรใต้คนนี้ให้สัมภาษณ์ เราก็ควรฟังหูไว้หู เพราะเขาย่อมแสดงความเห็นในทางเข้าข้างตัวเองเป็นธรรมดา

พอดีผมได้เจอเรื่องราวของอาณาจักรลังกาสุกะ ที่เล่ารายละเอียดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันได้ดี แต่เนื้อหายาวมาก ถ้าท่านใดสนใจอ่านก็ลองตามไปอ่านตามนี้

คลิกอ่าน ประวัติศาสตร์อาณาจักรลังกาสุกะ หรือนครปัตตานี


คลิกอ่าน แท้จริงแล้ว อาณาจักรปัตตานีคือฝ่ายรุกรานชาวสยามก่อน


วันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

โกหกสีขาวของพระพุทธเจ้า 1






ภิกษุณีกีสาโคตมีเถรี เดิมมีชื่อว่า กีสา เพราะรูปร่างผอมบาง ท่านเป็นธิดาของตระกูลที่ยากไร้เก่าแก่ตระกูลหนึ่งในกรุงสาวัตถี บิดามารดาจึงตั้งชื่อให้นางเสียใหม่ว่า “โคตมี” แต่เพราะความที่นางเป็นผู้มีรูปร่างผอมบอบบาง คนทั่งไปจึงพากันเรียกนางว่า “กีสาโคตมี”

วันหนึ่งนางเดินไปที่ตลาดได้เหลือบไปเห็นพ่อค้าคนหนึ่งนำเอาทองมากองไว้ นางจึงเข้าไปถามด้วยคำว่า “คุณพ่อ ทำไมคุณพ่อนำทองมาขาย”

ด้วยคำพูดของนางทำให้พ่อค้าที่ถูกเรียกว่า “คุณพ่อ” ตื่นเต้นเป็นการใหญ่

เนื่องจากพ่อค้าคนนี้เดิมเคยเป็นเศรษฐีในเมืองสาวัตถีเคยมีทรัพย์สินเงินทองมากกว่า 40 โกฏิ

แต่แล้วจู่ ๆ วันหนึ่ง ทองที่มีทั้งหมดของเศรษฐีได้กลายเป็นถ่าน จึงสร้างความโศกเศร้าแก่เศรษฐีเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อเพื่อนเศรษฐีที่รู้เรื่องราวทองกลายเป็นถ่าน ก็พากันมาปลอบโยนและแนะนำให้เศรษฐีให้ลองเอาถ่านทั้งหมดไปกองไว้ที่ตลาด

เผื่อมีใครสักคนมองเห็นแล้วพูดว่า “คนอื่น ๆ เขาขายผ้า ขายน้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เป็นต้น แต่ท่านกลับเงินเอาทองมานั่งขาย” ก็ให้คนๆ นั้นจับถ่านเหล่านี้แล้ว ถ่านก็อาจกลายเป็นทองได้

และถ้าคนที่พูดนั้นเป็นหญิงสาว ท่านก็จงสู่ขอนางมาเป็นสะใภ้ แล้วมอบทรัพย์ทั้งหมดนั้นให้แก่เธอ ท่านก็จงอาศัยเลี้ยงชีพอยู่กับเธอนั้น

แต่ถ้าคนที่พูดเป็นชายหนุ่ม ท่านก็จงยกธิดาของท่าน ให้แก่เขาแล้วมอบทรัพย์ทั้งหมดให้แก่เขาโดยทำนองเดียวกัน

เศรษฐีจึงได้ทำตามคำแนะนำของเพื่อน เมื่อนางกีสาโคตมีมาพบ จึงได้ถามว่า

“คุณพ่อ คนอื่น ๆ คนอื่น ๆ เขาขายผ้า ขายน้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เป็นต้น แต่ทำไมคุณพ่อกลับนำทองมาวางเล่า”

“เงินทองที่ไหนกัน แม่หนู” เศรษฐีกล่าว

“คุณพ่อ ก็ที่กองอยู่นี่ไง” พูดแล้วนางก็กอบเต็มมือให้เศรษฐีดู ทันใดนัน เศรษฐีก็เห็นถ่านในกำมือของนางกลายเป็นทองจริง ๆ

เศรษฐีจึงให้นางลองหยิบให้ดู เมื่อนางหยิบถ่านขึ้นมาก้อนหนึ่ง ถ่านก็กลายเป็นทองจริงๆ และเมื่อนางหยิบก้อนถ่านทั้งหมด ก้อนถ่านเหล่านั้นก็กลายเป็นทองตามเดิม

เมื่อเศรษฐีรู้ว่านางยังไม่แต่งงาน จึงไปสู่ขอนางให้แต่งงานกับบุตรชายของตน นางก็ให้กำเนิดบุตรคนหนึ่ง แต่อยู่ได้ไม่นานบุตรน้อยของนางก็เสียชีวิตกระทันหัน นางเสียใจเป็นอย่างมาก และไม่ยอมให้ใครเผาศพลูกชาย

นางเที่ยวเสาะหาคนที่จะสามารถรักษาลูกชายของนางให้กลับฟื้นได้ จนมีผู้แนะนำให้นางไปเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อให้พระพุทธองค์รักษา นางดีใจมากจึงได้อุ้มศพบุตรชายรีบไปเฝ้าพระพุทธเจ้าซึ่งประทับ อยู่ที่พระวิหารเชตวัน นอกเมืองสาวัตถี

เมื่อเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้ว นางได้กราบทูลให้พระพุทธองค์ทรงรักษาบุตรน้อยที่ล่วงลับ



พระพุทธองค์ตรัสว่า ถ้านางสามารถไปหาเมล็ดพันธุ์ผักกาด 7 เมล็ด และเมล็ดพันธุ์ผักกาดนั้นจะต้องเอามาจากตระกูลที่ไม่มีเคยใครตายมาก่อน 7 ตระกูล พระพุทธองค์ก็จะสามารถมำพิธีชุบชีวิตลูกของนางได้

นางกีสาโคตมีอุ้มลูกน้อยไปเที่ยวขอเมล็ดพันธุ์ผักกาดจากชาวบ้านทั่วทุกครัวเรือน ไม่ได้แม้แต่เมล็ดเดียว เนื่องจากแต่ละครัวเรือนก็มีคนตายมาแล้วทั้งสิ้น

แถมนางยังถูกต่อว่าด่าทอจากชาวบ้านต่าง ๆ ว่า "มีบ้านไหนบ้างที่ไม่เคยมีคนตายมาก่อน ถามโง่ๆ"

จากความเสียใจที่เสียลูกในตอนแรก เริ่มเปลี่ยนเป็นความโกรธ เพราะนางกีสาโคตมี เริ่มคิดว่า นางอาจถูกพระพุทธเจ้าหลอก

นางกีสาโคตมีจึงคิดในใจว่า "ขนาดตระกูลที่ไม่เคยมีใครตายสักตระกูล ก็ยังหาไม่ได้สักตระกูลเดียว แล้วนางจะไปหาเมล็ดผักกาด 7 เมล็ดจาก 7 ตระกูลได้อย่างไร"

แต่เพราะจากความโกรธนี่แหละ ที่ทำให้นางเริ่มคิดได้

จนในที่สุดนางก็คิดได้ว่า ความตายเป็นสัจจะแห่งชีวิต สิ่งใดมีการเกิดขึ้น สิ่งนั้นก็มีการแตกดับไปในที่สุด

เมื่อคิดได้ดังนี้ นางจึงจัดการเผาศพลูกชายตนเอง แล้วกลับมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ซึ่งพระองค์ก็ได้ตรัสโลกธรรมสั้นๆ ให้ฟังว่า

“โคตมี เธอเข้าใจว่าลูกของเธอเท่านั้นหรือที่ตาย อันความตายนั้นเป็นของธรรมดาที่มีคู่กับสัตว์ทั้งหลายที่เกิดมาในโลก เพราะว่ามัจจุราชย่อมฉุดคร่าสัตว์ทั้งหมด ผู้มีอัธยาศัยเต็มเปี่ยมไปด้วยกิเลสตัณหา ให้ลงไปในมหาสมุทรคือ อบายภูมิ อันเป็นเสมือนว่าห้องน้ำใหญ่ ฉันนั้น”

พอนางกีสาโคตมีได้ฟังธรรมเทศนาจากพระพุทธองค์ นางก็ได้บรรลุโสดาปัตติผล กราบทูลขออุปสมบทเป็นพระภิกษุณี เมื่อบวชแล้วได้นามตามเดิมว่า “พระกีสาโคตมีเถรี” และในที่สุดพระกีสาโคตมีเถรีก็ได้บรรลุพระอรหันตผลพร้อมปฏิสัมภิทา

พระกีสาโคตมีเถรีได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นเอตทัคคะ (ความเป็นเลิศกว่าผู้อื่น) ในทางทรงจีวรเศร้าหมอง เป็นผู้ถือธุดงควัตรเคร่งครัด มีความเป็นอยู่เรียบง่ายอย่างยิ่ง เป็นสตรีที่มีบทบาทในการจรรโลงพระพุทธศาสนาอย่างดียิ่งท่านหนึ่ง


--------------------------

akecity ขอสรุปว่า

ในเมื่อในโลกนี้ไม่เคยมีตระกูลไหน ครอบครัวไหน ที่ไม่เคยมีคนตาย สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าจะชุบชีวิตให้แก่ลูกของนางกีสาโคตมี หากนางหาเมล็ดผักกาดจากตระกูลที่ไมเคยมีคนตายมาก่อนได้ จึงเป็นเรื่องที่ไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน

เพราะพระพุทธเจ้าทรงรู้ว่า เมล็ดผักกาดแบบนั้นมันไม่มีหรอกในโลกนี้ และพระพุทธเจ้าก็ไม่เคยตรัสว่า โลกนี้มีเมล็ดผักกาดแบบนั้นเช่นกัน

ในเมื่อไม่มีเมล็ดผักกาดจากตระกูลที่ไม่เคยมีใครตาย พระพุทธเจ้าก็ทรงไม่ต้องชุบชีวิตลูกของนางตามที่ทรงสัญญาไว้ พระองค์จึงไม่ได้ผิดสัญญา

เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็เท่ากับว่า นี่คือกุศโลบายของพระพุทธองค์ในการสอนให้นางกีสาโคตมีเข้าใจหลักความเป็นไปตามธรรมดาของโลกนั่นเอง นั่นก็คือเรื่องเกิดแก่เจ็บตาย

นี่คือการโกหกสีขาว เพื่อช่วยให้คนพ้นทุกข์ ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนและเบียดเบียนใคร

ฉะนั้นการโกหกสีขาวของพระพุทธเจ้า ก็เท่ากับ การไม่ได้โกหกนั่นเอง 






วันพุธที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ทุกข์ที่สุดของในหลวงรัชกาลที่ 5 กับเงินถุงแดงไถ่ชาติ







บทนำ

“วิกฤตการณ์ ร.ศ.๑๑๒” เป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ในอดีตที่สร้างความเศร้าโศก เสียพระราชหฤทัยให้กับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ไม่เป็นอันเสวยหรือบรรทมจนประชวรหนัก เพราะเหตุทรงเจ็บช้ำพระราชหฤทัย ขมขื่นและระทมทุกข์ จากชาติฝรั่งเศสที่เข้ามารุกรานแผ่นดินสยาม จนท้อพระทัยว่า พระนามของพระองค์จะถูกลูกหลานในอนาคตติฉินนินทาไม่รู้จบสิ้น

เปรียบเสมือนสองกษัตริย์ “ทวิราช” ที่สูญเสียเศวตฉัตรแห่งแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาให้กับอังวะในปี พ.ศ. ๒๓๑๐

และเป็นที่ทราบกันดีว่าวิฤติการณ์ ร.ศ.๑๑๒ ในครั้งนี้ ได้เป็นจุดเริ่มแห่งความเจ็บช้ำในพระทัยต่อพระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ (กรมหลวงชุมพร) และทรงจดจำมิลืมเลือน จึงทรงสักยันต์ ตราด ร.ศ.๑๑๒ ไว้ตรงพระอุระของพระองค์ เพื่อเป็นการย้ำเตือนถึงความเจ็บช้ำที่เกิดจากเหตุการณ์ในกาลนั้น

โดยบล็อคเจ้าพระยา

--------------

ความทุกข์โทมนัสและพระราชปณิธานของรัชกาลที่ 5

โดย เผ่าทอง ทองเจือ


ใครจะนึกนะครับว่าผู้ที่เป็นถึงพระเจ้าแผ่นดิน มีพระบุญญาบารมีมากมายล้นฟ้า จะทรงมีความทุกข์โทมนัสทรงท้อถอยยอมแพ้ถึงขนาดทรงประชวรหนัก ถึงกับไม่มีพระราชประสงค์จะทรงดำรงพระชนม์ชีพ พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์ระบายความบีบคั้นพระราชหฤทัยอย่างเหลือประมาณ...

ในช่วงราวปี พ.ศ.2436 อันตรงกับปี ร.ศ.112 ตรงกับรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ถือเป็นเหตุสำคัญของประวัติศาสตร์บ้านเมืองของไทย ที่คนไทยทุกคนควรจำใส่ใจไว้ให้ดี

เพราะเป็นปีที่ประเทศไทยของเรา ถูกกองทัพเรือของฝรั่งเศสล้อมปิดปากอ่าวไทย และยังส่งเรือรบแล่นเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยาได้เกิดยุทธนาวีกับกองทัพเรือไทย การสู้รบกันครั้งนั้นจบลงด้วยฝ่ายไทยต้องเสียค่าปฏิกรรมสงครามให้กับฝ่ายฝรั่งเศสเป็นเงินนับล้านๆ บาท ตามอัตราเงินของสมัยนั้น

จากนั้นต่อมาฝรั่งเศสยังได้เข้ายึดครองเมืองจันทบุรีไว้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2436 จนราวเดือนมกราคม 2447 จึงยอมถอยออกจากจันทบุรี และได้เปลี่ยนไปยึดเอาเมืองตราดและเกาะกงไว้แทน โดยอ้างว่าเพื่อเป็นหลักประกันว่าสยามจะปฏิบัติตามอนุสัญญาใหม่โดยเคร่งครัด

วันที่ 22 มกราคม พ.ศ.2447 ถือเป็นวันสำคัญที่ชาวตราด และชาวไทยทั้งปวงต้องเจ็บช้ำน้ำใจอย่างที่สุด เพราะเป็นวันที่ทางราชการไทยต้อง ทำหนังสือสัญญาส่งมอบดินแดนของประเทศไทยเอง ให้กับทางรัฐบาลฝรั่งเศส เปรียบเสมือนในปัจจุบันที่ผู้ป่วยต้องลงนามอย่างขมขื่นที่จะต้องยินยอมให้แพทย์ตัดแขนตัดขา หรือควักลูกนัยน์ตาของตัวเองออกทิ้งไปเพื่อรักษาชีวิตเอาไว้

ในการนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงส่งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ไปแทนพระองค์ คือพระยามหาอำมาตย์ เดินทางโดยเรือรบหลวงมกุฎราชกุมาร ไปยังเมืองตราด

ครั้นถึงวันที่ 22 มกราคม พ.ศ.2447 ณ ที่ศาลาว่าการจังหวัดตราด ข้าราชการฝ่ายไทยที่ประจำอยู่ในพื้นที่ ประกอบด้วย พระยาพิพิธพิสัยสุนทรการ (สุข บริชญานนท์) ซึ่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดตราด และพระจรูญภาระการ (โป๊ะ กูรมะโรหิต) ซึ่งในขณะนั้นเป็นหลวงรามฤทธิรงค์ตำแหน่งยกกระบัตรเมืองตราด ได้ร่วมเป็นสักขีฝ่ายไทย โดยพระยามหาอำมาตย์ได้ลงนามในหนังสือสำคัญยกดินแดนไทยให้กับฝรั่งเศส และมอบให้แก่มอบเรสิดังต์กำปอดผู้เป็นข้าหลวงฝ่ายฝรั่งเศส

หลังจากทำพิธีลงนามมอบดินแดนไทยให้ฝรั่งเศสเสร็จแล้ว ได้มีพิธีเชิญธงชาติไทยลงจากยอดเสา และเชิญธงชาติฝรั่งเศสขึ้นสู่ยอดเสาแทน โดยเสาธงที่ตั้งประจำอยู่ด้านหน้าของศาลาว่าการจังหวัดตราดในตอนเช้าวันนั้น ยังชักธงชาติไทยไว้บนยอดเสาตามปกติ ซึ่งในขณะนั้นคือธงช้างเผือกทรงเครื่องยืนแท่น ส่วนธงชาติของฝรั่งเศสคือธงสามสีอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

ทางการทหารฝรั่งเศสได้นำธงของเขามาผูกไว้เบื้องล่างในสายเชือกคู่เดียวกัน นอกจากนั้นแล้วทางฝ่ายทหารฝรั่งเศสก็ให้ทหารญวน ซึ่งขณะนั้นตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสไปอย่างสมบูรณ์เรียบร้อย ไปตั้งแถวเป็นกองเกียรติยศยืนอยู่ที่หน้าเสาธงในเวลานั้นด้วย


พิธีชักธงชาติไทยลง แล้วชักธงชาติฝรั่งเศสขึ้นสู่ยอดเสาแทน

ณ เวลาที่ทำการชักธงชาติของฝ่ายไทยลงจากยอดเสาและในขณะเดียวกัน ก็ชักธงชาติสามสีของฝรั่งเศสสวนสลับฉับพลันขึ้นไปแทนธงช้างของชาติไทยเราทันที พร้อมๆ กับที่กองทหารฝรั่งเศสทำความเคารพและเป่าเพลงแตรเพลงไซเยส์ทำความเคารพธงชาติของตน

ในเวลานั้นคนไทยและคนเมืองตราดทั้งหลายในที่นั้น ต่างพากันร้องไห้น้ำตาไหลพรากๆ ด้วยความเจ็บช้ำน้ำใจในการถูกช่วงชิงและบังคับให้ยินยอมเสียดินแดน และการดูถูกดูแคลนของฝรั่งเศสที่เอาทหารญวนที่เคยเป็นเมืองขึ้นของไทยมาตั้งแถวเหมือนเยาะเย้ย กับทั้งการแสดงอำนาจบาตรใหญ่ข่มขู่ข่มขวัญโดยไม่ยอมให้เสาธงได้ว่างธงเลยแม้เเต่เสี้ยววินาที

เมื่อสิ้นสุดขบวนการขั้นตอนของการมอบดินแดนแล้ว แล้วพระยามหาอำมาตย์ก็พร้อมด้วยข้าราชการประจำเมืองตราดและเกาะกงบางคน คือพระยาพิพิธพิสัยสุนทรการ พระจรูญภาระการ และนายวาศผู้พิพากษาศาลจังหวัดประจันตคีรีเขตต์ที่ได้ย้ายครอบครัวจากเกาะกง ก็พากันออกจากจังหวัดตราดโดยเรือรบหลวงมกุฎราชกุมารกลับเข้าสู่กรุงเทพฯทันที

เป็นอันจบสิ้นสถานภาพความเป็นพื้นที่ของชาติไทยแต่บัดนั้น !!

แต่ด้วยพระราชอุตสาหะพยายามอย่างที่สุด ประกอบกับพระปรีชาสามารถอันปราดเปรื่องของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในการเจรจาและการดำเนินวิเทโศบายทางการทูตทุกวิถีทาง ทำให้ฝรั่งเศสยอมลงนามในหนังสือสัญญาคืนเมืองตราดให้กับไทยใน วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ.2449 แต่กระนั้นก็ยังเตะถ่วงการคืนดินแดนอย่างเป็นทางการออกไปเรื่อยๆ

จนวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2450 ฝรั่งเศสจึงได้ยินยอมทำพิธีมอบเมืองตราดอย่างเป็นทางการ นับว่าจังหวัดตราดต้องสูญเสียอิสรภาพตกอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสเป็นเวลาถึง 2 ปี 6 เดือน 7 วัน

แต่การได้เมืองตราดกลับคืนมานั้น ก็มิใช่ว่าจะได้กลับคืนมาเปล่าๆ เพราะเล่ห์กลอุบาย อุบาทว์แห่งชาติฝรั่งเศสในครั้งนั้น ได้วางกุศโลบายให้ไทยต้องยิมยอมแลกเปลี่ยนพื้นที่ของตราดกับอีก 3 เมือง คือฝ่ายไทยต้องยอมเสียดินแดนคือ พระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ ให้แก่ฝรั่งเศสเป็นการแลกเปลี่ยน

ในระหว่างการฝ่าฟันเหตุการณ์วิกฤติอันใหญ่หลวงต่างๆ เหล่านั้น ทำให้ในบางครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงบังเกิดความท้อถอยพระราชหฤทัย ทรงเกรงว่าประชาราษฎรจะเปรียบพระองค์กับกษัตริย์อยุธยา ที่ไม่สามารถรักษาบ้านเมืองเอาไว้ได้ และได้ทรงพระราชนิพนธ์ระบายความบีบคั้นพระราชหฤทัยอย่างเหลือประมาณ จนถึงกับทรงมีพระราชประสงค์จะไม่ดำรงพระชนม์ชีพ

ในฐานะที่เดือนนี้เป็นเดือนตุลาคม อันเป็นเดือนแห่งวาระวันสวรรคตแห่งพระองค์ท่าน ผมจึงขออัญเชิญบทพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 5 มาให้ทุกท่านได้อ่านกันครับ จะได้รับรู้ว่าพระมหากษัตริย์ไทยทุกรัชกาลทุกพระองค์นั้น ทรงห่วงใยประเทศชาติบ้านเมืองมากเพียงใด...

เจ็บนานหนักอกผู้ บริรักษ์ ปวงเฮย
คิดใคร่ลาหาญหัก ปลดเปลื้อง
ความเหนื่อยแห่งสูจัก พลันสร่าง
ดูจักสู่ภพเบื้อง หน้านั้นพลันเขษม

เป็นฝีสามยอดแล้ว ยังร่าย ส่านอ
ปวดเจ็บใครจักหมาย เชื่อได้
ใช่เป็นแต่ส่วนกาย เศียรกลัด กลุ้มแฮ
ใครต่อเป็นจึงผู้ นั่นนั้นเห็นจริง

ตะปูดอกใหญ่ตรึ้ง บาทา อยู่เฮย
จึงบอาจลีลา คล่องได้
เชิญผู้ที่เมตตา แก่สัตว์ ปวงแฮ
ชักตะปูนี้ให้ ส่งข้าอันขยม

ชีวิตมนุษย์นี้ เปลี่ยนแปลง จริงนอ
ทุกข์และสุขพลิกแพลง มากครั้ง
โบราณท่านจึงแสดง เป็นเยี่ยง อย่างนา
ชั่วนับเจ็ดทีทั้ง เจ็ดข้างฝ่ายดี

เป็นเด็กมีสุขคล้าย ดิรฉาน
รู้สุขรู้ทุกข์หาญ ขลาดด้วย
ละอย่างละอย่างพาล หย่อนเพราะ เผลอแฮ
คล้ายกับผู้จวนม้วย ชีพสิ้นสติสูญ

ฉันไปปะเด็กห้า หกคน
โกนเกศนุ่งขาวยล เคลิบเคลิ้ม
ถามเขาว่าเป็นคน เชิญเครื่อง
ไปที่หอศพเริ้ม ริกเร้าเหงาใจ

กล้วยเผาเหลืองแก่ก้ำ เกินพระ ลักษณ์นา
แรกก็ออกอร่อยจะ ใคร่กล้ำ
นานวันยิ่งเครอะคระ กลืนยาก
ทนจ่อซ่อมจิ้มจ้ำ แดกสิ้นสุดใบ

เจ็บนานนึกหน่ายนิตย์ มะนะเรื่องบำรุงกาย
ส่วนจิตต์มิสบาย ศิระกลุ้มอุราตรึง
แม้หายก็พลันยาก จะลำบากฤทัยพึง
ตริแต่จะถูกรึง อุระรัดและอัตรา

กลัวเป็นทวิราช บตริป้องอยุธยา
เสียเมืองจึงนินทา บละเว้นฤว่างวาย
คิดใดจะเกี่ยงแก้ ก็บพบซึ่งเงื่อนสาย
สบหน้ามนุษย์อาย จึงจะอุดและเลยสูญ ฯ

บทความโดยอาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ 

ไทยรัฐออนไลน์

-------------------------

สิ้นสุดการรบ รศ.112 แต่ไม่สิ้นการเยียวยา

ฝรั่งเศสใช้อำนาจบาตรใหญ่ บังคับให้สยามชดใช้ค่าเสียหาย ทั้งๆ ที่ฝรั่งเศสเป็นฝ่ายบุกรุก กระนั้นสยามก็ไม่มีทางเลือกอื่น ต้องกัดฟันจ่ายเงินชดใช้ด้วยหยาดน้ำตาแห่งความขมขื่น

ฝรั่งเศสยื่นเงื่อนไขให้สยามถอนทหารสยามที่ตั้งมั่นอยู่บนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้เสร็จสิ้นภายในเวลาไม่เกิน 1 เดือน และให้จ่ายเงิน 3 ล้านฟรังก์ โดยชำระเป็นเงินเหรียญโดยทันที เพื่อเป็นค่าสินไหมค่าปรับสงคราม และยังให้รัฐบาลสยามตอบภายใน 48 ชั่วโมง ว่าจะปฏิบัติตามหรือไม่

เพื่อรักษาเอกราช ชีวิตและเลือดเนื้อประชาชนไว้ แม้สยามจะดำเนินการทูตเพื่อยืดเวลามาได้กว่า 2 เดือน ก็ต้องยอมสงบศึกกับฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ.2436

ปัญหาต้องแก้ไขต่อมาคือ เงินค่าสินไหมสยามจะเอาจากไหนมาชดใช้ แค่เงินสยามยังพอทำเนา แต่ฝรั่งเศสใช้วิธีพาลให้ชดใช้ด้วยเงินเหรียญเท่านั้น

โชคดีที่สยามมีบุญเก่าอยู่ เพราะสมัยรัชกาลที่ 3 พระองค์ได้ค้าขายกับต่างชาติ และมีเงินเหรียญเก็บไว้

การทำมาค้าขายกับนานาชาตินั้น สยามใช้เงินเหรียญเม็กซิโก หรือเงินเหรียญนก เป็นสื่อกลาง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังทรงมีรับสั่งด้วยว่า ให้เก็บเงินเหรียญเม็กซิโกใส่ถุงแดงไว้เป็นเงินทุนสำรอง

เรื่องนี้มีวรรณกรรมกระซิบด้วยว่า มีเจ้านายบางองค์กราบทูลถามรัชกาลที่ 3 ว่า จะเก็บเอาไว้ทำการสิ่งใด รัชกาลที่ 3 มีพระราชดำรัสตอบเป็นทีเล่นทีจริงว่า จะเก็บไว้ไถ่บ้านไถ่เมือง

เงินถุงแดงทั้งหมดมี 3 หมื่นชั่ง เทียบกับเงินฟรังก์แล้วได้ประมาณ 2,400,000 ฟรังก์ ยังขาดอยู่อีก 600,000 ฟรังก์ จะเอาจากที่ใด กลายเป็นปัญหาขึ้นมาอีก

แต่ด้วยพระบารมี รัชกาลที่ 5 ทรงสละทรัพย์ส่วนพระองค์และรวบรวมเงินจาก พระบรมวงศานุวงศ์จนได้ครบจำนวน

บทความจาก เงินถุงแดงกู้แผ่นดิน ไทยรัฐ


-----------------------------



“เงินถุงแดง” เป็นเงินที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงได้จากการค้าสำเภาส่วนพระองค์เมื่อครั้งยังทรงดำรงพระอิศริยยศ พระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์

นอกจากจะถวายสมเด็จพระบรมชนกนาถใช้ในการแผ่นดินแล้ว ทรงเก็บหอมรอมริบเงินที่ได้จากการค้าส่วนพระองค์ไว้เป็นจำนวนมากโดยเก็บใส่ "ถุงผ้าสีแดง" ไว้ข้างพระแท่นที่บรรทม จึงเรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่า “เงินพระคลังข้างที่” คำว่า “พระคลังข้างที่” ทรงพระราชทานเป็นทุนสำรองให้แก่แผ่นดินสำหรับใช้ในยามบ้านเมืองอยู่ในภาวะคับขันในเวลาต่อมา

เงินในถุงแดงที่ทรงสะสมนี้ประมาณ 4 หมื่นชั่งเศษ โดยก่อนเสด็จสวรรคตได้มีพระดำรัสสั่งเสียมอบเงินถุงแดงนี้ไว้ใช้ไถ่บ้านไถ่เมือง แต่ได้ทรงขอไว้สำหรับปฏิสังขรณ์วัดวาอารามเสีย 1 หมื่นชั่ง ซึ่งภายหลังก็จริงดังพระราชดำรัส

เมื่อถึงเวลาต้องไถ่บ้านไถ่เมืองกับฝรั่งเศสในสมัย รศ 112 ในสมัยรัชกาลที่ 5 ไทยเราต้องใช้เงิน 3 หมื่นชั่งเศษของพระนั่งเกล้าฯ ไถ่บ้านไถ่เมือง ซึ่งเวลานั้นก็ประมาณ สองล้านห้า-สองล้านหก ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่ไม่น้อยเลย

ในเอกสารพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3 โดยเจ้าพระยาทิพากรวงศามหาโกษาธิบดี ได้กล่าวถึงพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ที่สำคัญเมื่อใกล้สวรรคตพระราชทานแก่ขุนนาง ข้าราชบริพารที่เข้าเฝ้าฯ ไว้ว่า

"การศึกสงครามข้างญวน ข้างพม่า ก็เห็นจะไม่มีแล้ว จะมีอยู่ก็แต่ข้างพวกฝรั่ง ให้ระวังให้ดี อย่าให้เสียทีแก่เขาได้ การงานสิ่งใดของเขาที่คิด ควรจะเรียนเอาไว้ก็ให้เอาอย่างเขา แต่อย่าให้นับถือเลื่อมใสไปเสียทีเดียว ทุกวันนี้คิดสละห่วงใยได้หมด อาลัยแต่วัดวา สร้างไว้ใหญ่โตหลายวัด ที่ยังค้างอยู่ก็มี ถ้าชำรุดทรุดโทรมไปจะไม่มีผู้ช่วยทำนุบำรุง เงินในพระคลังที่เหลือจับจ่ายในราชการแผ่นดินมีอยู่ 40,000 ชั่งนี้ ขอสัก 10,000 ชั่งเถิดให้ไว้บำรุงวัดวาที่ยังค้างอยู่"

จากพระราชดำรัสดังกล่าวแสดงถึงพระวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลของรัชกาลที่ 3 ทรงเห็นภัยคุกคามเอกราชสยามจากชาติตะวันตกในยุคนั้น ทรงห่วงใยบ้านเมืองและวัดวาอารามที่ทรงสร้างขึ้นไว้ให้เป็นศรีสง่าแก่บ้านเมืองพระราชดำรัสของรัชกาลที่ 3

มีข้อสังเกตว่าในคติจีนมีความเชื่อว่า ถุงผ้าสีแดงสามารถขับไล่ภยันตรายและสิ่งชั่วร้ายได้ และสื่อความหมายอันเป็นมงคล และความโชคดี

สันนิษฐานว่าการเก็บเงินใส่ถุงผ้าสีแดง อาจได้รับอิทธิพลจากคติจีนดังกล่าว ซึ่งสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นยุคที่มีการติดต่อค้าขายกับจีนอย่างเฟื่องฟู จึงน่าจะสัมพันธ์กับการนำเงินใส่ซองสีแดงมอบให้ลูกหลานในเทศกาลหรืองานมงคลของจีน อันแสดงถึงความมั่งคั่งร่ำรวย ความสุขสวัสดิมงคลและความโชคดีด้วยเช่นกัน




ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีการติดต่อการค้ากับต่างประเทศ สื่อที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนและใช้ในระบบเศรษฐกิจและการค้าขายระหว่างประเทศ จึงน่าจะเป็นเงินเหรียญต่างประเทศที่มีการยอมรับกันในยุคนั้น ในสมัยรัชกาลที่ 3 มีเงินต่างประเทศ เช่น เงินเม็กซิโก เงินเปรู และเงินรูปีของอินเดีย เป็นต้น เป็นที่ยอมรับในการแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้ากันอยู่ในเมืองไทยแล้ว แม้ว่าสื่อในการแลกเปลี่ยนสินค้าของไทยในสมัยรัชกาลที่ 3 จะเป็นเงินพดด้วงก็ตาม

สันนิษฐานว่าเงินใน ถุงแดงน่าจะเป็นเงินต่างประเทศที่ใช้เป็นสื่อในการแลกเปลี่ยนในสมัยนั้น ดังเช่น เหรียญรูปนกของเม็กซิโก ซึ่งใช้เป็นสื่อในการแลกเปลี่ยนสินค้าที่หลายชาติให้การยอมรับในสมัยนั้น

เหรียญนกเม็กซิโก มีลักษณะเป็นเหรียญกลมแบนมีรูปนกอินทรีย์อยู่ด้านหนึ่ง (รูปนกอินทรีย์กางปีกปากคาบอสรพิษ เป็นสัญลักษณ์ของประเทศเม็กซิโก) ไทยจึงเรียก "เหรียญนก"

นอกจากนี้จากข้อสันนิษฐานที่เชื่อว่าเหรียญนกเม็กซิโกเป็นเหรียญเงินในถุงแดง เนื่องจากเหรียญนกเม็กซิกันที่พบเป็นรูปพิมพ์ มีความพิเศษที่พิมพ์กำกับปี ค.ศ.1821-1921 (พ.ศ.2364-2464) ไว้ว่าเป็นที่ระลึกเมื่อครบรอบหนึ่งศตวรรษที่นำออกใช้ เหรียญดังกล่าวน่าจะเป็นเหรียญเงินที่ใช้ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 3 (พ.ศ.2367-2394) สอดคล้องกับหลักฐานเอกสารฝรั่งเศสที่กล่าวถึงเงินค่าปรับสงครามของไทยที่ชำระด้วยเหรียญเม็กซิกัน 

ในเอกสารฝรั่งเศสที่กล่าวถึงเงินเม็กซิกันที่บรรทุกมาใส่เรือมาจากสยามในเหตุการณ์ ร.ศ.112 มีน้ำหนักประมาณ 23 ตัน

ที่มา http://www.trueplookpanya.com/new/cms_detail/knowledge/25197/

-----------------------------

ใหม่เมืองเอก สรุป

ไม่เพียงแต่ต้องเสียดินแดนทางตะวันออกของแม่น้ำโขงให้ฝรั่งเศสแล้ว ยุคของพระองค์ยังต้องสูญเสียดินแดนทางใต้และบางส่วนทางตะวันตกให้อังกฤษอีก

ทุกข์จากการเสียแผ่นดินในช่วงที่พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ ที่ไม่อาจรักษาแผ่นดินไว้ให้ลูกหลานไทยได้

ต้องยอมตัดแผ่นดินบางส่วนเพื่อรักษาแผ่นดินไทยส่วนใหญ่และรักษาเอกราชของชาติไทยเอาไว้

นี่แหละครับ ทุกข์ที่สุดของรัชกาลที่ 5

ลายพระราชหัตถเลขาของในหลวง ร.5
"ฉันรู้ตัวชัดอยู่ว่า..ถ้าความเป็นเอกราชของกรุงสยามได้สุดสิ้นไปเมื่อใด ชีวิตฉันก็คงจะสุดสิ้นไปเมื่อนั้น" ......สยามินทร์ (ร.๕)

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ผมเลยไม่เคยเชียร์ทีมฟุตบอลทีมชาติอังกฤษ และทีมชาติฝรั่งเศสเลย ครับ

เกี่ยวมะ ?






วันพฤหัสบดีที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ภาพงดงามประทับใจของพระองค์โสมกับองค์ภา







วันที่ 7 ตุลาคม พุทธศักราช 2556

เมื่อพระองค์โสมทรงเสร็จสิ้นการเสด็จเยือนประเทศออสเตรีย และประเทศสโลวาเนีย

ขณะประทับอยู่บนเครื่องบินเพื่อจะเสด็จกลับ พระองค์ภา เอกอัครราชทูตไทยประจำออสเตรีย ได้เสด็จตามมาส่งพระมารดาบนเครื่อง

ก็มีภาพงดงามน่าประทับใจระหว่างพระมารดากับบุตรี ตามนี้


พระองค์โสมทรงหอมองค์ภา



แล้วทรงกอดองค์ภา



องค์ภาก้มกราบพระบาทของพระมารดา



เมื่อองค์ภาทรงลุกขึ้น พระองค์ภาทรงเข้าไปกอดพระมารดาอีกครั้ง



องค์ภาทรงถอนสายบัวทำความเคารพ ก่อนจะถอยออกจากห้องโดยสาร



ความรักระหว่างแม่กับลูก ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับใคร ก็น่ารักและน่าประทับใจได้เสมอ ^^


วันเสาร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2556

แผนให้ร้ายพระพุทธเจ้า ทำสงฆ์แตกแยกของพระเทวทัต






ครั้งนั้น พระเทวทัตเข้าไปหาพระที่เป็นพวกพ้องของตน ซึ่งมีพระโกกาลิกะ พระกตโมรกติสกะ พระขัณฑเทวีบุตร พระสมุททัตตะ แล้วได้กล่าวว่า

"มาเถิดท่านทั้งหลาย พวกเราจักทำสังฆเภท(ทำสงฆ์แตกแยก) จักรเภท(ทำลายกงล้อแห่งพระรัตนตรัย) แก่พระสมณโคดม"

เมื่อพระเทวทัตกล่าวอย่างนี้แล้ว

พระโกกาลิกะได้กล่าวว่า "พระสมณโคดมมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากพวกเราจักทำสังฆเภท จักรเภท แก่พระสมณโคดมอย่างไรได้"

พระเทวทัตจึงกล่าวว่า "มาเถิดท่านทั้งหลาย พวกเราจักเข้าไปเฝ้าพระสมณโคดม แล้วทูลขอวัตถุ ๕ ประการว่า พระผู้มีพระภาคตรัสคุณแห่งความเป็นผู้
มักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สั่งสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย พระพุทธเจ้าข้า

วัตถุ ๕ ประการนี้ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักน้อย ความเป็นผู้สันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัดอาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สั่งสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย

ข้าพระพุทธเจ้า ขอประทานพระวโรกาส
1 ภิกษุทั้งหลายพึงถือการอยู่ป่าเป็นวัตรตลอดชีวิต รูปใดอาศัยบ้านอยู่ รูปนั้นพึงต้องโทษ (บ้าน ในที่นี้หมายถึง อาคารก่อสร้างทุกชนิด)
2 ภิกษุทั้งหลายพึงถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรตลอดชีวิต รูปใดยินดีกิจนิมนต์ รูปนั้นพึงต้องโทษ
3 ภิกษุทั้งหลายพึงถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตรตลอดชีวิต รูปใดยินดีคหบดีจีวร รูปนั้นพึงต้องโทษ
4 ภิกษุทั้งหลายพึงถืออยู่โคนไม้เป็นวัตรตลอดชีวิต รูปใดเข้าอาศัยที่มุงที่บัง รูปนั้นพึงต้องโทษ
5 ภิกษุทั้งหลายไม่พึงฉันปลาและเนื้อตลอดชีวิต รูปใดฉันปลาและเนื้อ รูปนั้นพึงต้องโทษ

พระสมณโคดมจักไม่ทรงอนุญาตวัตถุ ๕ ประการนี้แน่ แต่พวกเรานั้นจักให้ประชาชนเชื่อถือวัตถุ ๕ ประการนี้"

พระโกกาลิกะจึงกล่าวว่า "ท่านทั้งหลาย พวกเราสามารถเพื่อทำสังฆเภทจักรเภท แก่พระสมณโคดมด้วยวัตถุ ๕ ประการนี้แน่ เพราะมนุษย์ทั้งหลายเลื่อมใสในความปฏิบัติเศร้าหมอง ฯ"

-------------------

ใหม่เมืองเอก ขอสรุปในขั้นต้นว่า 

พระเทวทัตและพระพวกพ้อง รู้ว่า พวกประชาชนทั่วไปที่ยังด้อยปัญญา มักหลงเลื่อมใสศรัทธาพวกปฏิบัติแบบยากลำบากโดยง่าย เช่นพวกโยคีที่ทรมานตนเอง

เมื่อพระเทวทัตรู้ดีเช่นนี้ จึงได้วางแผนไปทูลขอหลักปฏิบัติทั้ง 5 ประการที่ทำได้ยาก แก่พระพุทธเจ้า ซึ่งพระเทวทัตรู้อยู่แล้วว่า พระพุทธเจ้าจะไม่ทรงอนุญาตตามที่ขอแน่นอน

เมื่อพระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาตแล้ว พระเทวทัตและพวกพ้องจะนำเรื่องนี้ไปโฆษณาชวนเชื่อแก่ประชาชนทั่วไปว่า พระพุทธเจ้าเป็นผู้มักมาก ไม่รักสันโดษ แถมยังชอบฉันเนื้อสัตวือีกด้วย เพื่อหวังทำให้ผู้คนเสื่อมศรัทธาในพระพุทธเจ้าครับ

----------------

พระเทวทัตทูลขอวัตถุ 5 ประการ

ครั้งนั้น พระเทวทัตพร้อมกับบริษัทเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคมแล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เมื่อนั่งเรียบร้อยแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า

"พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคตรัสคุณแห่งความเป็นผู้มักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส ความไม่สั่งสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย พระพุทธเจ้าข้า

วัตถุ ๕ ประการนี้ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักน้อย ความเป็นผู้สันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัดอาการที่น่าเลื่อมใส ความไม่สั่งสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย

ข้าพระพุทธเจ้า ขอประทานพระวโรกาส

1 ภิกษุทั้งหลายพึงถือการอยู่ป่าเป็นวัตรตลอดชีวิต รูปใดอาศัยบ้านอยู่ รูปนั้นพึงต้องโทษ (บ้าน ในที่นี้หมายถึง อาคารก่อสร้างทุกชนิด)
2 ภิกษุทั้งหลายพึงถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรตลอดชีวิต รูปใดยินดีกิจนิมนต์ รูปนั้นพึงต้องโทษ
3 ภิกษุทั้งหลายพึงถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตรตลอดชีวิต รูปใดยินดีคหบดีจีวร รูปนั้นพึงต้องโทษ
4 ภิกษุทั้งหลายพึงถือการอยู่โคนไม้เป็นวัตรตลอดชีวิต รูปใดเข้าอาศัยที่มุงที่บัง รูปนั้นพึงต้องโทษ
5 ภิกษุทั้งหลายไม่พึงฉันปลาและเนื้อตลอดชีวิต รูปใดฉันปลาและเนื้อ รูปนั้นพึงต้องโทษ"

พระผู้มีพระภาครับสั่งตอบา "อย่าเลยเทวทัต ภิกษุใดปรารถนา ภิกษุนั้นจงถือการอยู่ป่าเป็นวัตร รูปใดปรารถนา จงยินดีอยู่ในบ้าน รูปใดปรารถนา จงถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร รูปใดปรารถนา จงยินดีกิจนิมนต์ รูปใดปรารถนา จงถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร รูปใดปรารถนา จงยินดีคหบดีจีวร เราอนุญาตโคนไม้เป็นเสนาสนะ ๘ เดือน เราอนุญาตฉันปลาและเนื้อที่บริสุทธิ์โดยส่วนสาม คือ ไม่ได้เห็นไม่ได้ยิน ไม่รังเกียจ"

ครั้งนั้น พระเทวทัตคิดว่า พระผู้มีพระภาคไม่ทรงอนุญาต วัตถุ ๕ ประการนี้ จึงร่าเริงดีใจพร้อมกับบริษัทลุกจากอาสนะ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณ แล้วกลับไป

---------------------

พระเทวทัตป่าวโฆษณาวัตถุ 5 ประการไปทั่ว

ต่อมา พระเทวทัตพร้อมกับบริษัทเข้าไปสู่กรุงราชคฤห์แล้ว ประกาศให้ประชาชนเข้าใจวัตถุ ๕ ประการว่า ท่านทั้งหลาย พวกอาตมาเข้าไปเฝ้าพระสมณโคดมทูลขอวัตถุ ๕ ประการว่า พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคตรัสคุณแห่งความเป็นผู้มักน้อย การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย พระพุทธเจ้าข้า
วัตถุ ๕ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักน้อย ... การปรารภความเพียรโดยอเนกปริยาย

ข้าพระพุทธเจ้าขอประทานพระวโรกาส ภิกษุทั้งหลายพึงถืออยู่ป่าเป็นวัตรตลอดชีวิต รูปใดอาศัยบ้านอยู่ รูปนั้นพึงต้องโทษ ภิกษุทั้งหลายไม่พึงฉันปลาและเนื้อตลอดชีวิต รูปใดฉันปลาและเนื้อ รูปนั้นพึงต้องโทษ วัตถุ๕ ประการนี้ พระสมณโคดมไม่ทรงอนุญาต แต่พวกอาตมาสมาทานประพฤติตามวัตถุ ๕ ประการนี้"

บรรดาประชาชนเหล่านั้น พวกที่ไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใส ไร้ปัญญา
กล่าวอย่างนี้ว่า "พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้ (หมายถึงพระเทวทัตและพวก) เป็นผู้กำจัด มีความประพฤติขัดเกลา ส่วนพระสมณโคดมประพฤติมักมาก ย่อมคิดเพื่อความมักมาก"

ส่วนพวกที่มีศรัทธา เลื่อมใส เป็นผู้ฉลาด มีปัญญา ย่อมเพ่งโทษ ติเตียน
โพนทะนาว่า ไฉนพระเทวทัตจึงได้พยายามเพื่อทำลายสงฆ์ เพื่อทำลายจักร

ภิกษุทั้งหลายได้ยินพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็นผู้มักน้อยต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระเทวทัตจึงได้พยายามเพื่อทำลายสงฆ์ เพื่อทำลายจักร แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค

-----------------

พระผู้มีพระภาค ทรงสอบถามว่า "ดูกรเทวทัต ข่าวว่า เธอพยายาม
เพื่อทำลายสงฆ์ เพื่อทำลายจักร จริงหรือ"

พระเทวทัตทูลรับว่า "จริง พระพุทธเจ้าข้า"

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "อย่าเลย เทวทัต เธออย่าชอบใจการทำลายสงฆ์
เพราะการทำลายสงฆ์มีโทษหนักนัก ผู้ใดทำลายสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันย่อมประสพโทษตั้งกัป ย่อมไหม้ในนรกตลอดกัป ส่วนผู้ใดสมานสงฆ์ผู้แตกกันแล้วให้พร้อม
เพรียงกัน ย่อมประสพบุญอันประเสริฐ ย่อมบรรเทิงในสวรรค์ตลอดกัป อย่า
เลย เทวทัต เธออย่าชอบใจการทำลายสงฆ์เลย เพราะการทำลายสงฆ์มีโทษ
หนักนัก"

ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า ท่านพระอานนท์นุ่งอันตรวาสก ถือบาตรจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังกรุงราชคฤห์ พระเทวทัตได้พบท่านพระอานนท์กำลังเที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ จึงเข้าไปหาท่านพระอานนท์ แล้วได้กล่าวว่า

ท่านอานนท์ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผมจักทำอุโบสถ จักทำสังฆกรรม แยกจากพระผู้มีพระภาค แยกจากภิกษุสงฆ์"

ครั้นท่านพระอานนท์เที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์แล้ว เวลาปัจฉาภัตร กลับจากบิณฑบาตเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคม นั่ง ณที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เมื่อนั่งเรียบร้อยแล้วจึงกราบทูลว่า

"พระพุทธเจ้าข้า เมื่อเช้านี้ข้าพระพุทธเจ้านุ่งอันตรวาสก ถือบาตร และจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังกรุงราชคฤห์ พระเทวทัตพบข้าพระพุทธเจ้ากำลังเที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ แล้วเข้ามาหาข้าพระพุทธเจ้า ครั้นแล้วกล่าวว่า ท่านอานนท์ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผมจักทำอุโบสถ จักทำสังฆกรรม แยกจากพระผู้มีพระภาค แยกจากภิกษุสงฆ์ วันนี้พระเทวทัตจักทำลายสงฆ์ พระพุทธเจ้าข้า"

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเรื่องนั้นแล้ว ทรงเปล่งอุทานในเวลา
นั้นว่าดังนี้

"ความดี คนดีทำง่าย ความดี คนชั่วทำยาก ความชั่ว คนชั่วทำง่าย แต่อารยชน ทำความชั่วได้ยาก"


ที่มา เว็บ84000.org

--------------------

ใหม่เมืองเอก สรุปท้ายบทความ

กล่าวคือ คำทูลขอต่อพระพุทธเจ้าของพระเทวทัตนั้น หากภิกษุรูปไหนอยากจะปฏิบัติตาม ก็ไม่ได้นับว่าผิดแต่อย่างใด ใครใคร่ปฏิบัติก็ตามสบาย

แต่สิ่งที่จะผิดก็คือ เมื่อปฏิบัติตามข้อวัตรที่พระเทวทัตทูลขอพระพุทธเจ้าแล้ว อย่าได้อวดอ้างว่า เราทำดีกว่า เรามักน้อยกว่า เราสันโดษกว่าภิกษุรูปอื่น ๆ แล้วนำข้อวัตรเหล่านี้เพื่อไปติเตียนภิกษุรูปอื่น ๆ ที่ไม่ได้ปฏิบัติตามอย่างนี้ ว่าท่านผิด ว่าท่านมักมาก ว่าท่านไม่สันโดษ

อย่างเช่น การไม่ฉันเนื้อสัตว์ พระรูปใดปราถนาจะไม่ฉันเนื้อสัตว์ พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ทรงห้าม เพียงแต่อย่าได้นำมากำหนดเป็นข้อห้ามพระรูปอื่น ๆ ว่าต้องทำตามเท่านั้นครับ


คลิกอ่าน ทั้งพระเทวทัตและพระบิดาถูกธรณีสูบลงอเวจีทั้งคู่


วันจันทร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2556

ทั้งพระเทวทัตและพระบิดาถูกธรณีสูบลงอเวจีทั้งคู่






พระเทวทัต

พระเทวทัตในสมัยพระพุทธกาลเป็นพี่ชายของพระยางยโสธรา หรือพระนางพิมาซึ่งเป็นพระมเหสีของเจ้าชายสิทธัตถะ และเป็นลูกของลุงของพระพุทธเจ้า พระเทวทัตนั้นตามจองล้างพระพุทธเจ้ามานานหลายชาติ

ในอดีตชาตินานมาแล้ว ซึ่งถือเป็นอดีตชาติแรกที่เป็นจุดเริ่มต้นที่ก่อให้เกิดความอาฆาตของพระเทวทัตที่มีต่อพระพุทธเจ้า นั่นก็คือ ชาติที่พระเทวทัตเป็นพ่อค้าวานิช มีจิตละโมบทุจริตและในชาตินั้น พระพุทธองค์ได้เสวยพระชาติเป็นพ่อค้าวานิชด้วยเช่นกันแต่เป็นฝ่ายสุจริต

วันหนึ่งหญิงชราซึ่งเป็นผู้ดีตกยากมีถาดทองคำของต้นตระกูลเหลืออยู่ จึงนำออกมาขาย อดีตชาติของพระเทวทัตได้เกิดเป็นพ่อค้าชื่อ เสรีวะ ได้เห็นเช่นนั้นจึงลวงด้วยเล่ห์ต่อหญิงชรานั้นว่า ถาดนั้นมิใช่ทองคำแท้เป็นทองปลอม จึงเสนอขอซื้อราคาถูกแต่หญิงชรานั้นรู้ดีว่าถาดที่แกนำออกมาขายนั้นทำด้วยทองคำแท้จึงมิยอมขายให้

พ่อค้าเสรีวะผู้ทุจริต จึงแกล้งทำเป็นไม่สนใจที่จะซื้อ แล้วเดินทางออกไป แต่คิดว่าเดี๋ยวจะแวะกลับมาใหม่ เพราะเชื่อว่า หญิงชราผู้นี้จนมาก ๆ แถมมีหลานสาวที่กำลังหิวโหย ยังไง ๆ ก็ต้องยอมขายถาดทองให้แก่ตนอย่างแน่นอน

ในช่วงเวลาใกล้กันนั้น พระพุทธองค์ซึ่งเสวยพระชาติเป็นพ่อค้าชื่อ เสรีวะ (ชื่อเหมือนกัน) เดินมาพบเข้า เห็นเป็นถาดทำด้วยทองคำแท้ก็ให้ราคาตามความเป็นจริง

เมื่อเสรีวะพ่อค้าผู้ทุจริตย้อนกลับมา จึงรู้ว่าถูกเสรีวะผู้สุจริต ได้ซื้อถาดทองคำแท้ตัดหน้าไปแล้ว จึงเกิดความโกรธแค้นเป็นยิ่งนัก ถ้าไม่มีเสรีวะพ่อค้าผู้สุจริตหรือพระพุทธองค์มาซื้อถาดทองคำนั้น ในมิช้าหญิงชราก็จักต้องนำถาดทองคำมาขายแก่ตนเพราะความยากจน

ด้วยเหตุนี้พระเทวทัตจึงผูกพยาบาทด้วยการกอบเม็ดทรายขึ้นมา ๑ กำมือหว่านลงกับพื้นดินประกาศว่า .. "เราจะจองล้างจองผลาญท่านต่อไปเท่าเม็ดทรายในกำมือ ๑ เม็ด เท่ากับ ๑ ชาติ" 

(ในระหว่างจองเวรกรรมนี้ต่างฝ่ายต่างก็เกิดเป็นทั้งคนและสัตว์หลายภพหลายชาติ เป็นเวลานานถึง 5 กัป ซึ่งทุกชาติเทวทัตก็ไม่หยุดอาฆาตจองเวรเลย)

พระเทวทัตได้ตามเบียดเบียนพยาบาทจองเวรกันมานับภพชาติไม่ถ้วนเรื่อยมา จนกระทั่งพระชาติสุดท้ายก่อนจะที่จะมาตรัสรู้ที่เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือได้เสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร พระเทวทัตได้มาเกิดเป็นพระพราหมณ์นามว่า “ชูชก”

จนกระทั่งมาถึงพระชาติที่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พระเทวทัตมีจิตริษยาพระพุทธเจ้านับตั้งแต่เยาว์วัย

ต่อมาเมื่อพระพุทธเจ้าทรงบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ เจ้าชายเทวทัตได้ออกบวชด้วยเช่นกัน เมื่อบวชแล้วได้โลกีย์ญาณ มีความชำนาญในอภิญญา สามารถนิรมิตกายเหาะเหินเดินอากาศได้ จึงเกิดความกำเริบใจเพราะอกุศลกรรมเข้าสนับสนุน ใช้ฤทธิ์แปลงกายเป็นพระศาสดา กล่าวให้ร้ายในพรหมจรรย์ของพระพุทธองค์ว่า ยังอนุญาตให้สงฆ์สาวกฉันเนื้อสัตว์ที่ถูกนำมาถวายเป็นพระกระยาหาร

แล้วพระเทวทัตก็เริ่มต้นสร้างความเลื่อมใสด้วยการฉันมังสวิรัติ เพื่อชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่พระพุทธองค์ยินยอมให้พุทธสาวกปฏิบัตินั้นคือความเสื่อม

มิเพียงเท่านั้น เทวทัตยังลวงเจ้าชายอชาติศัตรูให้กบฏต่อพระราชบิดาแล้วตั้งตัวเองเป็นพระราชา พระเจ้าอชาติศัตรูนั้นเคยเลื่อมใสพระพุทธองค์ แต่เมื่อถูกพระเทวทัตลวงก็ตัดอุปนิสัยแห่งมรรคผลเบื้องต้นเสีย ทำตัวเองไปสู่ความพินาศอย่างใหญ่หลวงถึงขั้นทำกรรมหนักปลงพระชนม์พระราชบิดา และพระเทวทัตได้ยุยงให้พระเจ้าอชาติศัตรูมอมเหล้าช้าง “นาฬาคีรี” จนมึนเมาดุร้ายแล้วปล่อยออกไปทำร้ายพระพุทธองค์

พระเทวทัตกระทำการถึงขั้นที่เสนอให้พระพุทธเจ้าลาออกจากตำแหน่งพระศาสดาแล้วให้พระเทวทัตเป็นพระศาสดาแทน

ต่อมาพระเทวทัตเองก็คิดปลงพระชนม์พระพุทธองค์แล้วจะตั้งตนเป็นพระศาสดาเสียเอง คือส่งนายขมังธนูเพื่อปลงพระชนม์พระพุทธองค์ ตลอดจนกระทั่งยุยงหมู่พระสงฆ์ให้เห็นความมัวหมองในพรหมจรรย์ของพระพุทธองค์

ขณะเดียวกันพระเทวทัตได้หันมาฉันมังสวิรัติ เป็นเพื่อการโอ้อวดพรหมจรรย์ที่สูงกว่า เสนอพระวินัยอย่างเคร่งครัด เช่น กินมังสวิรัติตลอดชีวิต อยู่ป่าตลอดชีวิต แก่พระพุทธเจ้าเพื่อให้ทรงบัญญัติ แต่พระพุทธเจ้าทรงมิได้ทำตามที่พระเทวทัตเสนอ

แม้ภายหลังพระเทวทัตจะได้สำนึกผิด และเดินทางไปขอขมาพระพุทธเจ้า แต่ทว่าด้วยกรรมที่ท่านสร้างไว้นั้นหนักมาก จนแผ่นดินที่รองรับอยู่นั้นทนมิได้ แยกตัวออก และสูบเอาพระเทวทัตตกสู่ขุมนรกอเวจี ณ ริมสระโบกขรณีหน้าวัดพระเชตวันมหาวิหาร ต้องเสวยอกุศลวิบากอีกนานเท่านาน จนแทบจะนับกาลเวลาไม่ได้




ตามคัมภีร์อรรถกถากล่าวว่า สถานที่พระเทวทัตถูกธรณีสูบอยู่ริมสระน้ำหน้าวัดเชตวันมหาวิหาร ในปัจจุบันบริเวณหน้าวัดเชตวันยังคงมีพื้นที่ว่างแปลงหนึ่งอยู่กลางนา ไม่มีชาวบ้านคนไหนกล้าไปปรับพื้นที่ทำนา เนื่องจากเล่าสืบต่อกันมาว่าเป็นสถานที่พระเทวทัตถูกธรณีสูบ


------------------------------

พระเจ้าสุปปพุทธะ

พระเจ้าสุปปพุทธะเป็นกษัตริย์โกลิยะวงศ์เป็นพระราชบิดาของพระเทวทัต เมื่อทราบว่า พระเทวทัตถูกธรณีสูบลงมหาอเวจีนรกก็มิสำนึกในบาปบุญคุณโทษ กลับมีจิตอาฆาตพยาบาทพระพุทธองค์มากขึ้น เพราะนอกจากจะทำให้พระเทวทัตต้องธรณีสูบ พระพุทธองค์ยังทำให้เจ้าหญิงยโสธราธิดาของพระเจ้าสุปปพุทธะเป็นม่าย

พระเจ้าสุปปพุทธะจึงกลั่นแกล้งพระพุทธองค์ด้วยการเกณฑ์อำมาตย์ข้าราชบริพารไปนั่งเสพเมรัยขวางทางที่พระพุทธองค์จะออกบิณฑบาตโปรดเวไนยสัตว์ ซึ่งทางนั้นมีเพียงทางเดียวเท่านั้นที่พระพุทธองค์จะทรงเสด็จดำเนินไปได้

เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดำเนินผ่านไม่ได้ เพราะพระเจ้าสุปปพุทธะกับบริวารขวางอยู่ ทำให้วันนั้นพระพุทธองค์ทรงอดพระกระยาหาร ๑ วัน พระอานนท์จึงทูลถามอยากจะทราบโทษของพระเจ้าสุปปพุทธะ

พระพุทธองค์จึงทรงได้มีพุทธฎีกาตรัสว่า “อานันทะดูก่อนอานนท์ หลังจากนี้ไปนับได้ ๗ วัน พระเจ้าสุปปพุทธะจะลงอเวจีตามเทวทัตไป”

เมื่อบริวารของพระเจ้าสุปปพุทธะนำเรื่องที่พุทธฎีกากลับไปถวายรายงาน พระเจ้าสุปปพุทธะก็มีจิตต้องการให้พุทธฎีกาของพระพุทธองค์มิเป็นความจริง จึงขึ้นประทับ ณ ปราสาท ๗ ชั้น แต่ละชั้นมีนายทวารป้องกันแข็งขัน แล้วทรงตรัสกับนายทวารที่มีร่างกายกำยำนั้นว่า “ในระหว่าง ๗ วันนี้ ถ้าฉันลงมาละก็ พวกเธอจงขัดขวางเราเอาไว้จะไม่มีใครต้องโทษ” โดยประกาศต่ออำมาตย์ ข้าราชบริพาร และพระบรมวงศานุวงศ์ไว้ดังนั้น เพื่อมิให้นายทวารทั้งหลายต้องโทษ

จนกระทั่งถึงวันที่ ๗ วันนั้นปรากฏว่า ม้าแก้ว ซึ่งเป็นม้าทรงศึกที่พระเจ้าสุปปพุทธะโปรดปราน อาละวาดกระทืบโรง ร้องเสียงดังมาก พระเจ้าสุปปพุทธะเกิดเป็นห่วงม้า ด้วยอาการขาดสติจึงทรงลงจากปราสาทชั้น ๗ แต่ปรากฏว่านายทวารมิได้ขัดขวาง ด้วยคิดว่าเลยครบกำหนด ๗ วันแล้ว

พอพระเจ้าสุปปพุทธะย่างพระบาทเหยียบแผ่นดิน ก็ถูกพระธรณีสูบหายไปสู่มหานรกอเวจี ตรงตามพุทธฎีกาที่ตรัสไว้แก่พระอานนท์


ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.kanlayanatam.com/sara/sara60.htm


คลิกอ่าน แผนให้ร้ายพระพุทธเจ้า ทำสงฆ์แตกแยกของพระเทวทัต


วันศุกร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2556

ที่มารูป ในหลวงขับรถโตโยต้าโซลูน่า








หลายคนคงเคยเห็นรูปนี้ แล้วคงสงสัยว่า รูปนี้มีที่มาอย่างไร ทำไมในหลวงถึงขับรถโตโยต้าราคาถูก ๆ อย่างโซลูน่า

ก่อนอื่นผมขอให้สังเกตรูปว่า เลขทะเบียนรถ เป็นเลขทะเบียนปกติ (*สังเกตเลขทะเบียนหมวดอักษร ด.) ซึ่งหมายถึง ไม่ใช่รถหลวงที่ใช้ในกิจการของพระราชสำนัก ซึ่งจะใช้ เลขทะเบียน ร.ย.ล. นำหน้า

ร.ย.ล. หมายถึง ราชยานยนต์หลวง (สำหรับในหลวง พระราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์)
ร.ย.ล. หมายถึง รถยนต์หลวง สำหรับใช้ในราชการกิจการของพระราชสำนัก

รถที่เป็นของหลวงของแผ่นดินที่ใช้ในกิจการพระราชวัง ไม่ว่าจะรถกระบะ รถบรรทุก รถตู้ หรือรถอะไรก็ตามแต่ หากเป็นรถที่มาจากเงินหลวง จะต้องใช้เลขทะเบียน ร.ย.ล. หรือเลขทะเบียน ดส.xxxx นำหน้า (ดส.ย่อมาจากพระราชวังดุสิต)

อย่างเช่นรถที่ใช้เป็นราชพาหนะของในหลวงและพระบรมวงศานุวงศ์ หากเป็นรถหลวง ก็จะใช้ ร.ย.ล.ทุกคัน ซึ่งหมายถึง ไม่ใช่รถส่วนพระองค์ เพราะเป็นของหลวง เป็นสมบัติแผ่นดิน

แต่รถโตโยต้าโซลูน่าคันที่ในหลวงทรงขับในรูปนั้น ใช้เลขทะเบียนปกติ ก็เพราะเป็นรถส่วนพระองค์ของในหลวง ที่ในหลวงทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อมาครับ

หากเราช่างสังเกต เราจะเห็นว่า มีหลายครั้งที่ในหลวงทรงเสด็จด้วยพระราชพาหนะที่ใช้เลขทะเบียนปกติ แต่จะใช้หมวดอักษร. นำ นั่นหมายถึง เป็นรถที่มีใช้เงินส่วนพระองค์จัดซื้อมาเอง หรือคนทูลเกล้าถวายให้ในหลวงเป็นการส่วนพระองค์ เป็นต้น

ส่วนเลขทะเบียน ร.ย.ล. 1 ในปัจจุบัน เป็นราชพาหนะ ยี่ห้อMaybach (มายบัค) โดยได้จัดซื้อมาใช้แทนรถยนต์พระที่นั่ง โรลส์-รอยซ์ แฟนทอม ซิกซ์ (VI) ที่ใช้เป็นรถยนต์พระที่นั่งทรงมานานกว่า 30 ปี



ร.ย.ล.1 เป็นราชพาหนะประจำตำแหน่งพระมหากษัตริย์ หรือรถประจำตำแหน่งองค์พระประมุขของชาติ ซึ่งไม่ใช่รถส่วนพระองค์ของในหลวง ครับ



----------------------

ทำไมในหลวงซื้อรถโตโยต้าโซลูน่า ?

เรื่องราวนี้นำมาจาก สารสภาวิศวกรรม ฉบับเดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม 2550

เป็นเรื่องเล่าโดย คุณนินนาท ไชยธีรภิญโญ รองประธานกรรมการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด คุณนินนาท ได้เล่าว่า

ในหลวงเคยทรงรับสั่งถึงแนวพระราชดำริอยากให้บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ประเทศไทย น่าจะลองผลิตรถยนต์ที่ประหยัดน้ำมัน ราคาไม่แพง แถมลุยน้ำท่วมได้ดี

ทำให้บริษัท เลยนำแนวพระราชดำรินี้ไปออกแบบรถโตโยต้าโซลูน่า เครื่องยนต์ 1,500 ซีซี ซึ่งมีคนไทยร่วมกันออกแบบ ทำให้โตโยต้าโซลูน่า สามารถลุยน้ำท่วมได้สูงถึง 50 ซม.

คุณนินนาท เล่าต่ออีกว่า สิ่งหนึ่งที่สร้างความประทับใจให้แก่ตนเองและพนักงานโตโยต้าทุกคน คือ เมื่อกลางปี พ.ศ. 2540 ที่ประเทศไทยประภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ

ในวันที่ 5 พ.ย.2540 มีข่าวในหน้า นสพ.ว่า ทางโตโยต้าจะปิดโรงงานลอยแพ พนักงาน 5,500 คน ซึ่งกระทบภาพลักษณ์บริษัท ขวัญและกำลังใจของพนักงานอย่างยิ่ง

ในบ่ายวันเดียวกันนั้น ทางบริษัทฯ ได้จัดแถลงข่าว เพื่อแก้ข่าวที่เกิดขึ้น โดยยืนยันว่า บริษัทไม่เคยคิดปิดโรงงานและเลิกจ้างพนักงาน

ต่อมามีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงห่วงใยพนักงานโตโยต้า

ในเช้าวันที่ 6 พ.ย. 2540 เลขานุการส่วนพระองค์ได้โทรศัพท์ถึง คุณนินนาท และแจ้งว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชประสงค์ สั่งซื้อ รถโตโยต้าโซลูน่า 1 คัน โดยให้พนักงานใช้มือทำก็ได้

ไม่ต้องใช้เครื่องจักร ไม่ต้องรีบ พนักงานคนไทยจะได้มีงานทำนานๆ

*****

ประโยคนี้สร้างความปลื้มปิติยินดีแก่พนักงานโตโยต้าเป็นอย่างมาก

เมื่อนำรถคันดังกล่าวไปถวายพระองค์ในเดือน ธ.ค.2540 พระองค์ทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ เป็นเช็คเงินสด 600,000 บาท โดยทรงพระราชทานแนวพระราชดำริว่า ให้โตโยต้าไปตั้งโรงสีข้าวเพื่อช่วยเหลือชาวนา 

โตโยต้าจึงนำเงิน 600,000 บาทไปตั้งโรงสีข้าวรัชมงคล โดยในหลวงจึงทรงถือหุ้นโรงสีรัชมงคล 12 % จากทุนจะทะเบียนทั้งหมด 5 ล้านบาท

ใน 10 ปีแรกของการดำเนินการโรงสียังขาดทุน แต่พอเริ่มปีที่ 11 โรงสีก็เริ่มมีกำไร โดยปัจจุบัน มีกำไรปีละประมาณ 2-3 ล้านบาทต่อปี ทั้ง ๆ ที่ โรงสีรัชมงคลรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาในราคาสูงกว่าราคาตลาด 10 % แต่จะขายข้าวสารถูกกว่าท้องตลาดประมาณ 20 % แต่ก็ยังพอมีกำไร

โตโยต้ามีการบริหารจัดการที่ดี ควรตั้งโรงสีข้าวตัวอย่าง เมื่อสีข้าวได้แล้วขายในราคาสวัสดิการให้แก่พนักงาน และขายผลพลอยได้ เช่น แกลบ รำ ให้แก่เกษตรกรชุมชนที่เลี้ยงหมู และเป็นที่มาของ บริษัท ข้าวรัชมงคล จำกัด ซึ่งสามารถหาซื้อข้าวรัชมงคล ได้ที่ตัวแทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ

 เรื่องดังกล่าวนี้เป็นเรื่องที่พนักงานโตโยต้าทุกคนปลื้มปิติในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านเป็นอันมาก /ทรงพระเจริญ ยิ่งยืนนาน

----------------

โตโยต้าได้กำลังใจ ในหลวงได้ช่วยชาวนา

สุดยอด !!




คลิกที่รูปเพื่อขยาย และกดF11 ขยายแบบเต็มจอ


คลิกอ่าน Look The king never smiles