วันเสาร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2556

ปตท.ขายน้ำมันดีถูกให้ต่างชาติ ขายน้ำมันห่วยแพงให้คนไทย






บทความข่าวนี้ดี อ่านแล้วมองภาพชัดเจนถึง ความชั่วของปตท. และกระทรวงพลังงาน !!

อาจจะยาวสักนิด แต่เข้าใจง่ายครับ


-----------------


'ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี' เปิดเอกสารแฉ ปตท.-ก.พลังงาน โกหกทุกเรื่อง ! ของดีขายต่างชาติราคาถูก น้ำมันเลวขายไทยแพง


กรณีความฉ้อฉลของบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่อย่าง บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ที่นอกจากจะกินรวบทรัพยากรพลังงานที่เป็นของคนไทยทั้งประเทศแล้ว ยังสร้างความร่ำรวย บนคราบน้ำตา ปั่นราคา ฟันกำไร ทำร้ายประชาชนตาดำๆ กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในโลก โซเชียลเน็ตเวิร์ก ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านอย่างหนัก

กระทั่งมีการวมกลุ่มเพื่อช่วยกันแฉข้อมูล และทวงคืน ปตท.อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มทวงคืนพลังงานไทย กลุ่มทวงคืน ปตท. กลุ่มรณรงค์ต่อต้านการผูกขาด และทวงคืนสมบัติชาติ (ปตท.) หรือกลุ่ม Thai Energy Get Back

ปฏิเสธไม่ได้ว่าจุดเริ่มที่ทำให้แรงกระเพื่อมจนกลายเป็นกระแสทวงคืน ปตท.ดังกล่าวนั้น เกิดจากบรรดานักวิชาการที่ร่วมกันออกมาแฉข้อเท้จจริงและเบื้องหน้าเบื้อง ทำให้ประชาชนเริ่มรู้ตัวว่ากำลังถูก 'ปล้นกลางแดด'

ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ 'มล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี' เลขานุการอนุกรรมาธิการเสริมสร้างธรรมาภิบาลด้านพลังงาน วุฒิสภา และนักวิชาการอิสระ ที่เดินหน้าเปิดเอกสาร ดับเครื่องชนกับ ปตท. รวมถึงกระทรวงพลังงานที่ทำตัวเป็นองครักษ์พิทักษ์ ปตท.ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา


มล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี

และครั้งนี้ 'มล.กรกสิวัฒน์' ได้ออกมาลากไส้ ปตท. และกระทรวงพลังงานอีกครั้ง เพื่อตอบคำถามว่า ไทยมีแหล่งพลังงานมหาศาลจริงหรือไม่ ทำไมคนไทยจึงใช้น้ำมันแพง และผลประโยชน์เหล่านี้ตกอยู่ที่ใคร ?

ตอนนี้กระแสที่แรงมากในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กคือทำไมราคาก๊าซและน้ำมันของประเทศไทย ถึงแพงกว่าต่างประเทศมาก ทั้งๆ ที่เราสามารถขุดก๊าซและน้ำมันจากอ่าวไทยได้

ตอนนี้มีคำถามกันมากว่าราคาน้ำมันและราคาก๊าซในประเทศไทยแพงเกินไปไหม แพง เกินจริงหรือเปล่า ? เราควรจะกลับไปดูข้อมูลเบื้องต้นก่อนว่าประเทศไทยมีน้ำมันดิบ มี ก๊าซธรรมชาติ จริงหรือไม่ ? โดยเฉพาะน้ำมันดิบคนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้ว่า เรามี!!

ส่วนกระทรวงพลังงานก็พยายามปฏิเสธ บอกว่าไม่มี !!

แต่พอมีคนเอาข้อมูลออกมาเปิดเผย กระทรวงก็จำยอมต้องกับความจริงแต่ยังเม้มว่า มีแต่..น้อย ซึ่งในที่สุดเพิ่งยอมรับว่ามีพอสมควร

แต่....ยังไม่พอใช้ คือคำพูดของกระทรวงพลังงานเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามความรู้ของคนในสังคม เมื่อเรารู้มากขึ้นเขาก็ยอมรับมากขึ้นว่ามีประเทศไทยมีน้ำมันจริง ก็คงมีอะไรอยู่เบื้องหน้าเบื้องหลังความ พยายามที่ไม่อยากให้คนไทยรับทราบเรื่องทรัพย์ของแผ่นดินชิ้นนี้ น่าคิดนะว่าประชาชนไทยเป็นเจ้าของบ่อน้ำมันและบ่อก๊าซที่แท้จริงแต่คนไทยกลับจนลง เพราะต้องใช้น้ำมันในราคานำเข้าซึ่งแพงมาก ส่วนคนที่ร่ำรวยกลับเป็นบริษัทน้ำมัน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ก็พูดอยู่เสมอว่า ใครบอกว่าไทยผลิตน้ำมันดิบได้ 1 ล้านบาร์เรลต่อวันนั้น มันไม่จริง...

คงต้องบอกอย่างนี้ครับ จากข้อมูลกระทรวงพลังงานเองชี้ชัดว่าเราสามารถขุดเจาะปิโตรเลียมรวมได้วันละ 1 ล้านบาร์เรลจริงครับ ซึ่งใน 1 ล้านบาร์เรลมาจากก๊าซธรรมชาติประมาณ 7 แสนบาร์เรล จริงๆ หน่วยของก๊าซเป็นลูกบาศก์ฟุตแต่ขอแปลงเป็นบาร์เรลเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น เป็นน้ำมันดิบประมาณ 1.5-1.6 แสนบาร์เรล และที่เหลือเป็นก๊าซโซลีนธรรมชาติ และคอนเดนเสท (ก๊าซธรรมชาติเหลว โดยเมื่ออยู่ใต้ดินจะมีสถานะเป็นก๊าซ แต่เมื่ออยู่บนดินจะเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว) ซึ่ง 2 ตัวนี้สำคัญมาก แต่คนไทยไม่รู้จัก

กระทรวงพลังงานไม่เคยบอก รมว.พลังงานก็ไม่พูดถึง ซึ่ง 2 ตัวนี้ถ้าพูดภาษาชาวบ้านผมเรียกว่าหัวกะทิน้ำมันดิบ เนื่องจากราคาแพงกว่าน้ำมันดิบมากเพราะมีคุณภาพ ใกล้เคียงกับเบนซินที่สุด

ดังนั้นในอเมริกาจึงเรียกก๊าซตัวนี้ว่า ก๊าซโซลีนธรรมชาติ(Natural Gasoline) เพราะคำว่าก๊าซโซลีนนั้นในประเทศสหรัฐฯ คือน้ำมันเบนซิน ดังนั้นก๊าซโซลีนธรรมชาติจึงเหมือนเบนซินที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และมันมักจะอยู่ในหลุมก๊าซ เวลาขุดก๊าซเขาบอกว่าหลุมก๊าซไม่มีน้ำมันดิบนั้นถูกต้อง แต่มันมีก๊าซโซลีนธรรมชาติและคอนเดนเสท พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือหัวกะทิน้ำมันดิบนั่นเอง

ก๊าซโซลีนธรรมชาติกับคอนเดนเสท เขาเอาไปทำอะไร?

สามารถนำไปผสมกับน้ำมันดิบและกลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูปได้เลยครับ แต่ไม่ได้ เรียกว่าน้ำมันดิบเท่านั้นเองเพราะมันมีองค์ประกอบใกล้เคียงกับเบนซิน โดยสิ่งที่จะได้จาก การกลั่นก๊าซโซลีนธรรมชาติและคอนเดนเสทคือ เบนซิน ดีเซล และก๊าซหุงต้ม ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่แพงทั้งหมดเลย น้ำมันเตาแทบจะไม่มี ดังนั้นที่ราคาน้ำมันดิบมันถูกก็เพราะมันมีน้ำมันเตาปนอยู่เยอะ แปลว่าประเทศไทยมีของดี ของแพง แต่คนไทยอย่าหวังจะได้แอ้ม

นอกจากปริมาณก๊าซโซลีนธรรมชาติและคอนเดนเสทที่เขาไม่พยายามบอกเราแล้ว เขาก็จะยังมักจะไม่นับรวมแหล่งจีดีเอไทย-มาเลเซียด้วย ซึ่งแหล่งนี้ขุดเจาะได้ประมาณ 3 แสนบาร์เรลต่อปี เป็นของไทยครึ่งหนึ่งคือ 1.5 แสนบาร์เรลต่อปี แต่ผมเอามารวมด้วยเพราะเป็นทรัพยากรของประชาชน จึงกลายเป็นที่มาของปริมาณปิโตรเลียม 1 ล้านบาร์เรลต่อวันที่ขุดได้จากแผ่นดินไทย เพราะฉะนั้นเวลากระทรวงพลังงานหรือปตท.พูดกับเรา ตัวเลขจึงขาดหายไปมากเนื่องจากตัดออกไปหลายอย่าง

กระทรวงพลังงานระบุว่าแหล่งน้ำมันของไทยมีขนาดเล็ก ขุดเจาะยาก ทำให้ปริมาณน้ำมันในไทยมีน้อย ?

ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงต้องแปลว่าเราต้องมีแหล่งน้ำมันเล็กๆ ที่ว่าอยู่เป็นจำนวนมากมาย เพราะปัจจุบันเราขุดเจาะปริมาณปิโตรเลียมมากกว่าพม่า และบรูไน 3 เท่า แต่รัฐบาลไทยได้ส่วนแบ่งจากปิโตรเลียมน้อยที่สุดในอาเซียนด้วยเหตุผลว่าแหล่งน้ำมันของเราเป็นกระเปาะ เล็ก

ผมก็เคยเรียนทางกระทรวงว่า แปลว่ากระเปาะเล็กของเราต้องมีหลายพันกระเปาะนะมันถึงได้ปริมาณน้ำมันและก๊าซธรรมชาติได้มากถึง 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ที่สำคัญด้วยเทคนิคการการขุดเจาะแบบหลุมแคบ ที่พัฒนาโดยยูโนแคล ทำให้ต้นทุนการขุดเจาะต่ำลงมากเหลือ เพียง 22 ล้านบาทต่อหลุมเท่านั้น(จากเอกสาร Slimhole development in the gulf of Thailand: Society of Petroleum Engineer)

โดยในปี 2542 ประเทศไทยทำสถิติการขุดเจาะปิโตรเลียมได้เร็วที่สุดในโลกที่แหล่งฟูนานในอัตรา 5,145 ฟุตต่อวัน(เอกสารย้อนรอยปิโตรเลียมของบริษัทเชฟรอน) และจากรายงานผู้ถือหุ้นปี 2553-2554 ของบริษัทเฮส (Hess)ระบุเรื่องต้นทุนการขุดเจาะในเมืองไทยอยู่ที่ประมาณ 8-10 เหรียญต่อบาร์เรล หรือ 1.60-1.88 บาทต่อลิตรเท่านั้น สรุปว่าขุดน้ำมันเมืองไทยสัมปทานถูก ขุดง่าย ขุดไว และต้นทุน ต่ำ แต่คนไทยใช้น้ำมันแพงที่สุดในอาเซียน

แล้วพลังงาน 1 ล้านบาร์เรลต่อวันนี่พอใช้ภายในประเทศไทยไหม ?

ทางราชการบอกว่าพลังงานที่ได้ภายในประเทศไม่พอใช้ แต่สิ่งที่พบคือตัวเลขของกระทรวงพาณิชย์และกรมศุลกากรระบุว่าเราส่งออกน้ำมันดิบทุกปี ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกใจ นะ ครับ เราบอกเราไม่พอใช้ แต่เรากลับส่งออกไปยังต่างประเทศ ซึ่ง 4 ประเทศหลักที่นำเข้าน้ำมันดิบจากไทย อันดับ 1อเมริกา , อันดับ 2 จีน , อันดับ 3 เกาหลีใต้ และอันดับ 4 สิงคโปร์ 

โดยปี 2555 ที่ผ่านมามีมูลค่ามากถึง 51,000 ล้านบาท ซึ่งตอนแรกกระทรวงพลังงานก็อ้างว่าน้ำมันที่ส่งออกไปเป็นน้ำมันที่คุณภาพไม่ดี แต่อย่าลืมว่าประเทศที่ไทยส่งน้ำมันดิบไปขายล้วน แต่เป็นประเทศที่เจริญแล้ว ร่ำรวย และมีมาตรฐานในด้านคุณภาพชีวิตสูงกว่าไทย โดยเฉพาะสหรัฐฯ

ผมก็ขอถามทั้งกระทรวงพลังงานและ ปตท.ว่า ถ้าน้ำมันไทยคุณภาพไม่ดี อเมริกาก็คงไม่ใช้ เพราะเขามีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมสูงมาก คุณภาพน้ำมันที่เขาใช้ก็สูงมาก ดังนั้นการอ้างว่าน้ำมันไทยคุณภาพไม่ดี ผมคิดว่าเป็นเหตุผลที่ขัดแย้งกับความเป็นจริง

เขาบอกว่าน้ำมันของไทยมีสารปรอทอยู่เยอะ ผมก็บอกว่าปรอทเยอะมันมีในหลาย ประเทศ เช่น อินโดนีเซีย เยอรมนี ปรอทในน้ำมันก็เยอะ เขาก็ส่งออกได้ เพราะแค่เอาปรอทออกจากน้ำมันไม่ใช่เทคโนโลยีที่ยาก ซึ่งตอนหลังกระทรวงก็เริ่มจนมุม ท่านก็เลยแก้ตัวว่า น้ำมันไม่เหมาะสมกับโรงกลั่นไทย

ผมก็เลยตั้งคำถามต่อว่าที่ผ่านมาเราส่งน้ำมันดิบไปอเมริกา ไปจีน เกาหลี สิงคโปร์ เขาก็เอาน้ำมันดิบไปกลั่นต่อแสดงว่าน้ำมันที่ขุดจากประเทศ ไทยนี่เหมาะกับโรงกลั่นของทุกประเทศเลย แต่ไม่เหมาะกับโรงกลั่นในประเทศไทย สิงคโปร์เขาก็กลั่นน้ำมันส่งออกทั่วโลก แต่เมืองไทยบอกกลั่นไม่ได้ ?

ผมคิดว่าถ้าทรัพยากรตรงนี้ถูกขุดขึ้นมาเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง และมีการวางนโยบายพลังงานแบบเศรษฐกิจพอเพียง เรามีอะไรเราใช้อย่างนั้นไม่ต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศมากมายอย่างในปัจจุบัน ผมเชื่อว่าก็จะมีคนขอมาตั้งโรงกลั่นน้ำมันชนิดนี้ได้อยู่ดีเพราะมันเป็นของดี

มีข้อมูลออกมาว่าจริงๆ แล้วน้ำมันของไทยคุณภาพดีมาก!!

ใช่ครับ โดยเฉพาะน้ำมันในอ่าวไทย ซึ่งมาเลเซียเขาเรียกแหล่งน้ำมันตรงอ่าวไทยว่า แหล่งทาปิสซึ่งอยู่นอกชายฝั่งรัฐตรังกานูไป 200 กิโลเมตรในอ่าวไทยเป็นน้ำมันที่คุณภาพดี ที่สุดในโลกเนื่องจากมีมลภาวะต่ำ จึงแพงที่สุดในโลกด้วย แพงกว่าน้ำมันที่เรียกว่าเบรนท์ ทะเลเหนือที่อังกฤษถึง 7 เหรียญต่อบาร์เรล ซึ่งข้อมูลตรงนี้ตรวจสอบได้จากหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น บลูมเบิร์ก สถาบันปิโตรเลียมออสเตรเลีย (Australia Institute of Petroleum) ซึ่งมันก็ตรงข้ามกับที่กระทรวงพลังงานพูดทั้งหมด และเป็นเรื่องที่น่ากังขา

เขายังบอกอีกว่าน้ำมันของไทยกลั่นแล้วได้เบนซินเยอะ แต่ไทยต้องการใช้ดีเซล ขณะที่จากข้อมูลกระทรวงพาณิชย์ พบว่าในปี 2555 ประเทศไทยส่งออกน้ำมันดีเซลจำนวน กว่า 2 แสนล้านบาท ขณะที่ยอดการส่งออกน้ำมันเบนซินมีเพียง 4 หมื่นล้านบาท ในเมื่อเราส่งออกน้ำมันดีเซลมากกว่าเบนซินหลายเท่าตัว ดังนั้นคำกล่าวอ้างว่ามีเบนซินล้นเกินจึงต้องส่งออกมันไม่ใช่ แต่ท่านตั้งใจผลิตทั้งน้ำมันเบนซินและดีเซลเพื่อการส่งออกให้คนทั้งอาเซียน ที่สำคัญราคาที่ส่งออกยังถูกกว่าราคาที่ขายคนไทยถึงลิตรละ 2 บาทโดยประมาณ เพราะเป็นราคาที่ถูกควบคุมโดยกลไกการแข่งขันจากโรงกลั่นสิงคโปร์

ทั้งนี้ประเทศที่ไทยส่งออกทั้งน้ำมันดีเซลและเบนซินให้สิงคโปร์มากที่สุดเป็นอันดับ 1 มีมูลค่ากว่า 8 หมื่นล้านบาท ที่น่าสนใจอีกอย่างคือประเทศซาอุดิอาระเบียอยู่ในอันดับที่ 12 ในการนำเข้าน้ำมันดีเซลจากไทย น่าตกใจไหม ? 

วันนี้น้ำมันดิบที่ขุดในประเทศไทย ส่งออกไปอเมริกา จีน เกาหลีใต้ สิงคโปร์ แต่เรานำเข้าน้ำมันดิบเข้าจากตะวันออกกลาง กลั่นเสร็จส่งไปตะวันออกกลาง ที่สำคัญประเทศที่เราส่งน้ำมันออกไปนั้นราคาน้ำมันถูกกว่าราคาน้ำมันในบ้านเราแทบทั้งนั้น และเราก็ส่งออกในราคาที่ถูกกว่าราคาหน้าโรงกลั่นที่ขายคน ไทย เพราะกลไกกึ่งผูกขาดโรงกลั่นในประเทศที่เป็นอยู่นั่นเอง

ที่ผ่านมา ปตท.และกระทรวงพลังงาน พยายามบอกว่าราคาน้ำมันบ้านเราแพง เพราะต้นทุน การผลิตสูง?

ในเอกสารของ Society of Petroleum Engineer รวมทั้งเอกสารของเชฟรอน ก็ระบุตรงกันว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ขุดเจาะน้ำมันได้ในต้นทุนที่ต่ำ ด้วยเทคนิคที่เรียกว่า Slim Hole ซึ่งเป็นเทคนิคที่ต้นทุนต่ำ ขุดเจาะได้เร็ว สามารถเข้าถึงทุกโซนที่มีน้ำมัน และ สามารถเอาน้ำมันขึ้นมาได้มากที่สุด ซึ่งสถิติการขุดเจาะที่เร็วที่สุดในโลกเกิดขึ้นในประเทศ ไทย ในปี 2542 โดยบริษัทเชฟรอน โดยใช้เวลาขุดเจาะแค่ 46 ชั่วโมง ซึ่งยังไม่ถึง 2 วันเลย ทั้งนี้ในอดีตเมื่อ 30 ปีที่แล้ว การขุดเจาะแต่ละจุดจะใช้เวลาประมาณ 60 วัน มีค่าใช้จ่าย 5 ล้านเหรียญ หรือเท่ากับ 150 ล้านบาท แต่ปัจจุบันเทคนิคก้าวหน้าขึ้น ใช้เวลาแค่ 6 วัน เป็นค่าใช้จ่ายแค่ 20 ล้านบาท แต่กระทรวงพลังงานพูดคนละเรื่องเลย

นอกจากนั้นยังมีข้อมูลต้นทุนของบริษัทเฮส ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันของนิวยอร์ก มาขุด เจาะน้ำมันในภาคอีสานบ้านเรา ซึ่งเฮสรายงานว่า ต้นทุนการขุดเจาะน้ำมันดิบนั้นประมาณ 8-10 เหรียญต่อบาร์เรล อยากรู้ว่าต้นทุนต่อบาร์เรลเป็นกี่บาท ก็เอา 10 เหรียญคูณด้วย 30 บาท ก็เท่ากับ 300บาทต่อบาร์เรล ซึ่ง 1 บาร์เรลเท่ากับ 159ลิตร เพราะฉะนั้นต้นทุนขุดเจาะน้ำมันดิบก็ตกลิตรละ 1.88บาทเท่านั้น ซึ่งถือว่ามีต้นทุนต่ำมาก ขณะที่น้ำมันสำเร็จรูปเขามาขายเราที่ลิตรละเกือบ 50 บาท ถามว่ามันเป็นธรรมหรือไม่ ถ้าดูตัวเลขของอเมริกาซึ่งเป็นประเทศค่าครองชีพสูงมาก น้ำมันสำเร็จรูปของเขาราคาแค่ลิตรละ 25-29 บาทเท่านั้น

ปัญหาของไทยขณะนี้คือการผูกขาดด้านพลังงาน?

คือปัจจุบันเราปล่อยให้ ปตท. สามารถเข้าไปถือหุ้นในทุกโรงกลั่น เหลือเอสโซ่เพียงรายเดียวที่ ปตท.ไม่ได้เข้าไปถือหุ้น ซึ่งทำให้ไม่เกิดการแข่งขัน และการเข้าไปถือหุ้นของ ปตท.ในเกือบทุกโรงกลั่นนั้นทำให้ราคาน้ำมันที่ออกมาจากโรงกลั่นทุกแห่งนั้นเป็นราคาที่คุยกันไว้แล้ว ส่วนเอสโซ่มีกำลังการกลั่นเพียง 13% คงไม่สามารถจะต่อกรกับ ปตท.ได้อย่างแน่นอน เมื่อเป็นเช่นนี้อย่าถามหากลไกตลาดในธุกิจพลังงานไทยเพราะมันไม่มีอยู่จริง!

หลายๆ ประเทศมีกฎหมายและระเบียบที่ป้องกันไม่ให้บริษัทต่างๆ เข้าไปกอบโกยทรัพยากรด้านพลังงานอย่างไม่เป็นธรรม?

ใช่ครับ อย่างกฎหมายปิโตรเลียมของอินโดนีเซียดีกว่าเรามาก กฎหมายอินโดนีเซียระบุไว้เลยว่าน้ำมันที่บริษัทพลังงานขุดเจาะในประเทศอินโดนีเซียจะต้องมาใช้ในประเทศอินโดนีเซียให้เพียงพอเสียก่อนจึงส่งออกได้ แต่เมืองไทยใช้พอไม่พอ ขุดขึ้นมาก็ส่งออกเลย เพราะคิดว่าทรัพย์สินนี้ไม่ใช่ของประชาชน

ทั้งๆ ที่กระทรวงพลังงานอยู่ในฐานะผู้ดูแลทรัพย์สมบัติของชาติ ผมเรียกว่าผู้จัดการมรดกก็แล้วกัน ส่วนประชาชนคือเจ้าของมรดก กระทรวงพลังงานก็พยามยามบอกว่าไม่มีมรดกเหลือแต่ท่านเอามรดกไปให้คนอื่น มรดกเหล่านั้นถูกส่งออกไปไกลถึงสหรัฐอเมริกา!!

ในอินโดนีเซียนี่เมื่อบริษัทพลังงานเอาอุปกรณ์เข้ามาในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นแท่นขุดเจาะหรืออะไร อุปกรณ์เหล่านี้ตกเป็นของประเทศทันที แล้วก็ให้เอกชนเอาน้ำมันส่วนหนึ่งไปเพราะถือว่าแท่นขุดเจาะเป็นของหลวงแล้ว รัฐก็ผ่อนคืนเอกชนด้วยปริมาณปิโตรเลียมจำนวนหนึ่ง เพราะถึงจะให้สัมปทานไปแล้ว เขาก็ไม่ได้มองว่าน้ำมันเป็นของเอกชนนะ ปิโตรเลียมที่ยังไม่ได้ขุดก็ยังเป็นของรัฐ เมื่อขุดขึ้นมาแล้วก็ยังเป็น ของรัฐอยู่ จนรัฐบาลเขาเก็บค่าภาคหลวง ส่วนแบ่งกำไรและภาษีเรียบร้อย ส่วนที่เหลือจึงเป็นของเอกชน

ผิดกับประเทศไทยเอาอุปกรณ์มาตั้งก็ลดภาษีให้หมด นำเข้าฟรีหมด แต่อุปกรณ์พวกนี้เป็นของบริษัทเอกชน ใครจะเข้าไปในเขตแท่นขุดเจาะไม่ได้การตรวจสอบจากภาคประชาชนจึงทำได้ยาก

นอกจากนั้น ส่วนแบ่งผลประโยชน์จากการขุดน้ำมันของไทยที่ส่งให้กับรัฐนั้นถือว่า ต่ำที่สุดในอาเซียน 10 ประเทศ ทั้งที่เราผลิตได้เป็นอันดับ 3 ของอาเซียน ผลิตได้มากได้เป็น 3 เท่าของประเทศพม่า ผลิตได้ 3 เท่าของบรูไนทั้งก๊าซและน้ำมันดิบ แต่เราได้ผลประโยชน์ต่ำ กว่าทั้ง 2 ประเทศ

เหมือนกับเรามีต้นมะม่วงที่บ้าน แต่เราไม่มีบันไดที่จะปีนขึ้นไปเก็บ เราก็อนุญาตให้คนที่มีบันไดปีนขึ้นไปเก็บ อย่างพม่ามีมะม่วง 100 ลูก คนมาช่วยเก็บได้ส่วนแบ่งไปยังไม่ถึง 20 ลูกเลย ผลประโยชนส่วนใหญ่จึงตกกับประเทศเพราะเขาเป็นเจ้าของทรัพยากรอันมีค่า แต่ประเทศไทยให้คนอื่นมาเก็บไปเกือบหมดต้น แล้วเราไม่พอกินจึงต้องไปซื้อมาเพิ่ม

จุดหนึ่งที่เป็นช่องให้คนอื่นมาล้วงทรัพยากรของเราก็คือผู้ที่เกี่ยวข้องปล่อยให้กฎหมายล้าสมัย ปัจจุบันเรายังใช้ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 อยู่เลย ซึ่งในปี 2514นี่ราคาน้ำมันยังไม่ถึงลิตรละบาทเลย ตอนนั้นน้ำมันดิบราคาแค่บาร์เรลละ 1 เหรียญ ซึ่ง 1 บาร์เรลมี 159 ลิตร ราคามันถูกมาก ซึ่งเมื่อราคามันถูก ผลประโยชน์ตอบแทนเข้าประเทศน้อยก็เป็นเรื่องปกติ

แต่วันนี้ราคาน้ำมันขึ้นไปถึง 100 เหรียญต่อบาร์เรล ราคาขึ้นไป 100 เท่า แต่ท่านไม่แก้ไขกฎหมาย เพียงแค่กระทรวงพลังงานนิ่งเฉยปล่อยให้กฎหมายล้าสมัยประเทศชาติก็เสียประโยชน์แล้ว

ในปี 2514 เราเก็บค่าภาคหลวงจากการทำปิโตรเลียม 12.5% ของมูลค่าปิโตรเลียม และเก็บภาษี 50% ขณะที่ประเทศอื่นก็มีค่าภาคหลวงและเก็บภาษีในลักษณะเดียวกับไทย แต่เขาจะมีส่วนแบ่งกำไรหรือส่วนแบ่งผลผลิตอีกต่อหนึ่งด้วย

อย่างพม่าจะมีส่วนแบ่งกำไรอีก 80% ก่อนที่จะหักภาษี สมมุติขุดน้ำมันได้ 100 บาท เขาเอาเข้ารัฐไปเลย 10 บาทก่อน จากนั้นเขาจะดูว่ามีกำไรเท่าไหร่ เอาไปอีก 80% แล้วเหลือเท่าไหร่เอามาเสียภาษีอีก 30% ขณะที่ประเทศไทยไม่มีส่วนแบ่งกำไรหรือส่วนผลผลิตอะไรจากปิโตรเลียมเลย

ทราบว่าหลังจากที่หม่อมนำข้อมูลด้านพลังงานที่ปรากฏบนเว็บไซต์ต่างๆ มาเปิดเผย ข้อมูลบนเว็บไซต์ของหน่วยราชการบางแห่งก็หายไป?

ครับ ผมก็ห่วงว่าพูดไปข้อมูลในเว็บไซต์ของหน่วยราชการจะโดนลบ เพราะที่ผ่านมาหลังจากที่เราเอาข้อมูลมาเปิดเผย ข้อมูลบนเว็บไซต์ของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ก็ถูกเปลี่ยนแปลง ซึ่งข้อมูลหายไปจำนวนหนึ่ง ผมในฐานะเลขานุการอนุกรรมาธิการเสริมสร้างธรรมาภิบาลด้านพลังงาน วุฒิสภา ก็คงต้องมีการทวงถาม เพราะขณะที่กรรมาธิการเราตรวจสอบเรื่องนี้ข้อมูลก็หายไปบางส่วนซึ่งมันแสดงให้เห็นถึงพิรุธบางอย่าง

ต้องเรียนว่าผมไม่ได้มีปัญหาอะไรกับท่านนะครับ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพลังงาน หรือ ปตท.ผมเพียงแต่เอาข้อมูลมากางให้ท่านดูว่าสิ่งที่ท่านกล่าวอ้างมันไม่ตรงกับข้อเท็จจริงทั้งในและต่างประเทศที่ปรากฏ ผมต้องใช้คำว่ากระทรวงกล่าวอ้าง เพราะที่ผ่านมากระทรวงไม่เคยแสดงเอกสารหลักฐานอะไรเลย แต่ผมมีเอกสารมาแสดงทุกครั้ง

ตอนนี้เราว่ากันด้วยข้อมูล ซึ่งท่านเถียงกับข้อมูลนะครับ ไม่ได้เถียงกับผม ท่านไม่ได้ขัดแย้งกับผม แต่ขัดแย้งกับข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ กรมศุลกากร เอกสารรายงานต่อผู้ถือหุ้นของผู้รับสัมปทาน และเอกสารอื่นๆ อีกมาก ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มันสามารถตรวจสอบได้นะครับ

แล้วผมเองก็ไม่สบายใจกับเงินภาษีที่ผมเสียไปเพื่อจ่ายเป็นงบประมาณของกระทรวงพลังงาน เพราะข้อมูลที่ท่านให้ผมไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ทำให้ผมและคณะอนุกรรมาธิการเสริมสร้างธรรมาภิบาลด้านพลังงาน วุฒิสภา สงสัยว่าท่านมีความประสงค์ใดต่อการให้ข้อมูลเช่นนี้กับประชาชน

ผมว่าเมื่อความจริงปรากฏประเทศไทยคงต้องปฏิรูปกระทรวงพลังงานขนานใหญ่ในฐานะที่ท่านเป็นผู้ดูแลมรดกล้ำค่าของแผ่นดินซึ่งก็ทรัพยากรน้ำมันดิบและก๊าซ ธรรมชาติซึ่งเป็นสมบัติของคนไทยทุกคน


ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์


-------------------------

หลักคิดง่ายๆ เมือกระทรวงพลังงาน กับ ปตท. อ้างอีกอย่าง
กลุ่มคนไทยทวงคืน ปตท. ก็อ้างอีกอย่าง

แล้วข้อมูลของใครผิด ของใครถูก ใครจริง ใครหลอก ก็ควรมาดีเบตกัน แล้วถ่ายทอดสดให้ประชาชนทั้งประเทศได้ดูกัน จะจะ!!
แต่ทำไมมีแต่ กระทรวงพลังงาน และปตท. ที่หนีการดีเบต ??


วันจันทร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2556

เมื่อ The Comedian ล้อเลียนคำราชาศัพท์







เมื่อช่วงบ่ายวันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม 56 ผ่านมา ผมเพิ่งมีโอกาสได้ดูรายการตลก ทางช่อง7สี ทีแรกก็ไม่รู้ว่าชื่อรายการอะไร แต่เคยรู้มาก่อนหน้านี้ว่า เป็นรายการแข่งขันคัดนักแสดงตลกหน้าใหม่ ซึ่งเป็นรายการของเป็ดเชิญยิ้ม

ผมก็เลยลองเสิร์ชหาชื่อรายการ จึงได้รู้ว่าชื่อรายการคือ เดอะคอมเมอเดียน The Comedian

ผมก็เพิ่งดูรายการนี้ครั้งแรก และได้บังเอิญได้ดูช่วง การแข่งขันแสดงลิเกตลกพอดี ซึ่งพอผมดูแล้ว รู้สึกขำดีจริง ๆ ในช่วงหนึงพระเอกลิเกเขาเล่นมุขล้อเลียนคำราชาศัพท์ (ซึ่งมุขล้อคำราชาศัพท์แบบนี้ ในวงการตลกเล่นล้อเลียนกันมานานแล้ว)

อย่างเช่น

พระพายคลั่งสุกร = ลมบ้าหมู
พระทราวดี = ตูด
พระสุมิตรา = อุนจิ
พระริด = ริดสีดวง
พระพายโชยพระกระยาหารบูด = ตด !!

5555555555

ที่ผมนำมาเล่านี้ ก็เพื่อจะบอกว่า คนไทยเราใช้การล้อเลียนชีวิตเจ้านาย และพวกขุนนาง ผ่านการแสดงละคร โขน ลิเก มานานแล้ว

แต่ที่ล้อเลียน ก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเคารพ ซึ่งจะมีลิมิตในการล้อ เพราะถือว่าเป็นการระบายออกบางเรื่องของราษฎรในอดีตอย่างหนึ่ง

เพิ่งได้คลิปมา ลองดูครับ



--------------------

ในสมัยโบราณ คนไทยก็ใช้การแสดงละคร ลิเก เพื่อจะบอกเล่าหรือล้อเลียนเรื่องที่ราษฎรอาจไม่พอใจราชสำนักในบางเรื่อง หรือใช้ล้อเลียนการบริหารราชการแผ่นดินของพวกขุนนางต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งล้อเลียนในหลวงและเชื้อพระวงศ์บ้าง ก็พอจะมีมานานแล้ว

อย่างกรณีเรื่อง พันท้ายนรสิงห์ ก็เป็นกรณีตัวอย่างที่บอกเล่าถึง ราษฎรเกิดความไม่พอใจพวกขุนนางรีดไถ แล้วมักจะอ้างถึงพระเจ้าเสือในการมารีดไถชาวบ้าน ทำให้ชาวบ้านเข้าใจผิดในพระเจ้าเสื่อ แล้วพาลไปโกรธแค้นพระเจ้าเสือ ซึ่งที่สุดแล้วชาวบ้านที่เป็นเพื่อนพันท้ายนรสิงห์ก็ถึงกับวางแผนคิดจะปลงพระชนม์พระเจ้าเสือด้วยซ้ำ

(เรื่องพันท้ายนรสิงห์ เป็นการนำเรื่องในพงศาวดารมาดัดแปลงให้เป็นนิยายพื้นบ้าน เพื่อสอนเรื่องการรักษากฎหมายให้ศักดิ์สิทธิ์)

หรือแม้ในสมัย รัชกาลที่ 6 พระองค์ทรงโปรดการละครมาก ถึงกับเคยทรงแสดงเป็นสามัญชน ชื่อนายมั่นปืนยาว พรานป่าในบทพระราชนิพนธ์เรื่องพระร่วง เพื่อปลูกฝังความรักชาติ

รัชกาลที่6 ไม่ได้ทรงแสดงเป็นเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินแต่อย่างใด ก็เพื่อกุศโลบายในการสอนให้รู้ว่า กษัตริย์ทรงใกล้ชิดประชาชน

แม้ในละครกษัตริย์ก็ทรงเล่นเป็นสามัญชนได้ เพราะในละครนายมั่นปืนยาว ก็ต้องถูกพระร่วง ที่แสดงโดยข้าราชบริพารพูดจาสั่งการนายมั่นได้ ซึ่งสร้างความครื้นเครงให้แก่ผู้ชม




เรื่องย่อพระร่วง จากกลุ่มสาระภาษาไทย

พระร่วงครองเมืองละโว้ซึ่งขึ้นแก่ขอม จึงต้องนำน้ำจากทะเลชุบศรซึ่งถือว่าศักดิ์สิทธิ์ไปถวายท้าวพันธุมสุริย์วงศ์กษัตริย์ขอม เพื่อใช้รดเศียรในพระราชพิธีสำคัญ จึงส่งนักคุ้มมาทวงส่วยน้ำ พระร่วงเห็นว่าชาวละโว้กำลังเดือดร้อนจึงขอร้องให้นักคุ้มขนน้ำกลับไปเอง นักคุ้มอ้างว่านำยานพาหนะมาน้อย จะขนน้ำไปได้ไม่เต็มจำนวน

พระร่วงจึงขอให้นักคุ้มให้คำมั่นสัญญาว่า ถ้าสามารถบรรทุกน้ำเท่าที่กำหนดไว้ลงในพาหนะของขอมได้ ฝ่ายขอมจะต้องรับขนกลับไปเอง นักคุ้มเห็นว่าการทำเช่นนั้นเป็นสิ่งสุดวิสัยจึงรับคำ

พระร่วงจึงเกณฑ์ชาวละโว้สานชะลอมแล้วเอาชันยา สามารถบรรจุน้ำได้ตามกำหนด นักคุ้มต้องขนน้ำกลับไปเอง พร้อมกับแจ้งว่าคนไทยมีบุญญาธิการ สามารถทำชะลอมให้บรรจุน้ำได้ ท้าวพันธุมสุริยวงศ์ทราบว่าพระร่วงมีสติปัญญาวิตกว่าพระร่วงจะตั้งตัวเป็นใหญ่ รับสั่งให้พญาเดโชแม่ทัพขอมมาจับ

นายมั่นปืนยาว พรานป่าไปล่าสัตว์ทราบเหตุร้ายจึงรีบมาแจ้งแก่พระร่วง เมื่อพระร่วงทราบและไม่ต้องการให้ชาวไทยเดือดร้อน จึงหนีไปอยู่เมืองสุโขทัย พญาเดโชจึงปลอมตัวเป็นคนไทย ออกติดตามไปถึงวัดเจดีย์ใหญ่ที่พระร่วงผนวชอยู่ ศิษย์วัดจับไว้ และให้นายมั่นนำตัวพญาเดโชไปส่งคืนแก่ขอมเป็นบรรณาการ ขณะนั้นเมืองสุโขทัยไม่มีกษัตริย์ปกครอง ข้าราชการจึงทำพิธีเสี่ยงทาย และม้าก็ได้มาหยุดที่พระร่วง ประชาชนจึงอัญเชิญพระร่วงขึ้นครองสุโขทัย



วันพฤหัสบดีที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2556

แท้จริง อาณาจักรปัตตานีคือฝ่ายรุกรานชาวสยามก่อน






1. สยาม-ปัตตานีดารุสสลามเคยมีการเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างสองอาณาจักรอยู่หลายครั้งในสมัยกรุงศรีอยุธยา ดังนี้

* รัชสมัยสุลตอนมุศ็อฟฟัร ชาห์ (คศ.1530-1564) ได้เสด็จเยือนกรุงศรีอยุธยา แผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (พระเจ้าช้างเผือก) (พ.ศ.2091-2111) โดยขบวนเรือของสุลตอนได้เคลื่อนออกจากปัตตานี เดินทางเลียบชายฝั่งทะเลจีน จนถึงอ่าวสยามแล้วแล่นเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยาล่องขึ้นไปถึงท่าเรือกรุงศรีอยุธยา โดยมีพระยาพระคลังออกมาต้อนรับ แล้วนำเสด็จสุลตอนเข้าเฝ้าสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ

ในระหว่างที่สุลตอนพำนักอยู่ในกรุงศรีอยุธยา พระองค์ได้รับการต้อนรับและการรับรองอย่างดีด้วยการจัดสถานที่พำนักในตำหนักไว้โดยเฉพาะ สุลตอนได้พำนักอยู่ในกรุงศรีอยุธยาประมาณ 2 เดือน ก็เสด็จไปบังคมลาสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ เพื่อเสด็จนิวัติปัตตานีดารุสสลาม

ในกาลนั้น สมเด็จพระมหาจักรพรรดิได้พระราชทานเชลยชาวพม่าจำนวน 60 คนและเชลยชาวลาวอีกจำนวน 100 คนเป็นกำนัลให้สุลตอน มุศ็อฟฟัร ชาห์นำกลับนครปัตตานีด้วย เมื่อสุลต่านเสด็จกลับถึงปัตตานีแล้ว พระองค์ทรงมีรับสั่งให้นำเชลยชาวพม่าไปไว้ที่หมู่บ้านกะดีเพื่อให้เลี้ยงช้าง

ส่วนเชลยชาวลาวนั้นพระองค์ทรงมีรับสั่งให้ไปทำนาปลูกข้าวที่ ทุ่งปาเระใกล้ ๆ กับพระราชวังอิสตานะฮฺ นีลัมที่กรือเซะ (ปาตานีประวัติศาสตร์และการเมืองในโลกมลายู ; อารีฟีน บินจิ และคณะ (2550) หน้า 71-73)

* รัชสมัยสุลตอนมันโซร์ ชาห์ (คศ.1564-1572) โอรสพระองค์ที่สามของสุลตอน อิสมาแอล ชาฮฺ ทรงมีพระดำริจะเจริญสัมพันธไมตรีกับกรุงศรีอยุธยาอีกครั้ง จึงทรงมีบัญชาให้บรรดาขุนนางในราชสำนักร่วมประชุมคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมเพื่อไปเป็นราชทูต ในที่สุดบรรดาขุนนางได้มีมีติเลือกท่านวัน มุฮำมัด บิน ชีค ซ่อฟียุดดีน (ราญา ศรี ฟากีฮฺ) โดยสุลตอนมันโซร์ ชาห์ได้แต่งตั้งให้ท่านวันมุฮำมัด บิน ชีคซ่อฟียุดดีน เป็น  โอรัง กายอ สรี อาฆัร ดิ ราญอ (Orang Kaya Seri Agar di Raja)

เมื่อท่านวันมุฮำมัดฯ เดินทางไปถึงกรุงศรีอยุธยาก็ได้รับโปรดเกล้าฯให้เข้าเฝ้าสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช (พระสรรเพชญ์ที่ 1) (พ.ศ.2112-2133) และถวายสาส์นของสุลต่านปัตตานี ท่านวันมุฮำมัดฯได้พำนักอยู่ในกรุงศรีอยุธยาเป็นเวลา 2 วัน เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว ท่านวันมุฮำมัดฯราชทูตก็เดินทางกลับสู่นครปัตตานีพร้อมด้วยพระราชสาส์นของสมเด็จพระมหาธรรมราชาไปถวายต่อสุลตานมันโซร์ ชาห์ (อ้างแล้ว หน้า 79)

* รัชสมัยราญาอูงู (คศ.1624-1635) พระนางทรงเสด็จเยือนกรุงศรีอยุธยา ในเดือนสิงหาคม คศ.1641 ตรงกับแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ.2172-2199) เพื่อฟื้นฟูสันติภาพระหว่างนครปัตตานีกับสยาม (อ้างแล้ว หน้า 112)

* รัชสมัยราญากูนิง (คศ.1635-1686) พระนางได้เสด็จเยือนกรุงศรีอยุธยา เพื่อฟื้นฟูราชไมตรีต่อกันอีกครั้ง

จะเห็นได้ว่า การเสด็จเยือนกรุงศรีอยุธยาเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีของบรรดาผู้ครองนครรัฐปัตตานีดารุสสลามนั้นเกิดขึ้นอย่างน้อย 4 ครั้งในสมัยราชวงศ์ศรีวังสาซึ่งสิ้นสุดลงในรัชสมัยราญากูนิงเป็นเกร็ดประวัติศาสตร์ที่ถูกมองข้ามเนื่องจากถูกมายาคติเข้าครอบงำ

มายาคติดังกล่าว คือ การพยายามสร้างบทบาทของตัวละครในประวัติศาสตร์ระหว่างสยามและปัตตานีว่ามีแต่การรบพุ่ง ทำสงครามกันตลอดเวลา โดยมีสยามเป็นผู้รุกรานแต่ฝ่ายเดียว กล่าวคือ เป็นผู้ร้ายตลอดกาล ทั้ง ๆ ที่ข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์หาเป็นเช่นนั้นไม่

--------------------------

2. สงครามระหว่างสยาม-ปัตตานี ฝ่ายใดเริ่มต้นก่อน?

หากถามคำถามนี้กับบรรดาเยาวชนมุสลิมใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ หรือแม้แต่กับบรรดา พี่น้องมุสลิมทั่วไปใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ก็อาจจะได้รับคำตอบว่า สิแย (สยาม) เป็นฝ่ายเริ่มต้นก่อน

และถ้าถามถึงรายละเอียดต่อไปว่า สยามเริ่มทำสงครามและรุกรานปัตตานีดารุสสลามก่อนเมื่อใด? 

ก็อาจจะได้รับคำตอบว่า ก็ในรัชสมัยสุลตอนมุศ็อฟฟัร ชาห์นั่นเอง หรือไม่ก็ในรัชสมัยราญาฮิเญา โดยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทำการรุกรานปัตตานีก่อน

ทว่าหากเราย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์สยาม-ปัตตานี เราจะพบว่า ฝ่ายที่เริ่มก่อสงครามก่อนน่าจะเป็นฝ่ายของปัตตานีดารุสสลาม กล่าวคือ ปัตตานีในช่วงต้นราชวงศ์ศรีวังสานั้นมีความสัมพันธ์ฉันท์พันธมิตรกับสยาม (กรุงศรีอยุธยา)

ดังที่มีเอกสารและพงศาวดารระบุว่า ในรัชสมัยสุลตอนมุศ็อฟฟัร ชาห์ (คศ.1530-1564) นั้นพระองค์เคยเสด็จเยือนกรุงศรีอยุธยาเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างสองอาณาจักร แต่ทว่าเมื่อลุสู่ปี พ.ศ.2106 พระเจ้าบุเรงนองของพม่า ได้ยกทัพเข้าโจมตีกรุงศรีอยุธยา ตรงกับแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (พระเจ้าช้างเผือก) (พ.ศ.2091-2111)

พม่าเข้ามาครั้งนั้นมีไพร่พลมากถึง 200,000 คน ทางกรุงศรีอยุธยาจึงมีหนังสือไปแจ้งยังนครรัฐที่เป็นพันธมิตรให้ช่วยยกทัพมาช่วยรบกับพม่า 

สุลตอนมุศ็อฟฟัร ชาห์แห่งปัตตานีดารุสสลาม จึงได้นำกองทัพมลายูปัตตานีไปอยุธยาโดยขบวนเรือจำนวน 200 ลำ กำลังพลอีก 1,600 คน ในจำนวนนั้นเป็นสตรีเสีย 100 คน เมื่อกองทัพมลายูปัตตานีมาถึงปากแม่น้ำเจ้าพระยา ปรากฏว่ากองทัพพม่าได้ล่าถอยออกไปเสียแล้ว เพราะสมเด็จพระมหาจักรพรรดิจำใจต้องยอมรับเป็นไมตรีต่อพม่า และสูญเสียช้างเผือกไป 4 เชือกพร้อมด้วยตัวประกันเอาไปไว้ที่กรุงหงสาวดี

สุลตอนมุศ็อฟฟัร ชาห์ ได้นำกองทัพชาวมลายูเข้าไปพักในกรุงศรีอยุธยา ในระหว่างที่พักอยู่ในกรุงศรีอยุธยานั้นได้เกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่างกองทัพมลายูปัตตานีกับกองทัพสยาม จึงได้เกิดการสู้รบกันขึ้น สุลตอนปัตตานีนำทหารมลายูเข้ายึดพระราชวังของกษัตริย์สยามได้

สมเด็จพระมหาจักรพรรดิจึงต้องเสด็จหนีไปที่เกาะมหาพราหมณ์

สุลตอนปัตตานียึดกรุงศรีอยุธยาได้ประมาณ 1 เดือน กษัตริย์สยามจึงส่งทหารเข้าไปสู้รบแย่งชิงกรุงศรีอยุธยาจากสุลตอนปัตตานีคืนมาได้
(ดูในปัตตานี ประวัติศาสตร์และการเมืองในโลกมลายู ; อาริฟีน บินจิ และคณะ หน้า 73-74) ปรามินทร์ เครือทอง ระบุว่า ครั้งหนึ่งสุลต่านเมืองปัตตานีถึงกับนำทหารรุกพระราชวังหลวงของกรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ซึ่งขณะนั้นสยามกำลังติดพันศึกอยู่กับหงสาวดี เหตุการณ์ปรากฏอยู่ในพระราชพงศาวดาร ฉบับหลวงประเสริฐฯ ดังนี้

(ศักราช ๙๒๕)  ครั้งนั้นพระญาศรีสุรต่านพระญาตานีมาช่วยการเศิก พระญาตานีนั้นเปนขบถ แลคุมชาวตานีทั้งปวงเข้าในพระราชวังครั้นแล เข้าในพระราชวังได้เอาช้างเผือกมาขี่ยืนอยู่ ณ ท้องสนามแล้วจึงลงช้างออกไป ณ ทางตะแลงแกง แลชาวพระนครเอาพวงขึงไว้ต่อรบด้วยชาวตานีฯนั้นตายมาก แลพระญาตานีนั้นลงสำเภาหนีรอดไป ส่วนในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา ลงความไว้คล้ายกัน แต่มีรายละเอียดมากกว่า

(ศักราช ๙๑๑)   ขณะนั้นพระยาตานีศรีสุลต่าน ยกทัพเรือหย่าหยับสองร้อยลำเข้ามาช่วยราชการสงคราม ถึงทอดอยู่หน้าวัดกุฎีบางกะจะ รุ่งขึ้นยกเข้ามาทอดอยู่ประตูไชย พระยาตานีศรีสุลต่านได้ทีกลับเป็นกบฏ ก็ยกเข้ามาในพระราชวัง สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้าไม่ทันรู้ตัวเสด็จลงเรือพระที่นั่งศรีสักหลาดหนีไปเกาะมหาพราหมณ์และเสนาบดีมุขมนตรีพร้อมกันเข้าไปในพระราชวัง สะพัดไล่ชาวตานีแตกฉานลงเรือรุดหนีไป ฝ่ายมุขมนตรีทั้งปวงก็ออกไปเชิญเสด็จสมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราช พระเจ้าช้างเผือกเสด็จเข้าสู่พระราชนิเวศมหาสถาน

พระยาตานีคนนี้คือ สุลต่านมุซาฟาร์ ชาฮฺ (Sulan Muzafar syah) พระราชโอรสของสุลต่านอิสมาเอล ชาฮฺ แต่เรื่องราวของพระองค์ในเอกสารของทางฝ่ายปัตตานีกล่าวไว้ต่างกัน คือ สุลต่าน มุซาฟาร์ ชาฮฺเคยเสด็จไปเชื่อมสัมพันธ์ไมตรีกับสยาม แต่ฝ่ายสยามต้อนรับไม่สมพระเกียรติ จึงเสด็จกลับปัตตานีด้วยความน้อยพระทัย ต่อมาเมื่อทราบว่าสยามติดพันสงครามอยู่กับหงสาวดี จึงยกทัพเข้าตีกรุงศรีอยุธยาบุกเข้าพระราชวังได้ แต่กษัตริย์สยามหนีออกมาทัน ไปหลบอยู่ที่เกาะมหาพราหมณ์ แล้วจึงรวบรวมกำลังเข้าตีตอบโต้ กองทัพปัตตานีต้องถอยร่นออกมาถึงปากอ่าว สุลต่านมุซาฟาร์ ชาฮฺ สิ้นพระชนม์ขณะยกทัพกลับพระศพถูกฝังไว้ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณปากอ่าว? (พญาตานีฯ ปรามินทร์ เครือทอง, รัฐปัตตานี ในศรีวิชัยฯ สำนักพิมพ์มติชน (2547) กรุงเทพฯ หน้า 305-306)

ารระบุว่า สุลต่านปัตตานีทรงน้อยพระทัย เนื่องจากฝ่ายสยามต้อนรับไม่สมพระเกียรติเมื่อครั้งเสด็จสู่กรุงศรีอยุธยาเพื่อเจริญสัมพันธไมตรี นั้นดูจะขัดกันกับเรื่องราวที่ระบุมาก่อนหน้านี้ว่า : ในระหว่างที่พระองค์พำนักอยู่ในกรุงศรีอยุธยา พระองค์ได้รับการต้อนรับและการรับรองอย่างดี และก่อนเสด็จกลับ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงพระราชทานเชลยชาวพม่าจำนวน 60 คน และเชลยชาวลาวอีกจำนวน 100 คนเป็นของกำนัล (ดูปัตตานี ประวัติศาสตร์และการเมืองในโลกมลายู อ้างแล้ว หน้า 72)

ส่วนที่ว่ามาช่วยการศึกนั้นสอดคล้องกัน แต่ปัญหาอยู่ตรงที่ว่า เพราะอะไรจึงเกิดความขัดแย้งระหว่างกองทัพมลายูปัตตานีกับกองทัพสยามในระหว่างที่กองทัพมลายูปัตตานีเข้าสู่กรุงศรีอยุธยา 

เป็นเพราะกรุงศรีอยุธยากำลังอยู่ในช่วงอ่อนแอเนื่องจากเสียไพร่พลและทรัพย์สมบัติเป็นอันมากในการศึกกับพม่า อีกทั้งพระมหากษัตริย์ของสยามทรงสูญเสียพระเดชานุภาพในคราวเสียช้างเผือก 4 เชือกนั้นใช่หรือไม่ จึงทำให้สุลต่านปัตตานีคิดประทุษร้ายเป็นกบถเข้ายึดพระราชวังหลวง

อย่างไรก็ตามสงครามยึดพระราชวังหลวงในครั้งนั้นย่อมถือเป็นการเริ่มก่อสงครามจากฝ่ายของปัตตานีก่อน ไม่ว่าจะมีสาเหตุมาจากกรณีใดก็ตาม นี่คือข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่จำต้องวิเคราะห์และพิจารณาอย่างเป็นกลาง ถึงแม้จะค้านกับความรู้สึกและการรับรู้ที่เคยถ่ายทอดกันมาก็ตาม ในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานได้ระบุว่า

และจงอย่าให้ความชิงชังที่มีต่อกลุ่มชนหนึ่งโน้มนำให้พวกท่านไม่มีความเป็นกลาง (เป็นธรรม) พวกท่านทั้งหลายจงมีความเป็นกลาง (เป็นธรรม) อันความเป็นกลางนั้นมันเป็นสิ่งที่ใกล้ชิดกับความยำเกรงเป็นที่สุด (อัลมาอิดะฮฺ อายะฮฺที่)

--------------------------

3. ปัตตานีดารุสสลามในอดีตถูกสยามรุกรานแต่เพียงฝ่ายเดียวกระนั้นหรือ?

ดูเหมือนว่า มายาคติที่แฝงอยู่ในความเข้าใจของผู้คนทั่วไป โดยเฉพาะผู้คนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งบางส่วนถูกปลูกฝังด้วยคำบอกเล่าถึงสงครามสยามปัตตานีในอดีตว่า 

"สยาม (กรุงศรีอยุธยา) เป็นผู้รุกรานและหมายยึดครองนครรัฐปัตตานีเป็นส่วนหนึ่งของตนมาโดยตลอด" จนดูเป็นว่า ปัตตานีไม่มีคู่รักคู่แค้นใดนอกจากสยาม (สิแย) และคงจะเป็นเช่นนั้นเรื่อยไปจวบจนถึงวันโลกาวินาศ (วันกิยามะฮฺ) มายาคติเช่นนี้บ่มเพาะความชิงชังระหว่างคนนายูกับคนสิแยมาตราบจนทุกวันนี้

แต่ถ้าหากเราพิจารณาและศึกษาประวัติศาสตร์อย่างรอบด้านและถ้วน ทั่ว เราก็จะพบว่าข้อเท็จจริงอาจมิได้เป็นเช่นนั้นไปเสียทั้งหมด กล่าวคือผู้รุกรานปัตตานีหรือผู้สร้างความเสียหายในนครรัฐปัตตานี หาใช่ชาวสยามแต่เพียงกลุ่มชนเดียว ปัตตานีเองก็เคยรุกรานและเปิดศึกกับฝ่ายสยามก่อนเช่นกัน ดังกรณีเหตุการณ์ยึดพระราชวังหลวงในกรุงศรีอยุธยาของกองทัพชาวมลายูตานี ภายใต้การนำของสุลตอนมุศ็อฟฟัร ชาห์ซึ่งกล่าวถึงมาแล้วในเกร็ดความรู้ข้อที่ 2

นอกจากนี้ปัตตานีก็เคยยกทัพของตนเข้าโจมตีเมืองพัทลุงจนถึงเขตแดนนครศรีธรรมราช ในปีคศ.1631 ตรงกับรัชสมัยราญาอูงู (คศ.1624-1635)

ในช่วงการศึกกับเมืองพัทลุงนี้ ฝ่ายปัตตานียังได้ยึดเรือสินค้าของสยามที่กำลังเดินทางผ่านน่านน้ำของปัตตานี เพื่อไปปัตตาเวีย (ชวา) พร้อมกับควบคุมลูกเรือของสยามซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่น 7 คน พ่อค้าชาวฮอลันดา 2 คนอีกด้วย (ดูปัตตานี ประวัติศาสตร์และการเมืองในโลกมลายู อ้างแล้ว หน้า 106)

เมื่อราชวงศ์ศรีมหาวังสา สิ้นสุดลงด้วยการสิ้นพระชนม์ของราญากูนิง อำนาจการปกครองปัตตานีได้ตกไปอยู่กับราญาสักตี หรือ สุลตอนมุฮัมมัดที่ 1 (คศ.1650-1662) แห่งกลันตัน

ซึ่ง ราญาสักตีได้นำกองทัพมลายูมุ่งไปทางทิศเหนือเข้าโจมตีเมืองสงขลาจนถึงพัทลุงและเขตแดนของเมืองนครศรีธรรมราช และยึดหัวเมืองดังกล่าวพร้อมด้วยตรังกานูเข้ามาไว้ในอำนาจ แล้วประกาศจัดตั้งอาณาจักรปัตตานีเสียใหม่เป็นสหพันธรัฐปัตตานี (Patani Besar) อันประกอบด้วย กลันตัน ปัตตานี สงขลา พัทลุง และตรังกานู ราญาสักตี จึงเป็นปฐมกษัตริย์ปัตตานีที่ได้ก่อตั้งราชวงศ์ใหม่ ที่เรียกว่า ราชวงศ์ราชาจึมบาล หรือ Keluarga di Raja Jembal (อ้างแล้ว หน้า 130)

การทำสงครามยึดครองดินแดนชายขอบของสยาม โดยกองทัพมลายูปัตตานีรวมถึงกลันตันนั้นเป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่ยืนยันว่า สงครามประเพณีระหว่างสองอาณาจักรนี้มิใช่เป็นการตั้งรับแต่ฝ่ายเดียว หากแต่เป็นการขับเคี่ยวกันจากทั้งสองฝ่าย ผลัดกันรุกผลัดกันรับ คราใดที่ฝ่ายหนึ่งอ่อนแอหรือมีปัญหาภายใน อีกฝ่ายหนึ่งก็จะใช้โอกาสและสถานการณ์ที่เป็นต่อในการแผ่แสนยานุภาพของตนเข้ายึดครองเขตแดนของปัจจามิตร

นอกจากนี้การทำสงครามรบพุ่งระหว่างชาวมลายูด้วยกันเองในอาณาบริเวณแถบนี้ก็มีปรากฏอยู่หลายครั้งในประวัติศาสตร์เมื่อครั้งอดีต ดังเช่นในรัชสมัยสุลตอนมันโซร์ ชาห์ (Soltan Mansur Syah) (คศ.1564-1572) สุลตอนแห่งปาเล็มบัง (ชวา) ได้ส่งกองทัพเรือชวามีจำนวนกำลังพล 1 แสนคน นำทัพโดยกิไย บันดาร์ (Kiyai Bandar) เพื่อทำศึกยึดครองปัตตานี กองทัพเรือชวาได้สู้รบกับนครรัฐปัตตานีเป็นเวลา 5 วัน 5 คืน ก็ไม่สามารถยกพลขึ้นบกและเข้ายึดปัตตานีได้จึงต้องถอยทัพกลับสู่ปาเล็มบัง
ต่อมาอีก 45 วันในเดือนถัดมา สุลตอนแห่งปาเล็มบัง จึงส่งกิไย กือลาซัง (Kiyai Kelasang) นำทัพกองเรือชวาเข้าทำศึกกับปัตตานีอีกครั้งโดยมีกำลังพล 1 แสนคน ในครั้งนี้พวกชวาสามารถยกพลขึ้นบกและเข้าประชิดกำแพงเมืองปัตตานีได้สำเร็จ แต่ก็ต้องถูกปืนใหญ่ของปัตตานียิงเข้าใส่จนทหารชวาล้มตายเป็นอันมาก ในที่สุดก็จำต้องล่าถอยกลับสู่ปาเล็มบัง (สุมาตรา) อีกครั้ง (อ้างแล้ว หน้า 78)

ฝ่ายสุลตอนแห่งยะโฮร์เองก็มุ่งหมายจะรุกรานปัตตานีอยู่หลายครั้ง ในรัชสมัยราญาฮิเญา (คศ.1584-1616) ต่อมาในรัชสมัยราญากูนิง (คศ.1635-1686) ระหว่างปีคศ.1671-1679 ปัตตานีก็ทำสงครามรบพุ่งกันสิงขรานคร (สงขลา) ซึ่งเป็นรัฐมุสลิมชายขอบของสยามเช่นกัน

เมืองเคดะห์ (ไทรบุรี) เองก็เคยถูกกองทัพของอาเจ๊ะ (จากตอนเหนือของเกาะสุมาตรา) เข้ารุกราน จนเป็นเหตุให้เจ้าเมืองเคดะห์พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ต้องลี้ภัยมาอยู่ที่ปัตตานี และต่อมาเจ้าเมืองเคดะห์ก็ได้สมรสกับสตรีชาวปัตตานีเป็นชายา จนเกิดพระธิดาที่ชื่อ ราญาเดวี ซึ่งปกครองปัตตานีในระหว่างปี คศ.1710-1719 (อ้างแล้ว หน้า 135)
และในปีพ.ศ.2301 ลงฆอฟฟาร์ ได้นำนักรบจากเมืองระแงะ และรามันเข้าตีเมืองกลันตันในประวัติศาสตร์ เมืองกลันตันเรียกว่า ศึกกูบังลาบู ครั้งที่ 1 (ดูปาตานี ดารุสสลาม ; อาริฟีน บินจิ, ศูนย์วัฒนธรรมชายแดนภาคใต้ หน้า 73-77)
ต่อมาในปีพ.ศ.2276 ลงฆอฟฟาร์บุตรพญาเมืองรามันได้นำทัพในศึกกูบังลาบูครั้งที่ 2 (เล่มเดียวกันหน้า 8

จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ข้างต้นย่อมชี้ให้เห็นว่าสงครามที่เกิดขึ้นในนครรัฐปัตตานีและหัวเมืองมลายูในหลายครั้งก็เป็นการรบพุ่งเองระหว่างชาวมลายูกับชาวมลายูซึ่งเป็นภาวะทั่วไปสำหรับสงครามประเพณีในอดีตที่มักจะมีข้อบาดหมางระหว่างกันเองหรือไม่ก็เป็นการแผ่ขยายอำนาจเพื่อครอบครองดินแดนของนครรัฐใกล้เคียง

สงครามที่รบพุ่งกันเองนี้มิได้มุ่งหมายว่าเป็นการทำสงครามศาสนาเป็นการเฉพาะ ทั้งนี้เพราะชาวมลายูส่วนใหญ่ตลอดจนนครรัฐที่อยู่ร่วมสมัยกับปัตตานีดารุสสลามในเวลานั้นส่วนใหญ่ได้เข้ารับอิสลามมาเป็นเวลานานแล้ว

ทำนองเดียวกับการศึกสงครามที่เกิดขึ้นระหว่างนครรัฐในสุวรรณภูมิซึ่งล้วนแต่ถือในศาสนาพุทธเหมือนกัน ดังกรณีของสงครามระหว่างสยามกับพม่า, กัมพูชา และลาว ซึ่งต่างก็เป็นพุทธด้วยกัน มิหนำซ้ำการรบพุ่งระหว่างชาวพุทธในสุวรรณภูมิด้วยกันเองนั้นรุนแรงและเกิดขึ้นมากครั้งยิ่งกว่าการรบพุ่งระหว่างสยามกับปัตตานีเสียอีก สงครามประเพณีระหว่างสยามกับพม่านั้นกินเวลานับร้อยปีทีเดียว กล่าวคือเริ่มตั้งแต่ปีพ.ศ.2081 (ศึกเชียงกราน รัชสมัยพระไชยราชาธิราช) จนถึงปีพ.ศ.2148 ซึ่งเป็นช่วงแรกของการทำสงครามระหว่างกัน

ส่วนช่วงหลัง ระหว่างปีพ.ศ.2302 ถึงปีพ.ศ.2310 (สงครามครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2) สมเด็จพระวันรัตวัดพระเชตุพนในรัชกาลที่ 1 ได้รจนาสภาพบ้านเมืองหลังสงครามครั้งเสียกรุงเมื่อปีพ.ศ.2310 ในหนังสือสังคีติยวงศ์ว่า

"บ้านเมืองอยู่ในสภาพไม่ต่างไปจากกาลกลียุค พระพุทธศาสนาตกต่ำจนพระภิกษุไร้อาหารที่เคยได้จากการออกบิณฑบาตต้องพากันสึกออกหาเลี้ยงชีพตามสติกำลัง ส่วนพวกมิจฉาทิฐิทั้งหลายต่างชิงกันทำลายพระพุทธรูป พระธรรมวินัย และพระไตรปิฎกเพื่อยื้อแย่งเอาของมีค่าไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตน" (สังคีติยวงศ์ พระนคร : โรงพิมพ์ไท, 2466 หน้า 408-412, 423-424)

----------------

สงครามก็คือสงคราม สงครามมิเคยปราณีผู้ใด ไม่ว่าจะเป็นศาสนิกชนในศาสนาเดียวกันหรือไม่ก็ตาม มุสลิมกับมุสลิม มลายูกับมลายู หรือพุทธกับพุทธก็มิได้รับการยกเว้นแต่อย่างใด

แน่นอนหากการทำสงครามนั้นเกิดขึ้นระหว่างนครรัฐ และพลเมืองที่ถือศาสนาต่างกัน ความชอบธรรมก็มักจะเป็นข้ออ้างของทั้งสองฝ่ายเสมอในการปกป้องศาสนาและความเชื่อของฝ่ายตน ผลของสงครามที่หลีกเลี่ยงมิได้ ก็คือการสูญเสียกำลังพล ชีวิตและทรัพย์สินตลอดจนเกิดความระส่ำระสาย บ้านแตกสาแหรกขาด พลัดบ้านพลัดเมือง ในบรรยากาศเช่นนั้นความชิงชังและการอาฆาตพยาบาทในฝ่ายผู้สูญเสียและปราชัยย่อมเป็นปฏิกิริยาที่เกิดตามมาเป็นธรรมดา

เราในฐานะเป็นอนุชนรุ่นหลังที่อ่านประวัติศาสตร์ก็คงต้องวิเคราะห์และใช้วิจารณญาณด้วยหลักของเหตุผลและความเป็นกลาง

กรุงศรีอยุธยาก็แตกสลายไปแล้ว พม่าก็เสียเมืองและแปรเปลี่ยนไปแล้ว ในขณะเดียวกันปัตตานีดารุสสลามก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทยมาเนิ่นนานแล้ว สถานการณ์และวิถีทางการเมืองและรัฐศาสตร์ก็แปรเปลี่ยนไปแล้วเช่นกัน

การตอกย้ำความชิงชังและเคียดแค้นระหว่างกันก็คงไม่มีประโยชน์อันใดอีกต่อไป คงถึงเวลาแล้วที่ชาวมลายูในบ้านนี้เมืองนี้ต้องกำหนดอนาคตและวิถีทางของตนว่าจะเอาอย่างไร จะรบราฆ่าฟันบนพื้นฐานของความชิงชังเคียดแค้นหรือจะปรับยุทธศาสตร์ในการต่อสู้เพื่อให้ได้สิทธิและเสรีภาพบนพื้นฐานของความเป็นพลเมืองไทยและสันติวิธีซึ่งเป็นวิถีแห่งอิสลามที่แท้จริง 

ทั้งนี้เพราะลูกหลานมลายูมุสลิมจะต้องดำรงอยู่ต่อไป สงครามและการประหัตประหารผู้บริสุทธิ์ที่เกิดจากน้ำมือของฝ่ายใดก็ตาม ย่อมมิใช่คำตอบและทางเลือกสุดท้าย ตราบใดที่โอกาสและสันติวิธียังคงสามารถขับเคลื่อนวิถีทางของผู้คนในบ้านนี้เมืองนี้ได้อยู่ มิได้หมดสิ้นหนทางไปเสียทั้งหมด

ที่มา : อ.อาลี เสือสมิง

(ขอบคุณข้อมูลจาก กศน. อำเภอบ้านแพรก)


คลิกอ่าน เมื่อประวัติมัสยิดกรือเซะ ถูกตำนานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวบิดเบือน







วันพุธที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2556

รวมบทความเพื่อปกป้อง ในหลวง






บทความที่ผมนำมาเสนอนี้ ล้วนแต่เป็นบทความที่ได้รับความนิยมอย่างมาก แต่ลิงค์เสีย ไม่สามารถกดไลค์หรือแชร์บนเฟสบุ้คได้อีก

ซึ่งเจตนาในการเขียนบทความทั้งหมดนี้ ก็เพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์ และในหลวงรัชกาลที่๙ ของเราครับ

คลิกที่ชื่อบทความเพื่ออ่านเนื้อหา

1. ทำไมผมถึงรักในหลวง ??

2. เหตุผลที่ในหลวงไม่เสด็จฯ ต่างประเทศ

3. ทำไมวันชาติไทยต้องเป็นวันเฉลิมพระชนม์

4. สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่ของในหลวงรัชกาลที่๙
(หมายเหตุสำหรับบทความนี้ ผมยังจะต้องเขียนตอนต่ออีกเพื่อตอบโต้ตรรกะชั่วๆ ของพวกล้มเจ้า โดยจะใช้ชือบทความ พระมหากษัตริย์ในใจคนไทยยิ่งใหญ่กว่ากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญ โปรดรอติดตาม coming soon)

5. พระราชจริยานุวัตรต่อหน้าสาธารณชนอันเป็นเลิศในหลวง

6. ความรักความผูกพันที่คนไทยมีต่อพระมหากษัตริย์

7. ทำไมในหลวงต้องทรงเหนื่อยมานาน

8. ทำไมทหารต้องฆ่าประชาชน ที่โดนหลอกมาตาย ตอนจบ

9. มาตรา 112 ที่รัก!!

10. รัฐธรรมนูญฉบับแรก ฉบับ2540 ฉบับ2550 กับสถาบันพระมหากษัตริย์

11. ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ของข้ารองบาท 

12. นักโทษคดีมาตรา112 ไม่ใช่นักโทษการเมือง

13. คนไทยอย่าเป็นลูกที่ดื้อของพ่อหลวง

14. ในหลวงทรงเป็นแบบอย่างเรื่องความอ่อนน้อม 

15. King of King ไม่ยิ่งใหญ่เท่า People 's King

16. คดีลอบปลงพระชนม์ รัชกาลที่ 8 ในมุมมอง akecity

17. รวมใจภักดิ์รักในหลวง เป็นความสามัคคี คือพลังแผ่นดิน

---------------

ล่าสุดที่มีคนอ่านมากอีกบทความ ที่ชี้ให้เห็นความโง่ของพวกล้มเจ้าอย่างชัดเจน

18 . ความโง่ของพวกล้มเจ้า เกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

--------------------------------

และรวมบทความ ที่ทำให้เราเข้าใจเรื่องสถาบันกษัตริย์ คอมมิวนิสต์ เผด็จการ นักการเมืองขี้โกง พวกล้มเจ้า 

ในรวมบทความตอน จะปกป้องสถาบันกษัตริย์ต้องรู้ทันพวกล้มเจ้า


ส่วนรูปด้านล่างนี้ เป็นภาพในงานพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระญาณสังวร เป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อ พ.ศ.2532

คลิกที่รูปเพื่ออ่าน คลิปพระกิริยาประทับใจระหว่างสมเด็จพระญาณสังวร กับในหลวงพระโพธิสัตว์


วันอาทิตย์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2556

ทำไมมัสยิดกรือเซะสร้างไม่เสร็จ ในมุมมองมุสลิม







akecity เกริ่น

ตอนเด็กๆ ผมก็ได้เรียนประวัติศาสตร์มาจากครูสังคมศึกษา ว่า ที่มัสยึดกรือเซะสร้างไม่เสร็จ เพราะโดนคำสาป จากเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ??


รูปปั้นเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว

บอกตามตรงว่า ตั้งแต่อดีตผมเองมีข้อขัดแย้งในใจมากมายเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว มาโดยตลอด

เช่น คนที่ฆ่าตัวตายอย่างนางสาวลิ้มกอเหนี่ยว คนไทยพุทธที่เข้าใจหลักศาสนาจะไปเคารพศรัทธาคนที่ฆ่าตัวตายได้อย่างไร ?

การฆ่าตัวตายเป็นบาป แล้วทำไมคนถึงเห่อไปบูชานางสาวลิ้มกอเหนี่ยว ?

ถ้านางสาวลิ้มกอเหนี่ยวตายเป็นผีตายโหง เมื่อหมดอายุขัยก็ตกนรกไปใช้กรรมต่อแล้ว !!

คนที่สาปแช่งพี่ชาย สาปแช่งงานของพี่ชาย ย่อมเป็นคนจิตใจคับแคบ แถมไปสาปแช่งสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาของศาสนาอื่น ๆ ซึ่งผู้เจริญไม่พึงกระทำ

ฉะนั้น ผมเลยไม่เคยให้ความนับถือความเชื่อเรื่องเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวมาตั้งแต่เด็ก เพราะผมไม่ชอบที่เธอฆ่าตัวตายประชดพี่ชายแบบนั้น แม้จะถูกพ่อแม่ใช้ให้มาตามพี่ชายกลับจีนไม่สำเร็จก็ตาม

เมื่อเธอทำไม่สำเร็จ แล้วเธอคิดฆ่าตัวตาย เธอก็ตายไปคนเดียวสิ ทำไมต้องไปสาปแช่งให้คนอื่นเขาเดือดร้อนด้วย บาปกรรมเปล่าๆ นี่ยิ่งแสดงว่า เธอเป็นคนใจแคบ ถือเป็นตำนานที่ไร้เหตุผลสิ้นดี

ฉะนั้นตำนานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ผมถึงไม่เชื่อ และไม่ศรัทธามาตั้งแต่ผมยังเด็ก ตามคนไทยมากมายที่หลงเชื่อ (เพราะถูกหน่วยงานเกี่ยวกับการท่องเที่ยวต่างๆ รวมทั้งในวิชาสังคมศึกษาเป่าหูให้เชื่อมาตลอด)

เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวอาจแค่ฆ่าตัวตายเพราะทำหน้าที่ไม่สำเร็จเท่านั้น อาจไม่ได้มีคำสาปแช่งเหมือนอย่างที่ตำนานเล่าต่อๆ กันมา (แต่ถูกบิดเบือนตำนานเพื่อหวังยกตนข่มท่าน)

ทีนี้ลองมาดูมุมมองชาวมุสลิม 3 จังหวัดภาคใต้เกี่ยวกับตำนานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวกับมัสยิดกรือเซะบ้างครับ

ใหม่เมืองเอก.

-----------------------

ทำไมมัสยิดกรือเซะ สร้างไม่เสร็จอย่างสมเหตุสมผล !! ในมุมมองมุสลิม




ตำนานมัสยิดกรือเซ๊ะ ที่ กรือเซะ-บานา เป็นเรื่องราวที่ได้สร้างความอัปยศให้กับสังคมมุสลิมนับตั้งแต่ได้มีประวัติศาสตร์อิสลามเกิดขึ้นมาในปัตตานี

เริ่มจากรัชสมัยของพระยาอินทิรา แห่งราชวงศ์ RAJA WANGSA ซึ่งพระองค์เข้ายอมรับในศาสนาอิสลาม และมีพระนามว่า สุลต่าน อิสมาแอล ชาห์ซึ่งตามประวัติศาสตร์แล้ว มัสยิดกรือเซ๊ะ ไม่ได้ถูกสร้างโดยลิ้มโต๊ะเคียม เหมือนกับตำนานของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ที่ได้รับบอกเล่าต่อๆ กันมา หรือตามตำนานที่ได้ถูกบันทึกในวารสาร อสท.ของ ททท.

และมัสยิดกรือเซ๊ะไม่ได้ถูกฟ้าผ่า เนื่องจากคำสาปแช่งของนางสาวลิ้มกอเหนี่ยวหรือหลิมกอเนี่ยว ที่ผูกคอตายที่ต้นมะม่วงหิมพานต์ริมชายหาดตันหยงลูโล๊ะ ดั่งที่ตำนานได้บอกกล่าวไว้

ที่ว่า  “เมื่อนางไม่สามารถชวน ลิ้มโต๊ะเคี่ยมหรือหลิมเต้าเคียน ผู้เป็นพี่ชายกลับเมืองจีนเพื่อไปดูแลแม่ที่ชราได้ นางจึงเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ ได้ตัดสินใจผูกคอตายกับต้นมะม่วงหิมพานต์ (ยาโหง่ย,ยาร่วง,ยาหมู) พร้อมทั้งได้อาฆาตพยาบาทต่อมัสยิดกรือเซะที่เป็นต้นเหตุให้พี่ชายไม่สามารถกลับเมืองจีนพร้อมกับนางได้

นางสาวลิ้มกอเหนี่ยวจึงได้ตั้งจิตอธิฐานว่า ขอให้มัสยิดหลังนี้มีอันเป็นไปในทุก ๆ ครั้งที่มีการก่อสร้างหรือสร้างเสร็จ จากนั้นก็ได้มีฟ้าคะนองพร้อมกับได้มีอสนีบาตฟาดลงบนโดมมัสยิดพังพินาศเสียหาย ชาวมุสลิมต่างเกรงกลัวต่ออิทธิฤทธิ์ของนางลิ้มกอเหนี่ยวไม่กล้าที่จะกลับมาสร้างต่อ และครั้งใดก็ตามที่ชาวมุสลิมคิดที่จะบูรณะมัสยิดหลังนี้ เมื่อทำการบูรณะเสร็จก็จะโดนฟ้าผ่าทุกครั้งไป จนชาวมุสลิมไม่กล้าบูรณะมัสยิดหลังนี้อีกต่อไปและปล่อยให้มัสยิดรกร้างตั้งแต่นั้นมา ด้วยเพราะความเกรงกลัวต่ออำนาจอิทธิฤทธิ์ของนางสาวลิ้มกอเหนี่ยว หรือเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวในปัจจุบัน”

แต่ในทางประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ไทยบางส่วนและประวัติศาสตร์ของชาวมลายูบันทึกว่าสาเหตุที่มัสยิดกรือเซ๊ะเสียหาย เพราะโดนกองทัพจากกรุงสยามเข้าตีในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น เมื่อประมาณ ปี พ.ศ.2328 ครั้งที่กองทัพสยามเข้ามาตีหัวเมืองปักษ์ใต้ ทหารสยามได้ระดมยิงปืนใหญ่จนเมืองและพระราชวังเสียหายตลอดจนมัสยิดเสียหาย

และเมื่อทหารสยามรบชนะก็ได้ทำการเผามัสยิดเพื่อลอกเอาเนื้อทองคำบริสุทธิ์ที่ห่อหุ้มบนโดมมัสยิดกรือเซ๊ะอันสวยงามแห่งนี้ และหลังจากกองทัพสยามได้ยกทัพมาปราบหัวเมืองปักษ์ใต้ กล่าวกันว่า ในสมัยที่กองทหารสยามกวาดและริบทรัพย์สินจากเชลยศึกในสงครามปัตตานีในสมัยที่กองทัพถอยทัพกลับนั้นด้วยความที่ทรัพย์สินของปัตตานีมีมาก เรือลำหนึ่งที่บรรทุกปืนใหญ่ศรีนะฆะราจมล้มในอ่าวปัตตานี และทหารสยามต้องเท้ากลับกรุงเทพมหานครฯ เพราะเรือของกองทัพเรือทั้งต้องบรรทุกทรัพย์สินของเชลยศึกที่ยึดได้จากสงครามกลับกรุงเทพฯ

ปัตตานี กลันตัน ตรังกานู เคดะห์ และปีนังถูกตีและยึดครองในสมัยนั้น และในปี พ.ศ.2329 กองทัพสยามได้ยึดปืนใหญ่นางพญาตานี ขึ้นไปกรุงเทพฯ พร้อมกับได้ทำการกวาดต้นเชลยศึกมลายูขึ้นไปจำนวนหลายสิบหมื่นคน เพื่อไปเป็นโล่มนุษย์และทำการขุดคลองจนได้ชื่อว่าคลองแสนแสบในปัจจุบัน 

สถานที่ๆ เชลยศึกและทาสมลายูถูกปล่อยเป็นกลุ่มก้อนมากที่สุดก็คือแถวคลองตัน พระโขนง มีนบุรี หนองจอก ทุ่งครุ นครนายก ปทุมธานีและแปดริ้ว( อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเฉิงเทรา ปัจจุบัน)

มัสยิดกรือเซ๊ะ หรือมัสยิดปินตูกรือบัง ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ไม่ได้ถูกฟ้าผ่าดั่งที่เรื่องราวของตำนานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนียวบันทึกไว้ แต่โดนเผาเมื่อตอนที่สมัยกองทัพสยามได้เข้ามาตีหัวเมืองปักษ์ใต้ แม่ทัพบางคนที่คุมทัพรัตนโกสินทร์ครั้งนั้น อย่างเช่นพระยาราชบังสัน ซึ่งเป็นมุสลิมเสียใจต่อการกระทำครั้งนี้ของกองทัพสยามอย่างมาก

แต่สงครามก็คือสงคราม ผู้ชนะย่อมต้องทำลายเมืองหรือศาสนสถานตลอดจนบ้านเรือนของผู้พ่ายแพ้สงคราม เพื่อไม่ตั้งตัวเป็นเสี้ยนหนามแผ่นดินในอนาคตได้ กองทัพพม่าได้เคยกระทำต่อกรุงศรีอยุธยาฉันท์ใด กองทัพสยามก็ได้ทำต่อปัตตานีฉันท์นั้น

มัสยิดกรือเซ๊ะ หรือมัสยิดปินตูกรือบัง ได้ถูกกรมศิลปกรตีทะเบียนเป็นโบราณสถานและทำการบูรณะ เมื่อปี พ.ศ.2478 และได้ทำการบูรณะอีกครั้ง ในปี พ.ศ.2500 และในปี พ.ศ.2525 ได้ทำการบูรณะอีกครั้งเนื่องในโอกาสสมโภชน์ กรุงรัตนโกสินทร์

ลิ้มโต๊ะเคี่ยมหรือหลิมเต้าเคียน เข้ามาในปัตตานี เมื่อประมาณปี พ.ศ.2119 ในสมัยแผ่นดินสุลต่านบาฮาดูร์ ชาห์ โดยได้นำเรือสำเภามาจอดเทียบท่าที่ท่าเทียบเรือตันหยงลูโล๊ะ แต่ก็ไม่ปรากฏว่าลิ้มโต๊ะเคี่ยมหรือหลิมเต้าเคียนได้อภิเษกสมรสเจ้าหญิงคนไหนเลย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหญิงฮิเยาว์ เจ้าหญิงบีรู หรือเจ้าหญิงอูงู เพราะฉะนั้นตามตำนาน(ที่ตำนาน-นาน) ได้เล่าต่อๆ กันมาว่าลิ้มโต๊ะเคี่ยมได้แต่งงานกับบุตรีของเจ้าเมืองปัตตานี น่าจะคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

เพราะในประวัติศาสตร์อิสลามปัตตานี นับตั้งแต่พระยาอินทิราเข้ารับอิสลามมาจนถึงการปกครองของสุลต่านบาฮาดูร์ ชาห์ ซึ่งอยู่ในระหว่างปี พ.ศ.2043-2127 ไม่ปรากฏว่าบุตรีของสุลต่านองค์ใดแต่งงานกับลิ้มโต๊ะเคี่ยมหรือหลิมเต้าเคียนเลย และมัสยิดกรือเซะไม่ได้ถูกสร้างในสมัยสุลต่านบาฮาดูร์ ชาห์ แต่น่าจะสร้างในรัชสมัยของสุลต่านอิสมาแอล ชาห์ (พระยาอินทิรา)

ภายหลังจากที่พระองค์ได้เข้ารับศาสนาอิสลาม และสิ่งที่น่าสังเกตอีกอย่างก็คือ ศิลปะของมัสยิดกรือ เป็นศิลปะแบบเปอร์เซีย ไม่ว่าจะเป็นซุ้มโค้งประตูหรือเมี๊ยะรอบ ล้วนแล้วแต่เป็นทรงและศิลปะแบบเปอร์เซียทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่ลิ้มโต๊ะเคี่ยมจะสร้างมัสยิดหลังนี้ ตามที่ตำนานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวเล่าต่อ ๆ กันมา

เพราะถ้าเราได้ไปดูมัสยิดในเมืองจีนที่สร้างเมื่อ 400-500 ปีที่แล้ว เราเห็นได้ว่า มัสยิดเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นทรงจีน(เหมือนวัดจีน)ทั้งสิ้น

แล้วลิ้มโต๊ะเคี่ยมจะเอาศิลปกรรมแบบเปอร์เซียมาสร้างมัสยิดนี้ได้อย่างไร ??

อาจจะเป็นไปได้ว่า ลิ้มโต๊ะเคี่ยม อาจจะเข้ามาช่วยอาสาบูรณะมัสยิดภายหลังจากเกิดความเสียหายจากสงครามก็เป็นได้ อีกอย่างลิ้มโต๊ะเคี่ยมไม่ได้สมรสกับบุตรีของสุลต่านปัตตานีดั่งที่ตำนานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวว่ากล่าวไว้ แต่อาจจะสมรสกับเครือญาติของสุลต่านก็เป็นได้ ลิ้มโต๊ะเคี่ยมจึงเป็นผู้ที่อาสาต่อเติมมัสยิดให้เสร็จสิ้น

และสิ่งที่น่าสังเกตก็คือในสมัยเจ้าหญิงฮิเยาว์ เจ้าหญิงบีรู เจ้าหญิงอูงู และเจ้าหญิงกูนิงครองเมืองปัตตานี ระหว่างปี พ.ศ.2127-2230 มัสยิดกรือเซะก็ยังไม่ถูกทำลาย มัสยิดกรือเซะยังคงถูกบันทึกว่าเป็นมัสยิดที่งดงามภายในมัสยิดมีลวดลายอันวิจิตร บนยอดโดมของมัสยิดกรือเซะหุ้มด้วยทองคำบริสุทธิ์

อาจเป็นไปได้ว่าในสมัยราชินีฮิเยาว์ เคยเกิดสงครามครั้งหนึ่งที่ทำให้มัสยิดเสียหาย คือในปี พ.ศ. 2146 สมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ส่งกองทัพเรือเข้ามาตีเมืองปัตตานี โดยมีออกญาเดโช เป็นผู้นำทัพ โดยมาขึ้นที่ปากอ่าวเมืองปัตตานีและบุกเข้าประชิดตัวเมือง ราชินีฮิเยาว์ได้นำทหารหาญของเมืองปัตตานีออกมาต่อต้านกองทัพอยุธยาอย่างเต็มกำลังสามารถ โดยใช้ปืนใหญ่ออกมายิงต่อสู้จนกองทัพสยามต้องถอยทัพกลับไปในที่สุด และในศึกสงครามครั้งนี้ทำให้มัสยิดกรือเซะหรือมัสยิดปินตูกรือบังเสียหาย

ลิ้มโต๊ะเคี่ยมซึ่งรับราชการอยู่จึงรับอาสาช่วยบูรณะซ่อมมัสยิดกรือเซะ และเป็นเวลาเดียวกับที่นางหรือนางสาวลิ้มกอเหนี่ยว (สมัยนั้นยังไม่ได้รับฉายาเป็นเจ้าแม่) มาตามพี่ชาย แต่พี่ชายไม่ยอมกลับเพราะยังบูรณะมัสยิดไม่เสร็จ และอาจเป็นไปได้ว่าลิ้มโต๊ะเคี่ยมมีความตั้งใจแล้วว่าจะไม่กลับไปแผ่นดินจีนอีกเพราะ

1.ต้องการบูรณะมัสยิดให้เสร็จ
2.ต้องต้องการที่จะตั้งรกรากใหม่ที่นี่เพราะมีลูกมีเมียแล้ว
3.เพราะตนเข้ารับอิสลามและเป็นมุสลิม

นางสาวลิ้มกอเหนี่ยวเมื่อได้รับการปฏิเสธจากพี่ชายก็เลยเสียใจ เพราะได้รับปากกับทางบ้านแล้วว่าจะนำพี่ชายไปยังบ้านเกิดให้จงได้ ไม่ว่าพี่ชายจะอธิบายเหตุผลและความจำเป็นของภารกิจอย่างไรก็ตาม ลิ้มกอเหนี่ยวก็ไม่ยอมฟัง เมื่อไม่สามารถโน้มน้าวจิตใจพี่ชายให้คล้อยตามนางได้ นางจึงเสียใจเป็นที่สุดเพราะนางไม่สามารถบากหน้ากลับบ้านไปหาแม่ได้โดยปราศจากพี่ชาย จึงได้ตัดสินใจผูกคอตายโดยใช้ผ้าหรือเชือกผูกกับต้นมะม่วงหิมพานต์ที่ริมชายหาดตันหยงลูโละ

ส่วนนางจะสาปแช่งให้ฟ้าผ่ามัสยิดหรือไม่นั้น เชื่อว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ ถ้าหากนางสาปแช่งมัสยิดกรือเซะจริง แล้วใครเป็นคนได้ยิน แล้วหากมีคนได้ยินตอนที่นางสาปแช่ง ทำไมไม่ช่วยกันห้าม การผูกคอตายครั้งนี้เป็นไปเพราะน้อยใจพี่ชายเท่านั้น หรือหากนางอาฆาตพยาบาทต่อมัสยิดกรือเซะ ก็คงไม่ใช่เพราะแรงอาฆาตพยาบาทหรือแรงอธิษฐานของนางหรอกที่ดลบันดาลให้ฟ้าผ่ามัสยิดกรือเซะ หรือหากมีฟ้าผ่ามัสยิดกรือบ้างก็เพียงเพราะเหตุที่โดมสัมยิดกรือหุ้มด้วยทองคำต่างหากเพราะมัสยิดกรือเซะในสมัยนั้นไม่มีสายล่อฟ้า ซึ่งในความเป็นจริงมัสยิดกรือเซะก็ไม่ได้เสียหายเพราะถูกฟ้าผ่า

ผู้ชนะย่อมสามารถเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นมาเองได้ แต่การจะเขียนว่า “มัสยิดกรือเซะโดนนางสาวหรือนางลิ้มกอเหนี่ยว สาปแช่งไว้จนถูกฟ้าผ่านั้น” มันขัดกับความจริงที่เกิดขึ้น

“จึงอุปโลกตำนานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวขึ้นมาเพราะต้องการปกปิดความจริงบางอย่าง”

ซึ่งจริง ๆ แล้ว ไม่จำเป็นต้องปกปิดเลย เพราะอดีตก็คืออดีต อดีตมีเพื่อเรียนรู้ไว้เป็นบทเรียน สิ่งที่ดีจากการเรียนรู้ในอดีตเราก็สามารถนำมาปรับปรุงพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นได้ สิ่งที่ไม่ดีก็ต้องจดจำไว้เป็นอุทาหรณ์เพื่อช่วยกันป้องกันแก้ไขอย่าให้เกิดขึ้นอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

การที่มีลูกปืนใหญ่ยิงถล่มเข้ามาโดนมัสยิดจนเสียหายในช่วงสงคราม มันเป็นเรื่องปกติ การที่ทหารเข้าปล้นสดมภ์บ้านเรือนกวาดต้อนเชลยศึก ตลอดจนยึดทรัพย์สินของมีค่าในระหว่างสงคราม หรือเผาศาสนสถานเพื่อลอกเอาทองคำออกจากโบสถ์ วิหาร อาราม วัด สุเหร่า หรือมัสยิด มันก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาในสงครามที่ไม่เห็นจะต้องปกปิด 

แล้วสร้างตำนานด้วยเรื่องที่จะทำลายศรัทธาของชาวมุสลิมอย่างร้ายแรงกว่า ที่ไม่อาจรับได้ เพราะฉะนั้นอยากขอร้อง สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย.ภาคใต้เขต 1 , สำนักงาน ททท.ภาคใต้เขต 3 , บริษัทท่องเที่ยว ตลอดจนมัคคุเทศก์ กรุณาช่วยปฏิบัติหน้าที่ทูตวัฒนธรรมหรือทูตของประเทศอย่างมีความรู้ ศึกษาประวัติศาสตร์ เรียนรู้อดีต ปัจจุบัน ตลอดจนติดตามสถานการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนยุทธศาสตร์ของจังหวัดให้ดี เรียนรู้ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรมท้องถิ่นให้แตกฉาน ไม่ใช่ไปอธิบายเรื่องตำนานแล้วบอกว่าเป็นประวัติศาตร์ เพราะมันจะเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น 

สามจังหวัดภาคใต้มีสถานที่ท่องเที่ยว ทางธรรมชาติที่สวยงาม มีโบราณสถานให้ศึกษา มีขนบธรรมประเพณีและวัฒนธรรมที่ดีงามไม่แพ้ที่ใดในประเทศนี้ แต่สามจังหวัดกลับเสียโอกาสที่จะพัฒนาธรรมทรัพยากรการท่องเที่ยวมีอยู่ให้เกิดประโยชน์กับคนในท้องถิ่นชนในชาติตลอดจนให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศให้มากที่สุด เพราะเราไม่ยอมเรียนรู้ข้อดีปรับปรุงข้อด้วยของกันและกัน

หวังว่าอนาคตอันใกล้นี้ เราคงจะไม่ได้ยินมัคคุเทศก์ที่นำนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศไปยืนถ่ายรูปเพื่อเป็นที่ระลึกกับสุสานหรือฮ้วงซุ้ย(จำลอง)ของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว แล้วชี้นิ้วไปที่มัสยิดกรือเซะพร้อมบรรยายด้วยถ้อยคำหรือวลีที่ว่า

“มัสยิดหลังนี้แหละที่เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวสาปแช่ง จนฟ้าผ่าและสร้างไม่เสร็จ และเมื่อมีชาวมุสลิมคิดบูรณะมัสยิดหลังนี้ครั้งใด ก็จะโดนฟ้าผ่าเสียทุกครั้ง ซึ่งมัสยิดหลังนี้โดนฟ้าผ่าทุกๆ ครั้งที่มีการบูรณะกล่าวกันว่า มัสยิดหลังนี้โดนฟ้าผ่าถึง 3 ครั้ง 3 ครา จนมุสลิมแถวนี้หวาดกลัวต่ออิทธิฤทธิ์และความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าแม่ และไม่กล้าที่จะคิดบูรณะมัสยิดแห่งนี้อีกเลย”

ยังมีความจริงอีกมากมายที่ยังไม่ได้เขียนถึง และยังมีละเอียดปลีกย่อยอีกมากมายที่ยังไม่เปิดเผย สำหรับบทความชิ้นนี้หากข้อดีอยู่บ้างก็ขอมอบความดีงามอันนั้นแด่ รศ.ดร.ครองชัย หัตถา อาจารย์ภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

หากสิ่งใดที่อ่านแล้วเกิดความรู้สึกไม่ดีหรือมีผลกระทบผู้เขียนบทความข้อรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว และยังมีสิ่งหนึ่งที่อยากจะกราบเรียนรัฐบาลทักษิณผ่านหน่วยข่าวกรองทั้งหลายที่ชอบตัดข่าวหนังสือพิมพ์ส่งไปให้หน่วยเหนือเป็นอาชีพว่า ในโลกนี้นอกจากประเทศไทยมีประเทศไหนบ้างที่ขึ้นทะเบียนมัสยิดเป็นโบราณสถาน แล้วห้ามศาสนิกชนที่นับถือศาสนาอิสลามบูรณะ และขอร้องว่าอย่าได้อ้างมัสยิดบาบาหรีที่อินเดีย ที่โดนชาวฮินดูรื้อและทุบทิ้งเพื่อเป็นโบสถ์พระรามขึ้นมาทดแทน

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.geocities.ws/prawat_patani/masjidkersik.htm

คลิกอ่าน แท้จริงแล้ว อาณาจักรปัตตานีคือฝ่ายรุกรานสยามก่อน






วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2556

รัฐบาลและปตท.ร่วมมือกับการไฟฟ้า ขูดรีดค่าไฟคนไทย







จากรายการกลางเมือง ทางทีวีไทย ออกอากาศในวันที่ 7 มีนาคม 2556 ได้เปิดเผยข้อมูลที่รัฐบาลและการไฟฟ้าได้ให้ข้อมูลลวงคนไทยผู้ใช้ไฟฟ้าครัวเรือนกันมานานมาก จนทำให้คนไทยแทบทั้งหมดไม่เคยรู้ว่า

ค่าไฟฟ้าที่การไฟฟ้าเก็บจากภาคครัวเรือนมีอัตราที่แพงกว่า ค่าไฟฟ้าที่พวกโรงงานอุตสาหกรรมและ ธุรกิจขนาดกลางและใหญ่จ่ายเสียอีก

โดยคุณอิฐบูรณ์ อ้นวงศา หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค ได้เปิดเผยข้อมูลค่าไฟฟ้าที่คนไทยโดนรัฐบาลและการไฟฟ้าเก็บค่าไฟคนไทยแพงกว่าภาคธุรกิจ

แถมรัฐบาลพยายามหลอกให้คนไทยต้องประหยัดไฟ ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว คนไทยทั้งประเทศกลับใช้ไฟน้อยกว่ากลุ่มธุรกิจและหน่วยงานราชการหลายเท่าด้วยซ้ำ



กรณีรัฐบาลและการไฟฟ้าหลอกลวงผู้ประสบอุทกภัย ในช่วงน้ำท่วมปี2554

คุณอิฐบูรณ์ กล่าวว่า "หลายบ้านเจอน้ำท่วม หนีออกจากบ้าน บ้านไม่ได้ใช้ไฟเลย ไม่ได้อยู่กับบ้านเลย ตอนนั้นรัฐบาลได้ประกาศว่า รัฐจะลดค่าไฟให้ผู้ประสบอุทกภัย ไม่เก็บค่าไฟช่วงน้ำท่วมแก่ผู้ประสบอุทกภัย แต่ความจริงรัฐบาลและคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานกลับฉวยโอกาสตอนนั้น นำเอาค่าFT ที่มันสะสมมาอย่างต่อเนื่องก่อนหน้านั้นเกือบ 1 บาท เอาไปยัดอยู่ที่ค่าไฟฟ้าฐาน

พอเรากลับบ้านหลังน้ำลด เราใช้ไฟปริมาณหน่วยเท่าเดิมเลย ก็มีเสียงโวยวายเกิดขึ้นเลยว่า ทำไมใช้ไฟเท่าเดิม จำนวนหน่วยเท่าเดิม แต่ทำไมค่าไฟถึงได้แพงขึ้น ? ก็จะไม่เพิ่มได้ไงล่ะ ก็ค่าFT แอบถูกยัดเข้าไปในค่าไฟฟ้าฐานอีก 1 บาท"


กรณีภาคครัวเรือน โดนเก็บค่าไฟฟ้าฐาน และค่า FT แพงกว่ากลุ่มธุรกิจ และหน่วยงานราชการ ตามรูปนี้

อัตราค่าไฟฟ้าฐานครัวเรือน เปรียบเทียบกับภาคธุรกิจ



จะเห็นได้ว่า ค่าไฟฟ้าฐาน

ภาคครัวเรือนถูกคิดค่าไฟฟ้าฐานที่หน่วยละ 3.3 บาท

ธุรกิจขนาดเล็ก เช่นร้านค้าเล็กๆ  เช่นห้องแถว หรือร้านโชว์ห่วย ถูกคิดค่าไฟฟ้าฐานที่หน่วยละ 3.6 บาท

ธุรกิจขนาดกลาง เช่น ห้างสรรพสินค้า และธุรกิจSME ถูกคิดค่าไฟฟ้าฐานที่หน่วยละ 3.2 บาท

ธุรกิจขนาดใหญ่ เช่นโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ถูกคิดค่าไฟฐานหน่วยละ 3.0 บาท

หน่วยงานราชการ ถูกคิดค่าไฟฟ้าฐานที่ หน่วยละ 2.5 บาทเท่านั้น

แถมหน่วยราชการนำเงินจากกองทุนอุดหนุนพลังงานที่หักจากค่าน้ำมันที่ประชาชนใช้ไปอุดหนุนค่าไฟฟ้าของหน่วยงานของภาครัฐเองอีกด้วย

-----------------------

ดูอัตราค่าไฟฟ้า FT ภาคครัวเรือน เทียบกับภาคธุรกิจ




ภาคครัวเรือน ถูกคิดค่าไฟฟ้า FT ที่ 3.6 สตางค์/หน่วย

ธุรกิจขนาดเล็ก เช่นร้านค้า ร้านโชว์ห่วย ถูกคิดค่าไฟฟ้า FT ที่ 3.9 สตางค์/หน่วย

ธุรกิจขนาดกลาง เช่นห้างสรรพสินค้า และธุรกิจSME ถูกคิดค่าไฟฟ้า FT ที่ 3.5 สตางค์/หน่วย

ธุรกิจขนาดใหญ่ เช่นโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ประเภทโรงงานผลิตรถยนต์ เป็นต้น กลับถูกคิดค่าไฟฟ้า FT ที่ 3.3 สตางค์/หน่วยเท่านั้น

หน่วยราชการ ถูกคิดค่าไฟฟ้า FT ที่ 2.8 สตางค์/หน่วย

------------------------

จำนวนผู้ใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือนมีปริมาณ 80 % แต่กลับใช้ไฟฟ้าเพียง 22 %จากจำนวนไฟฟ้าที่มีทั้งประเทศเท่านั้น

จำนวนผู้ใช้ไฟฟ้า(หรือปริมาณใบแจ้งหนี้) ภาคครัวเรือนมีปริมาณมากที่สุด






แม้ภาคครัวเรือนจะมีปริมาณผู้ใช้ไฟมากที่สุด แต่ภาคครัวเรือนกลับใช้ปริมาณไฟฟ้าเพียง 22% จากปริมาณไฟฟ้าทั้งประเทศเท่านั้น



ในขณะที่ภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ รวมทั้งหน่วยราชการ กลับใช้ไฟฟ้ามีปริมาณรวมกันมากถึง 66% ของปริมาณไฟฟ้าที่มีทั้งประเทศ

-----------------------

สรุป

มันตลกดีนะครับที่ ผู้ที่ใช้ไฟฟ้าน้อยที่สุด กลับถูกเก็บค่าไฟฟ้าแพงที่สุด ทั้งๆ ที่ครัวเรือนไทย ส่วนใหญ่ก็แค่ใช้ไฟฟ้าในชีวิตประจำวันเท่านั้น

บางครัวเรือนที่ยากจน ก็มีแค่ไฟ 1 ดวง พัดลม 1 ตัว กับหม้อหุงข้าว 1 ใบ หรืออาจมีทีวีเล็กๆ อีกสักเครื่องเท่านั้น แต่ครัวเรือนเหล่านี้ก็กลับต้องถูกเก็บค่าไฟฟ้าฐาน และค่าไฟฟ้า FT จากรัฐบาลและการไฟฟ้าในอัตราที่แพงกว่าที่ห้างสรรพสินค้า หรือ โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ต้องจ่ายเสียอีก

ทั้งๆ ที่กลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรมพวกนี้ คือพวกที่ทำให้ประเทศไทยต้องจัดหาพลังงานไฟฟ้ามาคอยป้อนให้จนเป็นปัญหาอยู่ตลอดเวลา จนทำให้ประเทศไทยอาจตกอยู่ในภาวะไม่มั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าก็ตาม

ธุรกิจทั้งขนาดกลางและใหญ่ ต่างพากันตักตวงผลกำไรและทรัพยากรจากคนไทยไปในต้นทุนถูกๆ แต่ได้กำไรสูงๆ เข้าบริษัทตัวเอง ปล่อยภาระเรื่องมลภาวะเป็นพิษจากการผลิตไฟฟ้าให้คนไทยกลับต้องแบกรับไปแทน

ไหนรัฐบาลและการไฟฟ้าเคยบอกว่า ผู้ใช้ไฟฟ้ามากต้องจ่ายค่าไฟแพงในอัตราก้าวหน้า ?!

และอย่ามาอ้างว่า การที่เก็บค่าไฟจากโรงงานและห้างสรรพสินค้าถูกๆ ก็เพื่อไม่ให้สินค้าราคาแพง !! นี่แหละคือคำหลอกลวงคำโตของรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย ใช้หลอกประชาชน 

ไม่มีหรอกที่พวกนี้จะคิดราคาสินค้าถูกเพราะค่าไฟถูก มีแต่ตักตวงกำไรจนพุงกางล่ะสิไม่ว่า แบบนี้แหละที่เขาเรียก นักการเมืองเอื้อประโยชน์พวกนายทุน !!

ไหนจะลดภาษีนิติบุคคลให้พวกกลุ่มธุรกิจ10% ไปแล้ว หรือจะนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่เอื้อประโยชน์ทางด้านภาษีต่างๆ มากมาย สุดท้ายคือพวกนายทุนรวยเอาๆ พร้อมทิ้งมลภาวะเป็นพิษไว้ให้คนไทย

ส่วนคนไทยนอกจากจนลงๆ สุขภาพเสื่อมลงๆ แถมยังต้องจ่ายค่าไฟฟ้าและค่าน้ำมันแพงกว่าพวกนายทุนแล้ว

ถ้าไม่เรียกว่า รัฐบาลร่วมกับปตท. และการไฟฟ้า ขูดรีดค่าไฟฟ้าจากคนไทย ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรแล้วครับ


คลิกอ่าน วิกฤติพลังงานไฟฟ้าไทย กับรัฐบาลชั่ว


วันจันทร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2556

ควันหลงเลือกตั้งผู้ว่า โพลเฉลยทรัพย์ ยิ่งลักษณ์ตอแหล







หลังจากโพลสุขุม เฉลยทรัพย์ และโพลเอแบค หน้าแหกยับเยินแบบทุเรศสิ้นดีแล้ว หากยังหน้าด้านกล้าทำโพลชี้นำควายอีก ก็สมควรเรียกได้เลยว่า ไอ้โพลขี้ข้าทักษิณ

ที่สำคัญ โพลสวนดุสิต เป็นชื่อมหาวิทยาลัยของรัฐ นำชื่อมหาวิทยาลัยมาหารับประทานด้วยการเลียนักการเมืองชั่วที่สั่งวานคนเผากรุงเทพ มันช่างน่าละอายยิ่งนัก

นายสุขุม เฉลยทรัพย์ ไม่สมควรนำชื่อมหาวิทยาลัยสวนดุสิตมาหากินอีก ควรตั้งชื่อโพลเฉลยทรัพย์แยกออกมาซะ ถ้ายังมีจิตสำนึกแห่งความละอายแก่บาปบ้าง

และอย่ามาอ้างว่า ได้ทำโพลถูกต้องตามหลักวิชการการ เอาไว้ไปหลอกควายเถอะ ถ้าไม่เข้าใจว่า ที่ผมเขียนหมายถึงอะไร ให้ไปอ่าน 2 บทความนี้

คลิกอ่าน โพลจัดตั้ง โพลขี้ข้า

คลิกอ่าน โพลนั่งเทียน



คลิกที่นี่ เพื่อดูที่ผมเขียนไว้เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 56 ว่า โพลขี้ข้าต้องลาออกจากวงการไปซะ




ตอนแรก ผลเอ๊กซิสโพลแทบทุกสำนัก หลัง 15.00 น. ต่างบอกว่า จูดี้ชนะ พวกฟายแดงต่างส่งเสียงเฮลั่นอย่างสะใจ

แต่แล้วหัวเราะที่หลังย่อมดังกว่าฉันใด ฟายแดงอกหัก หน้าจ๋อย จึงกลายเป็นเรื่องฮาสะใจกระผมยิ่งนัก 55555

และคนกรุงเทพจำนวนมาก ตั้งใจออกมาเลือกเบอร์ 16 เพื่อสั่งสอนพวกโพลขี้ข้าไอ้เหลี่ยม !!

-----------------------

ใครเลือกจูดี้ แสดงว่าโง่สุด ๆ




ในงานวันเด็กที่ทำเนียบที่ผ่านมา มีป้ายล้มทับ 3 แม่ลูก !! ขนาดในทำเนียบยังบริหารจัดการความปลอดภัยได้ห่วยแตก

รมว. กระทรวงกีฬา เดี้ยงขณะอยู่ในทำเนียบ เป็นลมล้มหมดสติ ไม่มีแพทย์ช่วย ไม่มีเครื่องช่วยหายใจ สุดท้ายไปก่อนพี่ชาย

ขนาดรัฐมนตรี ยังไร้หมอคนดูแล แล้วประชาชนจะซวยขนาดไหน?

หรือที่ซอยบ้านยิ่งลักษณ์ ก็มีสาวโดนมอไซค์รับจ้างข่มขืนฆ่าเธออย่างโหดเหี้ยม ทั้งๆ ที่ ซอยนี้มีตำรวจเข้าออกตลอดทั้งวันเต็มซอย จนแม่ของผู้เสียชีวิตต้องแบกโลงมาประท้วงหน้าบ้านยิ่งงั่ง แถม ผบ.ชน. ก็เป็นคนที่ไอ้เหลี่ยมแต่งตั้ง

ขนาดในทำเนียบ ในซอยบ้านนายก ยังไม่ปลอดภัย ถ้าใครเชื่อไอ้ขี้ข้าเบอร์ 9 ว่า จะทำให้กทม. ปลอดภัย ก็ควายแล้ว




เมื่อมีนังกาลกิณีขี่ควายแดง มาเป็นนายก อะไรที่รับปากไว้จะยิ่งปรากฏว่า ซวยยิ่งกว่าเก่า

และเพราะจูดี้มันสร้างภาพซะมาก ขนาดขอทานเขมรมันยังไหว้ได้ ทั้งๆ อาชีพขอทานเป็นความผิดทางกฎหมาย ตามพ.ร.บ.ขอทาน 2484

ถ้าจะอนุโลมบ้างก็แค่คนไทยเท่านั้น มันเป็นตำรวจดันไหว้ขอทาน (อาชีพผิดกฎหมาย) จึงมีแต่ควายเท่านั้นที่จะเลือกมัน



------------------------

ตัวอย่าง ความเห็นโดนใจผม

คลิกที่รูปเพื่อขยาย!!


ผมเคยบอกไว้ในเฟซบุ๊คว่า บางครั้งศัตรูต้องเป็นมิตรกับศัตรู เพื่อไปกำจัดศัตรูที่มีร่วมกันก่อน แล้วพอกำจัดศัตรูร่วมกันไปได้แล้ว มิตรชั่วคราวค่อยมาห้ำหั่นกันเองอีกที นี่คือสิ่งที่ถูกต้องที่สุด ในสถานการณ์ตอนนี้


คลิกที่รูปเพื่อขยาย!!


จากคห.รูปด้านบนนี้ มีเพื่อนในเพจได้ติงผมมาว่า คนกรุงเทพ ตอนเหนือไม่ได้โง่ซะทุกคน เพราะไม่ได้เลือกไอ้เสาไฟฟ้า

ผมจึงอยากชี้แจงว่า หากเขตนั้นมีคนจำนวนน้อยที่ฉลาด แต่มีคนจำนวนมากที่โง่ มันเข้าตำราที่ว่า น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ ฉันใดฉันนั้น กรรมชั่วหนัก มักชิงส่งผลก่อนกรรมดีอันน้อยนิดครับ

ดังนั้น หากเกิดภัยพิบัติ ก็ต้องทำใจว่า เพราะพวกชั่วกำลังมันแรงในเขตนั้น ได้นำพาความวิบัติมาสู่ท่านในเขตนั้นเช่นกัน

เฮ่อ.. เศร้านะ เพื่อนผมในเขตดอนเมือง บางเขน สายไหม ก็มีเพียบที่ไม่ได้เลือกพวกชั่ว ก็เลยพลอยซวยไปด้วย จริง ๆ

------------------------

ยิ่งลักษณ์หน้าตายังตอแหลหลังเลือกตั้งผู้ว่า


ยิ่งลักษณ์แถลงการณ์ยอมรับความพ่ายแพ้ในศึกเลือกต้้งผู้ว่า กทม.


คือตอนนี้พวกฟายแดง ได้ปลอบใจตัวเองว่า อย่างน้อยพวกมันก็ได้ถึงล้านเสียงใน กทม.

โถ ๆ ไอ้ฟายแดง พวกมึงแน่จริงอย่าเอาความโลภมาหลอกพวกเห็นแก่ได้เหมือนพวกมึงในตจว. สิวะ

เช่นเรื่อง เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ก็ทำให้มีคนกรุงเทพ บางคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ว่า มันคือการหาเสียงแบบสัญญาว่าจะให้ จนอยากได้เงินส่วนนี้ให้ญาติผู้ใหญ่ ก็เลยเลือกจูดี้ก็มี

คลิกอ่าน อย่าเห็นแก่เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 1,200 บาทของพงศพัศ

เอาเรื่องรถเมล์ฟรีมาหลอกพวกโง่ชอบของฟรี ก็มี

แต่เอาเถอะ ได้เสียงควายล้านกว่าคะแนน ก็แสดงว่า ควายในกรุงเทพมีเพิ่มขึ้น มิน่าละ กรุงเทพมันถึงได้ซวยมากขึ้นทุกวันเพราะมีไอ้พวกโง่ พวกสถุล พวกเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมันมีมากขึ้นนี่เอง

แต่เชื่อเถอะ คนชั่วอย่างไอ้ทักษิณ ตอนนี้มันกำลังเอาตีนก่ายหน้าผากเพราะผิดหวังอย่างหนัก อุตส่าห์หมายมั่นปั้นมือ จะชนะในกทม. ถึงขนาดประกาศว่า ส่งเสาไฟฟ้ามาลง ก็ยังชนะ

ตอนนี้ทักษิณมันกำลังกระอัก รวมทั้งอีโอ๊ค ลูกชายมันอีกตัว ตอนนี้กำลังหาทางแก้ตัวปลอบใจว่า แพ้ก็ไม่เป็นไร แต่ในใจพวกมัน 2 ตัวพ่อลูก กลับชอกช้ำที่สุด 555

และความผิดหวังเสียใจอย่างหนักของไอ้ทักษิณ จะทำให้ชะตามันก็จะสั้นลงอีก เพราะมันได้ทำชั่วเพิ่มขึ้นทุกวัน จากการใช้วิชามารมากมายในการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. คราวนี้555

แต่ไม่เป็นไรหรอกนะไอ้เหลี่ยมจัด เพราะผลโพลยังให้น้องสาวของมึงได้ไปต่อ 5555




คลิกอ่าน สาเหตุที่เซ็นทรัลเวิร์ล ติดป้ายเบอร์ 9