วันศุกร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2559

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีในรัชกาลที่ 8 ที่ 9 ทรงฉลาดกว่าคณะราษฎร








เรื่องลำดับการสืบสันตติวงศ์ของ ร.8 นั้นถูกต้องแล้วครับ ตามความเห็นบน ๆ แต่ถ้าจะไม่มองเรื่องการเมืองเลยสมัยนั้น มันก็จะขาดมิติไป ต้องมองคู่กันไปแล้วทุกอย่างจะเป็นเหตุเป็นผลกัน

ต้องย้อนมาสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร์ 2475 ถ้าดูจาก timeline พวกนี้วางแผนมาอย่างดีนะครับ ไม่ได้เอะอะแล้วจะปฏิวัติเลยเสียเมื่อไหร่ จากเท่าที่ดูประวัติแล้วพวกนี้ต้องการเปลี่ยนการปกครองไปจนถึงระบอบที่ไม่มีกษัตริย์หรืออย่างน้อยถ้ามีก็แค่เป็นสัญลักษณ์ ไม่มีบทบาทอะไรใดๆ ต่อการปกครอง นั่นคือเป้าหมายใหญ่ของเขา

แต่ขั้นตอนการเปลี่ยนผ่านไปถึงจุดนั้น จะหักดิบเลยก็ไม่ได้ เพราะอาจจะมีการต่อต้านจากประชาชน เลยต้องเอาอำนาจมาในมือให้ได้ก่อน แล้วค่อยๆ ลดทอนความสำคัญของราชวงศ์ลง จนคนส่วนใหญ่ของประเทศคล้อยตามกับระบอบที่คณะนี้ต้องการ

ก่อนปฏิวัติ คณะราษฎรต้องศึกษาเรื่องลำดับการสืบสันตติวงศ์มาเป็นอย่างดีแล้ว ว่าใครคือ candidate พระองค์ต่อไป เพราะถ้า worst case ร.7 ไม่ยอมเปลี่ยนและมีการต่อสู้ อาจจะต้องมีการเปลี่ยนรัชกาลตั้งแต่ปีนั้น แล้วที่คณะนี้เห็นแล้วรู้สึกว่าเป็นงานง่าย คือ candidate อีก 2 พระองค์ยังทรงพระเยาว์ พระชนนีก็เป็นสามัญชน น่าจะคุมได้ไม่ยาก และยังมีเวลาริดรอนพระราชอำนาจได้อีกนาน จนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ มีเวลาเหลือเฟือจัดระบบที่เขาต้องการให้อยู่ในรูปในรอยได้อีกหลายปี เข้าทางอย่างที่สุด

แต่กระดูกชิ้นโตคือ candidate ลำดับ 3 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต หรือทูลกระหม่อมบริพัตร นั่นเอง เพราะคุมกำลังทหารและความมั่นคงในพระนครอยู่ ณ ขณะนั้น เพราะถ้าเกิด worst case จริง แล้ว ร.8 และ ร.9 ไม่ทรงรับเป็นกษัตริย์ เพราะเห็นเสด็จลุงมีความเหมาะสมกว่า หรือว่าถ้า ร.8 รับเป็นกษัตริย์ก็ดี การมีเสด็จลุงอยู่ก็จะเพิ่มความมั่นคงให้ราชวงศ์ได้อย่างมาก อาจจะได้เป็นผู้สำเร็จราชการด้วยก็เป็นได้ ดังนั้นแผนการปฏิวัติ 2475 นี้จะสำเร็จหรือไม่ทูลกระหม่อมบริพัตรเป็นตัวแปรที่มีผลมาก 

นั่นเป็นสาเหตุที่ทูลกระหม่อมบริพัตรถูกคณะราษฎร์คุมตัวออกจากวังและให้ขึ้นรถไฟออกนอกประเทศเป็นพระองค์แรก ส่วนพระองค์อื่นๆ ที่เป็นเสาหลักในการบริหารราชการก็ถูกคุมตัวไปพระที่นั่งอนันตฯ เพื่อรอคำตอบของ ร.7 ซึ่งขณะนั้นแปรพระราชฐานอยู่ที่วังไกลกังวล

ผลสรุป ร.7 ยอมเป็นกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ และพออำนาจมาอยู่ในมือคณะราษฎร์ คณะก็เดินเกมยึดทรัพย์เจ้า ยึดวัง ทุบวัง ลดเงิน เอาว่าทำทุกอย่างละกันเพื่อทำให้ราชวงศ์อ่อนแอลง ส่วน ร.7กับรัฐบาลก็ความเห็นไม่ลงรอยกัน เพราะโดนบีบให้ลดทอนพระราชอำนาจลงหลายเรื่อง ระหว่างนี้มีกบฏบวรเดช ที่ฝ่ายเจ้าจะเข้ามายึดอำนาจคืนอีก แต่เสาหลักการทหารอย่างทูลกระหม่อมบริพัตรไม่อยู่แล้ว การยึดอำนาจจึงไม่สำเร็จ คณะราษฎร์ได้ข้ออ้างในการกวาดล้างเจ้านายและขุนนางหัวเก่าได้อีกล๊อตใหญ่ พวกก่อการไม่ต้องพูดถึงโดนยิง โดนขัง เนรเทศไปคุกตะรุเตา ลี้ภัยออกนอกประเทศ



เมษายน 2476 ณ เวลานั้นราชสกุลมหิดลก็ทรงพำนักที่วังสระปทุมกับสมเด็จพระพันวัสสา แล้วขณะนั้น ร.8 ไปโรงเรียนก็มีเพื่อนมาเรียกว่าองค์โป๊ย(ไม่น่าแปลกใจ ถ้าคนที่เรียกนี่เป็นลูกหลานคณะราษฏร์) ยิ่งทำให้สมเด็จพระพันวัสสายิ่งเห็นอันตรายที่เข้าใกล้พระนัดดามากขึ้นเป็นลำดับ ดังนั้นสมเด็จพระพันวัสสาจึงรับสั่งให้สมเด็จย่า(สังวาลย์)พาพระโอรสและพระธิดา ไปเรียนต่อที่โลซานน์ให้ห่างไกลการเมือง นับเป็นหมากเดินที่มีประโยชน์มากสำหรับราชวงศ์ต่อไปในอนาคต

ทางด้าน ร.7 ก็ถูกบีบจากรัฐบาลมากขึ้นเรื่อยๆ เอาว่าคณะทำทุกทางให้ ร.7 พ้นบัลลังก์เร็วที่สุดเป็นการดีต่อคณะ เพราะการให้ ร.8 ขึ้นครองราชย์เป็นโอกาสทอง ส่วน ร.7 จะขืนก็มีตัวอย่างของกบฏบวรเดช ถ้าก้าวพลาดเจ้านายอีกหลายพระองค์คงถูกกวาดล้างอีกครั้งใหญ่

มกราคม ปี 2477 ร.7 ทรงเสด็จประพาสอังกฤษเพื่อรักษาอาการประชวรที่พระเนตร ปลายปีช่วงตุลา 2477 เริ่มมีข่าวลือหนาหูว่า ร.7 จะทรงสละราชสมบัติ (ตรงนี้อาจเป็นพระประสงค์จริง หรือข่าวลือที่คณะสร้างขึ้นเพื่อชี้นำหนทางให้ ร.7มีอิสรภาพ) 

และข่าวลือนี้มาพร้อมข่าวพระองค์เจ้าอานันทฯ จะเป็นพระเจ้าอยู่หัวองค์ต่อไป ซึ่งตอนนี้นักข่าวชาวยุโรปเริ่มไล่ล่าหาภาพ ร.8 มาลงหนังสือพิมพ์ (จากหนังสือเจ้านายน้อยๆ ยุวกษัตริย์) ซึ่งตอนนั้นสมเด็จย่าปฏิเสธนักข่าวรัวๆ ว่าไม่ทราบเรื่อง เรื่องอย่างนี้ต้องถาม ร.7 ว่ามีพระประสงค์เช่นไร

2 มี.ค.2478 (นับตามการเปลี่ยนศักราชสมัยนี้) ร.7 ประกาศสละราชสมบัติ และให้สภาหาผู้สืบสันตติวงศ์ต่อเอง ทุกอย่างเข้าทางตามแผนคณะราษฏร์

คณะราษฎร์ส่งโทรเลขมาเชิญ ร.8 รับราชสมบัติ พร้อมส่งคนบินมาสวิสเพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่าง on plan ทางด้านสมเด็จย่าไม่อยากรับ เพราะไม่เคยหวังในลาภและอำนาจ อยากให้ลูกๆเป็นคนธรรมดา แต่ทางสมเด็จพระพันวัสสารับสั่งผ่านพระองค์เจ้ารังสิตให้บอกสมเด็จย่าว่าให้รับ (อาจจะเพราะราชวงศ์ไม่มีทางเลือกแล้ว ถ้าไม่รับแล้วจะเป็นใครต่อ หรือสุดท้ายยังไงก็ต้องโดนคณะบีบให้รับอยู่ดี) สุดท้ายสมเด็จย่าโอเคที่จะรับให้ ร.8ขึ้นครองราชย์

แผนต่อของคณะราษฎร์คือให้ ร.8 เสด็จนิวัติประเทศไทยโดยเร็ว เพื่อมาทำพระราชพิธีราชาภิเษกและให้ประชาชนเห็นว่า โอเคระบอบนี้ยังมีกษัตริย์นะ เราไม่ได้ทำลายสถาบันนะ เพราะถ้านับตั้งแต่ ร.7 ประพาสอังกฤษ แผ่นดินไทยไม่มีพระเจ้าอยู่หัวประทับอยู่ปีกว่า

แต่สมเด็จย่าก็ทรงต่อรองรัฐบาลไม่พา ร.8 กลับประเทศ ณ ตอนนั้น อ้างถึงพระอาการประชวรที่ต้องอยู่ที่มีอากาศเย็น กลับตอนหน้าร้อน ประชวรไปจะไม่สง่างาม ถึงตรงนี้จะคัดจดหมายที่สมเด็จย่าทรงเขียนโต้ตอบกับสมเด็จพระพันวัสสาช่วงเวลานั้น ไว้โดยละเอียดดังนี้ (จากพระราชนิพนธ์เจ้านายเล็กๆยุวกษัตริย์)

17 มี.ค. 2478 (นับตามการเปลี่ยนศักราชสมัยนี้)
-รัฐบาลส่ง เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ นายดิเรก ชัยนาม มาเจรจาที่โลซานน์ โดยส่ง หลวงสิริราชไมตรี จากสถานทูตลอนดอน มาเป็นราชเลขานุการในพระองค์

20 มี.ค. 2478 (นับตามการเปลี่ยนศักราชสมัยนี้)
-สมเด็จย่าส่งจดหมายถึงสมเด็จพระพันวัสสาเรื่องการเจรจา รัฐบาลอยากให้ย้ายที่อยู่ให้สมฐานะ (ภายหลังย้ายไปพระตำหนักวิลล่าวัฒนา) สมเด็จย่าเห็นด้วย แต่ขอให้เป็นแบบพอดี ไม่หรูหรา เพราจะทำให้เด็กลำบากและอยู่ไม่เป็นสุข อยากอยู่แบบ incognito (ไม่เปิดเผยฐานะ) แล้วทรงปลอบสมเด็จพระพันวัสสาไม่ให้ต้องกลุ้มพระทัยมาก คิดซะว่าการที่ "นันท" เป็นคิงก็เป็นการช่วยประเทศทางอ้อม ถ้าเขาตั้งคนอื่นอาจจะเกิดยุ่งขึ้นได้

10 เม.ย. 2478 (สมัยนั้นเปลี่ยน พ.ศ. วันที่ 1 เม.ย.)
จดหมายนี้คือตอนสำคัญจะขอเอาเนื้อความจดหมายลงให้ครบโดยละเอียด

"...หม่อมฉันจะขอเล่าถวายถึงเรื่องเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศพูดกับหม่อมฉันเมื่อได้มาพบทีแรก หม่อมฉันจะกราบทูลไปตั้งแต่จดหมายฉบับก่อนก็ลืมไป เจ้าพระยาศรีฯ ได้รับคำสั่งจากรัฐบาลให้อยู่โลซานน์ต่อไปจนกว่าจะได้รับคำสั่งอีก และเจ้าพระยาศรีฯ เองไม่ทราบว่าจะให้อยู่ต่อไปทำไม แต่นึกเอาเองว่าบางทีจะให้อยู่คอยเพื่อจะเชิญนันทเสด็จกลับชั่วคราวสำหรับให้ราษฎรเห็นว่าได้มีพระเจ้าแผ่นดินจริงๆ ไม่ใช่แต่ชื่อหรือหลอกกันเล่น และเจ้าพระยาศรีฯ ก็ถามความเห็นของหม่อมฉันว่าเห็นเป็นอย่างไร หม่อมฉันก็ตอบว่าเรื่องนี้หม่อมฉันก็เห็นใจรัฐบาล แต่การกลับนั้น ถ้าจะให้กลับเวลานี้ในหน้าร้อนกลัวจะทำให้นันทประชวรทีเดียวเมื่อถึงเมืองไทย หม่อมฉันเห็นว่าการกลับชั่วคราวนี้เราควรจะยอม เพราะรัฐบาลก็จะจัดการให้กลับไปถึงหน้าหนาวและออกมาอีกก่อนหน้าร้อน สิ่งอะไรที่จะผ่อนผันได้หม่อมฉันเห็นว่าควรจะทำ เขาจะได้ตามใจเราบ้างเมื่อเราต้องการให้เป็นอย่างไร และถ้าจะกลับหม่อมฉันขอให้รับสั่งแก่คณะผู้สำเร็จราชการหรือรัฐบาลถึงเรื่องการอยู่ ว่าจะแยกกันไม่ได้ ต้องอยู่ด้วยกัน เพราะนันทก็เป็นเด็ก ยังต้องการความดูแลของแม่เสมอ

หม่อมฉันได้พูดกับเจ้าพระยาศรีฯ และนายดิเรก ชัยนาม ด้วยถึงเรื่องร่างกายและการศึกษาต่อไป ทีแรกเจ้าพระยาศรีฯ เห็นว่านันทไม่ควรไปโรงเรียน ให้มีครูมาสอนที่บ้าน หม่อมฉันก็ตอบไปทันทีว่าหม่อมฉันเห็นตรงกันข้าม เพราะการเรียนคนเดียวจะทำให้เด็กไม่อยากเรียน เพราะไม่มีคนแข่งและไม่สนุกเลยที่ไม่ได้มีเพื่อน จะทำให้นันทไม่มีความสุขที่ต้องแบกยศพระเจ้าแผ่นดินจนไม่มีเวลาที่จะเป็นเด็ก และพระเจ้าแผ่นดินก็จำเป็นมากที่จะต้องปะปนกับคนอื่น จะได้รู้จักนิสัยคนทั่วไป จะเป็นประโยชน์สำหรับบ้านเมืองที่มีการปกครองอย่างประชาธิปไตย เจ้าพระยาศรีฯ ก็เห็นด้วย

เมื่อเจ้าพระยาศรีฯ จะไปจากโลซานน์ หม่อมฉันก็บอกให้เป็นที่เข้าใจอีกว่า ทั้งลูกและหม่อมฉันไม่มีความต้องการยศและลาภเลย แต่การที่นันทต้องรับเป็นพระเจ้าแผ่นดินก็เพราะเห็นว่าเป็นหน้าที่ต่อบ้านเมือง เพราะฉะนั้นจะทำอะไรต่อไปขอให้พูดกันดีๆ อย่าบังคับและตัดอิสรภาพจนเหลือเกิน และสำหรับร่างกายและการศึกษาแล้วขอให้ได้เต็มที่ เวลานี้เป็นเด็ก ก็ขอให้เป็นเด็ก พระเจ้าแผ่นดินที่ร่างกายไม่แข็งแรงและโง่ก็ไม่เป็นสง่ากับประเทศ

หม่อมฉันรู้สึกว่าอันตรายภายนอกสำหรับนันทคงจะมีน้อย ที่หม่อมฉันวิตกอยู่ก็ถึงเรื่องที่นันทจะไม่ได้มีความสุขอย่างเด็กมาก และกลัวการศึกษาจะได้ไม่เต็มที่ ที่หม่อมฉันไม่ใคร่กลัวอันตรายภายนอกก็เพราะว่าเราไม่ได้อยากจะเป็น แต่ต้องรับเพราะเห็นแก่บ้านเมืองที่อาจไม่สงบได้"

สมเด็จพระพันวัสสาฯ ทรงพอพระทัยการพูดโต้ตอบของสมเด็จย่ามากได้พบร่างลายพระหัตถ์อยู่ในซองจดหมายจากสมเด็จย่า ใจความว่า

"...ฉันต้องชมเชยสังวาลย์อีกครั้งหนึ่ง ฉลาดเป็นอัศจรรย์ ใจเย็น พูดโต้ตอบได้งดงามอย่างน่าพิศวงกับเจ้าพระยาธรรมาธิเบศ บุญของฉันมาได้ลูกสะใภ้เช่นนี้ บุญของหลานที่มีแม่ที่เลิศ ไม่มีใครมาดูถูกได้ว่าเลวทราม ฉันพูดนี่ปลื้มใจด้วย เศร้าใจด้วยจนน้ำตาไหล"

จากตรงนี้จะเห็นได้ว่าการย้ายมาสวิสเซอร์แลนด์มีประโยชน์ เพราะการที่รัฐบาลไม่มีกษัตริย์กลับไปให้ราษฎรเห็น ยิ่งสร้างความน่ากังขาให้กับราษฎรว่า การปกครองที่คณะราษฎรยึดมาจากเจ้าเนี่ยจะเป็นระบอบที่มีกษัตริย์อยู่ต่อจริงหรือ หลอกกันมั้ย อย่าลืมว่าเพิ่งจะผ่านการเปลี่ยนแปลง 2475 มายังไม่ทันครบ 3 ปี คนที่ยังไม่พร้อมกับการไม่มีกษัตริย์นั้นมีอยู่มาก

อีกทั้งสมเด็จย่าทรงพระปรีชามากในการต่อรองกับรัฐบาลคณะราษฎร์ จะมาชี้นกชี้ไม้ก็ไม่ได้จะยอมทุกเรื่อง และกว่าจะได้นิวัติประเทศไทยก็ยื้อจนอีกปีถัดมา

ระหว่างนี้ก็มีการปล่อยข่าวทำลายว่า ร.8 มีแม่เป็นสามัญชนอยู่เนืองๆ เพื่อลดความสง่างามของ ร.8 ในการขึ้นครองราชย์ จนสมเด็จย่าตัดพ้อว่าฉันไม่ได้อยากให้ลูกรับ ถ้ารังเกียจเลือดฉันก็ต้องรังเกียจลูกฉันด้วยเพราะมีเลือดแม่อยู่ครึ่งนึง ถ้ารังเกียจมากก็จะลาออกให้ไปหาคนที่มีแม่เป็นเจ้ามาเป็นแทนก็แล้วกัน แต่สุดท้ายก็ทรงอดทนและคิดซะว่าที่ให้ ร.8 รับเป็นกษัตริย์นั้นทำเพื่อบ้านเมือง


ส่วนคณะราษฎร์ใช่ว่าจะราบรื่นมีการแย่งชิงอำนาจกันภายในคณะ มีการยึดอำนาจกันไปมา เริ่มมีอำนาจเป็น 2 ขั้วและขัดกันเองตลอด จนสุดท้ายใช้การสวรรคตของ ร.8 เพื่อทำลายอีกฝ่ายหนึ่ง รวมไปถึงทำลายความน่าเชื่อถือของ ร.9 และสมเด็จย่าด้วย 

แต่สุดท้ายพวกเรารอดวิกฤติมาได้เพราะในหลวง ร.9 ทรงอดทนต่อการบีบบังคับต่างๆ จากคณะราษฎร์ในช่วง 10 ปีแรกที่ครองราชย์

จนหลังเปลี่ยนรัฐบาลในปี 2500 จากรัฐบาลจอมพลป. มาเป็นรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ในหลวง ร.9 จึงเริ่มทรงงานเพื่อประชาชนและออกเยี่ยมประชาชนทุกพื้นที่ทั่วประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพและความยากจนของราษฎร พร้อมกับเสด็จประพาสต่างประเทศเพื่อเจริญสัมพันธไมตรี

ในหลวง ร.9 ทรงงานหนักเพื่อให้ราษฎรกินดีอยู่ดี จนเป็นที่ประจักษ์ต่อราษฎร นำมาซึ่งความรัก ความเทิดทูนและศรัทธาที่มีต่อพระองค์ท่านและพระราชวงศ์องค์อื่นๆ ทำให้วิกฤติของราชวงศ์ช่วง ร.7-ร.8 ที่อ่อนแอลงกลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง

ขออภัยหากใช้ราชาศัพท์ผิดพลาด

จากความคิดเห็นที่ 183 จากคุณ DKO
กระทู้ http://pantip.com/topic/35712228

------------------------

ใหม่เมืองเอก สรุป

คือ ข้อเขียนของคุณ DKO นั้นดีมาก แต่ผมอยากแนะนำให้คุณผู้อ่านก็อ่านแค่เพียงรู้ว่า เป็นทรรศนะหนึ่งของผู้เขียนเท่านั้น เรื่องราวประวัติศาสตร์ในกรณีความเห็นก็ต้องฟังหูไว้หู อย่าปักใจเชื่อจนสนิทใจ 100 %


จอมพลเรือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต


ผมขอเสริมนิดนึง คณะราษฎรวางแผนการปฏิวัติได้เนียนและเงียบมาก เพราะทูลกระหม่อมบริพัตร เอง พระองค์ก็ทรงไม่เชื่อข่าวลือเรื่องการปฏิวัติของคณะราษฎร เพราะพระองค์เชื่อว่า รายชื่อคณะราษฎรที่แพร่กระจายออกมานั้น หลายคนในรายชื่อคณะราษฎรก็ทรงคุ้นเคยสนิทสนมนับถือกันเชื่อใจกันเป็นอย่างดี อีกหลายคนทูลกระหม่อมบริพัตรก็ทรงเคยอุปการะด้านการงานหรือส่งเสียเล่าเรียนมาแล้ว

ทูลกระหม่อมบริพัตรจึงทรงประมาท เพราะทรงเชื่อว่า ไม่น่าเกิดการปฏิวัติ 2475 ขึ้นมาได้

(เฉพาะเรื่องที่มีคนเนรคุณทูลกระหม่อมบริพัตรหรือไม่ ผมแนะนำให้อ่านบทความตามลิงค์ที่แนบไว้ที่ด้านล่างบทความนี้ต่อไปครับ)

แต่ทั้งหลายทั้งปวง เราคนไทยคงจะเห็นแล้วว่า สุดท้ายอำนาจของพวกนักการเมืองมันหอมหวล ทำให้นักการเมืองไม่ว่าจะสายพลเรือนหรือสายทหาร ก็ล้วนต้องทำเพื่อผลประโยชน์ตัวเองก่อนผลประโยชน์ของชาติทั้งสิ้น

หากในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงไม่ทำงานหนักเพื่อประชาชนมาตลอด 70 ปี ทั้งเรื่องยับยั้งการระบาดของโรคเรื้อน ทั้งเรื่องภาวะขาดสารไอโอดีนของคนไทย เรื่องให้ชาวเขาเลิกปลูกฝิ่น ทั้งเรื่องระบบชลประทาน ทั้งเรื่องฝนหลวง ทั้งเรื่องทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งเกษตรทฤษฎีใหม่ และอื่น ๆ อีกมากมายกว่า 4,300 โครงการ

ถ้าหาก 70 ปีที่ผ่านมาพวกเราคนไทยไม่มีในหลวงรัชกาลที่9 พระองค์นี้ ทรงงานหนักเพื่อพสกนิกรของพระองค์ประเทศไทยในวันนี้ก็ไม่รู้จะมีสภาพแย่เช่นไร  เพราะคนที่รู้จริงทุกสภาพพื้นที่ดีที่สุดในประเทศไทยคือ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เท่านั้น แต่พระองค์คนเดียวทำงานหนักทั้งชีวิตพระองค์ก็ยังไม่พอหรอกครับ หากเราคนไทยทุกคนยังรักในหลวงแต่ปากเท่านั้น

ย้อนกลับไปในอดีตอีกสักนิด ดูเหมือนในหลวงรัชกาลที่ 7 เสมือนทรงมีพระญาณทรรศนะล่วงหน้ายาวไกล เหมือนทรงรู้การณ์ไกลว่า เจ้านายพระองค์น้อยพระองค์นี้ ภายภาคหน้าจะทรงเป็นพละกำลังที่สำคัญที่สุดของแผ่นดินนี้ จึงทรงพระราชทานตั้งพระนามให้ในหลวงรัชกาลที่ 9 ว่า "ภูมิพลอดุลยเดช" ซึ่งมีความหมายลึกซึ้งยิ่งนัก

ภูมิพล - ภูมิ หมายความว่า "แผ่นดิน" และ พล หมายความว่า "พลัง" รวมกันแล้วหมายถึง "พลังแห่งแผ่นดิน"

อดุลยเดช - อดุลย หมายความว่า "ไม่อาจเทียบได้" และ เดช หมายความว่า "อำนาจ" รวมกันแล้วหมายถึง "อำนาจที่ไม่อาจเทียบได้"

ภูมิพลอดุลยเดช จึงมีความหมายว่า "พลังแผ่นดินคืออำนาจสูงสุด"


"ในหลวงทรงรักราษฎรของพระองค์เสมือนลูก  แต่นักการเมืองเอาใจประชาชนก็เพื่อหวังอำนาจและผลประโยชน์ของตัวเองเป็นสิ่งแรก"

ก่อนจบบทความ ผมอยากแนะนำเพลง "พระราชาในนิทาน" เป็นเพลงใหม่เมื่อวันที่ 28 ต.ค.59 นี้เอง เพลงไพเราะและน่ารักมาก แต่กลับเรียกน้ำตาแห่งความซาบซึ้งจากใครที่ได้ฟังหลายต่อหลายคนเลยทีเดียว


แนะนำคลิกอ่าน พลโทประยูร เนรคุณทูลกระหม่อมบริพัตร หรือไม่ ?






วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2559

บุญชัย เทียนวัง สถาปนิกหนุ่มเขียนถึงในหลวงอย่างซึ้ง ๆ






หลังจากในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคตไปเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559

ก็ได้มีบทความของคนไทยผู้จงรักภักดีและรักในหลวงคนนึง เขาได้เขียนบทความที่อธิบายด้วยภาษาง่าย ๆ แต่สร้างความประทับใจให้กับผู้ที่ได้อ่าน จนเกิดการแชร์ต่อกันในเฟสบุ้คนับหมื่นครั้ง

รวมทั้งมีคนก๊อปบทความนี้ไปเผยแพร่ต่อทางไลน์อีกมากมาย

เจ้าของข้อเขียนถึงในหลวงนี้มีชื่อว่า คุณบุญชัย เทียนวัง สถาปนิกหนุ่มที่มีชื่อเสียงโด่งดังพอควรคนนึงในวงการสถาปนิกสยาม เขาได้เขียนบทความชื่อ สูงสุดสู่สามัญ บนเฟสบุ้คที่ชื่อ Boonchai Tienwang

หากท่านได้อยากรู้จักเขามากขึ้น ก็ติดตามเขาได้ทางเฟสบุ้คตามที่ผมลงไว้แล้วครับ

ทีนี้ลองมาอ่านบทความถึงในหลวงด้วยภาษาเรียบง่ายที่คุณบุญชัย เทียนวัง เขียนกันครับ

-----------------------

สูงสุดสู่สามัญ

สำหรับผู้ชายคนนั้นแล้ว ผมมักจะชอบพิจารณา "เขา" โดยไม่ได้มียศถาบรรดาศักดิ์เข้ามาเกี่ยวข้อง พิจารณาเขาอย่างคนธรรมดาสามัญทั่วไป ผมไม่ได้บอกว่าวิธีนี้มันดีหรอกนะ แต่ผมไม่ต้องการให้มีมายาคติเข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อให้ผมทำความเข้าใจเขาอย่างเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น ว่าอะไรทำให้เขาดำรงอยู่ในสถานะอย่างที่เป็นได้อย่างทุกวันนี้

ผู้ชายคนหนึ่งที่ต้องกำพร้าพ่อตั้งแต่อายุแค่ 2 ขวบ โตมากับพี่สาว พี่ชาย ถูกเลี้ยงมาอย่างธรรมดาโดยแม่สามัญชนที่เป็นอดีตเด็กกำพร้าด้วยเหมือนกัน ผมเชื่อว่าด้วยเพราะแม่อดีตนางพยาบาลของเขานี่แหละ ที่เป็นหัวใจสำคัญในการหล่อหลอมเขาให้โน้มเอียงมาทางคนธรรมดามากกว่าสถานภาพพิเศษที่มีคนหยิบยื่นมาให้

เขาใช้ชีวิตวัยเด็ก ท่ามกลางการกวาดล้างครั้งใหญ่ทางการเมือง โดยคณะทหารที่พึ่งปฏิวัติเสร็จสิ้นไปไม่นาน มีอำนาจเต็มที่ และต้องการปกครองประเทศแบบเบ็ดเสร็จ วงศ์วานว่านเครือของเขาถูกตีแตกพ่าย กระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง ทรัพย์สินถูกยึดไปเป็นอันมาก บ้างก็ต้องหนีไปอยู่ต่างประเทศ บางคนหนีไม่ทัน โดนส่งไปติดคุกในเกาะกลางทะเลก็มี นั่นน่าจะเป็นเรื่องที่ชวนอกสั่นขวัญแขวนสำหรับครอบครัวเขามากอยู่นะ ครอบครัวซิงเกิลมัม ที่ต้องคอยประคับประคองลูกๆ ทั้ง 3 ให้ก้าวผ่านระหกระเหินแห่งสมรภูมิชีวิต...

พี่ชายที่สนิทสนมรักใคร่ของเขาถูกผลักดันขึ้นมาให้เป็น "ผู้นำในเชิงสัญลักษณ์" ตั้งแต่อายุแค่ 9 ขวบ....เด็ก ป.3 คนหนึ่ง จะทำอะไรได้นักเล่าในตำแหน่งนั้น แต่เมื่อจำเป็นต้องมี พี่ชายของเขาก็จำต้องเป็น



แต่แล้วในเช้าวันหนึ่ง ตอนเขาอายุ 18 พี่ชายก็จากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ตกหัวค่ำวันเดียวกัน น้ำตายังไม่ทันเหือดแห้ง เขาก็ถูกกดดันให้มารับภาระหนักหน่วงแทน ทุกอย่างคงจะฉุกละหุกทุลักทุเลสิ้นดี เขายอมรับอย่างไม่อายว่า ไม่เคยอยากได้ตำแหน่งนี้...อยากแต่จะเป็นน้องชายเท่านั้น มันยากที่จะจินตนาการได้ว่า ในตอนนั้นเขาต้องเผชิญหน้ากับความขมขื่นเพียงใด เขาคงไม่ได้มีเวลาไตร่ตรองนานนักหรอก สุดท้ายด้วยความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง เค้าจำต้องสลัดทิ้งสถานภาพ "น้องชาย" ไว้เบื้องหลัง แล้วก้าวขึ้นไปรับตำแหน่งแทนพี่ โดยตั้งปณิธาณไว้ว่าจะทำหน้าที่ด้วยคุณธรรม เพื่อความสุขของผู้อื่น...

เมื่อเขารู้แน่ว่าตัวเอง ต้องปกครองคนหมู่มากในภายภาคหน้า เขากลับไปดรอปการเรียนในคณะวิทยาศาสตร์ แล้วเปลี่ยนมาเรียนทางด้านรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์แทน ทั้งๆ ที่ถ้าดูจากอุปนิสัยเขาแล้ว ผมว่าเขาน่าจะชอบวิทยาศาสตร์มากกว่านะ แต่เค้าใช้ความรู้ด้านนิติศาสตร์ได้อย่างคุ้มค่าเชียวหละ ถ้าดูจากที่เค้าใช้อำนาจผ่านตุลาการได้อย่างเชี่ยวชาญในเวลาต่อมา

แต่ความเป็นนักวิทยาศาสตร์ในตัวของเขาไม่เคยจางหายนะ เมื่อเขากลับมาเริ่มงานในไทยเต็มตัว เขาริเริ่มโครงการทดลองมากมายหลายอย่าง เริ่มต้นจากสวนรอบบ้านนี่แหละ บ้านของเขาเต็มไปด้วยแปลงทดลองทางการเกษตร, บ่อน้ำเพาะพันธุ์ปลา, ฟาร์มและคอกเล้าสัตว์ต่างๆ ราวกับบ้านชาวนาชาวไร่ เขาทดลองงานมากมายทั้งเรื่องดิน, น้ำ ไปจนจรดเมฆบนฟ้า เขารู้เรื่องแก้ดินเค็ม ดินเปรี้ยว ดินเป็นกรด เขา "แกล้งดิน" เป็นนะ

เขาแก้ไขน้ำท่วมในหลายๆพื้นที่ได้ด้วยโครงการ "แก้มลิง" ของเขา แต่ถ้าพื้นที่ไหนแห้งแล้ง เขาก็รู้วิธีสั่งฟ้าให้หลั่งฝนมาให้นาไร่ได้นะ "ฝนหลวง" นี่ก็เป็นผลงานของเขาและคณะ

เรื่องพวกนี้ไม่ใช่อภินิหารนะ มันมีหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่เขาทำการทดลองและล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า เขาทำมันกับผู้ช่วยของเขาจนช่ำชอง เขาทำมันด้วยหนึ่งสมอง และสองมือของเขา สองมือของเขาที่หยาบด้านอย่างกับชาวนาชาวไร่นี่แหละ อันนี้ผมไม่เคยสัมผัสเองหรอกนะ อดีตเจ้าอาวาสชื่อดัง แถวโคราชที่เคยได้จับมือเขา แอบเอามาเล่าต่อให้ฟังด้วยความประหลาดใจ



แต่ละปีที่ผ่านไป เขาเชี่ยวชาญมากขึ้นเรื่อย ๆ เขาขยายขอบเขตความสนใจของเขาไปถิ่นที่อยู่ห่างไกล ผมเห็นเขาเดินทางบุกป่าฝ่าดง เข้าไปในถิ่นทุรกันดาร

บางครั้ง ก็เห็นรถจิ๊ปของเขาฝ่ากระแสน้ำเชี่ยวกรากอย่างน่ากลัว
บางครั้ง ก็เห็นเขาดั้นด้นขี่ม้าขี่ลา ข้ามเขาแห้งแล้งแสนสาหัส
บางครั้ง ก็เห็นเขาเดินลุยร่องน้ำ นั่งกับพื้นดินพื้นหญ้า
เหงือไคลของเขาไหลย้อย ซึมทะลุสูทสีเทาที่เขาใส่อยู่เป็นประจำ



หลายครั้งผมนึกสงสัย ว่าเขาจะทำอย่างนั้นไปทำไม? ทำแล้วเขาได้อะไร?
คนอย่างเขาไม่ต้องทำงานก็คงพอมีกินมีใช้ไปตลอดอยู่แล้ว.

ผมคิดว่า เขาคงสนุกมาก ๆ กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนจนผู้อยู่ห่างไกลความเจริญ และได้เฝ้าดูผลลัพธ์ของแรงงานของตัวเองออกดอกออกผล
ผมคิดว่าเขาเป็น workaholic คนหนึ่ง เขารักงานของเขามาก เขาดูตั้งใจมากนะ ตั้งใจที่จะสร้างคุณภาพชีวิตดีๆ ให้กับผู้คนมากมาย

แต่เขาก็ไม่ใช่คนที่บ้างานจนไม่สนใจเรื่องสำคัญอื่น ๆ นะ เขาเป็นคนที่ใช้ชีวิตได้อย่างมีสีสันมากทีเดียว เขามีพรสวรรค์หลายเรื่อง เขาเขียนหนังสือหลายเล่ม เขาวาดภาพสีน้ำมัน และเขาเล่นดนตรีได้ดี ทั้งกีตาร์คลาสสิค เปียโน และแซกโซโฟน ในระดับแต่งเพลงขึ้นมาเองได้ เพลงjazz ที่ฟังแล้วสร้างบรรยากาศน่ารื่นรมย์นี่คือ สไตล์โปรดของเขาหละ แถมแต่งมา ใครจะเอาไปเปิดก็ไม่เคยเรียกลิขสิทธิ์นะ เปิดฟังกันได้ทั่วบ้านทั่วเมือง...



เรื่องกีฬาก็ใช่ย่อย เขาเล่นแบดมินตันได้ดี และมีก๊วนประจำของตัวเอง ตีอยู่หลายปี ยิ่งแข่งเรือใบนี่เก่งระดับแชมป์ ด้วยเรือใบที่เค้าต่อขึ้นมากับมือเองนี่แหละ จะมีแชมป์คนไหนเขาต่อเรือใบขึ้นมาด้วยมือตัวเองบ้างนะ โคตรน่าทึ่ง

เขาเป็นคนรักสัตว์นะ โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงแบบไทยๆ บ้านๆ นี่แหละ และนั่นทำให้เขาดูเป็นคนอ่อนโยนเป็นพิเศษ เขาเลี้ยงแมวมาตั้งแต่เด็ก พันธุ์ไทยแท้ วิเชียรมาศ ตัวอ้วนใหญ่หน้าตาน่ารักน่าชัง เขาตั้งชื่อมันเป็นชื่อเดียวกับวีรบุรุษระดับโลก ผู้กล้าหาญ และมีความรักชาติอย่างมากคนหนึ่ง ผมเชื่อว่า เขาคงต้องการใช้ชีวิตอย่างมีอุดมการณ์นะ ถึงได้ตั้งชื่อแมวของเขาแบบนั้น



พอช่วงที่เขาอายุมากขึ้น เขาชอบเลี้ยงหมานะ เขาดูมีความสุขที่ถูกรุมล้อมไปด้วยฝูงหมาเยอะ ๆ หมาตัวโปรดที่สุดของเขา ไม่ได้เป็นหมาฝรั่งอย่างที่คนไทยชอบเห่อเลี้ยงหรอกนะ มันเป็นลูกหมาจรจัดพันธุ์ทาง คลอดอยู่ข้างถนนแถวโรงพยาบาล ย่านพระราม 9 นี่เองแหละ แต่เขาชอบปล่อยมุกว่ามันเป็นหมาพันธุ์เทศ (บาล) :D



เรื่องรสนิยมการแต่งตัว เขาก็ไม่ใช่ธรรมดา เขาเป็นผู้ชายที่ดูเท่ห์มากทีเดียว เขามีสไตล์มาตั้งแต่หนุ่ม ๆ โดยไม่ต้องพึ่งพาของหรูหราแบรนด์เนมอะไร เสื้อผ้าก็ตัดร้านข้างถนนนี่แหละ แต่แม้จะมีบุคลิกภาพเท่ห์ ขนาดที่แม้แต่ผู้ชายด้วยกันยังต้องแอบมองด้วยความชื่นชม เค้าก็เป็นคนรักเดียวใจเดียวนะ แฟนคนแรกของเขาก็คือภรรยาคนเดียวของเขานี่แหละ ภรรยาที่เขาบอกกับผู้คนอย่างโรแมนติคว่า เธอเป็นดั่งรอยยิ้มของเขา ตลอดช่วงชีวิต เขาไม่เคยมีข่าวในทางเสียหายเรื่องผู้หญิงเลยแม้แต่นิดเดียว

เขาเป็นคนสมถะมากนะ ผมประหลาดใจตอนที่รู้ว่า หลังแต่งงานเสร็จ เขาพาภรรยานั่งรถไฟไปฮันนีมูนที่หัวหิน 3 วัน มันช่างดูธรรมดาสามัญเสียจริง ข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ของเขามักจะดูธรรมดาอย่างน่าฉงน ผมเคยเห็นห้องทำงานของเขา สงสัยว่าห้องคับแคบห้องนี้หน่ะนะ ที่ใช้ดูแลแก้ไขปัญหาต่างๆ ในพื้นที่กว่า 500,000 ตารางกิโลเมตรของไทย มันดูเล็กเสียยิ่งกว่าห้องทำงานของชนชั้นกลางทั่วไปเสียอีก กล้องที่ห้อยคอเขาบ่อยๆ ก็รุ่นทั่วๆ ไปนี่แหละ มีไว้เพื่อถ่ายรูปมาทำงาน เขาไม่ใช่พวก "สายอุปกรณ์" เลย

บางวันถ้าไม่ได้ออกงานเป็นทางการอะไร เค้าทิ้งรถประจำตำแหน่งไว้ในโรงรถ แล้วมาขับโตโยต้าโซลูน่า รถรุ่นเล็กที่ถูกที่สุดที่โตโยต้าเคยผลิตซะอย่างนั้น


(คลิกอ่าน ที่มารถโตโยต้าโซลูน่าของในหลวง)

เขาดูจะไม่เคยปิดบังเลยนะ ว่าเขาเป็นคนประหยัดมัธยัสถ์มาก ๆ เหมือนกับที่เค้าไม่เคยปิดบังเลย ว่าเค้าเป็นคนรักแม่มาก ๆ สมัยหนุ่ม ๆ เมื่อเขาเห็นแม่ไม่ค่อยร่าเริง ความตรอมตรมของหญิงหม้ายที่สามีและลูกชายคนโตจากไปตั้งแต่ยังหนุ่ม คงยากจะคลี่คลาย เขาเลยตั้งใจจะบวชให้แม่ มันได้ผลนะ เขาเล่าว่า เขาดีใจมากที่ได้เห็นแม่กลับมาร่าเริงยิ้มแย้มแจ่มใสอีกครั้ง แม่เขาต้องภูมิใจในตัวเขามากแน่ๆ ในช่วงที่แม่เขาอายุมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่ภาระหน้าที่ของเขาหนักหนาสาหัส แต่เขาแบ่งเวลาไปทานข้าวกับแม่อาทิตย์ละ 5 วัน ได้อยู่เสมอ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้ใครหลายคนรู้สึกละอายแก่ใจ เมื่อนึกถึงเรื่องเหล่านี้...



เขาเป็นห่วงบ้านเมืองมากนะ เขานึกถึงส่วนรวมเสมอๆ และไม่นิยมความรุนแรง ผมยังจำได้ดีตอน ตอนปี 2535 ที่พลเอก กับพลตรี แย่งกันจะเป็นนายก อย่างเอาเป็นเอาตาย ทะเลาะกันไม่ยอมเลิกหลายสัปดาห์ มีความสูญเสียมากมายในกรุงเทพ สุดท้ายก็เขานี่แหละ ที่เรียกทั้งคู่ไปเตือนสติ จนสถานการณ์สงบลงได้อย่างเฉียบพลัน

เวลาผ่านพ้นหลายทศวรรษ ถ้านับจากจุดเริ่มต้นที่เขาเข้ามารับตำแหน่งใหญ่โต ในวัยที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วยซ้ำ เขาทำได้ดีเกินความคาดหมายมากมายมหาศาลนะ เขาดำรงตนตามทำนองคลองธรรมได้อย่างเคร่งครัด เขาพัฒนาโครงการเพื่อคนยากไร้ ได้มากมายหลายพันโครงการ นี่ไม่ใช่เรื่องโฆษณาชวนเชื่อนะ องค์กรระดับโลกหลายแห่ง แม้กระทั่งสหประชาชาติ และเลขาธิการผิวคล้ำชื่อดังคนนั้น ยังเดินทางมามอบรางวัลให้เขากับมือ



เขาเติบใหญ่เป็นผู้นำทางด้านวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของสังคมอย่างเป็นธรรมชาติ บารมีของเขายิ่งใหญ่แผ่ไพศาล รัฐบาลผลัดเปลี่ยนเวียนไปหลายต่อหลายคณะ สถานการณ์การเมืองระดับโลกไหลบ่าเข้ามาคุกคามภูมิภาคนี้อย่างเชี่ยวกราก ประเทศเพื่อนบ้านของเราหลายแห่งเกิดสงครามกลางเมือง มีคนเสียชีวิตนับแสนนับล้านคน อันเกิดมาจากความเชื่อทางลัทธิการปกครองที่แตกต่างกัน ประเทศไทยก็เกิดความเสียหายอยู่บ้างนะ แต่เขาก็ประคับประคองสถานการณ์บ้านเมืองให้ยืนหยัดผ่านพ้นมาได้อย่างสง่างาม

เขาผ่านร้อนผ่านหนาวมามากนะ และเขาใช้ชีวิตในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ได้คุ้มค่าอย่างที่น้อยคนนักบนโลกใบนี้จะทำได้ เขาปกครองบ้านเมืองได้ตามอุดมคติ อย่างที่เขาเคยได้ลั่นสัจจะวาจาไว้เมื่อแรกเข้ามารับตำแหน่ง

ผมเชื่อว่า เวลาคนเราจะเคารพใครคนใดคนหนึ่งได้นั้น โดยพื้นฐานแล้ว มันต้องมาจากการกระทำของเขาที่น่าเคารพเป็นหลัก ไม่ใช่เพราะยศถาบรรดาศักดิ์ ผมไม่เคยเชื่อในระบบอะไรก็ตาม ที่คัดเลือกคนที่เข้ามาดำรงตำแหน่งโดยไม่ได้ประเมินความรู้ความสามารถ

แต่สิ่งที่เขาทำตลอด 7 ทศวรรษที่ผ่านมา พิสูจน์ว่าเขาอยู่เหนือพ้นมาตรฐาน และแบบประเมินใด ๆ โดยแท้

วันนี้เขาไม่อยู่แล้ว แม้จะรู้อยู่แก่ใจดีว่านี่คือสัจธรรมของโลก แต่ผมก็อดที่จะสะเทือนใจกับการจากไปของเขาไม่ได้...แม่น้ำราวกับจะหยุดไหล....แผ่นดินดูเหมือนจะสะอื้นไห้...เมฆบนฟ้าลอยอ้อยอิ่งหม่นหมอง....จะทำอย่างไรได้เล่า ในเมื่อเราก็รู้สึกกับเขาราวกับญาติผู้ใหญ่คนสนิทคนหนึ่ง...

ผมเชื่อว่าเรื่องราวของเขา จะถูกจดจำเล่าขานเป็นตำนานไปอีกหลายชั่วอายุคน ในอนาคต มันคงยากที่จะเชื่อได้ว่า บ้านเมืองของเราเคยถูกปกครองโดยผู้ชายคนหนึ่ง ที่เริ่มต้นมารับตำแหน่งใหญ่โตนี้ โดยไม่ได้ตั้งตัว แต่ก็อดทนสู้ ก่อร่างสร้างชาติมา ด้วยการอุทิศชีวิตเพื่อผู้อื่นอย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย ตลอดระยะเวลายาวนาน 70 ปี จนกลายมาเป็นมหาราชผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของประวัติศาสตร์ชาติไทย

ขอน้อมส่งเสด็จ สู่สวรรคาลัย
บุญชัย เทียนวัง
๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙

ที่มา https://www.facebook.com/indeo.boonchai/posts/1244067538968721

คลิกอ่าน ไม่ธรรมดา กว่าพระองค์เจ้าอานันทมหิดลจะได้ขึ้นเป็นรัชกาลที่ 8


วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2559

นพรัตน์ มาดามรถถัง วิถีธุรกิจเรียบง่ายแต่ยิ่งใหญ่นัก






เผอิญผมได้ดูรายการ ตีสิบเดย์ ได้สัมภาษณ์คุณนพรัตน์ กุลหิรัญ หรือ มาดามรถถัง (Madam Tank) เจ้าของกิจการขายยุทโธปกรณ์ระดับโลก เมื่อวันเสาร์ที่ 10 ก.ย. 59 ที่ผ่านมา บอกตรง ผมชอบเธอมากๆ



มาดามรถถังเธอมีวิธีคิดทำธุรกิจแบบง่ายๆ ไม่ซับซ้อน จริงใจ โคตรมัธยัสถ์ แต่ช่างยิ่งใหญ่นัก เธอเอาชนะใจฝรั่งด้วยอาหารอีสานจนได้เครืองจักรสร้างรถถังมาในราคาแสนถูก สามารถเอาชนะใจ FBI ด้วยกล้วยบวชชี

ผมฮาตรงที่มาดามรถถังเล่าว่า เมื่อปี 1990 เธอเคยไปสัมนาเรื่องการค้ายุทโธปกรณ์ในต่างประเทศ ทางผู้จัดบอก ให้ผู้เข้าสัมนานำโน๊ตบุ้คติดตัวมาด้วย มาดามรถถังไม่รู้ว่า เขาหมายถึง คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ้ค เธอเลยพกสมุดจดบันทึก(notebook) เข้าร่วมสัมนา ตรงเรื่องนี้มาดามเล่าได้ฮาน่ารักมาก ๆ

ทุกวันนี้กระเป๋าใส่เงินของมาดามรถถังคือ ซองพลาสติกใส่ยาของโรงพยาบาล เธอเอามาใส่เงิน ใส่บัตรต่าง ๆ 555.

มาดามรถถังได้สรุปว่า อาชีพหลักของเธอคือแม่บ้านดูแลครอบครัวและสามีให้ดีที่สุด ส่วนอาชีพขายรถหุ้มเกราะ รถถัง แค่งานอดิเรก 55 สุดยอด!!

ท้ายสุด มาดามรถถังบอกว่า พ่อของเธอสอนหลักการใข้เงินบริหารเงินไว้ว่า "รายรับกับรายจ่าย ไม่สำคัญเท่ารายเหลือ"

สุดยอด!! 555

เชิญชมคลิปตีสิบ ช่วงสัมภาษณ์มาดามรถถัง ได้ตั้งแต่นาทีที่ 29 เป็นต้นไป แล้วคุณอาจจะรักเธอเหมือนผม








วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2559

ประโยชน์มหัศจรรย์ผักตบชวาสร้างแผ่นดินอุดมสมบูรณ์ได้จริงๆ







นับตั้งแต่ รัฐบาล คสช. มอบหมายให้กองทัพไทยไปช่วยกำจัดผักตบชวาที่หน้าเขื่อนเจ้าพระยาจำนวนมากถึง 5 หมื่นตัน สร้างความยินดีให้กับคนไทยดี ๆ ได้พลอยชื่นชมทหารกันทั่วประเทศ

แต่จะมีพวกนักวิชาเกิน สังกัดลิเบอร์ร่านหลายต่อหลายคน ออกมามือไม่พายเอาเท้าราน้ำ แซะ คสช. เรื่องผักตบชวา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจารย์วิทยาศาสตร์คนดังที่ชื่อ เจษฎอ ริดสีเด่นดวงบริการ ก็ออกมาแขวะมาแซะนายกฯ แต่สุดท้ายตัวเองหน้าแหกเอง จนต้องประกาศหยุดเล่นเฟสบุ๊คชั่วคราว เพื่อไปเลียแผลความหน้าแหกของตัวเอง 555

สำหรับผมเคยเขียนเรื่อง ผักตบชวา มาแล้ว 2 บทความ คือ

1. ผักตบชวาประโยชน์มากมายกินได้อร่อยด้วย

2. ทำไมผักตบชวามีประโยชน์กว่าชีวิตของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

โดยในทั้งสองบทความ ผมได้ทิ้งไว่ให้คิดคือ ในเมื่อผักตบชวาแพร่ขยายพันธุ์ได้รวดเร็วมาก ๆ ทำไมไม่มีใครคิดนำผักตบชวามาสร้างแผ่นดินบ้าง

แล้วในที่สุด ก็มีนักวิชาการที่รักชาติ รักแผ่นดินจริง ๆ ไม่ใช่ชอบอวดเก่งเพื่อความดังเหมือนนักวิชาเกิน เจษฎอ ริดสีเด่นดวงบริการ แต่ไม่ค่อยทำประโยชน์อะไรนัก

นักวิชาการจาก ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ ดร.พงษ์ธนวัฒน์ เข็มทอง ผู้คิดค้นแปรรูปผักตบชวาให้กลายเป็นดินที่มีประโยชน์เพื่อการเกษตร แถมผลิตได้ด้วยความรวดเร็ว จึงทำให้กำจัดผักตบชวาได้รวดเร็วอย่างมาก




คลิปจากรายการช่วยคิดช่วยทำ ทางช่อง 3

คลิปแรก มาฟังว่า ทำไมผักตบชวาถึงขยายพันธุ์ได้เร็วอย่างน่าเหลือเชื่อจนอึ้ง!




คลิป 2 มาดูการแปรรูปผักตบชวาให้กลายเป็นดินอย่างรวดเร็วในปริมาณคราวละมาก ๆ  แถมดินนี้มีประโยชน์มาก ๆ อยากให้ดูคลิปนี้มาก ๆ จะอึ้ง เมื่อผักตบชวากลายเป็นดินด้วยกรรมวิธีแบบเร็วมาก



จากการแปรรูปผักตบชวากลายเป็นดิน เท่ากับเป็นวิธีการกำจัดผักตบชวาที่ได้ผลดี แถมได้ประโยชน์จนน่าเหลือเชื่อ แถมประชาชนคนใดสนใจอยากได้ดินที่ผลิตจากผักตบชวา ก็ติดต่อขอรับฟรีได้เลยที่ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ

นี่คือการนำประโยชน์จากการขยายพันธุ์รวดเร็วมาเปลี่ยนเป็นดินเพื่อสร้างแผ่นดินไทยให้อุดมสมบูรณ์ ตอนนี้ก็รอแค่เพียงรัฐบาลจะสนับสนุนโครงการนี้อย่างจริงจังเท่านั้น แล้วปัญหาผักตบชวาก็จะกลายเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วไปเลยครับ

แต่เอ.. เขาว่า พวกผู้บริหารองค์กรบริหารส่วนจังหวัดต่าง ๆ ก็ทำเรื่องเบิกงบกำจัดผักตบชวากันทุกปี แต่ไม่รู้งบเอาไปกำจัดผักตบชวา หรือไปไหนกันแน่หว่า






วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2559

วิธีเปลี่ยน รักเธอ ให้เป็น รักแท้ และวิธีสร้าง คู่บุญ










กระบวนการเปลี่ยน "รักเธอ" เป็น "รักแท้"

💝รักแท้💝 โดย "ท่านติช นัท ฮันห์"

💟 ประการที่หนึ่ง เข้าใจ 

: เมื่อเราสามารถให้เวลา อย่างตั้งใจ ในการเฝ้าสังเกตอย่างลึกซึ้ง สัมผัสถึงความรู้สึกที่แท้จริงของคนรักได้ เราจึงสามารถเข้าถึงใจ สามารถทำให้คนที่รักมีความสุขได้อย่างแท้จริง ความสุขอาจไม่ใช่เพียงเกิดจากการเป็นคนที่ถูกรัก แต่เป็นความสุขจากการที่ทำให้คนรักมีความสุขด้วย



💟 ประการที่สอง ช่วยเหลือ 

: ความรู้สึกหวังดีอาจไม่เพียงพอ เราจำเป็นต้องแสดงออกว่ารัก ด้วยความรู้และความเข้าใจ ที่สำคัญในการฝึกฝนเพื่อช่วยเหลือคนที่รัก ให้เกิดการแปรเปลี่ยน พ้นจากสภาวะที่เป็นทุกข์ ก็คือ การฝึกฝนกำลังสติของเราเอง



💟 ประการที่สาม มีความสุข 

: หากไม่มีความสุขในรัก หากทนทุกข์ ร้องไห้กับความรักอยู่เสมอ หรือ ทำให้คนรักร้องไห้อยู่เสมอ นั่นไม่ใช่รักที่แท้

รักที่แท้ ให้ความสุข ความเบิกบานกับผู้ที่มีความรัก เมื่อรู้สึกเบิกบานในความรัก นั่นคือ รักที่แท้



💟️ ประการที่สี่ มีที่ว่าง

: รักที่แท้ช่วยนำอิสรภาพมาให้แก่คนที่รัก ไม่ใช่แต่เพียงภายนอกจิตใจ แต่หมายความรวมถึงอิสรภาพภายในจิตใจของคนที่เรารักด้วย เมื่อเรามีพื้นที่ว่างในหัวใจ มีพื้นที่ให้คนที่รักมีอิสระ นั่นจึงคือ รักที่แท้


(ขอบคุณที่มาบทความจากเว็บ runWISDOM.com)

------------------

ใหม่เมืองเอก สรุป

จากที่ผมได้อ่านบทความเรื่องรักแท้ ของท่านติช นัท ฮันห์ แล้ว

ผมสรุปคร่าว ๆ ว่า รักแท้ ก็คือ ความปรารถนาให้คนที่เรารักมีความสุข และช่วยให้คนที่เรารักพ้นทุกข์ นั่นเอง ซึ่งตรงกับหลักธรรมในเรื่อง ความเมตตาและความกรุณา  ซึ่งอยู่ในหลักพรหมวิหาร 4

ฉะนั้น หากเรารักใคร ก็จงเมตตาและกรุณาต่อคนที่เรารัก นะครับ นั่นเท่ากับเป็นการฝึกจิตใจของเราให้สูงขึ้นไปด้วย

-----------------------

วิธีสร้างคู่บุญ โดย ดังตฤณ



กล่าวโดยสรุปจากข้อเขียนคุณดังตฤณ นักเขียนบทความความรักแนวธรรมะชื่อดัง

ก็คือ เมื่อเกิดความรักมักเกิดความคาดหวังจากคนที่เรารัก แล้วถ้าไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวัง ก็มักเกิดโทสะขึ้นในจิต

ดังนั้นถ้าอยากให้ได้คู่บุญที่ควรคู่ ก็พึงใช้ความรักที่มีในการระงับโทสะในตนเอง ก็จะเป็นการยกระดับจิตใจของเราให้สูงขึ้นไปด้วย

คลิกอ่าน กฎแห่งความรัก บุพเพสันนิวาสตามหลักพุทธศาสนา






วันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2559

กฎแห่งความรัก บุพเพสันนิวาสตามหลักพุทธศาสนา






พอดีได้ไปเจอบทความดี ๆ ที่เกี่ยวกับเหตุแห่งรักตามหลักพุทธศาสนาที่อธิบายเหตุที่ว่า ทำไมบางคนไร้คู่ บางคนทุกข์เพราะการครองคู่ แล้วทำไมบางคนต้องพลัดพราก ทำไมบางคนถึงไม่สมหวังในรัก

ผมอ่านดูแล้วเป็นเหตุเป็นผลที่ดีมาก จึงอยากเก็บมานำเสนอให้ได้อ่านกันครับ




เหตุแห่งความรัก (โดยคุณอังคาร)

ปุถุชนผู้ยังละกิเลสไม่ได้ เกิดมาก็ย่อมต้องมีความรักทั้งหญิงและชาย พระพุทธเจ้าทรงแสดงเหตุที่ทำให้หญิงชายรู้สึกรักกันไว้ใน สาเกตชาดก พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ดังนี้

“ข้าแต่พระผู้มีพระภาค เหตุไรหนอ เมื่อบุคคลบางคนในโลกนี้พอเห็นกันเข้าก็เฉย ๆ หัวใจก็เฉย บางคนพอเห็นกันเข้า จิตก็เลื่อมใส”

พระพุทธองค์ตรัสว่า

“ความรักนั้น ย่อมเกิดขึ้นด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ ด้วยการอยู่ร่วมกัน ในกาลก่อน ๑ ด้วยความเกื้อกูลต่อกันในปัจจุบัน ๑
เฉกเช่นดอกอุบลและชลชาติ เมื่อเกิดในน้ำ ย่อมเกิดเพราะอาศัยเหตุ ๒ ประการ คือน้ำและเปือกตม ฉะนั้น”

จึงจะเห็นว่าการที่หญิงชายมารักกัน ชอบกัน และอาจได้อยู่ร่วมกันนั้นไม่ใช่เหตุบังเอิญ แต่มีปัจจัยมาจาก ๒ ประการดังที่พระพุทธองค์ทรงแสดงเหตุให้รู้ แต่ก็ยังมีข้อสงสัยที่เกี่ยวเนื่องกับความรัก คู่ครอง เนื้อคู่ ฯลฯ อีกมากมาย



คู่

บุพเพสันนิวาส คือ การได้เคยอยู่ร่วมกันในอดีตชาติ จนส่งผลให้ได้มาเป็นคู่ครองกันในปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่จะคิดว่าเคยอยู่ร่วมกันเป็นสามีภรรยาเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วบุพเพสันนิวาสหมายถึงการที่อาจจะได้อยู่ร่วมกันในฐานะอื่นก็ได้ เช่น พี่กับน้อง พ่อกับลูก แม่กับลูก เพื่อครูกับศิษย์ นายกับบ่าว เป็นต้น

การที่มีบุพเพสันนิวาสร่วมกันนี้ เมื่อเกิดมาร่วมกัน ก็มักจะสร้างบุญสร้างกุศลร่วมกันมา ทำอะไรตามกัน มีความเห็นสอดคล้องกัน ทำให้อยู่ด้วยกันแล้วมีความสุข

เนื้อคู่ คือ หญิงและชายที่เคยได้ใช้ชีวิตร่วมกัน เป็นสามีภรรยากันมาก่อนในอดีตชาติ

คู่ครอง คือ หญิงและชายที่ใช้ชีวิตร่วมกัน เป็นสามีภรรยากันในชาติปัจจุบัน

คู่กรรม คือ หญิงและชายที่ใช้ชีวิตร่วมกันเป็นสามีภรรยา แต่มักไม่มีความสุข

เนื่องจากการมาอยู่ร่วมกันนั้นเกิดจากวิบากของกรรมที่ทำร่วมกันหรือวิบากกรรมที่มีต่อกันมาส่งผล เช่น อาจเคยทำบาปร่วมกัน หรือเคยเป็นศัตรูกันมาก่อนเป็นต้น

คู่บารมี คือ เนื้อคู่ที่ได้ติดตามกันมา ส่งเสริมกันและกันในทางที่ดี ได้ใช้ชีวิตร่วมกันในฐานะสามีภรรยาร่วมกันนับชาติไม่ถ้วน และจะติดตามกันต่อไปจนกว่าจะสามารถหลุดพ้นจากวัฏสงสารได้ มักใช้คำนี้กับพระโพธิสัตว์ที่บำเพ็ญบารมีกับเนื้อคู่ลำดับ ๑ ที่จะได้เป็นคู่ครองกับในชาติสุดท้าย

เหตุแห่งการได้อยู่ร่วมกัน

ดังที่พระพุทธองค์ได้แสดงเหตุที่หญิงชายได้รักและได้เป็นสามีภรรยากันนั้นมี ๒ ปัจจัย คือ

• การได้อยู่ร่วมกันในกาลก่อน

• การได้เกื้อหนุนกันในชาติปัจจุบัน

เนื่องจากวัฎสงสารยาวไกลจนหาจุดเริ่มต้นและที่สุดไม่ได้ หญิงชายแต่ละคนจึงมีเนื้อคู่มากมายเป็นแสนคน แต่ละชาติที่เกิดมาก็อาจได้พบเจอเนื้อคู่ได้หลาย ๆ คนพร้อมกัน หรืออาจไม่ได้เจอเนื้อคู่เลยสักคนก็เป็นได้

กรณีที่ไม่เจอเนื้อคู่เลยนั้น หญิงชายนั้นก็อาจมีคู่ได้กับบุคคลใกล้ชิดที่ได้เกื้อหนุนกันในปัจจุบัน ซึ่งเมื่อได้เป็นคู่กันในปัจจุบันแล้วหญิงชายนั้นก็จะได้เป็นเนื้อคู่กันต่อไป



ลำดับของเนื้อคู่

เพราะเหตุที่แต่ละคนมีเนื้อคู่จำนวนมากมาย จึงเป็นที่น่าสงสัยว่าแล้วใครกันเล่าที่สมควรจะได้อยู่เป็นคู่ครองกันมากที่สุด และจะมีวิธีการเลือกอย่างไร แม้จะมีเนื้อคู่จำนวนมากมาย แต่จะมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เมื่ออยู่ร่วมกันแล้วมีความสุขที่สุด
เมื่อพบหน้ากันแล้วไม่อาจตัดใจรักให้ขาดจากกันได้ บุคคลนี้คือเนื้อคู่ที่ได้อยู่ร่วมกันมามากที่สุดเป็นแสนเป็นล้านชาติ จัดเป็นเนื้อคู่ลำดับที่ ๑

กฎแห่งกรรมจะจัดสรรการมีคู่ไว้ให้เราเรียบร้อย คือ หากเรามีเนื้อคู่เกิดมาพร้อมกันหลาย ๆ คน ใจเราจะเป็นผู้เลือกเนื้อคู่ลำดับต้นเสมอ เมื่อเลือกแล้วคู่ลำดับอื่นเขาจะหลีกทางและไปหาคู่ของเขาต่อไป

แต่กฎแห่งกรรมอีกเช่นกัน ที่บางชาติ กลับทำให้เนื้อคู่ลำดับต้น ๆ ได้มาพบกันทีหลัง หลังจากที่อีกฝ่ายได้เลือกคู่ครองไปแล้ว ซึ่งแม้จะได้พบกันทีหลัง แต่เพราะเป็นเนื้อคู่ลำดับต้น ๆ  จิตใจของทั้งคู่ก็จะร้อนรนทนไม่ไหว จึงต้องรักกันอีกครั้ง ซึ่งความรักครั้งนี้ต้องหัก ต้องบังคับฝืนใจกันอย่างเต็มกำลัง

กล่าวกันว่า แม้พระภิกษุผู้มั่นคงในศีล หากได้เจอเนื้อคู่ลำดับต้น ๆ ก็ยังทนไม่ได้ ต้องสึกหาลาเพศมาอยู่กับเนื้อคู่ของตนจนได้

ส่วนเหตุที่เนื้อคู่ลำดับต้นมาเกิดในชาติภพเดียวกัน แต่กลับไม่ได้ครองคู่กันนั้น มีเหตุเดียว คือ กรรมพลัดพรากได้มาส่งผลเป็นวิบากแก่ทั้งคู่อย่างร้ายแรง แต่หากกรรมนั้นใกล้จะหมดผล เขาทั้งสองก็อาจได้เป็นคู่ครองกันในชาตินั้น แต่หากกรรมนั้นยังรุนแรงอยู่ทั้งสองก็ต้องทนทุกข์ทรมานชดใช้กรรมนั้นให้หมด แล้วจึงจะได้มีวาสนาอยู่ร่วมกันในชาติต่อ ๆ ไป



เหตุที่อกหักผิดหวังในความรัก

นอกจากการผิดหวังจากเนื้อคู่ลำดับต้น ๆ ซึ่งเกิดจากกรรมพลัดพรากแล้ว

บางครั้งคนเราก็อาจต้องผิดหวังในความรัก โดยมีเหตุมาจากกรรมทั้งสิ้น คือ อยู่กับคู่ครองไม่มีความสุข ทะเลาะเบาะแว้งกันเป็นประจำหรือมีปัญหาให้ทุกข์ใจตลอด

เหตุที่เป็นดังนี้ แสดงว่าคู่ครองนั้นไม่ใช่เนื้อคู่ลำดับที่ ๑-๕ เนื่องจากบาปกรรมจากการเป็นคนไม่ดี ไม่มีศีลธรรมส่งผลให้ไม่ได้พบเนื้อคู่ลำดับต้น ๆ หรืออาจเป็นเพราะทั้งสองไม่ใช่เนื้อคู่กัน แต่ทั้งคู่เป็นศัตรูคู่อาฆาต ได้เคยผูกใจเจ็บกันมา ชาตินี้จึงต้องมาแก้แค้นกันเอง และแรงอาฆาตได้ผลักดันให้ทั้งสองมาอยู่ร่วมกัน และแก้แค้นกันเองตามแรงอาฆาตนั้น

หรือบางคนรักเขาข้างเดียว อกหักบ่อยครั้ง โดยที่อีกฝ่ายไม่ได้สนใจด้วยเลย เหตุนี้เกิดขึ้นเนื่องจากอดีตชาติเคยอาฆาตเขาไว้ แต่เขาไม่ได้อาฆาตตอบและไม่ได้ถือโกรธด้วย ชาตินี้จึงต้องทนทุกข์ทรมานเพราะเขาอยู่เพียงฝ่ายเดียว อย่างนี้ไม่ได้เป็นเนื้อคู่ เป็นเพียงคู่กรรมเท่านั้น



ทำอย่างไรจึงจะได้อยู่ครองคู่กัน

เมื่อความรักหวานชื่น คู่ครองทั้งหลายย่อมต้องอยากเกิดมาเป็นเนื้อคู่กันอีก ซึ่งผลกรรมก็ได้จัดสรรการเกิดมาเป็นคู่ครองกันอีกตามที่ได้กล่าวมาแล้ว แต่นอกจากการรอให้กรรมเป็นตัวจัดสรรแล้ว เรายังสามารถเลือกที่จะได้พบและอยู่เป็นคู่ครองกับเนื้อคู่ของเราได้ในอนาคต โดยการอธิษฐาน 

แต่แม้จะมีอธิษฐานร่วมกัน สุดท้ายการได้อยู่ร่วมกันก็ยังต้องขึ้นอยู่กับกฎแห่งกรรมอยู่ดี

การอธิษฐานนั้นมีทั้งประโยชน์และโทษ กล่าวคือ ในด้านประโยชน์ ทำให้เนื้อคู่ทั้งสองมีโอกาสกลับมาเป็นคู่ครองกันในชาติต่อ ๆไป ได้ง่าย

แต่ในแง่ของโทษ บางครั้งก็ทำให้การใช้ชีวิตไม่เป็นปกติสุข เช่น หากเนื้อคู่ที่อธิษฐานกันไว้ไม่ได้มาเกิด หรือมาเกิดแล้วแต่ยังไม่ได้พบกัน ฝ่ายที่รออยู่จะไม่สามารถมีคู่ได้ จิตใจไม่รักใคร หรือแม้จะได้พบเนื้อคู่ลำดับต้น ๆ แต่ก็มีเหตุให้ไม่สมหวังทุกครั้งไป เนื่องจากแรงอธิษฐานนั้นฉุดรั้งไว้ หรือบางครั้งจิตใจมีสังหรณ์อยู่เสมอว่ารอคอยใครอยู่ ทั้งที่ไม่รู้ว่ารอคอยใคร



การแก้ปัญหาเรื่องอธิษฐาน

หากแน่ใจว่าเนื้อคู่ที่อธิษฐานกันไว้คงไม่ได้พบเจอกันแน่แล้ว หรืออยากจะปล่อยวางเพื่อมีโอกาสได้ตัดสินใจกับเนื้อคู่ลำดับอื่น สามารถทำได้ง่าย ๆ เพียงอธิษฐานขออนุญาตเนื้อคู่ว่า ขอละคำอธิษฐานนั้น ขอให้ชีวิตได้พบเนื้อคู่ที่สมกัน และได้ใช้ชีวิตคู่อย่างปกติและมีความสุข



คู่บารมีของพระโพธิสัตว์

สุดท้ายคือเรื่องของคู่บารมี เป็นคู่สำคัญ เป็นคู่ที่ยาวนาน เพราะต้องร่วมกันสร้างบารมี ขณะที่ฝ่ายหนึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ และอีกฝ่ายหนึ่งเป็นเนื้อคู่ที่จะเคียงข้างกันไป

การเป็นพระโพธิสัตว์นั้นต้องการกำลังใจที่เข้มแข็ง มั่นคง และเสียสละความสุขทั้งปวงเพื่อประโยชน์ของสัตว์โลก พระโพธิสัตว์นั้นต้องใช้เวลายาวนานมากในการสร้างบุญบารมีกว่าที่จะสามารถตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ อย่างเร็วที่สุดก็ต้องใช้เวลาถึง ๒๐ อสงไขยกับเศษแสนมหากัป และอย่างช้าก็เนิ่นนานจนถึง ๘๐ อสงไขยกับเศษแสนมหากัปเลยทีเดียว

คนที่ตั้งใจเป็นคู่บารมีของพระโพธิสัตว์จึงต้องมีความเสียสละและเด็ดเดี่ยวไม่แพ้กันบุคคลผู้ปรารถนาเป็นพระโพธิสัตว์

เพราะคู่บารมีนั้น จะเป็นผู้ที่ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกันมากที่สุดได้เป็นคู่ครองกันมากที่สุด และเป็นเนื้อคู่ลำดับ ๑ อย่างเที่ยงแท้ การเป็นคู่บารมีนั้นลำบากมากยิ่งนัก

เพราะคนเป็นคู่บารมีนั้นจะต้องพบกับสิ่งต่อไปนี้ คือ ต้องเกิดเป็นผู้หญิง ไม่ได้เกิดเป็นผู้ชาย ต้องช่วยพระโพธิสัตว์ทำงานอย่างเต็มกำลัง

ในบางชาติคู่บารมีอาจต้องร่วมสร้างบารมีกับพระโพธิสัตว์ เช่น ต้องสละชีวิตร่วมกัน ต้องถูกบริจาคลูก หรือตัวเองเพื่อเสริมบารมีให้พระโพธิสัตว์ เป็นต้น ตราบใดที่พระโพธิสัตว์ยังไม่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า คู่บารมีนั้นก็ยังไม่มีโอกาสบรรลุโลกุตรธรรมได้

ที่มา http://www.kanlayanatam.com/sara/sara89.htm

คลิกอ่าน ข้อคิด เมื่อแฟนหรือคนรักตายจากไป






วันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ท่าเต้นมูนวอล์ค ครั้งแรกและครั้งสุดท้ายในชีวิตไมเคิล แจ็คสัน






ผมโชคดีที่เกิดทันในยุคที่ ไมเคิล แจ็คสัน ดังสุด ๆ แล้วเขาก็สมเป็นราชาเพลงป๊อปที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลจริง ๆ

ทุกวันนี้ผมยังหวนระลึกดูคลิปไมเคิล แจ็คสันในยูทูปอยู่เสมอ รู้สึกคิดถึงเขา และเศร้าในการจากไปของเขามาจนวันนี้

แต่เมื่อพูดถึงท่าเต้นที่เป็นตำนานของไมเคิล แจ็คสัน ก็ต้องท่า Moon Walk ซึ่งครั้งแรกที่ไมเคิล ได้เต้นท่ามูนวอล์คปรากฏต่อสายตาชาวโลกครั้งแรก ก็ในงานฉลองครบรอบ 25 ปี ของโมทาวน์เรคคอร์ด (Motown Records)  ในปี 1983 ค่ายเพลงที่ไมเคิล สังกัดอยู่ในเวลานั้น

คลิปการเต้น Moon Walk ครั้งแรกของไมเคิล แจ็คสัน ต่อสายตาชาวโลกในเพลง Bille Jean


ที่ไมเคิล แจ็คสัน ใส่ถุงมือสีขาวข้างเดียว เท่าที่จำได้เพราะช่วงนั้นมือของบาดเจ็บ จึงต้องใส่ถุงมือป้องกันไว้

แต่เมื่อเขาใส่ถุงมือขาวข้างเดียวขึ้นเวทีในวันนั้น มันก็กลายเป็นแฟชั่นในตำนานของเขาอีกอย่างหนึ่งไปเลย

ส่วนการเต้นมูลวอล์คที่ถือเป็นครั้งที่ดีที่สุดและสมบูรณ์แบบที่สุดของ MJ ในเพลง Bille Jean ก็คือการแสดงสดที่มิวนิค เยอรมัน ในปี 1997 ครับ

คลิปการเต้นมูนวอล์คที่ดีที่สุดของไมเคิล แจ็คสัน คลิปยาวนิดนึง เพราะไมเคิล จะโชว์สเตปการเต้นแบบเต็ม ๆ ในช่วงท้ายคลิป





และการเต้นมูนวอล์ค ในเพลง Bille Jean ครั้งสุดท้ายในชีวิตของไมเคิล แจ็คสัน เกิดขึ้นในระหว่างซ้อมเพื่อการแสดงคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายของเขา เมื่อปี 2009 แต่เป็นคอนเสิร์ตที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง เพราะไมเคิล ได้เสียชีวิตลงก่อน

คลิปการเต้นในเพลง Bille Jean และท่ามูนวอล์คครั้งสุดท้ายของไมเคิล แจ็คสัน


ในคลิปสุดท้าย เราจะสังเกตว่า ร่างกายของไมเคิลผ่ายผอมไปมาก และการเต้นในเพลงบิลลี่จีน ครั้งสุดท้ายนี้ ก็มีการนำคลิปนี้ขึ้นไปประกอบในคดีความของไมเคิลอีกด้วย

ขอบคุณไมเคิล แจ็คสัน ครับ ที่คุณสร้างความสุขให้พวกเรามาตลอดชีวิตของคุณ

ก่อนจบบทความ ผมขอจบด้วยเพลง We are the world เพลงที่ไมเคิล แจ็คสัน แต่งขึ้นร่วมกับ ไลโอเนล ริชชี และรวบรวมศิลปินดังในยุคนั้นมาร่วมกันร้องเพลงนี้เพื่อหาเงินไปช่วยเหลือความอดอยากในทวีปอาฟริกา โดยเฉพาะในประเทศเอธิโอเปีย ซึ่งในเวลานั้นเป็นวิกฤติความอดอยากแห้งแล้งที่ดังมากที่สุดในยุคนั้น ปี 1985

เพลง We are the world ถือเป็นเพลงที่ดังสุด ๆ ในโลก ณ ช่วงเวลานั้นเลยครับ









วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2559

กินเจไม่ได้บุญ กินเนื้อสัตว์ก็ไม่บาป โดยสมเด็จพระญาณสังวรฯ







ลึกซึ้ง...การกินเจ ไม่ใช่การทำบุญ การกินเนื้อสัตว์ ไม่ใช่การทำบาป



เรื่อง "การบริโภคเนื้อสัตว์"
(วิสัชนาธรรมโดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ)

สมเด็จพระสังฆราช เคยปรารถเรื่องการกินเจกับพระราชินีว่า คนไทย เข้าใจผิด อยู่มาก 

การกินเจ (ตั้งใจไม่กินเนื้อสัตว์) จริง ๆ ไม่ได้บุญ

อธิบาย คือ เราไม่กินข้าวขาหมู แล้วคิด (จินตนาการ) ว่า หมูจะไม่ถูกฆ่า เปรียบได้กับเรา นั่งอยู่บ้านเฉยๆ แล้วคิด (จินตนาการ) ว่า เราไปช่วยสอนหนังสือคนอนาถา บุญที่เราไปสอนหนังสือคนอนาถานั้น ไม่มี ไม่เกิด เพราะเรา นึกๆ คิดๆ ไปเองไม่ได้ทำ ไม่ได้กระทำจริง

ถ้าอยากได้บุญ เราต้องช่วยชีวิตสัตว์ มี ๒ ข้อ คือ

๑. ช่วยชีวิตมันโดยการไถ่ชีวิต ซื้อสัตว์ที่กำลังถูกฆ่านำมาปล่อย
๒. เมตตาสัตว์ไม่ทำร้ายมัน อย่างนี้เป็นบุญ

แต่การกินเจ บุญไม่เกิด เพราะ เราไม่ได้ลงมือกระทำจริง (ช่วยชีวิตสัตว์) เป็นเพียงแต่คิดไปเอง (มโน)

พระเทวทัตเคย มาเสนอให้ชาวพุทธไม่กินเนื้อสัตว์ พระพุทธเจ้าปฎิเสธ พร้อมให้เหตุผลว่า

๑. เนื้อสัตว์ไม่ใช่ของเหม็น อกุศลกรรมต่างหากที่เป็นของเหม็น
๒. พระต้อง ควรเป็นผู้เลี้ยงง่าย
๓. อนุญาตในการกินเนื้อสัตว์ที่ -ไม่เห็น -ไม่รู้ -ไม่ใช่เนื้อที่ฆ่าโดยเฉพาะให้ตน
๔. อาหารเป็นแค่ของเลี้ยงกายไม่ให้ตาย อย่าสนใจมาก

การรับประทานอาหารมังสวิรัติเป็นบุญหรือไม่?

การที่จะวินิจฉัยว่าการกระทำอะไร เป็นบุญหรือไม่เป็นบุญนั้น ต้องอาศัยกับหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ว่าด้วย บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ อย่าง คือ

๑. ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน
๒. สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล
๓. ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา
๔. อปจายนมัย บุญสำเร็จด้วยประพฤติ อ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่
๕. เวยยาวัจจมัย บุญสำเร็จด้วยการช่วยเหลือขวนขวายในกิจการงานต่างๆ
๖. ปัตติทานมัย บุญสำเร็จด้วยการให้ส่วนบุญ
๗. ปัตตานุโมทนามัย บุญสำเร็จด้วยการอนุโมทนาส่วนบุญ
๘. ธัมมัสสวนมัย บุญสำเร็จด้วยการฟังธรรม
๙. ธัมมเทสนามัย บุญสำเร็จด้วยการแสดงธรรม
๑๐.ทิฏฐุชุกัมม์ การทำความคิดเห็นของตนให้ตรง

เมื่อเทียบเคียงกับบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ วิธี แล้ว ไม่พบว่าการรับประทานอาหารมังสวิรัติ คือ รับประทานแต่พืชผักเป็นวิธีทำบุญข้อใดเลย จึงไม่นับว่าเป็นวิธีทำบุญในพระพุทธศาสนา 

ลองคิดดูว่าถ้าการกินพืช เช่น ผัก หญ้า ได้บุญ แล้วสัตว์ที่กินพืชเป็นอาหาร เช่น วัว ควาย แพะ แกะ ก็ต้องได้บุญมากกว่ามนุษย์ เพราะสัตว์พวกนี้กินพืชตลอดชีวิต ไม่กินเนื้อสัตว์เลย

การกินเนื้อสัตว์ บาป หรือ ไม่?

การที่จะวินิจฉัยว่าบาปหรือไม่บาปนั้น ต้องพิจารณาว่า การกินเนื้อสัตว์ที่ตายแล้ว เป็นการผิดศีลข้อปาณาติบาตหรือไม่ ศีลข้อปาณาติบาต คือ งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ นั้น จะผิดศีลก็ต่อเมื่อประกอบด้วย องค์ ๕ คือ

๑. ปาโณ สัตว์มีชีวิต
๒. ปาณสญฺญิตา รู้ว่าสัตว์มีชีวิต
๓. วธกจิตฺตํ จิตคิดจะฆ่า
๔. อุปกฺกโม พยายามที่จะฆ่า
๕. เตน มรณํ สัตว์ตายด้วยความพยายามนั้น

เมื่อครบองค์ประกอบทั้ง ๕ ข้อ จึงถือว่าเป็นการฆ่าสัตว์ ผิดศีลข้อที่ ๑ เป็นบาป แต่ถ้าไม่ได้ลงมือฆ่าเอง และไม่ได้ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า ก็ไม่เป็นบาป 

ตัวอย่าง เราไปจ่ายตลาด ซื้อกุ้งแห้ง ปลาดุกย่าง ปลาทู เนื้อหมู ฯลฯ เราได้มีส่วนร่วมในการฆ่าสัตว์เหล่านั้นหรือไม่ สัตว์เหล่านั้นย่อมตายก่อนที่เราจะไปซื้อมาเป็นอาหาร ถึงเราจะซื้อหรือไม่ซื้อ สัตว์เหล่านั้นก็ตายอยู่แล้ว เราไม่ได้มีส่วนทำให้ตาย
มีพุทธภาษิตบทหนึ่งว่า

“นตฺถิ ปาปํ อกุพฺพโต” “บาป ไม่มีแก่ผู้ไม่ทำ”

การกินผักก็อาจจะต้องฆ่าสัตว์ทางอ้อมไปด้วยเช่นกัน เพราะต้องไถดิน ใส่ปุ๋ย ใช้ยากำจัดแมลง อาจทำให้แมลงต่างๆ ไส้เดือนตายได้ ถ้าแบบนี้บาปก็คงไม่ต้องทำสัมมาอาชีพกันเลย

หลวงปู่แหวน สุจิณโณ ท่านบอกว่า

"ไอ้วัวควายกินหญ้าอยู่ตั้งนาน ไม่เห็นเป็นพระอรหันต์ซักตัว"

ขอบคุณผู้เขียนบทความนี่ ที่มาจากเฟสบุ๊ค พระอรหันต์สายหลวงปู่มั่น


พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร และสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช

-----------------------

ใหม่เมืองเอก สรุป

ถ้าคุณไม่เกรียน และศึกษาหลักธรรมะมาพอสมควร คุณก็จะเข้าใจในสิ่งที่สมเด็จพระญาณสังวรอธิบายโดยไม่ยาก

ซึ่งความเชื่อเรื่องการกินเจแล้วได้บุญ จัดเป็น สีลัพพตปรามาส ถือเป็นความหลงผิดอย่างหนึ่ง

ผมเองก็เคยอ่านข้อเขียนนึงของหลวงจีนรูปนึง เกี่ยวกับการกินเจว่า ที่หลวงจีนฉันเจ ไม่ใช่เพราะกินเนื้อสัตว์แล้วบาป

แต่ที่หลวงจีนหลายวัดมักฉันเจเพราะการกินเจมีผลดีต่อสุขภาพ และอาหารฉุนบางอย่างและเนื้อสัตว์ก่อให้เกิด การกำหนัดได้ง่าย

พวกหลวงจีนจึงเลือกฉันเจดีกว่า

เพราะสมัยก่อนในประเทศจีน ผู้คนส่วนใหญ่ยากจนมาก ประชาชนส่วนใหญ่เองก็ไม่ค่อยได้กินเนื้อสัตว์กันอยู่แล้ว อาจจะกินบ้างตามเทศกาลเท่านั้น

หลวงจีนหรือวัดจีนเองก็ยากจนเหมือนกัน ก็ประชาชนส่วนใหญ่ยากจน พระและวัดจะมาร่ำรวยได้อย่างไร หลวงจีนก็ต้องปลูกผักกินเอง (ดูในหนังจีนพอจะเห็นบ้าง) เมื่อหลวงจีนยังต้องปลูกพืชผักกินเอง ก็เลยไม่ได้กินเนื้อสัตว์เพราะไม่มีใครมาบริจาคหรือถวายให้

เพราะหากจะฉันเนื้อสัตว์ หลวงจีนก็ต้องเลี้ยงสัตว์เองและฆ่าเอง ซึ่งมันก็บาป ผิดศีล

ส่วนประเพณีถือศีลกินเจ คุณผู้อ่านลองไปหาข้อมูลต้นกำเนิดเถิด มูลเหตุส่วนใหญ่ที่เขาสันนิษฐานถึงการกำเนิดเทศกาลกินเจ ก็ไม่เกี่ยวกับการกินเจแล้วได้บุญแต่อย่างใด

และการที่คนกินเจเพียง 10 วัน แม้อาจจะช่วยลดการฆ่าสัตว์ให้ลดลงหรือช้าลงในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่พอหลังจากกินการกินเจแล้ว สัตว์ที่รอการฆ่าก็ยังถูกฆ่าต่อไปเหมือนเดิม

ประหนึ่งคำพูดที่ว่า "แค่กินเจ 10 วัน แต่มากินเนื้อสัตว์อย่างล้างผลาญในเทศกาลตรุษจีนแทน" ซึ่งก็เท่ากับไม่ได้ต่างอะไรเลย

ยกตัวอย่างเช่น มีวัวตัวนึงจากหมู่บ้านนึง ถูกเจ้าของขายให้โรงฆ่าสัตว์ แล้วกำลังจะถูกฆ่าในอีกไม่นาน

ถามว่า ถ้าคนในหมู่บ้านอยากจะช่วยให้วัวตัวนั้นรอดตาย ก็เลยนัดกันว่าวันนี้พวกเราทั้งหมู่บ้าน มากินเจสัก 10 วัน ถามว่าจะช่วยให้วัวตัวนั้นรอดตายได้หรือไม่?

ส่วนคำอธิบายที่มากกว่านี้เพื่อให้เห็น ภาพชัดเจนยิ่งขึ้นว่า ทำไมกินเนื้อสัตว์จึงไม่บาป เชิญคุณผู้อ่านไปอ่านต่อในบทความนี้ต่อเลยครับ

คลิกอ่าน akecity แจงเหตุผลที่ว่า ทำไมกินเนื้อสัตว์ไม่บาป






วันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2559

ท่ายากของยิ่งลักษณ์ อายฝรั่งเขาไหมนั่น






ถ้าเราจำกันได้ เมื่อครั้งยิ่งลักษณ์ไปไหว้ศพตำรวจนายหนึ่ง เธอเคยเป็นข่าวกระฉ่อนโด่งดังด้วยท่านั่งยอง ๆ ไหว้ศพมาแล้ว

ก็นึกว่า ถูกวิจารณ์หนักคราวนั้นเธอจะเข็ด แต่ที่ไหนได้ เรื่องท่านั่งยอง ๆ ของยิ่งลักษณ์เนี่ย สงสัยจะเป็นท่าถนัดของเธอจริง ๆ

ตอนนั้นผมก็เคยเขียนบทความเรื่องนี้ แล้วได้เรียกท่ายากท่านี้ของยิ่งลักษณ์ว่า "ท่าขย่มตอของยิ่งลักษณ์"

อุตส่าห์แดกดันประชดแรง ๆ ก็แล้ว แต่ยิ่งลักษณ์ก็หานำพาไม่

คลิกอ่าน แชร์ว่อนเน็ตท่าขย่มตอของยิ่งลักษณ์

จนมาปีนี้ 2559 ยิ่งลักษณ์ได้ไปไหว้บรรพบุรุษ ก็เล่นท่าขย่มตออีกแล้วในขณะกำลังไหว้

งั้นวันนี้ผมขอยกส่วนหนึ่งในบทความของเปลว สีเงิน ที่ได้วิจารณ์ท่านั่งยอง ๆ ของยิ่งลักษณ์ มาให้อ่านแล้วกัน




ว่าด้วย "ยองๆ" ของยิ่งลักษณ์ โดยเปลวสีเงิน



เมื่อวาน (๑๕ เม.ย.) ดูรูป-ดูข่าว อดีตนายกฯ หญิง "นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ไปไหว้อัฐิบรรพบุรุษ ที่สุสานวัดโรงธรรมสามัคคี สันกำแพง เชียงใหม่

ชื่นชมเธออยู่ในใจ เป็นลูกหลานกตัญญู วันตรุษ-วันสารท ทีไร เป็นต้องโชว์โฉมนำหน้า เซ่นวักตั๊กแตน ไหว้อัฐิบรรพบุรุษตามหลัง ทุกครั้งไป

แต่อยากกระซิบอะไรซักนิดด้วยหวังดี เนื่องจากไม่มีโอกาสเข้าใกล้ ๆ จึงขออนุญาตกระซิบไกลๆ ผ่านตรงนี้

คงไม่เป็นไรนะ?

ด้วยศักดิ์ "อดีตนายกฯ" เธออยู่ในทำเนียบผู้นำคนหนึ่งของประเทศ ฉะนั้น การกระทำใด ๆ การแสดงออกใด ๆ ของเธอที่ปรากฏต่อสาธารณะ

อาจมีบางคน-บางพวก "ยึดถือ" เป็นแบบอย่าง ด้วยเข้าใจว่า เดินตามผู้นำหมาไม่กัดแน่ เพราะถูกแบบ-ถูกแผนแล้ว

แต่กิริยาการที่คุณยิ่งลักษณ์ นั่งยอง ๆ ไหว้กู่ที่บรรจุอัฐิบรรพบุรุษ และสื่อต่างๆ นำออกเผยแพร่นั้น

นอกจาก "ไม่งาม" ไม่ใช่แบบแผนแล้ว ยังขัดตายิ่ง!

ผมเอง อยู่มานาน จนจวนเจียนจะเข้ากู่รอมมะร่อ บอกตรง ๆ ไม่เคยเห็น "เพศหญิง" ที่ไหน นั่งยองๆ ไหว้ ไม่ว่าจะไหว้พระ ไหว้ผี

ก็เพิ่งเห็นคุณยิ่งลักษณ์นี่แหละเป็นคนแรก

และก็ไม่ใช่ครั้งแรก........

จำได้ว่า ตอนอยู่ในตำแหน่งนายกฯ ช่วงที่ กปปส.ชุมนุม และกองทัพธรรม ของสันติอโศก ตั้งเวทีอยู่ตรงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ รัฐบาลสั่งตำรวจบุกเข้าสลายการชุมนุม

สลายกันเอง ชุลมุนกันเอง จนมีนายตำรวจที่ระดมจากต่างจังหวัดเข้ามาลุยกองทัพธรรมเพื่อสนองระบอบทักษิณเสียชีวิต ศพไปตั้งที่ระยอง

คุณยิ่งลักษณ์นั่ง ฮ.ไปงานศพ

กิริยาการเคารพศพของคุณยิ่งลักษณ์ครั้งนั้น ถูกเผยแพร่ เป็นที่วิพากษ์-วิจารณ์ ทั้งขัน-หยัน-สมเพช ไปทั่วจนถึงทุกวันนี้

ท่าเคารพศพแสนจะแบะแฉะของนายกฯ หญิง คือ

สวมส้นสูง นั่งยองๆ ไหว้ศพ

ท่าเดียวกับที่สวมส้นสูง นั่งยอง ๆ ไหว้กู่อัฐิบรรพบุรุษเมื่อวาน!

นึกว่า จากครั้งนั้น คงได้ฟังเสียงวิพากษ์-วิจารณ์เชิงตำหนิแล้ว และในฐานะนายกฯ

ทางกระทรวงวัฒนธรรม คงจะกระซิบบอกถึงแบบแผนที่ถูกต้องตามวัฒนธรรมประเพณีให้ซึมซับบ้าง เพื่อครั้งต่อๆ ไป จะได้ปฏิบัติได้ถูกต้อง สำหรับคนที่รู้พื้นฐานเธอก็คงไม่เท่าไหร่ แต่สำหรับคนที่งมศรัทธานี่ซี เขาจะได้ยึดแบบอย่างที่ถูกไปทำตาม

แต่ที่ไหนได้.........!?

คล้ายเธอไม่รับรู้อะไรเลย ก็ไม่อยากตำหนิโดยตรง อย่างน้อยมัคนายก หรือคนที่อาบน้ำร้อนมาก่อน น่าจะนำทางถูก ด้วยการปูเสื่อ-ปูสาดให้เธอนั่งพับเพียบเรียบร้อย

แทน "นั่งยอง ๆ" ไหว้!

ยืนไหว้ซะเลย ยังจะเข้าท่ากว่า พออนุโลมได้ว่าเป็นท่ามาตรฐานสากล เหมาะสมกับสถานการณ์ขณะนั้น

เพราะการนั่งยอง ๆ ไม่ว่าใคร ดูแล้วน่าเกลียด ยิ่งเป็นผู้หญิงนั่งยอง ๆ ด้วยแล้ว คุณยิ่งลักษณ์ ลองหลับตานึกภาพซิ

งามล่ะก๊ะ?

ผ่านแล้วก็แล้วไป ได้ยินพี่ชายสั่นสู้ สไกป์มาระดมให้เตรียมลงเลือกตั้ง ชิงอำนาจคืนมิใช่หรือ?

เผื่อรอดคดีจำนำข้าว มีโอกาสกลับมาใหญ่โตอีก ฉะนั้น จำแบบแผนการเคารพศพที่ "กรมศาสนา" เขาเผยแพร่ไว้ เพื่อครั้งต่อ ๆ ไป จะได้ไม่ทำอะไรให้ขายขี้หน้าอีก

แบบแผนที่กรมศาสนาเผยแพร่ มีดังนี้........

การกราบคนและกราบศพ กราบด้วยวิธีกระพุ่มมือ กราบเพียงครั้งเดียวไม่แบมือ มีวิธีปฏิบัติดังนี้

๑.หากบุคคลหรือศพอาวุโสกว่าให้ประนมมือไหว้ขึ้น ให้ปลายนิ้วจรดจมูกก็ได้ หรือจะให้ปลายนิ้วมือจรดอยู่ระหว่างคิ้ว หัวแม่มืออยู่ระหว่างจมูกก็ได้ ถ้าคนเสมอกันประนมมือขึ้นแค่อกก็พอ

๒.นั่งพับเพียบเก็บเท้า ตามแบบนั่งพับเพียบหรือจะใช้วิธีหมอบกราบก็ได้

๓.หมอบลงตามแบบหมอบ

๔.มือทั้งสองกระพุ่มทอดลงกับพื้น ไม่แบมือราบกับพื้น

๕.ก้มศีรษะลงจรดสันมือ กราบเพียงครั้งเดียว

๖.เสร็จแล้วลุกขึ้นนั่งพับเพียบตามปกติ

เนี่ย...กิริยามารยาทหญิงไทย-กุลสตรีไทยต้องแบบนี้ ไม่ใช่สวมรองเท้านั่งยองๆ ไหว้ จำไว้นะ

การนั่งยองๆ น่ะ ไว้ใช้ตอนนั่งส้วมซึม หรือพวกชาวเขานั่งสูบยา อย่านำมาใช้กับการไหว้พระ-ไหว้คน-ไหว้ศพ

เปลวสีเงิน

-----------------

โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย เคยสอนมารยาทไทยให้ยิ่งลักษณ์บ้างไหม

ขนาดเคยขึ้นป้ายยกย่องยิ่งลักษณ์ซะขนาดนี้เลยว่าภาคภูมิใจ



ไม่รู้ยิ่งลักษณ์สมัยเรียนเนี่ยเคยดีเด่นในเรื่องไหนบ้าง 

แล้วลองดูตัวอย่างสาวฝรั่งตักบาตรสิ



ดูหญิงฝรั่งสิ เธอเข้าใจวิฒนธรรมที่งดงามมากกว่ายิ่งลักษณ์เสียอีก

อายสาวฝรั่งบ้างไหมยิ่งลักษณ์ ??



แล้วที่ป๋าเปลวสีเงินแนะนำว่า ไม่ต้องนั่งยอง ๆ ก็ได้  ให้ยืนไหว้แทน ก็ยังจะดูงามกว่า

ยิ่งลักษณ์ควรดูน้องมะลิ ลูกสาวคุณปอ ทฤษฎี เป็นตัวอย่างก็ได้ ไม่ต้องนั่งยอง ๆ ไหว้ให้คนเขาติ ก็ให้ยืนไหว้แทน ดูน่ารักงดงามเห็นไหม



คลิกอ่าน ยิ่งลักษณ์ชวนฮาเทศกาลสงกรานต์ 2559






วันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2559

เมื่อไพบูลย์ นิติตะวัน สอนกฎหมายทนายความสมเด็จช่วง






ไพบูลย์" ย้ำ แม้สมเด็จช่วงอ้างไม่เจตนารับของไม่เสียภาษี ก็ยังถือว่าผิด 


อดีต สปช. "ไพบูลย์ นิติตะวัน" แนะทีมทนายวัดปากน้ำไปเช็คกฏหมายดี ๆ ยัน พ.ร.บ.กรมศุลกากร เขียนไว้ชัด รับของไม่ได้เสียภาษีไม่ต้องมีเจตนาก็ถือเป็นความผิด

แถม "สมเด็จช่วง" มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถเบนซ์ ยิ่งชัดว่าเป็นเจ้าของ ชี้มีโทษสูงใช้แค่เปรียบเทียบปรับไม่ได้

คุณไพบูลย์ ยังเตือนอีกว่า ทนายความอย่าทำสมภารเข้าใจผิด ยัน พ.ร.บ.สอบสวนคดีพิเศษ ไม่ได้ให้สิทธิ์ผู้ให้ถ้อยคำยื่นหนังสือแจง แต่เป็นอำนาจของ ดีเอสไอ เชื่อฟ้องอู่รถหวังให้สัญญาซื้อเป็นโมฆะแต่เป็นไปไม่ได้ ติงใช้วิธีพลิกแพลงแบบนักการเมืองทำภาพพระเสีย


วันนี้ (23 มี.ค.) ที่สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมนิวส์วัน นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์พระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์กับผู้จัดการออนไลน์ ถึงกรณีที่ทีมทนายความของวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กล่าวพาดพิงที่นายไพบูลย์ ยก พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ เป็นการพูดแบบไม่รู้กฏหมาย และยืนยันถ้าไม่รู้เรื่องของการซื้อขายก็ไม่มีเจตนากระทำผิดว่า ตนอยากแนะนำให้ทีมทนายความไปดูกฏหมายใหม่ ในเว็บไซต์ของกรมศุลการกรตั้งแต่หน้าแรก ที่ระบุว่า ความผิดตามมาตรา 27 แม้ไม่มีเจตนาก็ถือเป็นความผิด

โดยมาตรา 27 ทวิ ระบุไว้ว่า ผู้ใดรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่ยังมิได้เสียภาษี มีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับเป็นเงิน 4 เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือทั้งจำทั้งปรับ


นายไพบูลย์ อธิบายต่อว่า "ซึ่งก็เป็นไปตาม พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482 ในมาตรา 16 ที่ระบุว่า การกระทำที่บัญญัติไว้ในมาตรา 27 และ 99 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 นั้น ให้ถือว่าเป็นความผิดโดยมิต้องคำนึงว่า ผู้กระทำมีเจตนา หรือกระทำโดยประมาทเลินเล่อหรือหาไม่

ขณะที่ความผิดเกี่ยวกับภาษีอากรนั้น จะสามารถเปรียบเทียบปรับได้ในกรณีที่มีโทษปรับอย่างสูงไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 37 อนุ 3 แต่ในกรณีรถเบนซ์ันดังกล่าวน่าจะมีมูลค่าสูงเกินที่จะเปรียบเทียบปรับได้"

"ดังนั้นการที่สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ไปมีชื่ออยู่ในใบคู่มือจดทะเบียน ลงลายมือชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ของรถเบนซ์ ทะเบียน ขม 99 มาตั้งแต่ปี 2554 โดยไม่ว่าท่านจะไปรับบริจาคจากใครก็เข้าข่าย ม.27 ทวิ ตรงที่บอกว่ารับไว้โดยประการใด ก็คือรับบริจาค หรือรับด้วยอะไรมาก็ไม่รู้ เข้าข่ายแน่

เมื่อท่านไปรับมาแล้วก็ใส่ชื่อท่านอยู่มันก็ชัดเจนว่าท่านเป็นเจ้าของ และเมื่อมีการเปรียบปรับไม่ได้ มันก็เป็นคดีความทางอาญา ก็ต้องมีหนังสือเรียกให้ถ้อยคำ ถ้าเห็นว่าผิดกฎก็ต้องแจ้งข้อกล่าวหา แล้วก็ดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม ตนอยากให้คณะทนายกลับไปดูข้อกฏหมายให้ดี อย่าทำให้สมเด็จช่วงเข้าใจผิด ที่นึกว่าจะไม่มีปัญหาทางกฏหมาย มันไม่ถูก " นายไพบูลย์ กล่าว


ส่วนกรณีที่ทางทีมทนายความยกมาตรา 24 ของ พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 ระบุ สมเด็จช่วงมีสิทธิ์ที่จะให้กรมสอบสวนคดีพิเศษตั้งคำถาม และมีสิทธิ์ที่จะตอบคำถามเป็นลายลักษณ์อักษรนั้น

นายไพบูลย์ กล่าวว่า "อยากให้เป็นอ่านกฏหมายดู ซึ่งมาตรา 47 ระบุไว้ชัดเจนว่า ให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษมีอำนาจ ไม่ใช่เป็นสิทธิ์ของผู้ให้ถ้อยคำ โดยในอนุ 4 ระบุอำนาจไว้ว่า มีหนังสือสอบถาม หรือเรียกบุคคลใดๆ มาเพื่อให้ถ้อยคำ ส่งคำชี้แจงเป็นหนังสือ หรือส่งบัญชีเอกสาร หรือหลักฐานใดๆ มาเพื่อตรวจสอบ หรือเพื่อประกอบการพิจารณา ซึ่งก็เป็นไปตามดุลยพินิจของพนักงานสอบสวน

การที่มีหนังสือสอบถามนั้นเขาใช้เกี่ยวกับหน่วยงาน หรือองค์กร ตัวบุคคลเขาเรียกมาทั้งนั้น ถ้ามาไม่ได้ก็ไปสอบถามถึงสถานที่ก็เป็นการช่วยอำนวยความสะดวก เมื่อสอบถามให้ถ้อยคำต่าง ๆ แล้ว ถ้าไม่ยอมให้ถ้อยคำก็สามารถออกหมายเรียกได้ เป็นอำนาจของเจ้าหน้าที่

แต่ถ้าสมเด็จช่วง บอกว่าอาพาธ ไม่สามารถมาให้ถ้อยคำ เจ้าหน้าที่ก็สามารถไปสอบปากคำได้ เรื่องนี้เป็นคดีอาญา กรมสอบสวนคดีพิเศษมีอำนาจเต็มในการสอบสวน"

"การที่คณะทนายความ พยายามดำเนินการฟ้องร้องกับนายวิชาญ รัษฐปานะ เจ้าของอู่ซ่อมรถ เป็นความพยายามกลบเกลื่อน หวังว่าให้สัญญาซื้อขายเป็นโมฆะ เพื่อให้ถือว่าสมเด็จช่วงไม่ได้เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในรถยนต์นั้นเป็นไปไม่ได้

ยังไงตามกฎหมายตอนนี้ท่านยังเป็นผู้ถือครอง ไปเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ ก็ให้ไปดูกฏหมายกันให้ดี แต่ดูท่าทีของทนายใช้เทคนิคการดูแลคดีเหมือนของนักการเมืองใช้วิธีพลิกแพลงต่าง ๆ แต่พอมาใช้กับสมเด็จช่วง มันเลยทำให้ภาพของท่านเสีย" นายไพบูลย์ กล่าว

http://astv.mobi/A9UVSYs




ตอนแรก ทางวัดปากน้ำ บอกญาติโยมเอารถมาถวาย

ต่อมา ทางวัดปากน้ำบอกหลวงพี่แป๊ะคนถวายรถ โดยหลวงพี่แป๊ะได้ไปว่าจ้างอู่วิชาญประกอบรถในราคาเหมาจ่าย จำนวนเงิน 4 ล้านบาท

ล่าสุด หลวงพี่แป๊ะบอก DSI ว่า ถูกหลอกซื้อเบนซ์หรู 4 ล้าน แต่ไม่รู้เป็น รถจดประกอบ

เฮ่อ พูดกลับกลอกไปมา จนประชาชี งง กันหมดแล้ว

อ้อ! ลืมไป อาจารย์ช่วงคงสอนลูกศิษย์แป๊ะไว้ว่า "พระผิดศีลก็ปลงอาบัติได้ เหมือนสารภาพบาปของศาสนาคริสต์ ทำแล้วก็สบายใจ"

คลิกอ่าน สมเด็จช่วง ผู้เป็นเลิศด้านการสะสมของโบราณหรู

วันพฤหัสบดีที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2559

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ทรงอยู่อย่างจน






พระเณรไม่ควรอยู่อย่างหรูหราเป็นพระต้องจน



ความตอนหนึ่งในหนังสือพระของประชาชน ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ซึ่งมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย จัดพิมพ์น้อมถวายสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในงานฉลองพระชันษา ๙๖ ปี วันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๒ หน้า ๑๙๑ ได้กล่าวถึง วัตรปฏิบัติประการหนึ่งของเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ที่สมควรนำมาเผยแพร่เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติให้พระภิกษุสามเณร ตลอดจนพุทธศาสนิกชนในการดำรงตนอย่างเรียบง่าย นั่นคือ “ความเป็นผู้สันโดษ”

ข้อความในหนังสือได้กล่าวไว้ว่า

“เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงเป็นแบบอย่างของพระสงฆ์ที่ดำรงชีวิตด้วยการกินอยู่ง่าย ทรงมักน้อย อดทน เป็นพระผู้สันโดษ และไม่ยึดติดพิธีรีตอง การดำเนินชีวิตของพระองค์เป็นไปอย่างพอเหมาะแก่ความเป็นสมณะ ที่เรียกว่า สมณสารูป

แม้จะทรงดำรงสมณศักดิ์อยู่ในฐานะประมุขของสงฆ์ก็ตาม ที่อยู่อาศัยก็ไม่โปรดให้ตกแต่งอย่างวิจิตรพิสดาร มีดำรัสแก่ภิกษุสามเณรในวัดอยู่เสมอว่า ‘พระเณรไม่ควรอยู่อย่างหรูหรา เป็นพระต้องจน’

กระทั่งจีวรนุ่งห่มก็ทรงใช้สอยอย่างธรรมดาเรียบง่าย โปรดใช้จีวรที่ซักย้อมเป็นประจำมากกว่าของใหม่ ทั้งยังโปรดที่จะซักและเย็บชุนด้วยพระองค์เองด้วย

ทรงรับสั่งในหมู่พระเณรและศิษย์ใกล้ชิดเสมอๆ ว่า ให้ใช้สอยข้าวของอย่างประหยัด โดยทรงปฏิบัติพระองค์ให้เห็นเป็นแบบอย่าง ไม่ทรงนิยมสะสมข้าวของ และมักแจกจ่ายออกไปตามโอกาสอันควร

เช่น ในวันมหาปวารณาออกพรรษา คราวหนึ่งมีผู้ประสงค์จะถวายรถยนต์สำหรับทรงใช้สอยเวลาเสด็จไปปฏิบัติภารกิจต่างๆ ทรงมีรับสั่งตอบว่า ‘ไม่รู้จะไปเก็บไว้ที่ไหน’ หมายความว่าไม่ทรงรับถวาย

และทุกครั้งเวลาเสด็จไปร่วมงานบุญงานกุศลที่วัดไหน เมื่อมีผู้ถวายปัจจัย พระองค์จะไม่ทรงรับไว้เอง จะประทานคืนโดยรับสั่งว่า ‘ขอร่วมทำบุญด้วย’

พระคุณธรรมเหล่านี้นำชีวิตของพระองค์ให้ดำเนินสู่เส้นทางของความสำเร็จ แม้จะมีอุปสรรคหรือทรงพบกับความผิดหวังต่าง ๆ

แต่ด้วยพระคุณธรรมที่มีมีอยู่ประจำพระองค์ก็ทรงฝ่าฟันอุปสรรคทั้งหลายมาได้โดยตลอด ชีวิตของพระองค์จึงเป็นตัวอย่างอันดีงามสมควรที่จะยึดถือเป็นแบบอย่างเพื่อประพฤติปฏิบัติตาม

นอกจากนี้ ความตอนหนึ่งในหนังสือพระผู้สำรวมพร้อม ซึ่งจัดพิมพ์เป็นที่ระลึกในงานบำเพ็ญพระกุศลคล้ายวันประสูติ เจริญพระชันษา ๙๙ ปี สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๕ หน้า ๑๒๐-๑๒๑ ได้กล่าวไว้ว่า

“พระภิกษุในวัดบวรนิเวศวิหารที่ถวายการปรนนิบัติดูแลเจ้าพระคุณสมเด็จฯ เล่าว่า แม้จนเมื่อทรงดำรงตำแหน่งประมุขแห่งศาสนจักรแล้ว ที่บรรทมในตำหนักที่ประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ก็ยังคงเป็นเพียงเก้าอี้สปริงตัวเก่า ซึ่งสั้นเกินกว่าที่จะใช้นอนได้ จึงต้องใช้ตั่งต่อทางปลายเพื่อวางพระบาท ถัดจากด้านปลายพระบาทไปก็เป็นโต๊ะเล็ก ๆ อีกตัว ตั้งพัดลมเก่า ๆ ซึ่ง ‘เปิดทีก็หมุนแก็กๆ ๆ’

แม้แต่อาสนะผืนเก่าที่พระมารดา คือ ‘นางน้อย’ เคยเย็บถวายแต่เมื่อครั้งยังเป็นมหาเปรียญหนุ่ม ๆ พระองค์ก็ใช้เรื่อยมา จนเมื่อขาดเปื่อยไป ก็ยังนำไปรองไว้ใต้อาสนะผืนใหม่ และเมื่อทรงได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชแล้ว อาสนะผืนเก่าที่พระมารดาเย็บให้ก็ยังโปรดให้วางไว้ใต้อาสนะที่ประทับเป็นการแสดงกตัญญุตาสนองคุณเช่นที่เคยทรงถือปฏิบัติมา ได้ยินมาว่าครั้งหนึ่งเคยมีเด็กจะหยิบไปทิ้งเพราะเห็นเป็นผ้าเก่าๆ ขาดๆ แต่เจ้าพระคุณสมเด็จฯ มีรับสั่งว่า ‘นั่นของโยมแม่ เอาไว้ที่เดิม’

...ครั้งหนึ่งหลังจากทรงได้รับพระราชทานสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชแล้ว ไม่นานนักศิษย์ใกล้ชิดคนหนึ่งมากราบทูลว่า ‘ขณะนี้วัด (ชื่อวัด) ที่เมืองกาญจน์ฯ กำลังสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเกือบจะเสร็จแล้วยังขาดเงินอีกราว ๗-๘ แสนบาท อยากจะกราบทูลใต้ฝ่าพระบาทเสด็จไปโปรดสักครั้ง สะพานจะได้เสร็จเร็วๆ ไม่ทราบว่าใต้ฝ่าพระบาทจะพอมีเวลาเสด็จได้หรือไม่ กระหม่อม’

เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ตรัสตอบว่า ‘เวลาน่ะพอมี แต่เงินตั้งแสนจะเอาที่ไหน เพราะพระไม่มีอาชีพการงาน ไม่มีรายได้เหมือนชาวบ้าน แล้วแต่เขาจะให้’…”

เจ้าพระคุณสมเด็จฯ จึงทรงเป็นแบบอย่างของการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ที่เราท่านทั้งหลายควรยึดถือเป็นแบบอย่างอย่างในการดำรงตน


ทศพนธ์ นรทัศน์ ประธานชมรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อความเท่าเทียมกันรายงาน

ที่มา คมชัดลึกออนไลน์

คลิกอ่าน ญาณสังวร มีความหมายอย่างไร






วันจันทร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2559

วิปัสสนึกของหลวงพ่อสด , กองกำลังออนไลน์รับจ้างของธรรมกาย







ผมเจอพวกสาวกธรรมกายออกมาโพสแสดงความเห็นในเว็บข่าวหลายเว็บ โดยเฉพาะในข่าวหรือบทความที่เกี่ยวกับสมเด็จช่วง และธัมมชโย มีจำนวนมากขึ้นจนเริ่มผิดปกติ

มีหลายคนที่โพสปกป้องสมเด็จช่วงและธรรมกายทุกรูปแบบ แต่ทั้งหมดก็เน้นไปทางด่าและใช้เหตุผลไปในทางแถซะมากกว่า

ใช้หลัก อาศัยคนเยอะกว่า แห่กันเข้าไปถล่มฝ่ายที่ต่อต้านธรรมกาย ตัวอย่างเช่น ถ้านายดำ โพสวิจารณ์สมเด็จช่วงและธัมมชโย แค่ความเห็นเดียว ก็จะมีนักรบโซเชียลโง่ ๆ จากธรรมกายเข้ามารุมด่าความเห็นของนายดำทีเดียวหลายคนเลย

อย่าให้ผมเอารูปการแสดงความเห็นของพวกนี้มาให้ดูเลยนะ ถ้าอ่านแล้วคุณอาจอารมณ์เสีย

ทีนี้ผมเลยเอะใจ แวะไปหาข้อมูลในเว็บวัดพระธรรมกายสักหน่อย เผื่อเจออะไรแปลก ๆ

แล้วผมก็เจอจริง ๆ

เว็บธรรมกายมีการรับสมัครพวกคนรุ่นใหม่ มาทำงานด้านภาพลักษณ์ให้ธรรมกายออนไลน์ ตามโฆษณานี้





สังเกตตรงคำว่า กองภาพลักษณ์ออนไลน์ 




นั่นแสดงว่า การรับสมัครคนรุ่นใหม่ของธรรมกายก็เพื่อไปช่วยงานออนไลน์ด้านภาพลักษณ์เป็นการเฉพาะกิจ

ซึ่งถ้าแปลอีกอย่างก็คือ พวกนักรบออนไลน์รับจ้างพวกนี้นี่แหละ ที่จะไปลุยแก้ต่างให้ธรรมกายในทุกเว็บที่มีช่องให้แสดงความเห็น ซึ่งไม่ค่อยได้แก้ต่างแบบฉลาด ๆ เท่าไหร่หรอก

สังเกตคุณสมบัติผู้สมัครข้อที่ 4 คือ ต้องศรัทธาในวิชชาธรรมกายด้วย

ทั้ง ๆ ที่ วิชชาธรรมกายนั้น ภายหลัง หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ก็เคยยอมรับเองว่า มันคือ วิชาสมาธิที่สอนให้ติดในนิมิต หาใช่ทางหลุดพ้นไม่

เพราะในช่วงบั้นปลายชีวิตของหลวงพ่อสดก็ยังต้องไปเรียนวิปัสสนากรรมฐานใหม่ที่วัดมหาธาตุในภายหลังแทน กับท่านเจ้าคุณโชดก เพราะวิชชาธรรมกายเป็นแค่การฝึกสมาธิที่สอนให้หลงติดในนิมิตเท่านั้น

เรื่องนี้หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม ได้เล่าไว้ เพราะหลวงพ่อจรัล ทันได้เจอหลวงพ่อสด ที่วัดมหาธาตุ

มาฟังเจ้าคุณโชดก หรือพระธรรมธีรราชมหามุนี พระอาจารย์วิปัสสนาของพลวงพ่อสด วัดปากน้ำ กล่าวถึงการติดในนิมิตของหลวงพ่อสด




ถ้าถามผมว่า วิชชาธรรมกายของหลวงพ่อสด ดีไหม ?

ตอบว่า ดี เพราะคือการฝึกสมาธิที่ดีวิธีหนึ่ง ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี เพื่อจะต่อยอดนำไปสู่การเรียนรู้วิปัสสนาชั้นสูงต่อไป

แต่วิชชาธรรมกายยังไปไม่ถึงความหลุดพ้นจากทุกข์ หรือแปลง่าย ๆ ว่า ยังไม่ใช่วิธีดับทุกข์ เพราะยังติดอยู่แค่ในระดับสมาธิเท่านั้น

หากจะหลุดพ้นจากทุกข์ได้อย่างแท้จริง ก็ต้องทิ้งวิชชาธรรมกาย ทิ้งกองนิมิต เพื่อเข้าถึงวิปัสสนา

คำว่า ทิ้งวิชชาธรรมกาย ไม่ได้แปลว่า ทิ้ง แบบที่คนทั่วไปเข้าใจความหมาย แต่ "ทิ้ง" คำนี้เป็นปริศนาธรรม ที่หมายถึง การจะเข้าถึงวิปัสสนาได้ ก็ต้องละทิ้งสมาธิที่หลงติดนิมิต ก่อนนั่นเอง

ใครไม่เชื่อลองหาข้อมูลในเน็ตดูได้

แต่ธัมมชโย ได้นำวิชชาธรรมกายของหลวงพ่อสด มาใช้หากินใหม่ในรูปแบบการตลาดที่เรียกว่า ลยุทธ์ขายบุญ  แล้วปรุงแต่งวิชชาธรรมกายใหม่ซะเว่อร์ ไว้หลอกผู้คนให้หลงใหล

ก่อนจบบทความ

ผมขอนำคลิปหลอกสาวกเรื่อง ค้อนสวรรค์ ทุบแล้วรวย ของธัมมชโย มาให้ชมกันครับ



ทุบแล้วรวย !! รวยพ่องงงสิ !!

ถ้าไม่โง่งมงายจนเข้าขั้นหลงใหล คงไม่มีใครบ้าเชื่อเรื่องค้อนสวรรค์ห่วยแตกของธัมมชโยหรอกครับ

ต้องถูกปลูกฝังซึมลึกเข้าไปถึงแก่นของแกนสมองแล้วแหง ๆ พวกสาวกธรรมกายเนี่ย

ก่อนจบบทความนี้ ผมขอสรุปสั้น ๆ ว่า

ระบอบทักษิณ ที่ใช้ยุทธการล้มปืน ลุ้มทุน ล้มเจ้า ตามแนวทางที่จ้างพวกคอมมิวนิสต์ตกยุคช่วยวางกลยุทธ์ให้ ตอนนี้มันได้ผนึกกำลังกับระบอบธัมมชโยแล้ว เพื่อทำลายสถาบันศาสนา

ขอให้คนไทยผู้รู้ทัน จงร่วมกันต่อต้านความชั่วของทั้งสองระบอบนี้ อย่ายอมแพ้

คลิกอ่าน อย่าบำรุงพระจนเกินความพอดีของการเป็นภิกษุ






วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

เจ้าคุณแป๊ะเลื่อนสมณศักดิ์เร็ว เพราะชงรถขมให้สมเด็จช่วง






เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา วันที่ 28 ม.ค. 59 ได้มีข่าวเผยแพร่ในสื่อออกมาบ้างเกี่ยวกับคดีรถหรูของสมเด็จช่วง

ว่า มีพระหนุ่มซื้อรถเบนซ์ถวายให้่สมเด็จช่วง แถมยังซื้อทะเบียนรถ ขม.99 จากเศรษฐีนีมาในราคา 1 ล้านบาทอีกด้วย

แล้วพอถวายรถให้สมเด็จช่วงแล้ว ก็ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ ทั้ง ๆ ที่อายุยังน้อย

ตามข่าวนี้



ส่วนผมขอตั้งข้อสงสัยไว้นิดนึงว่า ถ้าซื้อรถไว้เพียงแค่เป็นรถจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เท่านั้น มันจำเป็นด้วยหรือ ที่จะต้องไปสรรหาเลขทะเบียนรถสวย ขม.99 จนต้องซื้อหามาในราคามากถึง 1 ล้านบาท ??

ผมฝากไว้ให้คิด




---------------

ทีนี้กลับมาประเด็นที่ว่า พระหนุ่มได้ถวายรถหรูให้สมเด็จช่วง แล้วก็ได้เลื่อนสมณศักดิ์รวดเร็ว ตั้งแต่อายุยังน้อย

ในวันนี้ก็ DSI ก็ได้ออกมาเฉลยแล้วว่า พระหนุ่มที่ว่านั้นก็คือ พระมหาศาสนมุนี (ธนกิจ สุภาโว) หรือเจ้าคุณแป๊ะ เป็นพระผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ นั่นเอง



ต่อจากนี้ผมขอยกเนื้อหาบางส่วนจากคอลัมภ์ เปลวสีเงิน เกี่ยวกับคดีรถเบนซ์สมเด็จช่วง มาให้คุณผู้อ่านได้อ่านกันครับ


"... ต่อจากนี้ เริ่มนับ ๑ โดย DSI รับเรื่องนี้เข้าทำเนียบ "คดีพิเศษ" เพื่อพิสูจน์ความผิดและหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีต่อไป!

ดังนั้น ตอนนี้ ยัง.....

สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ และอีกหลายคนในวงจรเบนซ์ขม ๙๙ รวมทั้ง "หลวงพี่แป๊ะ" กุญแจดอกโต ยังไม่มีใครตกเป็น "ผู้ต้องหา"

รอซักกระเดี๋ยว รอให้ DSI จัดหมวดหมู่ แยกธาตุ ไหนแพ่ง-ไม่มีโทษคุก, ไหนอาญา-มีโทษคุก, และใคร-คนไหน อยู่ในข่ายไหนบ้าง

DSI จะเรียก "แต่ละคน" มาให้ปากคำ รวมทั้ง "สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์" ผู้แจ้งจดทะเบียน เป็นเจ้าของเบนซ์เถื่อนคันนี้

"หลวงพี่แป๊ะ" ดูตามการประมวลเรื่องราว จะเป็น "ตัวเอก" เลยทีเดียว

DSI แถลงไว้ตอนหนึ่งว่า........

"พบหลักฐานว่า หจก. อ๊อด ๘๙ เอ็นเตอร์ไพรส์ ได้ร่วมกับอู่วิชาญ เป็นผู้ประกอบรถยนต์จากเครื่องยนต์ ตัวถังที่ได้จากขั้นตอนที่ ๑ โดยอุปกรณ์ส่วนควบอื่นๆ ไม่ปรากฏหลักฐานการนำเข้า

การประกอบรถนี้ เป็นไปตามการสั่งซื้อของพระรูปหนึ่ง ในราคา ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท

ในการนี้ หจก. อ๊อด ๘๙ เอ็นเตอร์ไพรส์ ได้รับเงินไป ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนอู่วิชาญได้รับเงินค่าประกอบ ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท"

"พระรูปหนึ่ง" คือ "พระเสี่ย" รูปไหน ควัก ๔ ล้าน ซื้อเบนซ์ประกอบเถื่อน ถวายสมเด็จฯ เพื่อตั้งโชว์ในพระมหาเจดีย์นั่นน่ะ?

นี่เป็น "ด่านแรก" ที่ DSI ต้องไขให้แจ้งตามกระบวนการ ก่อนที่เราจะสรุปนั่น-สรุปนี่กันเองได้

พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง ท่านว่างี้ครับ....

"ชุดพนักงานสอบสวน DSI จะลงไปสอบถามรายละเอียดอีกที ว่าซื้อมาจากไหน ราคาเท่าไร เอกสารการซื้อมีไหม และมีการชำระเงินอย่างไร กระบวนการสอบสวน จะลงรายละเอียด"

แต่เบื้องต้น "หลวงพี่แป๊ะ" ท่านรับเอง ว่าท่านเป็นคนจัดซื้อรถยนต์คันนี้ถวายสมเด็จช่วง!

อ้าว...หยั่งงี้ก็ "เจริญทั้งพวง" ซีขอครับ พระคุณเจ้า!

ดี-ไม่ดี เหมือนลากสมเด็จฯ ท่านจมดอกดาวรวยไปด้วย ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร ๒๔๖๘ มาตรา ๒๗ ทวิ มีว่า....

"ผู้ใดช่วยซ่อนเร้น ช่วยจําหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจํานําหรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่ยังมิได้เสียค่าภาษีหรือของต้องจํากัด หรือของต้องห้าม

หรือที่เข้ามาในราชอาณาจักร โดยยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องก็ดี หรือเป็นของที่นําเข้ามาในราชอาณาจักร โดยหลีกเลี่ยงอากร ข้อจํากัด หรือข้อห้ามอันเกี่ยวแก่ของนั้นก็ดี

มีความผิดต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือทั้งจําทั้งปรับ........."

แต่ยังหรอก ยังไม่ถึงขั้นนั้น!

ว่าไปตามหลัก ส่วนในข้อเท็จจริง สมเด็จฯ จะพลอยแปดเปื้อนคดี ตามที่หลวงพี่แป๊ะ" รับสารภาพ" กับ DSI หรือไม่-อย่างไรนั้น พ.ต.อ.ไพสิฐบอก

"ต้องให้พนักงานสอบสวนดำเนินการให้ครบกระบวนการก่อน หลังจากนั้นจึงจะบอกได้ว่า ผู้ครอบครองมีความผิดหรือไม่

ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และเมื่อเข้าสู่กระบวนการสอบสวน เราจะกล่าวหาผู้ใด เขาก็มีสิทธิ์แสดงเอกสารหลักฐานมา

ดังนั้น พนักงานสอบสวนก็ต้องรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด ประมาณ ๒-๓ เดือน น่าจะเรียบร้อย"

อดใจรอไปอีก ๒-๓ เดือน รอให้ DSI ไล่สอบปากคำผู้อยู่ในข่ายคดีทั้งหมดเสียก่อน โดยเฉพาะหลวงพี่แป๊ะกับสมเด็จช่วง จึงจะบอกได้ว่า

คดีนี้ "สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์" ตกเป็นผู้ต้องหา หรือไม่ตกเป็นผู้ต้องหาคดีเบนซ์ขม ๙๙?

ด้วยไม่รู้ ไม่เห็น ไม่เจตนา ไม่ได้สั่ง เราเป็นพระ เขาถวายก็รับ เป็นการฉลองศรัทธา เมื่อรู้เป็นของเถื่อน ก็เอาคืนไป

สมเด็จฯ อาจมีช่อง "พ้นอาญา".........

และพ้น "อาบัติปาราชิก" ข้อที่ ๒ ตรงนี้ได้ ด้วยเหตุว่า "ไม่มีเจตนา" ไม่มีเถยจิตคิดจะเอา

แต่จะพ้น-ไม่พ้น ก็อีตรง "หลวงพี่แป๊ะ" นี่แหละ ถ้าหลวงพี่แป๊ะ เป็นใคร-ที่ไหน ไกลตัวสมเด็จ ก็อีกเรื่อง

แต่ปรากฏว่า "หลวงพี่แป๊ะ" คือ........

ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ และเลขานุการ "สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์"

"มือ-เท้า" ของสมเด็จช่วงโดยตรงนั่นเอง!

ในบันทึกปากคำ "นายวิชาญ รัษฐปานะ" เจ้าของอู่รถโบราณ ที่ทำเบนซ์ขม ๙๙ ให้สมเด็จช่วง ให้การ DSI ว่า

"รับงานซ่อมเบนซ์ โดยมีหลวงพี่แป๊ะ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส เป็นผู้ว่าจ้าง นำรถและจัดหาอะไหล่ทุกชิ้นมาให้อู่ซ่อมตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ ซ่อมและทำสีเสร็จสมบูรณ์ปี ๒๕๕๔

และส่งรถเข้าจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์วัดปากน้ำตั้งแต่นั้น โดยมีค่าจ้างบูรณะรถ ประมาณกว่า ๑ ล้าน.....ฯลฯ..."

ตอนสั่งซื้อและจ่าย ๔ ล้าน ปี ๕๓-๕๔ "หลวงพี่แป๊ะ" เป็นแค่ "พระครูพิทักษ์วรานุรักษ์"

แต่เมื่อถวายสมเด็จฯ ราวๆ กรกฎา-สิงหา ๕๔........

เดือนธันวา ๕๔ ได้เลื่อนพรวดเดียวเป็นสิบขั้นก็ว่าได้ จากพระครู เป็นเจ้าคุณ คือเป็นระดับ "พระราชาคณะ" ชั้นสามัญ ที่ "พระมหาศาสนมุนี"!

เป็นรุ่นเดียวกับใครรู้มั้ย....?

รุ่นเดียวกับ "พระครูปลัดสุวัฒนจริยคุณ" วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ที่ขึ้นชั้นเป็น "ท่านเจ้าคุณ" เหมือนกัน

บอกแค่นี้คงงง แต่ถ้าบอกว่า พระครูปลัดสุวัฒนฯ นั้นก็คือ "พระเมธีธรรมาจารย์ หรือ "อลัชชีประสาร" นั่นแหละ!

อ๋อ...กันใหญ่เลย!

ลองใคร่ครวญกันดู สมมุติเราเป็นเจ้าอาวาส วันดี-คืนดี รองเจ้าอาวาส แถมเป็นเลขาฯ ไม่รู้เอาเงินที่ไหนตั้ง ๔ ล้าน ไปสั่งซื้อ-สั่งประกอบรถเบนซ์มาถวาย

แล้วเราจะถามมั้ย ในฐานะเจ้านาย ที่ "รู้ไส้" ลูกศิษย์.....

"เอามาจากไหน ใครสั่ง เอามาถวายเพื่ออะไร รถราคาเท่าไหร่ แล้วท่านไปเอาเงินที่ไหนไปซื้อตั้งมากมาย?"

เจ้านาย ลองเลขาฯ ที่อยู่ด้วยกันทุกวัน โกหก-มดเท็จ แล้วเราไม่รู้-จับไม่ได้ พูดไงเชื่อหมด

นั่นเจ้านายในป่า-ในดง....

แต่ระดับสมเด็จฯ เจนจบคัมภีร์เปรียญธรรม คนต่ำต้อยปัญญา ต่อให้ ๕๐๐ ชาติ เอาซักแค่ ๑ เปรียญก็ยังไม่ได้ แต่สมเด็จถึงขั้น ๙ ประโยค สอนคนทั้งประเทศ

ถ้ายังตามลูกศิษย์ไม่ทัน ก็ไม่รู้จะว่าไง?

แบบถวายปุ๊บ-รับปั๊บ ไม่ถามไถ่ ทั้งที่สิ่งที่ถวาย เป็นสิ่งภิกษุไม่พึงรับ ก็เห็นมีแต่ "ธัมมชโยกับนายศุภชัย" เท่านั้น

หรืออุปัชฌาย์กับลูกศิษย์สไตล์เดียวกัน?

สรุป...ตอนนี้ "ใครผิด-ใครถูก" เก็บไว้ในใจ รอจนกว่า DSI สอบปากคำ "สมเด็จช่วง-เลขาฯแป๊ะ" ก่อน

ถึงตอนนั้น "ค่อยกรวดน้ำ"!

เปลวสีเงิน 20 ก.พ. 59

----------------

ใหม่เมืองเอก สรุปท้ายบทความ

คุณผู้อ่านพอมองภาพรวมออกรึยังครับ ?

ทั้งเจ้าคุณแป๊ะ และ เจ้าคุณประสาร เมธีธรรมจารย์ ได้เลื่อนสมณศักดิ์รวดเร็วเหมือน ๆ กัน ในปีเดียวกัน

คนนึงรับใช้ใกล้ชิดสมเด็จช่วง 
ส่วนอีกคนรับใช้ระบอบทักษิณใกล้ชิด

พระทั้งสองคน (ไม่อยากเรียกรูป) ได้เป็นใหญ่ได้เลื่อนสมณศักดิ์เร็วและข้ามขั้น ในช่วงยิ่งลักษณ์เป็นนายกรัฐมนตรี (ประกาศเลื่อนสมณศักดิ์ปี 2554)

ที่จริง ๆ ยังมีอีก 1 คน (ไม่อยากเรียก 1 รูป) ที่ได้เลื่อนสมณศักดิ์ในปี 2554 เช่นเดียวกับเจ้าคุณแป๊ะ และเจ้าคุณประสาร

นั่นคือ การเลื่อนสมณศักดิ์ระดับ พระราชาคณะชั้นเทพ ลำดับที่ 1 คือ

1. พระราชภาวนาวิสุทธิ์ วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี เป็น พระเทพญาณมหามุนี ซึ่งก็คือ ธัมมชโย ลูกศิษย์คนดังสมเด็จช่วง เช่นกัน


สมเด็จช่วงไปมอบพัดยศให้ธัมมชโย ถึงที่วัดพระธรรมกาย แทนที่ธัมมชโยจะไปรับในพระบรมมหาราชวัง ตามโบราณราชประเพณี เพราะอ้างป่วยหนักไปไม่ไหว แต่หลังจากนั้น 2 วัน ธัมมี่ได้จัดงานมอบและฉลองพัดยศที่วัดตัวเองแทน


ส่วนการเลื่อนสมณศักดิ์ระดับ พระราชคณะชั้นสามัญ ในอันดับที่ 19 และ 20 ในปี 2554 ก็คือ

19.พระครูพิทักษ์วรานุรักษ์ วัดปากน้ำภาษีเจริญ เป็นพระมหาศาสนมุนี (หลวงพี่แป๊ะ เลขาสมเด็จช่วง)

20.พระ ครูปลัดสุวัฒนจริยคุณ (ประสาร) วัดมหาธาตุ ยุวราชรังสฤษฎิ์ เป็น พระเมธีธรรมาจารย์

เห็นรึยังว่า ลาภยศสรรเสริญ มันทำให้คนเสื่อมลงได้ขนาดไหน แม้แต่พระก็เช่นกัน ถ้ายึดติดมาก ก็ยิ่งเสื่อมมากเท่านั้น

กรณีเจ้าคุณแป๊ะ ถวายรถเบนซ์ ขม.99 ให้สมเด็จช่วง จึงกลายเป็นรสขมที่จะทำให้เส้นทางถึงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชของสมเด๊จช่วงคงไม่หวานซะแล้ว

คลิกอ่าน คดีรถเถื่อนตาช่วง แค่อาตมารู้เท่าไม่ถึงการณ์นะจ๊ะ