วันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ต้องประหารพลเอกสนธิ & การลงโทษคณะรัฐประหารในตุรกี






จากบทความของผม เรื่อง แก้มาตรา 309 ทักษิณมีไว้หลอกฟายแดง

ผมได้เขียนไว้ว่า หากล้มรัฐธรรมนูญ 2550 ลง หรือแก้ไขมาตรา 309 ได้แล้ว

แน่จริงพรรคเพื่อไทย และเสื้อแดง ต้องกล้านำพลเอกสนธิ ผู้นำคณะคมช. มาลงโทษด้วย เพื่อไม่ให้อนาคตมีคณะหนึ่งคณะใด มาทำรัฐประหารได้อีก

ถ้าเสื้อแดงรักประชาธิปไตยจริงๆ แน่จริงอย่ารักแต่ปาก ต้องกล้าจับพลเอกสนธิมาลงโทษด้วย

ซึ่งผมเชื่อว่า พลเอกสนธิ จะไม่มีทางถูกลงโทษแน่ๆ ตามที่อธิบายเหตุผลในบทความ แก้มาตรา309 ทักษิณมีไว้หลอกฟายแดง ไว้แล้ว

ฉะนั้น เมื่อไม่สามารถประหารพลเอกสนธิ ได้ มันก็คือ การหลอกลวงตามทฤษฎีสมคบคิดตามที่ผมเคยเขียนไว้นั่นเองครับ 

เสื้อแดงเอ๋ย เลิกโง่ให้ทักษิณสนตะพายสักทีเถิด

-----------------------


ตัวอย่างการเอาผิดย้อนหลัง พวกคณะรัฐประหารในตรุกี

ในทุกๆ ประเทศที่มีการรัฐประหาร พวกคณะรัฐประหาร ก็จะเขียนกฎหมายป้องกันตัวเองไว้เช่นเดียวกับที่ คมช. ได้ทำในรธน. 50

แต่เมื่อการรัฐประหาร เป็นเรื่องไม่ชอบธรรมตั้งแต่แรกอยู่แล้ว การล้มกฎหมายปกป้องคณะรัฐประหารลง แล้วย้อนมาเอาผิดคณะรัฐประหารในภายหลัง จึงสามารถทำได้แน่นอน

เพราะคณะรัฐประหาร มาด้วยวิธีการที่ผิดอยู่แล้ว เช่นเดียวกัน หากล้มรัฐธรรมนูญ 50 ได้ทั้งหมด หรือแม้แต่ถ้าแก้มาตรา 309 แล้ว

ก็สามารถจับเอาคณะ คมช. มาลงโทษได้เช่นกันครับ

ให้ดู 3คลิป นี้แล้วคุณจะเข้าใจ

คลิปแรก ชาวตรุกี คาดหวังเอาคณะรัฐประหารมาขึ้นศาล



คลิป2 ยกเลิกกฎหมายที่คุ้มครองคณะรัฐประหาร



คลิป3 ศาลตัดสินลงโทษคณะรัฐประหาร



วันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2555

พระนามบัตร 2 กษัตริย์คู่ พระนามบัตรแรกแห่งสยาม







ต่อเนื่องจาก บทความเรื่อง คนไทยเริ่มเรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่เมื่อไหร่

ในบทความนั้น ยังมีสิ่งที่น่าสนใจอยู่เรื่องนึง คือ การกล่าวถึงว่า สมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพิมพ์นามบัตรใช้ครั้งแรกในกรุงสยาม หรือเป็นนามบัตรแรกของคนไทย

ซึ่งชาวตะวันตก เรียกพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้า ว่า The Second King of Siam

ผมเลยอยากจะเห็นว่า พระนามบัตรของสมเด็จพระปิ่นเกล้า มีลักษณะเป็นอย่างไร ก็ได้พบเจอตามบทความนี้ครับ

--------------------------

พระปิ่นเกล้า อ่าน เขียน เรียน“ฝรั่ง”

สุจิตต์ วงศ์เทศ มติชนรายวัน 7 มกราคม 2554



สมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว


พระปิ่นเกล้า อ่าน เขียน เรียน“ฝรั่ง” รู้เท่าทันตะวันตก

เป็นชื่อกิจกรรมของกรมศิลปากร เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตของสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

ปีนี้ตรงกับวันศุกร์ที่ 7 มกราคม 2554 จัดในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ตั้งแต่เช้า

ครั้นตอนบ่ายมีเสวนาและดนตรีฝรั่งในโรงละครแห่งชาติ(โรงเล็ก) กับตอนเย็นมีดนตรีไทยพร้อมการแสดงบริเวณลานอนุสาวรีย์พระปิ่นเกล้าฯที่หน้าโรงละครแห่งชาติ เข้าชมฟรี มีสูจิบัตรแจก

ส. พลายน้อย อ้างถึง ส. ธรรมยศ เขียนไว้ในหนังสือพระเจ้ากรุงสยามว่า รัชกาลที่ 4 กับพระปิ่นเกล้าเมื่อทรงพระเยาว์ทรงลงเรือข้ามฟากไปบ้านหมอบรัดเลย์ (อยู่ปากคลองบางกอกใหญ่ ใกล้ป้อมวิไชยประสิทธิ์ วัดอรุณฯ) เป็นกิจวัตรประจำ เพื่อเรียนหนังสือและตอบโต้ปัญหากันด้วยภาษาอังกฤษ และครูภาษาอังกฤษมีอีกหลายคน

(มีรายละเอียดในหนังสือพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว กษัตริย์วังหน้า ของ ส. พลายน้อย สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ. 2545 หน้า 45-55)

รัชกาลที่ 4 ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงพระปิ่นเกล้า คุยกันเองเป็นส่วนพระองค์ โดยทรงอักษร “ฝรั่ง” แต่สะกดเป็นคำไทย เช่น

“Xan ock pai chack wang Hluang wan sau ram kham nung wela bai sam mong—”

ถอดคำไทยได้ความว่า “ฉันออกไปจากวังหลวงวันเสาร์ แรมค่ำหนึ่ง เวลาบ่ายสามโมง—”

พระราชหัตถเลขาชุดนี้มีเก็บอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากรเคยพิมพ์เผยแพร่ในสูจิบัตรงานพระปิ่นเกล้า เมื่อ 7 มกราคม 2547


ลายเซ็นสมเด็จพระปิ่นเกล้า



ลายเซ็นเป็นภาษาอังกฤษที่ตัวอักษรเอนไปข้างซ้าย หรือโย้หน้า มีผู้อธิบายว่า พระปิ่นเกล้า “ถนัดซ้าย” จึงทรงพระอักษรด้วยพระหัตถ์ซ้าย

พระปิ่นเกล้า อ่าน เขียน เรียน“ฝรั่ง” อย่างรู้เท่าทันตะวันตก แล้วปรับเปลี่ยนตัว “สยาม”เองเป็นตะวันตกเพื่อความทันสมัย และให้รอดจากการล่าอาณานิคมครั้งนั้น แล้วเป็นต้นแบบให้สังคมไทย “เป็นฝรั่ง” สืบมาจนทุกวันนี้

ผู้มีปากชอบตำหนิคนไทยยุคใหม่ว่านิยมฝรั่ง ขอให้ตั้งสติย้อนหลังศึกษา “คนชั้นนำ”ต้นแบบสังคมสยามสมัยพระจอมเกล้ากับพระปิ่นเกล้าให้ถ่องแท้เสียก่อน อย่าสักแต่ด่าทอต่อว่าคนไทยรุ่นใหม่

กระทรวงศึกษาฯควรให้ภาษาอังกฤษในโรงเรียนเป็นภาษาที่สอง จะได้รู้เท่าทันทั้งโลก แล้วเท่ากับต่อยอดจากยุคพระปิ่นเกล้า



พระนามบัตร (บัตรพระปรมาภิไธย) เป็นภาษาอังกฤษของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว มีตราส่วนพระองค์ คือ ตราพระปิ่น, สมอเรือ, และปืนใหญ่ นามบัตรเช่นนี้เป็นของทันสมัยที่ทรงใช้เป็นพระองค์แรก

“ก๊าดของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้า ที่ท่านส่งไปให้ดูนั้นประณีตมาก ได้ส่งคืนมาให้นี้แล้ว ลายพระราชหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้า ฉันได้เคยเห็นหลายฉะบับ เขียนตัวโรมันทั้งนั้น แต่เขียนเปนภาษาไทย ลายพระหัตถ์งามมาก”
(จดหมาย 29 กรกฎาคม 2482, จากหนังสือบันทึกเรื่องความรู้ต่างๆ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศฯ ทรงบันทึกประทานพระยาอนุมานราชธน)


-----------------------


พระนามบัตร รัชกาลที่ 4



รัชกาลที่ ๔


พระนามบัตรของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ไม่มีเหลืออยู่ในเมืองไทยเลย เพราะพระองค์ทรงพระราชทานให้ราชฑูตต่างชาติไปเป็นส่วนใหญ่ จนกระทั่งได้มีครอบครัวชาวต่างชาติ ได้มอบพระนามบัตรรัชกาลที่ 4 คืนแก่ประเทศไทย

รศ.ดร.อรัญ หาญสืบสาย หัวหน้าภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางภาพถ่ายและเทคโนโลยีทางการพิมพ์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า

""พระนามบัตรไม่เป็นที่ปรากฏว่ามีชาวไทยคนใดเป็นผู้ครอบครองด้วย เนื่องจากในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น มีการค้าขายติดต่อกับชาวต่างชาติเป็นจำนวนมาก พระองค์จึงทรงโปรดฯให้จัดทำพระนามบัตรของพระองค์ เพื่อมอบให้กับราชฑูตและชาวต่างชาติที่ทรงติดต่อภาระกิจด้วย "

"ภาพพระนามบัตรฉบับนี้ ทางคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯได้รับมอบมาจากครอบครัวของนายเรเน่ พรูเดนท์ ดา-กรอน (MR.Rene Prudent Dagron) ช่างภาพและนักประดิษฐ์ชาวฝรั่งเศส ผ่านการประสานงานของ นางฌอง สก็อตต์ (Mrs. Jean Scott ) นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ ที่ให้ความสนใจและศึกษาประวัติศาสตร์ไทย และมีโอกาสได้พบเอกสารและจดหมายโต้ตอบระหว่างพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับ นายดา-กรอน ผู้มีความเชี่ยวชาญในการถ่ายภาพจิ๋วเป็นเครื่องประดับและของสะสมที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่งในกลุ่มราชวงศ์ชั้นสูงในสมัยนั้นซึ่งรัชกาลที่ 4 ได้ส่งพระนามบัตรแนบไปกับจดหมาย เมื่อปี พ.ศ.2410 (ค.ศ.1867)

นางฌอง สก็อตต์ จึงเป็นผู้ประสานงานระหว่างคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ และทางครอบครัวดา-กรอน เพื่อมอบสำเนาเอกสารต่างๆ ที่ได้รับนำมาให้กับพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีทางภาพ ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางภาพถ่ายฯเก็บไว้เพื่อการศึกษาเพียงแห่งเดียวเท่านั้น" รศ.ดร.อรัญกล่าว


รัชกาลที่ 4 พระบิดาแห่งการพิมพ์ไทย โดยภาพพระนามบัตรเป็นภาพเดียวในประเทศไทย


รศ.ดร.อรัญกล่าวว่า "ภาพพระนามบัตรของรัชกาลที่ 4 เป็นการพิมพ์โดยใช้ระบบตัวเรียง (Letter Press) ซึ่งใช้ตัวอักษรหล่อจากโลหะ (ตะกั่ว,ดีบุก,พลวง) เรียงเป็นบล็อกแล้วพิมพ์ลงบนกระดาษแข็ง โดยองค์ประกอบบนพระนามบัตร ประกอบด้วยตราสัญลักษณ์ประจำรัชกาล และพระนามตัวอักษรภาษาอังกฤษที่ออกเสียงเป็นภาษาไทย พระนามในภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศษ และลาติน อย่างละบรรทัด

เชื่อว่าน่าจะเป็นการจัดพิมพ์ขึ้นที่โรงพิมพ์หลวง (อักษรพิมพการ) โรงพิมพ์แห่งแรกของประเทศไทยที่รัชกาลที่ 4 ทรงเป็นผู้ก่อตั้งขึ้นบริเวณวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร"


มติชนออนไลน์


วันพุธที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2555

คนไทยเริ่มเรียนภาษาอังกฤษ ตั้งแต่เมื่อไหร่ ?






พอดีผมเห็นบทความอยู่ 2 บทความจาก 2แหล่ง ที่น่าสนใจ น่าอ่านไว้ประดับสมอง

------------------------------

แรก เริ่มภาษาอังกฤษ

สยามเริ่มติดต่อกับพวกฝรั่ง ตั้งแต่สมัยอยุธยา จนในสมัยรัตนโกสินทร์ เมื่อชาวตะวันตกส่งทูตเข้ามาในสมัย ร. 2 และ ร. 3 ไม่เคยมีบันทึกว่าคนไทยพูดภาษาฝรั่งได้ จึงต้องใช้ล่าม

โรม บุนนาค

โรม บุนนาค เขียนไว้ในหนังสือเรื่องเก่า เล่าสนุก เล่ม 3 (สำนักพิมพ์สยามบันทึก) ว่า แต่ล่ามที่เป็นคนมลายู ก็ไม่ค่อยรู้ภาษาลึกซึ้งนัก แปลอังกฤษเป็นมลายู แล้วก็แปลมลายูเป็นไทย การสื่อสารจึงคลาดเคลื่อนไปมาก

เหตุการณ์โลกภายนอกเป็นอย่างไร คนไทยก็ไม่มีโอกาสรู้ ต้องฟังจากคนจีน อินเดียและมลายูที่เดินทางไปมา...ซึ่งก็ไม่ชัดเจน คนไทยจึงเหมือนอยู่แต่ในโลกใบเก่า ในขณะที่อังกฤษยึดสิงคโปร์ไว้แล้ว

เจ้าฟ้ามงกุฎ ขณะทรงผนวชจำพรรษาอยู่ที่วัดวัดราชาธิวาส ทรงมีความใกล้ชิดกับ สังฆราช ยวง หรือ บับติสต์ ปาลเลอกัวซ์ ชาวฝรั่งเศส เจ้าอธิการวัดคอนเซบซิออง หรือวัดบ้านเขมร ซึ่งอยู่ติดกัน ไปมาหาสู่แลกเปลี่ยนความรู้กันเป็นประจำ

(เจ้าฟ้ามงกุฏ ซึ่งต่อมาก็คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4)

เมื่อเจ้าฟ้ามงกุฏ ทรงย้ายมาเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศฯ ทรงเห็นว่าฝรั่งเริ่มเข้ามามีอิทธิพลในย่านนี้ สยามจำเป็น ต้องเกี่ยวข้อง การรู้ภาษาอังกฤษ จะทำให้เข้าใจกันและกันได้ จึงโปรดให้เปิดการเรียนภาษาอังกฤษ ขึ้นที่วัดบวรฯ

นับเป็นการเรียนภาษาอังกฤษครั้งแรกของกรุงสยาม

หมอหัสกัน นพ.เจสซี คาสแวล มิชชันนารีอเมริกัน ครูสอนภาษาอังกฤษ บันทึกในไดอารี วันที่ 1 ก.ค. พ.ศ. 2388 ว่า

“วันนี้เริ่มสอนภาษาอังกฤษ ข้าพเจ้าสอนตั้งแต่ 09.00-10.00 น.ในชั้นเรียนมี 15 คน หนึ่งในสามเป็นพระสงฆ์ ที่เหลือเป็นชาวบ้านธรรมดา นักเรียนรุ่นนี้ นอกจากเจ้าฟ้ามงกุฎ หรือเจ้าฟ้าใหญ่แล้ว ยังมีสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ หรือเจ้าฟ้าน้อย สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระวชิรญาณวโรรส สมเด็จกรมพระยาเทววงศ์วโรปกรณ์ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ และหม่อมราโชทัย (ม.ร.ว.กระต่าย อิศรางกูร)

(เจ้าฟ้าน้อย ซึ่งต่อมาก็คือ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว )

ส่วนสามัญชน มีสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เมื่อครั้งยังเป็น หลวง และนายสิทธิ์ เจ้าพระยาทิพากรวงศ์มหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค)

(ช่วง บุนนาค ต่อมาได้เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในสมัยรัชกาลที่ 5)

หมอบรัดเลย์ บันทึกไว้เมื่อ 1 มิ.ย. 2389 ว่า

“เย็นวันนี้ ฉันกำลังนั่งเรียนภาษาไทย อยู่ในห้อง ได้ยินเสียงฝรั่งร้องทักจากระเบียงหน้าบ้าน อยากรู้ว่าคนอังกฤษที่ไหน ลุกขึ้นไปดูก็เห็นชายหนุ่มรูปร่างสันทัดผิวคล้ำ แต่งชุดนายทหารเรืออังกฤษใหม่เอี่ยม ห้อยกระบี่ด้ามทอง ยืนท่าทางผึ่งผาย ฉันเดินเข้าไปหา จึงจำได้ว่า ที่แท้คือเจ้าฟ้าน้อย

เรียนภาษาอังกฤษได้ 1 ปี เจ้าฟ้าน้อยรับสั่งภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงที่คนอเมริกันยังฟังไม่ออกว่า เป็นคนไทยหรืออังกฤษ แสดงว่าท่านแตกฉานได้เร็วมาก

เจ้าฟ้าน้อยยังทรงสั่งตำราปืนใหญ่มาศึกษา ทางแปลออกมาให้คนอื่นได้อ่านเล่มหนึ่ง และทรงนิพนธ์ตำราปืนใหญ่ขึ้นเองอีกเล่มหนึ่ง ทรงต่อเรือกลไฟ กับดัดแปลงเรือธรรมดาเป็นเรือรบอีกหลายลำ

ความรู้ในเรื่องปืนใหญ่ จึงทรงคัดค้านการตัดถนนเจริญกรุงในสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งแต่แรกวางแนวตรงเข้าหาพระบรมมหาราชวัง ว่าจะเป็นแนวให้ปืนใหญ่ (ข้าศึก) เล็งได้สะดวก เป็นผลให้ถนนเจริญกรุงต้องเบี่ยงแนวออกไปไม่ตรงในบางจุด

ความรู้ที่ได้จากฝรั่ง ทำให้ทรงชื่นชมวัฒน-ธรรมตะวันตกมาก ในวังทรงใช้ช้อนส้อมแบบฝรั่ง ทรงพิมพ์นามบัตร ซึ่งถือเป็นนามบัตรใบแรกของเมืองไทย ไว้ว่า “Second King of Siam”


ปธน.จอร์ช วอชิงตัน ปธน.คนแรกของสหรัฐอเมริกา

เจ้าฟ้าน้อยทรงชื่นชม ยอร์ช วอชิงตัน ประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกา จนประธานาธิบดียอร์ช วอชิงตัน รู้และส่งรูปและกระจกแผ่นใหญ่มาถวาย ทรงตั้งพระนามพระโอรส พระองค์เจ้ายอดยิ่งยศ ให้มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษ ว่า ยอร์ช วอชิงตัน

(พระองค์เจ้ายอดยิ่งยศ ซึงต่อมาคือ กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ วังหน้าพระองค์สุดท้ายแห่งรัตนโกสินทร์)


กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ

ครั้งหนึ่ง เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เสด็จพระราชดำเนินทางชล-มาร์คผ่านหน้าพระราชวังเดิม ที่ประทับเจ้าฟ้าน้อย ทอดพระเนตรเห็นธงที่ชักไว้หน้าวัง ตามแบบอย่างตะวันตก ก็ทรงรับสั่งเสียดสีขึ้นว่า

“นั่นเจ้าฟ้าน้อย เอาผ้าขี้ริ้วขึ้นมาตากไว้ทำไม”

โรม บุนนาค เขียนว่า ในการสอนภาษาอังกฤษที่วัดบวร ครั้งนั้น หมอหัสกัน (นพ.คาสแวล) ไม่ยอมรับค่าจ้างสอน กลับทูลขอเปิดสอนศาสนาคริสต์ ในวัดบวรฯแทน ซึ่งเจ้าฟ้ามงกุฎ ก็ประทานอนุญาต

นี่คือความใจกว้างของเจ้าฟ้าชาวพุทธไม่ถือศาสนาอื่นเป็นคู่แข่งที่จะต้องกีดกัน ทั้งยังเป็นการท้าพิสูจน์ความศรัทธาของชาวพุทธด้วยกัน.


O บาราย O

เครดิต ไทยรัฐออนไลน์

-----------------------------------

ล่ามหลวงคนสำคัญ ต้นรัตนโกสินทร์



หม่อมราโชทัย

ถ้าเอ่ยถึงคำว่า ล่าม ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้แปลคำพูดจากภาษาหนึ่งเป็นอีกภาษาหนึ่งโดยทันที คงมีหลายคนที่ชื่นชมและอีกหลายคนอาจรู้สึกยิ่งไปกว่านั้นคืออยากเป็นล่ามเสียเอง

วันนี้จึงขอเสนอเรื่องของ ล่ามหลวง ผู้มีบทบาทสำคัญประจำคณะทูตไทยที่ไปเจริญพระราชไมตรีกับประเทศอังกฤษครั้งแรกในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้นั้นคือหม่อมราชวงศ์กระต่าย เรียนภาษาอังกฤษอิศรางกูร หรือที่รู้จักกันทั่วไปในนาม หม่อมราโชทัย

สารานุกรมประวัติศาสตร์ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน บันทึกไว้ว่า หม่อมราโชทัยเกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๒ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นโอรสกรมหมื่นเทวานุรักษ์ (หม่อมเจ้าชะอุ่ม) ในวัยเด็กหม่อมราชวงศ์กระต่ายได้ถวายตัวเป็นข้าหลวงในสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎสมัยที่ทรงผนวชอยู่

ขณะเดียวกันก็สนใจเรียนภาษาอังกฤษตามพระราชนิยมของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ามงกุฎ จนใช้การได้ดีทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน ในภายหลังเมื่อสมเด็จฯ เจ้าฟ้ามงกุฎได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้ว จึงโปรดเกล้าฯ ให้หม่อมราชวงศ์กระต่าย อิศรางกูร เลื่อนฐานันดรศักดิ์เป็นหม่อมราโชทัย

ใน พ.ศ. ๒๔๐๐ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์ที่จะส่งคณะทูตไทยไปเจริญพระราชไมตรีกับประเทศอังกฤษ จึงทรงแต่งตั้งพระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชุ่ม บุนนาค) เป็นราชทูตหัวหน้าคณะ พร้อมกันนั้นได้โปรดเกล้าฯ ให้หม่อมราโชทัยร่วมเดินทางไปกับคณะทูตในตำแหน่งล่ามหลวง

ความรู้ภาษาอังกฤษของหม่อมราโชทัยในตำแหน่งล่ามหลวง นับว่าได้ทำประโยชน์ให้แก่กิจการทูตของไทยเป็นอย่างยิ่ง มิใช่เพียงคนไทยเท่านั้นที่ประทับใจในความสามารถด้านภาษาอังกฤษของหม่อมราโชทัย

แม้แต่สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย แห่งประเทศอังกฤษก็ทรงสนพระทัย ถึงกับมีรับสั่งถามหม่อมราโชทัยว่า เรียนภาษาอังกฤษมาจากที่ใด 

หลังจากเดินทางกลับจากประเทศอังกฤษใน พ.ศ. ๒๔๐๑ หม่อมราโชทัยได้ทูลเกล้าถวายจดหมายเหตุเรื่องราชทูตไทยไปลอนดอนแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาก็ได้แต่งบทกวีเรื่องนิราศลอนดอนขึ้นอีกเรื่องหนึ่ง และได้รับราชการสนองพระมหากรุณาธิคุณอยู่จนถึง พ.ศ. ๒๔๑๐ ขณะมีอายุ ๔๘ ปี จึงได้ถึงแก่อนิจกรรม.

เครดิต http://pvconnect.com


คลิกอ่าน นิราศลอนดอน โดย หม่อมราโชทัย


---------------------


คลิกอ่าน พระนามบัตรแรก 2 กษัตริย์คู่ พระนามบัตรแรกแห่งสยาม


วันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2555

Michael Yon สื่ออเมริกันยันเสื้อแดงมีอาวุธ,ทหารไทยมีวินัย







Michale Yon นักข่าวสงครามอเมริกันชื่อดัง เขียนบันทึกลงเฟซบุ๊กระบุ “อภิสิทธิ์” ไม่ใช่ฆาตกรกรณีแดงชุมนุมและเผาเมืองปี 53 เผยเห็นด้วยตาตัวเองว่า จนท.ไทยปฏิบัติหน้าที่อย่างมีเกียรติภายใต้ความกดดัน มิฉะนั้นคนอาจตายเป็นพัน !!

ระบุถ้ามีอะไรผิดปกตินักข่าวไม่พลาดรูปส่งชิงพูลิตเซอร์แน่ ยันแดงอาจไม่พอใจแต่ก็ต้องเขียนเพราะเป็นเรื่องจริง

จากกรณีเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 ธ.ค. กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้เรียกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เข้าพบคณะพนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในคดีร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล วันนี้ (15 ธ.ค.)

ไมเคิล ยอน นักข่าวและช่างภาพสงครามอิสระชื่อดังได้เขียนบันทึกเรื่อง ตั้งข้อหาฆาตกรรมกับอภิสิทธิ์เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง (Abhisit charged with Murder: This is Wrong) ลงใน แฟนเพจ Michael Yon

นักข่าวอเมริกัน ระบุว่า เขาอยู่ในเหตุการณ์ความรุนแรงในปี 2553 ทว่า ข้อเท็จจริงคือ อภิสิทธิ์มิใช่ฆาตกรเลือดเย็น และสิ่งที่เขาเห็นด้วยตาของตัวเองก็คือ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีเกียรติ ภายใต้ข้อจำกัดมหาศาล มิฉะนั้นจะมีผู้คนต้องเสียชีวิตอีกมากเป็นพันๆ คน และความสูญเสียจำนวนมากก็ไม่ได้เกิดจากทหาร

“ทุกคนที่ได้อ่านงานของผมในช่วงหลายปีที่ผ่านมารู้ดีว่า ผมก็จะไม่ลังเลที่จะพูดความจริงหากว่าเรื่องราวไม่ได้เป็นอีกอย่างหนึ่ง ผมอยู่ที่นั่นพร้อมกับกล้องถ่ายรูป และหากเจ้าหน้าที่ทหารไทยทำอะไรผิดพลาดไป ผมและผู้คนอีกพันคนย่อมได้ภาพเพื่อชิงรางวัลพูลิตเซอร์กลับไปแน่ๆ” ยอนระบุ

นอกจากนี้ ยอนยังกล่าวด้วยว่า บรรดาคนเสื้อแดงซึ่งส่วนหนึ่งคือเพื่อนสนิทของเขา อาจจะไม่พอใจในข้อเขียนชิ้นนี้ แต่ความจริงก็คือความจริง และสิ่งที่เขายืนยันก็คือ อภิสิทธิ์ไม่ใช่ฆาตกร

สำหรับบันทึกฉบับเต็มของไมเคิล ยอน มีรายละเอียดดังนี้


อภิสิทธิ์ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม : สิ่งนี้ไม่ถูกต้อง


ชายผู้นี้มิใช่ฆาตกรที่ฆ่าคนไม่กะพริบตา ผมเห็นการต่อสู้ด้วยตาของผมเอง และกองทหารของไทย รวมถึงตำรวจนั้ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีเกียรติ จากสิ่งที่ผมเห็น เจ้าหน้าที่ของไทยปฏิบัติงานภายใต้ข้อจำกัดที่มหาศาล มิฉะนั้น อาจมีผู้คนอีกนับเป็นพันๆ ต้องเสียชีวิต ส่วนความสูญเสียจำนวนมากก็ไม่ได้เกิดจากทหาร นี่คือข้อเท็จจริง

ทุกคนที่ได้อ่านงานของผมในช่วงหลายปีที่ผ่านมารู้ดีว่า ผมก็จะไม่ลังเลที่จะพูดความจริงหากว่าเรื่องราวไม่ได้เป็นอีกอย่างหนึ่ง ผมอยู่ที่นั่นพร้อมกับกล้องถ่ายรูป และหากเจ้าหน้าที่ทหารไทยทำอะไรผิดพลาดไป ผมและผู้คนอีกพันคนย่อมได้ภาพเพื่อชิงรางวัลพูลิตเซอร์กลับไปแน่ๆ

นี่เป็นเรื่องการเมือง หลายปีก่อนผมมีโอกาสร่วมเดินทางไปกับนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ผมเห็นว่าเขาหรือผู้คนของเขาไม่ได้เป็นคนชั่วร้ายอะไร เพื่อนสนิทของผมบางคนเป็นเสื้อแดง พวกเขาอาจจะโกรธที่ผมเขียนนี้ แต่เรื่องจริงก็คือเรื่องนี้ อภิสิทธิ์ทำได้ดีมากในช่วงวิกฤตการณ์ที่ร้ายแรง

ความจริงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก บางคนอาจจะเกลียดอภิสิทธิ์ แต่ความจริงก็ยังคงมีความสำคัญ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ไม่ใช่ฆาตกร

ผมนับถือในความอดทนและสติปัญญาของเขา ถึงตอนนี้วันพรุ่งนี้เพื่อนคนเสื้อแดงของผมคงจะโกรธ แต่อย่างน้อยขอให้ผมได้พูดความจริง

ราชอาณาจักรไทยจงเจริญ!




-----------------------

ชี้เสื้อแดงส่วนใหญ่สงบ แต่แฝงด้วยกองกำลังติดอาวุธ

ต่อมาในช่วงบ่ายของวันที่ (15 ธ.ค.) ตามเวลาในประเทศไทย ไมเคิล ยอน ได้เขียนข้อความเพิ่มเติมลงในแฟนเพจ โดยระบุหัวข้อว่า คนไทยไม่ควรสู้กับคนไทย (Thai people should not fight Thai people) โดยระบุว่า เรื่องเหตุการณ์ความรุนแรงในปี 2553 เป็นเรื่องที่น่าเศร้าสำหรับราชอาณาจักรไทย

“ผมนับถือกองทัพบกไทยนับตั้งแต่ช่วงนั้น เป็นที่ชัดเจนว่า กองทัพไม่ต้องการที่จะยิงผู้คน แต่พวกเขาจำเป็นที่จะต้องปกป้องกรุงเทพฯ ผู้ประท้วงเสื้อแดงส่วนใหญ่ประท้วงด้วยความสงบ แต่บางคนก็ใช้อาวุธอัตโนมัติ ระเบิดมือ และใช้ระเบิดทำลาย ห้องของผมเกือบถูกยิ่งด้วยจรวดอาร์พีจี (พลาดไปโดนห้องข้างบนห่างไปไม่กี่ชั้น) บางคนในคนเสื้อแดงเป็นทหารที่ได้รับการฝึกฝนอย่างเชี่ยวชาญ คุณจะรู้สึกได้เลยว่า พวกเขาไม่ใช่คนธรรมดาแต่เป็นทหารที่ออกรบจริงๆ ไมเคิล ยอน นักข่าวสงครามที่ในอดีตเคยเป็นทหารหน่วยรบพิเศษของกองทัพอเมริกันระบุ

พร้อมกันนี้ยอนยังได้เชื่อมโยงข้อมูลในแฟนเพจของเขาไปยัง รายงาน Even as the World Watched IV: Peaceful, or Pistol? ที่เขาบันทึกและถ่ายภาพเกี่ยวกับเหตุการณ์ประท้วงของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และการเข้าสลายการชุมนุมโดยกำลังทหารในเดือนพฤษภาคม 2553 ด้วย

http://astv.mobi/AbCPoO2


----------------------

คลิปไมเคิล ยอน สื่ออเมริกันให้สัมภาษณ์แก่ทีวีไทย เมื่อมิ.ย. 53 ถึงเหตุการณ์ สลายการชุมนุมปี 53

ซึ่งเขายืนยันว่า เขาเห็นชายชุดดำติดอาวุธ อยู่ในกลุ่มเสื้อแดงจริง ๆ เพราะมีรูปถ่ายยืนยัน

ซึ่งทหารไม่ได้ยิงกราดตามข้อกล่าวหาของเสื้อแดง เพราะหลังเหตุการณ์สงบ ไม่มีร่องรอยกระสุนตามตึกและถนนหนทาง เหมือนในอาฟานิสถานที่ทุกแห่งเต็มไปด้วยรอยกระสุน









"น้ำมันล้านขวด ก็ล้านลิตร กรุงเทพฯ จะเป็นทะเลเพลิง แม้แต่ศิริราชก็จะไม่เหลือในแผนที่"

ถ้าทหารไม่หยุดพวกอันธพาลที่ถอดเสื้อแดงออกตามคำสั่งแกนนำชั่ว วันนั้นกรุงเทพฯ ทั้งเมืองก็คงเป็นทะเลเพลิงไปแล้วจริง ๆ

ขอขอบคุณทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่ในวันนั้นทุกท่านครับ

ใหม่เมืองเอก


--------------------------

เสื้อแดงมันชอบโทษว่า ทหารปลอมตัวมาเผา แต่สื่อนอกระบุ เสื้อแดงคือคนเผา แถมซวย ดันพลาดเผาตัวเอง !! 555

ทหารบ้านพ่อแม้วมึงน่ะสิ ผมรุงรัง มีรอยสักเต็มตัว

อ่านที่มาของรูป จากบทความของสื่อนอก คลิกที่นี่

คลิกที่รูปเพื่อขยาย!!


คลิกที่รูปเพื่อขยาย!!


เสื้อแดงได้ถอดเสื้อแดง ก่อนการสลายการชุมนุม

เมื่อมีรูปใครเผา นั่นไม่ใช่เสื้อแดง แต่พอตายปุ๊บ กลายเป็นเสื้อแดงทันที แต่สื่อนอกระบุ นี่คือ Red Shirt !!

---------------------------

เสื้อแดงมัดขวดระเบิดเพลิงหลายขวดขว้าง
ถามว่า ถ้ามีคนกำลังจะเผาบ้านคุณ แถมพวกมันเป็นอันธพาลพร้อมเข้าทำร้ายคุณ เป็นคุณจะเดินเข้าไปห้ามมัน หรือจะยิงมันเลย ?



บางครั้ง เจ้าของตึกรามบ้านช่องแถวนั้น เขาอาจยิงพวกอันธพาลเพื่อป้องกันบ้านเขาก็ได้ แต่พวกเสื้อแดงโบ้ยทุกศพไปที่ทหารหมด




แม้แต่เด็กเสื้อแดงก็เผาเมืองเป็น ถ้าไปขึ้นศาลโลก แกนนำเสื้อแดงแพ้แน่ เพราะทั้งโลกเขาไม่ยอมรับการมีเด็กเป็นกองกำลัง


คลิกอ่าน เมื่อนักข่าว BBC อ่อนหัดข้อมูลสัมภาษณ์อภิสิทธิ์



วันศุกร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ธกส. คือหน่วยงานรับใช้นายทุนหลอกใช้คนไทย







ความจริงเรื่อง รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ ร่วมมือกับพวกนายทุน หลอกใช้เกษตรกรไทย ผมเขียนมาในหลายบทความ ซึ่งผมรู้นานแล้วว่า หน่วยงานที่หลอกให้เกษตรกรหลงเดินทางผิดมาตลอด คือ กระทรวงเกษครและสหกรณ์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์

เพราะ 2 หน่วยงานนี้ มันมีคำว่า สหกรณ์ อยู่ในชื่อทั้งกระทรวงและหน่วยงานแท้ ๆ แต่ทั้ง2 หน่วยงานมันไม่คิดสนใจส่งเสริมระบบสหกรณ์ให้เกษตรกรอย่างจริงจัง แต่กลับไปรับใช้นายทุนปุ๋ย ยา และพวกพ่อค้าคนกลางแทน

----------------------

ช่วยคิดช่วยทำ ตอน เลิกจนอย่างยั่งยืนเพราะเศรษฐกิจพอเพียง

เมื่อเช้าวันที่ 5 ธันวาคม 2555 ผมดูรายการช่วยคิดช่วยทำ ตอนตี 5 คุณศิริบูรณ์ ได้พาไปพบเกษตรกรหญิงท่านนึง ชื่อคุณวิไลวรรณ ธานี อดีตผู้ใหญ่บ้านหญิงรางวัลแหนบทอง ที่อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี

ซึ่งคุณวิไล อดีตก็เคยยากจนมาก่อน ซึ่งต่อมาเธอมาทบทวนวิถีชีวิตชาวนาว่ามันเริ่มผิดพลาด มาตั้งแต่เมื่อไหร่ และเธอได้ค้นพบว่า

ตั้งแต่พ.ศ.2516 มีหน่วยงานธกส. ได้เข้ามาสอนให้ชาวบ้านหักร้างถางพงเพิ่มขึ้น สอนให้ชาวนาเพื่มเนื้อที่ในการทำนาให้เพิ่มขึ้น ขยายจำนวนไร่เพิ่มขึ้น แนะนำทำเกษตรเชิงเดี่ยว

แถมธกส. ยังสอนให้ชาวบ้านใช้ปุ๋ยเคมีเพิมขึ้น เพราะมันเห็นผลเร็ว เพื่อให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น เพื่อนำไปขาย แถมสอนให้ชาวบ้านหันมาใช้เครื่องทุ่นแรงมากขึ้น เช่นรถไถนาในการทำนา จนชาวบ้านก็เริ่มขายวัวควายทิ้ง

ตั้งแต่บัดนั้น ชาวนาทุกคนในพื้นที่ก็ไม่เคยเลิกจนอีกเลย เป็นหนี้ธกส. กันถ้วนหน้า  แถมมีหนี้สินทุกครัวเรือนมาตลอด ตั้งแต่รุ่นพ่อ ยันมารุ่นหลาน

คุณวิไล ยังบอกอีกว่า ทุกครั้งที่เกษตรกรจะกู้เงิน ธกส. เช่นกู้เงิน 10,000บาท ธกส.จะให้เงินแค่ 7 พันบาท อีก 3พันบาท ต้องซื้อปุ๋ยจากที่คนของธกส.แนะนำ 

(เรื่องนี้ผมก็เคยได้ยินจากเด็กที่บ้านที่ดูแลแม่ของผม ได้เล่าให้ฟังเหมือนกัน ว่าใครกู้ธกส. ต้องซื้อปุ๋ยเคมีที่ คนของธกส. แนะนำ)

เพราะปุ๋ยเคมี ยิ่งใช้ ยิ่งต้องเพิ่มปริมาณมากขึ้นทุกปี หนี้สินจากต้นทุนการเกษตรก็เพิ่มขึ้นทุกปีไปด้วย

ดังนั้นผู้คนในพื้นที่ก็เริ่มเห็นแก่ตัวมากขึ้น เพราะต่างคนก็ต่างจน ต่างคนก็ต่างมีหนี้สิน จิตใจดี ๆ ที่เคยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน ที่เคยมีมาในอดีต ก็เริ่มหายไปจนหมด

แต่เมื่อคุณวิไลหันกลับมายึดแนวเศรษฐกิจพอเพียง เลิกเชื่อนายทุน นำโดยธกส.ว่า ต้องใช้รถไถนา เลิกเชื่อเรื่องการใส่ปุ๋ยเคมีลงในนา

คุณวิไลหันกลับมาทำนาตามรุ่นปู่รุ่นย่าเคยทำ  ยึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ (เกษตรประณีต) พร้อมทั้งหัดทำบัญชีครัวเรือนทุกวัน ทำและคิดแบบที่ในหลวงทรงสอน คือทำเพื่อกินก่อน ไม่ใช่ทำเพื่อขาย

ตั้งแต่บัดนั้นที่คุณวิไลเชื่อในหลวง คุณวิไลเธอก็เลิกจน ปลดหนี้ได้ ครอบครัวมีรายได้อย่างต่ำๆ เดือนละ 7 หมื่นบาท (เฉลี่ยจากรายได้ทั้งปี)

แถมเงินที่ใช้เพื่อซื้ออาหารในแต่ละวันก็น้อยมาก เพราะหาได้จากเรือกสวนในนาของเธอเอง

หากใครไม่เชื่อ หรือยังไม่เข้าใจ ก็ดูคลิปรายการตอนนี้ได้ครับ




--------------------------

แนะนำบทความเก่าที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

ความล้มเหลวของชาวนาไทยจากแผนเศรษฐกิจฯ ฉบับที่1 

บทความนี้เป็นบทความแรกของผม ที่ได้อธิบายถึงความเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตเกษตรกรว่า ชาวนาโดนหลอกจากแผนของรัฐบาลอย่างไร สภาพพื้นที่นา ต้องโดนแปรเปลี่ยนไปเป็นอย่างไร ลองอ่านนะครับ ง่ายๆ และเห็นภาพเลย


-----------------------

ใครคือตัวตันเหตุ ความยากจนของเกษตรกรไทย

บทความนี้คุณจะเข้าใจว่า ไอ้ตัวต้นเหตุ มันคิดอย่างไร ถึงต้องหลอกให้เกษตรกรไทยยากจนทั้งชาติ

--------------------------

สวนลุงนิล มหัศจรรย์เศรษฐกิจพอเพียง

บทความนี้ นำเสนอเรื่องราวของชาวสวนที่เลิกเป็นหนี้ร่วม 3 ล้าน จากการใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง จนมีรายได้ปีนึงๆ ร่วมๆ 10 ล้านบาท

-----------------------

ทำไมชาวนาอินเดียถึงยากจน เหมือนชาวนาไทย

บทความนี้ ชี้ให้เห็นว่า ชาวนาอินเดีย กับชาวนาไทย มีรากเหง้าแห่งความยากจนเหมือนกัน

วันเสาร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ความตกต่ำยากจนของ เฮคเตอร์ คามาโช







เฮคเตอร์ คามาโช (Hector Camacho) อดีตนักมวยดังระดับโลก เมื่อกว่า 20 ปีก่อน ได้เสียชีวิตจากการถูกลอบยิง ไปเมื่อไม่กี่วันก่อน

ซึ่ง คามาโช โด่งดังมาจากสไตล์การชกที่ดุเดือดสะใจแฟนๆ เพราะออกหมัดรวดเร็วมาก แถมมีลีลายียวนกวนโอ๊ย เรียกความสนใจจากแฟนมวยได้มาก จนแฟนหมัดมวยหลายคนก็ออกอาการหมั่นไส้เขาจำนวนมากเช่นกัน

ทีนี้ มีบทความจากมติชน เขียนโดยคุณพิศณุ นิลกลัด ได้พูดถึงความตกต่ำของคามาโช และนักกีฬาร่ำรวยในวงการอื่น ๆ ว่า

ทำไมอยู่ ๆ จากที่ร่ำรวยมหาศาล กลับกลายเป็นตกยาก ในเวลาไม่กี่ปีหลังเลิกเล่นกีฬา

ซึ่งเป็นบทความที่ให้ข้อคิดได้ดีทีเดียว



-----------------------------

พิศณุ นิลกลัด : เหตุผลที่นักกีฬาเศรษฐีหมดตัว


มพากย์มวยชิงแชมป์โลกให้ทีวีช่อง 7 มาตั้งแต่ปี 2530 ทำให้มีโอกาสอ่านเรื่องราวของนักมวยเอกของโลกตลอดระยะเวลา 25 ปีที่ผ่านมาค่อนข้างเยอะ

อ่านทั้งประวัติครอบครัว ประวัติชีวิต ความฝัน ความมุ่งมั่น ความสำเร็จ รวมถึงความล้มเหลวของนักมวยระดับสุดยอดของโลกในแต่ละยุค

การได้อ่านมาก ได้พากย์บ่อย ทำให้เกิดความสนิทสนมรักใคร่โดยที่ไม่เคยพบหน้ารู้จักกัน

ผมไม่เคยไม่ชอบนักมวยที่พากย์แม้แต่คนเดียว มีแต่ชอบมากหรือชอบน้อย

นักมวยบางคนผมพากย์บ่นบ้าง เขียนติบ้างก็ไม่ใช่เพราะเกลียด

บ่น-ติเพราะไม่ถูกใจหรือเห็นว่าเขาทำไม่ถูกมากกว่า

ก็เพราะความ "สนิทสนมรักใคร่" เพราะเห็นกันมานานนี่แหละ เวลาได้ยินข่าวนักกีฬาตกอับหรือเสียชีวิตก่อนวัยอันควรเพราะดำเนินชีวิตผิดพลาด ผมรู้สึกเศร้าใจทุกครั้ง


เฮกเตอร์ คาร์มาโช อดีตนักมวยชาวเปอร์โตริกัน แชมป์โลก 3 สถาบันรุ่นซูเปอร์เฟเธอร์เวต ไลต์เวต และ ไลต์เวลเตอร์เวต ช่วงปี 1983-1991 เพิ่งเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน ขณะอายุ 50 ปี

คามาโชถูกยิงที่ใบหน้าเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน บาดเจ็บสาหัสและมีชีวิตอยู่ด้วยเครื่องช่วยหายใจ หลังจากครอบครัวตัดสินใจให้ถอดเครื่องช่วยหายใจออก คามาโชก็สิ้นลม

ตอนนี้ยังจับตัวมือปืนไม่ได้ ตำรวจสันนิษฐานว่าการฆาตกรรมมีสาเหตุเกี่ยวพันกับยาเสพติด เพราะในรถยนต์ที่คามาโชนั่งด้านข้างคนขับขณะถูกยิง พบโคเคนอยู่หลายถุง

สมัยเป็นแชมป์โลก คามาโชใช้ชีวิตหรูหรา ฟุ่มเฟือย เสื้อคลุมขณะเดินขึ้นเวทีและกางเกงชกมวยปักเลื่อมสั่งทำพิเศษของเขานั้น ราคาประมาณ 8,000 ดอลลาร์ หรือ 320,000 บาท

ค่าตัวสูงที่สุดในอาชีพนักมวยของคามาโช คือ 3 ล้านดอลลาร์ตอนชกกับ ออสการ์ เดอ ลา โฮยา ในปี 1997 ซึ่งคามาโชแพ้คะแนนอย่างเอกฉันท์

คามาโชเคยมีเงินมหาศาล แต่หมดตัวเพราะติดยาเสพติดและบริหารจัดการไม่เป็น เขาขาดเงินถึงขั้นตัดสินใจปล้นร้านคอมพิวเตอร์และถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 7 ปี แต่ศาลลดโทษเหลือแค่รอลงอาญาด้วยเห็นว่าก่อเหตุปล้นขณะอยู่ในอาการเมายาเสพติด

แต่ไม่กี่วันให้หลังเขาทำผิดเงื่อนไขรอลงอาญา เลยถูกส่งเข้าคุก 2 สัปดาห์

คามาโชไม่ใช่นักกีฬาคนแรกและคนสุดท้ายที่ชีวิตจบลงอย่างน่าเศร้าหลังหมดยุครุ่งเรือง

เมื่อเดือนตุลาคม ที่ผ่านมา ช่องกีฬา ESPN ได้เสนอสารคดีเรื่อง Broke หรือ ถังแตก แสดงเรื่องราวน่าสนใจของนักกีฬาที่เคยร่ำรวยมหาศาล แต่ปัจจุบันสิ้นเนื้อประดาตัว

จากสถิติพบว่า นักบาสเกตบอล NBA จำนวน 60 เปอร์เซ็นต์ หมดตัวหลังจากเลิกเล่นได้ 5 ปีทั้งๆ ที่โดยเฉลี่ย นักบาสเกตบอล ได้เงินฤดูกาลละ 5.15 ล้านดอลลาร์ หรือ 155 ล้านบาท

ส่วนนักอเมริกันฟุตบอล NFL จำนวน 78 เปอร์เซ็นต์หมดตัวหลังจากเลิกแข่งเพียง 2 ปี

โดยเฉลี่ย นักอเมริกันฟุตบอล NFL ได้ค่าตัวฤดูกาลแข่งขันละ 1.1 ล้านดอลลาร์ หรือ 33 ล้านบาท

"สูตรสำเร็จ" แห่งความล้มเหลวของนักกีฬาอาชีพ คือ ซื้อบ้านหลายหลัง ซื้อรถราคาแพงมากหลายคัน ซื้อเครื่องเพชรเต็มตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักกีฬาแอฟริกันอเมริกัน เครื่องเพชรชิ้นโตหรือที่มีศัพท์แสลงเรียกสั้นๆ ว่า บลิง (Bling) เป็นเครื่องแสดงสถานภาพของนักกีฬา

นักกีฬาในทีมเดียวกันก็แข่งกันเองว่าใครมีเพชรเม็ดโตกว่ากัน ลานจอดรถของทีมจึงกลายเป็นลานประชันความฟู่ฟ่าว่ารถใครราคาแพงกว่ากัน

ถามว่า นักอเมริกันฟุตบอล NFL กับนักกีฬา NBA ใครขี้อวดกว่ากัน คำตอบก็คือ นักอเมริกันฟุตบอล

เหตุผลก็เพราะนักอเมริกันฟุตบอลมีอาการที่คนตั้งชื่อล้อเลียนว่า Helmet Syndrome เนื่องจากขณะที่กำลังแข่งขันอยู่ในสนาม นักอเมริกันฟุตบอลต้องสวมหมวกกันน็อก เวลาถ่ายทอดโทรทัศน์ ผู้ชมก็ไม่ค่อยคุ้นหรือไม่เคยเห็นหน้ายกเว้นแต่นักกีฬาคนดังๆ พอเวลาอยู่นอกสนามจึงต้องอวดรวยเต็มที่เพื่อที่ตัวเองจะได้เป็นที่สนใจ ไปไหนมาไหนต้องมีผู้ติดตามเป็นสิบๆ คน

หลังเลิกราจากการเป็นนักกีฬาอาชีพในวัยเพียง 30 ต้นๆ นักกีฬาเหล่านี้ก็บริหารจัดการเงินไม่เป็นเพราะร่ำรวยภายในเวลาพริบตาขณะอายุ 20 กว่าๆ มีทั้งลงทุนผิดพลาด ผู้จัดการส่วนตัวที่จ้างให้มาดูแลทรัพย์สินโกง

นักกีฬาที่หมดตัวทุกคนเคยคิดเหมือนกันหมดว่าเรื่องอย่างนี้ไม่มีวันจะเกิดขึ้นกับตัวเอง

มติชนออนไลน์



คลิกอ่าน สันดาน หว่อง พิสิทธิ์ รายการ คอข่าว


วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

สยามวาระ"โครงการจำนำข้าว" หน.พรรคเพื่อไทยโกหกคำโต







รายการสยามวาระ ทีวีไทย เขานำเหตุผลของฝ่ายสนับสนุนโครงการจำนำข้าวของเพื่อไทย กับเหตุผลของฝ่ายคัดค้านโครงการนี้ มาให้เราพิจารณากัน

ลองดูให้จบ มีสาระดีมาก แล้วพิจารณาด้วยการยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง




หากไม่ใช่ฟายแดง ดูแล้วย่อมรู้เลยว่า เหตุผลฝ่ายรัฐบาลนั้นแถแค่ไหน แค่เรื่องราคาข้าวในเยอรมันก็แถแล้วครับ

อีกทั้งจดหมายของนายกิตติรัตน์ เตือนรัฐบาล หรือจะเป็น ดร.วีรพงษ์ รามางกูร เตือนรัฐบาล นั้น

คนในรัฐบาลเองยังต้องท้วงติงเรื่องจำนำข้าวต่อรัฐบาล เห็นได้ชัดว่า นี่คือนโยบายทำลายข้าวไทยแน่นอน


ตั้งแต่นาทีที่ 40.25 นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ หน.พรรคเพื่อไทย อ้างว่า มีคนส่งข่าวมาบอกว่า ข้าว jasmine rice from thailand แบบออแกนิค ในเยอรมัน ขายกิโลละ1,700 บาท

นี่คือการแถแบบไม่รู้อะไรเลยครับ มันไม่มีหรอกครับ ข้าวหอมกิโลละ1,700 บาท กระสอบ100กก. แสนกว่า

ใครเชื่อก็ควายแล้วครับ


เอ้านี่ เพื่อนคนไทยในเยอรมันเขาเอามาโพสให้ดูว่า ข้าวหอมมะลิไทยในเยอรมัน แพงสุดก็ไม่เกินเท่านี้



มันจะมีข้าวอย่างดีกับข้าวหัก แตที่เเพงสุดเท่าที่เคยซี้อมา ข้าวอย่างดี กระสอบหนึ่ง 20 กิโล 38 ยูโร ไม่เกินนี้เเน่นอน /@f กลุ่มปัญญาชนคนอีสานไม่เอาเพื่อไทย

ข้าวหอมมะลิยกกระสอบที่เยอรมัน ก็ตกโลละ 76 บาท แต่นี่เป็นซื้อแบบยกกระสอบ

ซึ่งจากที่ผมเคยหาข้อมูลแบบขายแค่กิโลเดียว ก็จะแพงหน่อย แพงสุดก็ไม่เกินกิโลละ 300 บาท ไม่ใช่กิโลละ 1,700บาท ตามที่หัวหน้าเพื่อไทย นายจารุพงศ์ มันโม้แน่นอน

เฮ่อ.. ขนาดหัวหน้าพรรคมันยังโกหกหน้าด้านๆ ขนาดนี้


คลิกอ่าน ต้นเหตุวิกฤติเศรษฐกิจ ทั้งแฮมเบอร์เกอร์ ยูโรโซน และต้มยำกุ้ง


วันอาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

akecity ด่าความโง่เรื่องประชาธิปไตยของพวกฟายแดง






บทความตอนนี้ ผมได้รวบรวมที่ผมด่าพวกฟายแดง ในเรื่องความโง่ของพวกฟายแดง ที่เข้าใจคำว่าประชาธิปไตยแบบผิด ๆ มารวมไว้

โดยผมจะยกความเห็นของผม เฉพาะในวันเสาร์ที่ 24 พ.ย. 55 ที่ผ่านมา ในเพจกลุ่มปัญญาชนคนใต้ไม่เอาพรรคเพื่อไทย มารวมไว้เท่านั้น

หากอยากอ่านมากกว่านี้ ก็ติดตามได้ที่เฟซบุ๊คใหม่เมืองเอก และกลุ่มปัญญาชนคนใต้ไม่เอาพรรคเพื่อไทย ได้ครับ

------------------------------------

ฟายแดงมันชอบใช้ตรรกะใส่องค์การพิทักษ์สยาม ว่า แน่จริงก็ชนะเลือกตั้งสิ ? ไอ้พวกขี้แพ้ ไม่ยอมรับประชาธิปไตย

งั้น กูถามมึงหน่อยนะไอ้พวกฟายแดง ส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ พรรคไหนชนะเลือกตั้ง ?

แล้วพวกกูไปจัดชุมนุมต่อต้านรัฐบาลที่ต่างจังหวัดเหรอวะ ไอ้ฟายแดง ??

กูจัดชุมนุมในกรุงเทพฯ นะโว้ย!!  ถิ่นที่พวกฟายแดงมันแพ้นะโว้ย ไอ้ฟาย สาด!!

/@akecity

-----------------------------------

คุณเคยเห็นพรรคเดโมแครต ด่าประชาชนที่ต่อต้านโอบามา ว่า ไอ้พวกไม่ยอมรับประชาธิปไตยหรือไม่?

คุณเคยเห็นในอังกฤษ คนสนับสนุนพรรครัฐบาล ด่าคนที่ต่อต้านประท้วงรัฐบาลอังกฤษ ว่าไม่ยอมรับประชาธิปไตยหรือไม่ ?

แม้แต่ในอียิปต์ ประธานาธิบดีอียิปต์ที่เพิ่งมาจากการเลือกตั้งสด ๆ ร้อน ๆ ก็เพิ่งโดนประชาชนประท้วงต่อต้าน เพราะประธานาธิบดีทำไม่ถูกต้อง

เพราะไอ้พวกฟายแดงมันไม่เข้าใจประชาธิปไตย หากการชุมนุมประท้วงรัฐบาลเป็นการไม่ยอมรับประชาธิปไตย โลกนี้ก็คงไม่มีการประท้วงรัฐบาล ในอเมริกา และยุโรปแล้ว

ไอ้พวกฟายแดง อย่าสะเออะมารู้เรื่องประชาธิปไตยเลย เพราะแค่นี้ก็รู้แล้ว ว่าพวกมึงคือฟายแดง !!

การที่มาจากการเลือกตั้งไม่ได้แปลว่า ทำถูกทุกอย่างได้ตามอำเภอใจ เพราะแม้แต่ฮิตเล่อร์ ก็มาจากการเลือกตั้ง

/@akecity

แนะนำอ่านบทความเกี่ยวข้องกับคห.นี้ คลิกที่นี่

---------------------------------

ตอนฟายแดงมันปิดราชประสงค์ พวกตำรวยหัวขวด มันน่าจะยิงแก๊สน้ำตาใส่ไอ้พวกฟายแดง ตั้งแต่วันแรกเลยนะ

นิยามความเลวล่าสุด

ยิ่งลักษณ์ = ยิ่งร่าน

ตำรวจ = ขี้ข้าไอ้เชี่ยเป็ดเหลิม

ฟายแดง = พวกโง่ที่นึกว่าตนเองเข้าใจประชาธิปไตย

รัฐบาลยิ่งลักษณ์ = รัฐบาลปูอำมหิต

เป็ดเหลิม = ขี้ข้าทักษิณ

ทักษิณ = บุคคลที่เ.หี้.ยที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศไทย

/@akecity

----------------------------

ถ้าเราไม่ต้องการนายกฯ หญิงที่ร่าน ชอบให้ท่าผู้ชาย ทั้งที่ตัวเองมีผัวแล้ว นายกฯ หญิง ที่ไม่ทำตัวให้สมกับความเป็นกุลสตรีไทยที่ดี

นั่นแปลว่า เราไม่เป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ? ไอ้พวกฟายแดง เอ๋ย 555

แนะนำอ่านบทความที่เกียวเนื่องกับคห.นี้ คลิกที่นี่!!

--------------------------

ก่อนนอน ขอด่าพวกฟายแดงโง่ๆ อีกสักครั้ง

ฟายแดงมักชอบอ้างว่า เสียงส่วนน้อยไม่มีสิทธิตัดสินแทนคนส่วนใหญ่

ผมเลยขอถามไอ้พวกฟายแดงกลับว่า ฟายแดงเสียงส่วนใหญ่ทั้งประเทศ อยากให้จตุพรเป็นรัฐมนตรี

แต่ไอ้เหลี่ยมทักษิณ ไม่ให้จตุพรเป็น ไอ้พวกเสียงส่วนใหญ่อย่างฟายแดง มีปัญญาทำอะไร ทักษิณที่อยู่นอกประเทศได้

ไอ้พวกฟายแดง มันก็แค่ขี้ข้าทักษิณ ไม่มีสิทธิมีเสียง มาสั่งทักษิณได้หรอกวะ ฟายเอ๊ย 5555 /@akecity

แนะนำอ่านบทความเกี่ยวข้องกับคห.นี้ คลิกที่นี่!!


วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

รวมฮิต ทับทิม สไตล์ (tuptim style)






รวมฮิต ทับทิม สไตล์ (Tubtim style)

ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดี คุณปลื้ม สุรบถ หลีกภัย กับน้องทับทิม ด้วย

ที่จริงในอดีต ด้วยเหตุที่ผมไม่ชอบสไตล์ทำงานเชื่องช้าของท่านชวน หลีกภัย เลยพาลไม่ค่อยชอบน้องปลื้ม ไปด้วย

แต่พอน้องปลื้ม โตเป็นหนุ่ม และได้มาทำรายการบนยูทูป VRZO ความคิดของผมก็เปลี่ยนไป ผมหันมาชื่นชมคุณปลื้ม และชื่นชมที่ทำรายการดีๆ เป็นกันเองได้ออกมา จนประสบความสำเร็จ

และชื่นชมแนวความคิดของคุณปลื้ม หลีกภัย ในการให้สัมภาษณ์หลายครั้ง

ส่วนน้องทับทิม คู่หมั้นคุณปลื้ม ก็น่ารัก และเป็นกันเองกับแฟนๆ รายการ เธอกล้าแสดงออก แบบไม่ห่วงสวย คือเธอเต็มที่จริง ๆ ต้องขอนับถือเลยครับ

ทีนี้เรามาดู ความน่ารักของน้องทับทิม ในสไตล์ต่างๆ กันดีกว่า ดูแล้วเพลินตาเพลินใจจริงๆ

กระแสกังนัมสไตล์มาแรง แฟนๆ เลยเรียกร้องให้น้องทับทิม ช่วยจัดเต็มกังนัมสไตล์ทับทิม ให้หน่อย ซึ่งน้องทับทิมก็จัดให้เต็มๆ 555

Tubtiim style





ก่อนหน้านั้นที่ดังมากอีกคลิป คือ Ma Boy สไตล์ทับทิม





หรือจะแนวเซ็กซี่นิดๆ น้องทับทิม เต้นกับ นายอิสระ ฮาตะ ลูกชายฮาๆ ของครูประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ





สุดท้ายก็ สอน 12 ท่าพิฆาตใจชาย สไตล์ทับทิม 555




คลิกดู ทักษิณสไตล?

วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ต้นเหตุวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ วิกฤติยูโรโซน วิกฤติต้มยำกุ้ง






ผมเคยคิดอยากจะเขียนเรื่อง วิกฤติยูโซน ที่เริ่มมาจากไอร์แลนด์ ต่อมาที่กรีซ ต่อเนื่องมาจนถึงโปรตุเกตุ สเปน อิตาลี

แต่ว่า คงไม่ต้องเขียนแล้ว เพราะรายการสยามวาระ ในตอนนี้ ได้อธิบายที่มาที่ไป ตั้งแต่วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ กระทบมาถึงวิกฤติยูโรโซน อย่างไร

ใครที่สนใจเศรษฐศาสตร์ สนใจเศรษฐกิจ และต้นเหตุปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจโลก ดูได้จากคลิปรายการสยามวาระ ในตอนนี้ ซึ่งนับว่าเยี่ยมจริงๆ

ซึ่งสำหรับผม เมื่อได้ดูแล้ว ก็เลยอดห่วงประเทศไทยไม่ได้ เพราะตอนนี้รัฐบาลของเพื่อไทย กำลังใช้เงินเกินตัวอย่างมาก ใช้ประชานิยมมากเกินไป เพื่อซื้อคะแนนเสียงคนจน โดยไม่ห่วงว่า จะกระทบความมั่นคงของชาติในอนาคต

ดูรายการสยามวาระ ตอนนี้ เราจะเข้าใจทันทีเลยว่า วิกฤติยูโร วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ หรือแม้กระทั่งวิกฤติต้มยำกุ้งของไทย ล้วนมีที่มาจากรัฐบาลใช้จ่ายเกินตัว เอาเงินอนาคตมาใช้มากเกินไปทั้งนั้น

ตอนแรก



อย่างข่าวเมื่อไม่กี่วันก่อน แบงค์ชาติ ขอให้คนไทยออมมากขึ้น หลังจากคนไทยเริ่มใช้จ่ายเงินเกินตัว

“แบงก์ชาติ” เตรียมขอความร่วมมือ “ธนาคารพาณิชย์” เลิกโฆษณาเชิญชวนใช้จ่ายเกินตัว เตรียมหนุนให้ ปชช. หันมาออมก่อนใช้จ่าย ยอมรับปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น เป็นกลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 หมื่นต่อเดือน

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.จะเร่งสนับสนุนให้ประชาชนทั่วไปหันมาออมเงินก่อนที่จะมีการใช้จ่ายให้มากขึ้น เพื่อลดปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน จะขอความร่วมมือจากธนาคารพาณิชย์ไม่ให้ทำโฆษณาเชิญชวนในลักษณะที่เร่งกระตุ้นการใช้จ่ายที่มากเกินไป

“สมัยก่อนเราจะส่งเสริมวัฒนธรรมการออมก่อนใช้ แต่หลังๆ เริ่มมีการสนับสนุนให้ใช้จ่ายกันมากขึ้น ตอนนี้ก็คงต้องเริ่มมาสนับสนุนให้คนหันมาออมก่อนใช้มากขึ้น และดูแลแบงก์พาณิชย์ไม่ให้เร่งกระตุ้น หรือโปรโมตวัฒนธรรมในลักษณะที่ไม่ออม ซึ่งเรื่องพวกนี้ไม่ค่อยดีนัก”

สำหรับปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นนั้น เท่าที่ติดตามดูหากเป็นกลุ่มที่มีรายได้สูงกว่า 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน กลุ่มนี้ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ซึ่งกลุ่มที่มีสัดส่วนหนี้ต่อรายได้ที่สูงขึ้น ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน

นายประสาร กล่าวว่า เรื่องนี้แบงก์ชาติเองก็จำเป็นต้องชี้ให้เห็นเรื่องการออมก่อนใช้ แต่โดยพื้นฐานแล้วต้องส่งเสริมให้คนมีงานทำด้วย เพื่อช่วยให้มีรายได้เพิ่ม ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน


----------------------------------

ผมว่า ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย ได้เคยเตือนรัฐบาลแล้วในเรื่องนี้ แต่รัฐบาลเพื่อไทยไม่สนใจฟัง ผู้ว่าฯ เลยหันมาเตือนธนาคารและประชาชนแทน


ดูรายการต่อในตอน 2


หากได้ดูคลิปทั้ง2 ตอน จนจบ คุณจะรู้ได้ทันทีว่า สุดท้ายแล้ว นักธุรกิจ และนักเศรษฐศาสตร์ ที่แสดงความเห็นนั้น ทุกคนลงความเห็นว่า เราต้องรู้จักวิถีพอเพียง เท่านั้นจึงจะไม่เกิดวิกฤติแบบนี้ซ้ำอีก


คลิกอ่าน เตรียมรับวิกฤติต้นยำปูเน่า ระวังไทยจะเป็นเหมือนกรีซ



วันพุธที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2555

พญานาค กับ มังกร






ญานาคเป็นสัตว์กึ่งเทพ เพราะแถบเอเซียอาคเนย์ เป็นพื้นที่ลุ่มน้ำที่อุดมสมบูรณ์ พญานาคจึงอยู่ในน้ำ

แต่ถ้าเป็นความเชื่อของคนจีน พญานาค ก็คือ มังกร เป็นปีศาจกึ่งเทพ เพราะเมืองจีนเป็นพื้นที่กว้างใหญ่ มีภูเขาสูงมากมาย มังกรจึงต้องอยู่บนขุนเขากึ่งบนฟ้า ทั้งพญานาคและมังกร อยู่ในระดับต่ำกว่าเทวดา แต่เพราะผลบุญทำมามาก กรรมก็ทำไม่น้อย มักทำบุญด้วยราคะ เลยต้องเกิดเป็นสัตว์กึ่งเทพกึ่งมนุษย์ มังกรและพญานาคจึงมีฤทธิ์มาก

ตำนานนิทานโบราณ มักมีเรื่องราวเกี่ยวกับบุตรสาวพญานาคมาหลงรักมนุษย์ หรือนิทานจีน โบราณก็มักมีองค์หญิงวังมังกรมาหลงรักบัณฑิต เป็นต้น

สำหรับชาวจีน ถือว่า มังกรเป็นสัญลักษณ์สัตว์พาหนะของฮ่องเต้ เพราะฮ่องเต้คือโอรสสวรรค์ ฮ่องเต้จีนจึงใส่ชุดสีเหลืองทอง ลายมังกร ตราประทับของฮ่องเต้ ก็คือ ตรามังกร บังลังก์ของฮ่องเต้ ก็คือ บัลลังก์มังกร


ส่วนคติความเชื่อทางไทย เชื่อว่า พญานาคมีหน้าที่คอยปกปักรักษาพุทธศาสนา ทดแทนที่พญานาคไม่อาจบวชเป็นพระได้

ก่อนผู้ชายจะบวช จึงเรียกแทนว่า พ่อนาค ซึ่งมาจาก ที่พญานาคเคยทูลขอบวชแก่พระพุทธเจ้า แต่พระพุทธเจ้าทรงไม่อนุญาต เพราะผู้ที่จะบวชเป็นพระได้ ต้องเป็นมนุษย์เท่านั้น

พญานาค จึงทูลขอพระพุทธเจ้าว่า ถ้าคนที่กำลังจะบวช ก่อนบวชให้เรียกว่า นาค แทน เพื่อทดแทนทีตนไม่สามารถบวชเป็นพระได้

--------------------------

ถ้าในตำนานของทางฮินดู พญานาคกับ พญาครุฑ จะไม่ถูกกัน ส่วนตำนานเรื่องนี้เป็นอย่างไร ไปอ่านได้ที่ คลิก!!

ส่วนในคติของไทย ครุฑ เป็นสัญลักษณ์ ของพระมหากษัตริย์ ตราประทับของพระมหากษัตริย์ไทย จึงเป็นตราครุฑ

ตราพระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์ รัชกาลที่ 9 จำลองจากพระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์ รัชกาลที่ 5


และเราจะเรียก ตราพระราชลัญจกร อย่างง่าย ๆ ว่า ตราแผ่นดิน

ซึ่งตราแผ่นดินนั้น มีความศักดิ์สิทธิ แต่จะศักดิ์สิทธิอย่างไรไปอ่านได้ที่

บทความเรื่อง วิญญาณนักโทษที่รอคอย... ?



วันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เหตุผล ตุลย์ น่าแพ้ ในการ battle กับ ฟร้อนท์






เนื่องจากผมเคยเขียนบทความชื่นชม ตุลย์รยา ในการร้องเพลงในรอบแรก ว่าเธอสุดยอดมากๆ และคิดจะเชียร์คุณตุลย์ กับคุณเก่ง ในการแข่งขันเดอะวอยซ์ ไทยแลนด์

แต่เมื่อรอบถึง Battle ระหว่าง คุณตุลย์ กับ คุณฟรอนท์ สาวเท่ห์ เสียงนุ่ม ตามคลิปนี้



ผมขอวิจารณ์และเห็นด้วยกับหลายๆ คน ที่ว่าว่า ฟรอนท์ ทำได้เหมาะสม และดีกว่าในเพลงนี้ เพราะ คุณฟรอนท์ ร้องได้แบบพอดี ไม่ล้นเกินไป ในขณะที่คุณตุลย์ ฟังก็รู้ว่า เทคนิคการร้องเหนือกว่าคุณฟรอนท์ทุกด้าน แต่ว่า

คุณตุลย์ วางแนวคิดในการBattle คราวนี้ พลาดไป คือ คุณตุลย์ พยายามโชว์ความสามารถในการร้องเหมือนต้องการจะให้เด่นกว่าคุณฟรอนท์ ในทุกด้าน ทั้งการร้องแอดลิปและ อิมโพรไวส์ ค่อนข้างจะล้นเกินไป

แทนที่คุณตุลย์ ควรจะแอดลิป เพื่อส่งเสริมการร้องให้โชว์ และส่งเสริมคุณฟรอนท์ ในแนวคิดว่าเป็นเพื่อนร่วมทีมกัน เพื่อให้เพลงมีความไพเราะสมบูรณ์ขึ้น แต่กลายเป็นว่า คุณตุลย์พยายามโชว์เทคนิคมากเกินไป เหมือนจะข่มคุณฟรอนท์ เหมือนเห็นคุณฟรอนท์เป็นคู่แข่งมากเกินไป

ในขณะที่คุณฟรอนท์ ร้องด้วยลักษณะตั้งใจร้องเพื่อความสมบูรณ์ในการโชว์มากกว่าในการประชันแข่งขัน จึงทำให้การร้องของคุณฟรอนท์ร้องออกมาได้พอดีกว่าคุณตุลย์

ฉะนั้น แม้ผมจะเชียร์คุณตุลย์ แต่ก็ไม่ขอเข้าข้าง เพราะการBattle เมื่อวาน ผมว่า มันยังไม่ใช่โชว์ที่สมบูรณ์

จึงอยากแนะนำคุณตุลย์ ว่า ในรอบๆ ต่อๆ ไป ควรวางแนวคิดเสียใหม่ว่า หากต้อง Battle อีก จงร้องเพื่อให้โชว์ที่สมบูรณ์ มากกว่าจะมุ่งเน้นเอาชนะมากเกินไป เพราะมันจะกลับกลายเป็นผลเสียต่อคุณตุลย์เองครับ


--------------------------------

คู่ Battle ที่ดีที่สุด ของวันที่ 29/10/55

ผมว่า รายการเดอะวอยซ์ ไทยแลนด์ น่าจะมีรางวัลพิเศษ ให้กับการโชว์ Battle ที่ดีที่สุดด้วย เพื่อเป็นกำลังใจแก่ผู้แข่งขันที่สามัคคีกัน ในการโชว์เพื่อผู้ฟัง มากกว่าแค่การแข่งขันเท่านั้น ซึ่งก็มีหลายคู่ที่ทำได้ดีมากๆ อย่างเช่นคู่ของเมื่อวานนี้ เพลงหนุ่มบาวสาวปาน

คู่คุณแอนนี่ และคุณเอ้



ผมชอชื่นชมคู่นี้มากๆ ที่วางเรื่องการแข่งขันไว้ข้างหลัง แต่เน้นทำเพื่อโชว์ ทำเพื่อคนดูคนฟังมากกว่า จนทำให้ได้โชว์ที่สมบูรณือีกโชว์หนึ่งครับ



คลิกอ่าน ตุลย์รยา เจ๋งที่่สุดอีกคนใน The voice Thauland


วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Ken Noguchi นักไต่เขาที่ทำมากกว่าแค่ปีนเขา







Ken Noguchi แม้เขาจะเกิดในอเมริกา เพราะพ่อเป็นนักการฑูต ทำให้เขาได้ใช้ชีวิตในหลายประเทศ

จนวันหนึ่ง Ken ได้มีโอกาสอ่านหนังสือเกี่ยวกับการผจญภัยของ Naomi Uemura นักผจญภัยชื่อดังชาวญี่ปุ่น ผู้ซึ่งเป็นเป็นคนแรกที่ไปเหยียบNorth Pole ขั้วโลกเหนือ และล่องแพคนเดียวและคนแรกตลอดลำน้ำอเมซอน และUemira ได้หายสาบสูญในระหว่างพิชิตยอดเขา Mckinley ได้สำเร็จคนแรกในช่วงฤดูหนาวอย่างกล้าหาญ

ด้วยเหตุนี้ ทำให้Ken Noguchi จึงใฝ่ฝันที่จะป็นนักผจญภัยตามแบบ Uemura

ต่อมา Ken ได้ประสบความสำเร็จในการเป็นมนุษย์ที่อายุน้อยที่สุดในช่วงเวลานั้น ที่ปีนยอดเขาสูงที่สุดครบทั้ง7ลูก ใน7ทวีป ได้สำเร็จ เมื่อปี1989

แต่บทความของผมตอนนี้ ไม่ได้ต้องการชื่นชมความสำเร็ของKen Noguchi แต่ผมอยากจะชื่นชมในสิ่งที่Ken ทำในวันนี้ ก็คือ

Ken เป็นนักไต่เขาที่มองเห็นบางอย่างมากกว่าที่นักไต่เขาคนอื่นๆ จะมองเห็น เพราะทุกวันนี้ Ken เขากลายเป็นนักไต่เขาเพื่อสิ่งแวดล้อม เพราะตลอดช่วงเวลาที่เขาไต่เขา เขาได้เห็นมากกว่านักไต่เขาหรือนกปีนเขาทั่วไปมองเห็นก็คือ Ken มองเห็นขยะที่เกิดจากนักไต่เขา ทิ้งไว้เกลือนกลาดบนเส้นทางไต่เขาและปีนเขา ในเทือกเขาหลายๆ แห่งในโลก

อย่างเช่น เขาเคยไต่เทือกเขาหิมาลัย เส้นทางพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรส เขาสามารถเก็บกระป๋องออกซิเจนที่ถูกทิ้งมากถึง400 กระป๋อง ในการเดินเก็บเพียงเที่ยวเดียว




ด้วยเหตุนี้จึงทำให้Ken เริ่มก่อตั้งชมรมนักไต่เขาเพื่อสิ่งแวดล้อม ไต่เขาเพื่อเก็บขยะบนเทือกเขาสำคัญต่างๆ ทั่วโลก

และที่สำคัญ เขาไม่ลิมนึกถึงภูเขาไฟฟูจิยาม่า (Fujiyama) ภูเขาที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเขาพบว่ามีขยะจากนักท่องเที่ยว และนักไต่เขา ถูกทิ้งไว้มากมายจนน่าตกใจตลอดเส้นทางพิชิตภูเขาไฟฟูจิยาม่า ดังนั้นเขาเริ่มชักชวนคนญี่ปุ่นมาช่วยกันเก็บขยะเพื่ออนุรักษ์ฟูจิยาม่า ทุกปี

ในปีแรก มีชาวญี่ปุ่นอาสามาร่วมทำความสะอาดเส้นทางฟูจิยาม่า เพียงแค่100 คน แต่แค่เพียงในปีที่3 ต่อมา ได้มีชาวญี่ปุ่นมาเก็บขยะร่วมกับเขามากถึง 3พันคน

ตรงนี้แหละ ที่ผมชื่นชมชาวญี่ปุ่น เพราะชาวญี่ปุ่น เขารักชาติเขามาก พอบอกว่ามาช่วยกันเก็บขยะในสถานที่ที่เป็นสัญลักษณ์ของชาติ เขามาร่วมเก็บขยะมากถึง 3 พันคน ผมไม่เคยเห็นประเทศไทยที่มีอาสาสมัครมาเก็บขยะคราวเดียวมากเท่านี้มาก่อนเลยจริงๆ

เห็นคนไทยมีแต่รวมตัวกันเต้น !!

ทุกวันนี้ Ken ยังทำหน้าที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยการเก็บขยะตามเทือกเขาต่างๆ ทั่วโลกต่อไป

นี่แหละ ที่ผมอยากชื่นชมเขา ในสิ่งที่เขาทำเพื่อโลกของเรา แม้จะเป็นเพียงส่วนหนึ่งเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่ในสายตาของผมครับ


วันพุธที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2555

สื่อนอก รายงานภูเขาข้าวของรัฐบาลไทยรอเน่า !!









สื่อนอกตีข่าว นโยบายจำนำข้าว “รบ.ปู” ทำไทยดิ่งเหว, USDA ชี้ปีหน้าข้าวเน่าคาสต็อก 12.1 ล้านตัน


สื่อต่างประเทศรายงานว่าสถานะของประเทศไทยในการเป็นผู้ส่งออกข้าวเบอร์หนึ่งของโลกกำลังถูกสั่นคลอนจากน้ำมือของ “รัฐบาลของตัวเอง”ภายใต้การนำของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ดึงดันใช้โครงการจำนำข้าวหวังเพิ่มรายได้ให้ชาวนา แต่จนแล้วจนรอดกลับกลายเป็นการสร้าง “ภูเขาข้าว” กองมหึมาในสต็อก เพราะขายไม่ออก ขณะที่ชาวนาไทยยัง “จนเหมือนเดิม”


รายงานของสำนักข่าวเอเอฟพีและสื่อต่างประเทศหลายแขนงในวันพุธ (24) ชี้ว่า นโยบายรับจำนำข้าวในราคาสูงลิ่วเกินกว่าราคาตลาดถึง 50 เปอร์เซ็นต์ของรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรที่ดำเนินมา 1 ปีเต็มนั้น ได้ทำลายความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกข้าวชาวไทยจนหมดสิ้นแล้ว หลังตัวเลขการส่งออกข้าวหดหายไปเกือบครึ่งหนึ่งในปีนี้ กระทบต่อสถานะผู้ส่งออกข้าวหมายเลขหนึ่งของโลก ที่ไทยผูกขาดครองแชมป์มายาวนาน ปล่อยให้บรรดาผู้ส่งออกรายใหม่อย่างกัมพูชาและพม่าก้าวขึ้นมาผลิตข้าวส่งออกแซงหน้า

ยิ่งไปกว่านั้นกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) ยังคาดการณ์ว่า การส่งออกข้าวของไทยที่เคยครองสัดส่วนถึงกว่า 1 ใน 3 ของความต้องการข้าวในตลาดโลก อาจร่วงลงจนตามหลังผู้ส่งออกอย่างเวียดนามและอินเดีย

ทั้งนี้ โดยเฉลี่ย ประเทศไทยเคยผลิตข้าวได้ราว 20 ล้านตันในแต่ละปี ซึ่งในจำนวนนี้ราวครึ่งหนึ่งจะถูกส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ แต่เมื่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์เข้ามาครองอำนาจพร้อมกับนำนโยบายแห่งความขัดแย้งดังกล่าวมาบังคับใช้ ปริมาณการส่งออกข้าวของไทยกลับพุ่งดิ่งเหวเหลือเพียง 6.5 ล้านตันเท่านั้น สวนทางกับปริมาณข้าวค้างสต็อกที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 10 ล้านตันตามการประเมินของนักวิชาการไทย

ขณะที่การคาดการณ์ของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯระบุสิ้นปี 2012 ไทยจะมีปริมาณข้าวค้างสต็อกราว 9.4 ล้านตัน และในปี 2013 ปริมาณข้าวที่ขายไม่ออกของไทย จะพุ่งแตะระดับ 12.1 ล้านตัน เพราะไม่มีประเทศใดยอมซื้อข้าวราคาแพงของไทย

ขณะเดียวกันพื้นที่ในโกดังและสถานที่เก็บข้าวทั่วประเทศ กำลังถูกใช้เพื่อรองรับข้าวปริมาณมหาศาลที่รัฐบาลรับจำนำไว้แต่ไม่สามารถหาผู้ซื้อได้

ซึ่งสื่อต่างประเทศชี้ว่า นโยบายจำนำข้าวราคาสูงลิ่วของรัฐบาลยิ่งลักษณ์นั้นไม่เพียงแต่ทำให้ไทยขายข้าวได้น้อยลงแล้ว แม้แต่พื้นที่สนามบินและค่ายทหารก็ต้องถูกนำมารองรับ “ภูเขาข้าวลูกมหึมา” ถือเป็นเรื่องราวสุดพิลึกที่แทบไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย

ขณะเดียวกันชาวนาไทยก็ยังคงมีฐานะที่ยากจนไม่ต่างจากเดิม แต่พวกที่ร่ำรวยขึ้นกลับเป็นกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจำนำข้าวที่มีการ “ทุจริตอย่างเป็นระบบ” ในทุกขั้นตอน

แม้นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก ได้ออกโรงเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยกเลิกโครงการดังกล่าว แต่ดูเหมือนนักการเมืองไทยที่เป็นฝ่ายครองอำนาจอยู่ในเวลานี้ จะไม่มีทางเลือกอื่นเหลืออยู่ นอกจากต้องดันทุรังเดินหน้าโครงการจำนำข้าวต่อไป เพื่อสกัดกั้นมิให้ราคาข้าวตกต่ำลงจนกลายเป็น “ปัญหาทางการเมือง” ที่จะกระทบการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ข่าวโดย http://astv.mobi/A4pH6QT


-------------------------

Thai Rice Mountain Casts Shadow Over World Market
October 24, 2012

คลิปรายงานข่าวจาก AFP



Thailand’s status as the world’s top rice exporter is under threat from a controversial scheme to boost farmer incomes that has resulted in a growing mountain of unsold stocks, experts warn.

Prime Minister Yingluck Shinawatra’s year-old policy to buy rice from farmers for 50 percent more than the market price has hit the competitiveness of Thai exports, which are expected to almost halve in 2012.

“It’s the worst year we have ever faced,” said Chookiat Ophaswongse, honorary president of the Thai Rice Exporters Association.

“We are already losing our market share in the world to our competitors, especially the newcomers like Cambodia and Myanmar which are producing more and more rice for export,” he told AFP.

Rice is the staple food for more than three billion people — nearly half the world’s population. Last year Thailand had nearly a third of the global export market.

But its worldwide share is forecast to drop to less than one-fifth in 2012, according to the US Department of Agriculture (USDA), which expects the Southeast Asian nation to fall behind rival exporters Vietnam and India.

Thailand produces about 20 million tons of rice each year on average, about half of which is normally sold overseas.

This year, however, exports are expected to reach only about 6.5 million tons, according to the exporter association and the USDA.

With its warehouses filling up quickly, Thailand is running out of space to house its unsold stocks and even briefly considered using an aircraft hanger in Bangkok’s number two airport Don Mueang.

The longer the government holds on to the stocks, the bigger the drain on the public finances.

Yet experts say if Thailand abandons the scheme now, it risks flooding the world market.

“They are in a jam because with all this rice hanging around they have very little option to do anything else other than just keep on going because otherwise the rice price will drop and then they will have political problems,” said Ammar Siamwalla, an economist with the Thailand Development Research Institute Foundation (TDRI).

“The Vietnamese and the Indians are rubbing their hands. They’re taking advantage of the fact that we’ve slowed down our exports considerably,” he said.

If Thailand tries to shift its glut of rice on world markets now, “the price would plummet,” Ammar warned. “There is no exit strategy.”

He estimates that Thailand has about 10 million tons of stock sitting around in storage. The USDA predicts the country will have stocks of about 9.4 million tons at the end of 2012 and 12.1 million tons in 2013.

China and India also have large stockpiles but their production and domestic consumption are much higher.

While the scheme is putting strains on Thailand’s government finances, it has been welcomed by many farmers, whose support helped sweep Yingluck to a landslide election victory last year.

Her older brother Thaksin Shinawatra, who was ousted as prime minister by royalist generals in a coup in 2006, is hugely popular with Thailand’s rural poor thanks to his populist policies while in power.

“I want the government scheme to continue because, at the very least, it helps us farmers sell our rice at a high price,” said Supoj Joopia, who has 9.6 hectares (24 acres) of rice paddy in Chachoengsao province east of Bangkok.

He said his annual earnings from rice cultivation have soared by more than half to 780,000 baht ($25,000) since signing up.

About four million households rely to some extent on farming in Thailand, of which 900,000 have joined the scheme so far, according to the TDRI.

The policy is seen as benefiting owners of large farms in particular as they have a bigger surplus to sell to the authorities after their own household consumption. The scheme has also been dogged by allegations of corruption.

The government says it is confident that it can find buyers for its rice on world markets at a price that will raise the living standards of its farmers.

It says it has signed deals to sell rice directly to other countries.

Nigeria, Iraq, Indonesia, Ivory Coast and South Africa are the top customers so far this year, according to the Thai Board of Trade, which says exports slid 45 percent in January-September from a year earlier, to 5.0 million tons.

“We’re still confident that we can keep releasing the rice that we have,” Commerce Minister Boonsong Teriyapirom said earlier this month.

But not everyone is so optimistic and the fear is that Thailand might struggle to recapture lost market share.

“If the situation continues like this, you will see a lot of exporters gone out of business,” Chookiat said.

Agence France-Presse



คลิกอ่าน ขนาดมติชนยังไม่เชื่อเรื่องขายข้าวจีทูจี


วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2555

บทความมติชนก็ยังไม่เชื่อเรื่องขายข้าวจีทูจีของรัฐบาล







ก่อนจะไปเรื่องบทความในมติชน ผมขออธิบายเรื่องขายข้าวแบบจีทูจีสักเล็กน้อย

คือการขายแบบรัฐต่อรัฐนั้น โดยปกติถ้าไม่จำเป็นเขาไม่ค่อยทำกันมากหรอกครับ เพราะมันจะทำลายกลไกตลาด เนื่องจากการขายแบบจีทูจี มักจะเป็นการขายแบบราคามิตรภาพ คือต่ำกว่าราคาตลาด มักจะเป็นการขายแบบช่วยเหลือซึ่งกันและกันมากกว่า

เช่น ถ้าไทยอยากได้อาวุธจากรัสเซีย แต่รัสเซียไม่มีเงิน ก็มาแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกัน เช่นไทยขายข้าว รัสเซียขายอาวุธ แลกกันไป

หรือในประเทศที่ยากจนในอาฟริกา  เพราะด้วยความเห็นใจกัน ไทยจึงขายข้าวแบบจีทูจีเพื่อมนุษยธรรม ก็จะขายต่ำกว่าราคาตลาดบ้าง แต่ต้องไม่มากเกินไป ไม่งั้นทุกๆ ประเทศก็จะแห่มาขอซื้อแบบจีทูจีหมด จะทำให้กลไกตลาดเสรีของเอกชนเสียหาย ซึ่งอาจไม่ต้องเปิดเผยราคาก็ได้ แต่ต้องมีจำนวนตัวเลขที่แน่นอนว่า ขายข้าวไปจำนวนมากเท่าไหร่ และขายให้ใคร

และต้องมีสัญญาซื้อขายที่ชัดเจน ข้อมูลรายชื่อประเทศผู้ซื้อต้องเปิดเผยได้ เพื่อป้องกันการทุจริต

ประเทศไทยมีการขายแบบรัฐต่อรัฐมาตลอด และสามารถเปิดเผยตัวเลขได้ว่าขายไปกี่ตัน ขายให้แก่ประเทศอะไรไป

ไม่เหมือนรัฐบาลยิ่งโง่ ยิ่งชั่ว ที่ปกปิดทุกอย่าง แถมยังโกหกด้านๆ ว่า ขายให้ประเทศนั้นประเทศนี้ไปแล้ว ทั้งๆ ที่ไม่มีการขนถ่ายข้าวไปที่ท่าเรือแต่อย่างใด

ตัวอย่างเช่น ตัวเลขการส่งออกข้าวเมื่อสมัยยุคปชป. ในปี54 เป็นตัวเลขส่งออกข้าวสูงเป็นประวัติศาสตร์ ของการส่งออกข้าว ตามรูปนี้

คลิกที่รูปเพื่อขยาย!!



ให้สังเกตว่าในปี54  รัฐบาลปชป. ขายข้าวแบบจีทูจีไปแค่ 2 แสนกว่าตันเท่านั้น ในขณะที่ผู้ส่งออกเอกชนขายไปเกือบ 9 ล้านตัน

แต่ในตัวเลขในปี55 สิ้นสุดที่งบประมาณ กันยายน55 กลับไม่มีตัวเลขของรัฐบาลยิ่งโง่ ส่งออกข้าวเลยแม้แต่เม็ดเดียว นี่ข้อมูลจากกรมการค้าภายในเองนะครับ

ข้าวนะครับ ไม่ใช่ของเถื่อน ที่จะต้องปกปิดตัวเลข!!

ทีนี้มาดูบทวิคราะห์จากบทความมติชน สื่อที่เอียงแดงกันบ้างครับ

--------------------

จี ทู จี หรือ เจี๊ยะทูเจี๊ยะ ???

คอลัมน์ เดินหน้าชน โดย สราวุฒิ สิงห์เอี่ยม


น็อกรอบแล้วสำหรับโครงการจำนำข้าวเปลือก ที่เริ่มโครงการใหม่เมื่อ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา ทั้งที่โครงการเก่ายังมีปัญหาคาราคาซังมากมาย

หนึ่งคือเรื่องเงิน เดิมที่กระทรวงพาณิชย์จะขอ 4.05 แสนล้านบาท ใช้รับจำนำข้าวรอบใหม่ แต่ ครม.อนุมัติให้รับจำนำเฉพาะข้าวนาปีก่อน 2.4 แสนล้านบาท เป็นเงินกู้ ธ.ก.ส. 1.5 แสนล้านบาท ที่เหลือจะเป็นเงินจากการขายข้าว ที่ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ ระบุว่าขายได้แล้ว 8.38 ล้านตัน คาดว่าปลายปีนี้จะได้เงิน 8.5 หมื่นล้านบาท และไตรมาสแรกปี 2556 อีก 4 หมื่นล้านบาท

แต่ก็มีคำถามว่า ถ้าขายได้จริงแล้วเหตุไฉนโกดังกลางยังมีข้าวกองเต็มเป็นภูเขา??

อีกปัญหาคือ โรงสีหลายแห่งมีข้าวสารค้างส่งมอบจำนวนมาก เพราะโกดังกลางมีข้าวเต็มโกดัง เนื่องจากระบายข้าวไม่ออก และโรงสีจะกระอัก เพราะถ้าข้าวยังไม่ส่งมอบโกดังกลาง ก็ไม่สามารถขอคืนแบงก์การันตี เพื่อที่มีวงเงินมาจะรับจำนำข้าวรอบใหม่ได้

จึงต้องลุ้นกันว่า รัฐจะระบายข้าวในสต๊อกเก่าได้ทันที่จะมีเงินมาหมุนเวียนใช้รับจำนำรอบใหม่ และทันเพื่อจะมีโกดังเก็บข้าวฤดูใหม่หรือไม่

ที่น่าสนใจคือ "บุญทรง" ระบุว่าขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ได้แล้ว 6 สัญญา รวม 7.328 ล้านตัน

มากเป็นประวัติศาสตร์อีกครั้งสำหรับการขายจีทูจี ของไทย หลังเป็นประวัติศาสตร์ที่รัฐเก็บสต๊อกมากถึงกว่า 10 ล้านตัน และเป็นประวัติศาสตร์ที่ไทยเสียแชมป์การส่งออกข้าว !?!

แต่ทว่าเป็นการขายข้าวจีทูจีจริงหรือ??!

พิรุธข้าวจีทูจี 1 ล้านตันที่ล่องหน หลังให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) ปล่อยข้าวในสต๊อก แต่ไม่มีการโชว์ตัวเลขการส่งออกว่าไปไหน??!!

"บุญทรง" ชี้แจงว่า "เมื่อเราเจรจาเสร็จ ก็เป็นหน้าที่ของประเทศผู้ซื้อว่าจะว่าจ้างบริษัทใดเข้ามาปรับปรุงข้าวและส่งออกไปประเทศปลายทางผู้ซื้อ เมื่อออกแล้วก็จะมีเอกสารยืนยันส่งออก"

ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่า จีทูจี เป็นการขายหน้าโกดัง แล้ว

ผู้ซื้อเป็นคนจ้างบริษัทมาปรับปรุงข้าวและส่งออก

ดังนั้น มันไม่น่าจะใช่จีทูจี ที่ซื้อขายรัฐต่อรัฐ แต่เป็นการขายผ่านนายหน้า ที่แบ่งเค้กกันเรียบร้อยแล้ว

โดยนายหน้าจะร่วมมือกับบริษัทในเครือข่าย ที่อ้างว่าเป็นรัฐวิสาหกิจประเทศต่างๆ โดยที่ทางการประเทศนั้นไม่รู้เรื่อง

เมื่อบริษัทเหล่านี้มารับมอบข้าวก็ขายในไทย บางส่วนก็ขายให้ผู้ส่งออกที่มีออเดอร์แต่ไม่มีข้าวในมือ (ซื้อถูกกว่าที่จะไปประมูลซื้อจากรัฐ) และบางส่วนอาจไปขายประเทศอื่น ที่เป็นลูกค้าเดิมของไทยนี่แหละ

ที่เป็นรัฐวิสาหกิจจีนจริงๆ ก็มี ซึ่งมีการตกลงกันภายในว่าจีนจะช่วยรับซื้อข้าวจากไทย 2 ล้านตัน แลกกับการให้บริษัทของจีนได้ร่วมโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท

ส่วนนายหน้าที่ได้รับแบ่งเค้ก (ข้าว) ไปเร่ขายนั้น เป็นกลุ่มเดิม ทั้งบริษัท ส. ที่เคยเป็นไม้เป็นมือมาก่อน แต่คราวนี้ล็อตใหญ่ทำคนเดียวไม่ไหว ต้องดึงอีก 3-4 รายมาร่วม เช่น บริษัท เอ. บริษัท เจ. และบริษัท ที.

ที่น่าสนใจคือ คำพูดของ "บุญทรง" ที่ว่า "การระบายจีทูจีในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ก็ทำแบบเดียวกัน"

ใช่ เป็นวิธีการเดียวกัน ที่สำคัญนายหน้ากลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มเดียวกันที่เคยร่วมมือบริษัทที่อ้างว่าเป็นรัฐวิสาหกิจของจีนมาซื้อข้าวสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์

เป็นกลุ่มนักการเมืองที่เคยทำงานในกระทรวงพาณิชย์สมัยรัฐบาลชุดที่แล้ว

เหตุผลง่ายๆ ที่ต้องอ้างว่าเป็นการขายจีทูจี ก็เพื่อจะอ้างได้ว่าขายราคาถูกในราคามิตรภาพ

ที่สำคัญคือจีทูจี มันซิกแซ็กได้ ไม่ต้องเปิดเผยข้อมูล ด้วยเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นว่า เป็นความลับของประเทศผู้ซื้อ

ส่วนต่างราคาที่ขายถูกแบบจีทูจี ถูกจัดสรรแบ่งปันกันไปแต่ละส่วน นักการเมืองได้ไป 20-30 เหรียญ/ตัน ส่วนนายหน้าและบริษัทที่อ้างเป็นรัฐวิสาหกิจของประเทศนั้นๆ จะได้มากน้อยแค่ไหน อยู่ที่ว่าไปปล่อยขายได้ราคาเท่าไร

ที่ว่าขายแบบ "จีทูจี" นั้นน่าจะเป็น "เจี๊ยะทูเจี๊ยะ" มากกว่า

มติชนออนไลน์




วันพุธที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2555

รอยเตอร์บังอาจวิจารณ์นโยบายจำนำข้าว!!







"เผารอยเตอร์!! มันเลยมั้ยพี่น้อง รอยเตอร์มันเป็นสื่อรับใช้อำมาตย์" แกนนำฟายแดงถาม??


รอยเตอร์” จวกโครงการจำนำข้าวรบ. “ปู” สุดเหลวแหลก ชี้จะกลายเป็นบ่วงรัดคอตัวเอง



รอยเตอร์  รัฐบาลไทยภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรและพรรคเพื่อไทยกำลังตกอยู่ใต้แรงกดดันที่เพิ่มสูงต่อการเดินหน้านโยบายจำนำข้าวในราคาสูงลิ่วจนกระทบต่อการส่งออก แม้การยอมถอยในเรื่องนี้ของทางรัฐบาลดูจะเป็นเรื่องที่ยากยิ่งในทางการเมือง

สำนักข่าวรอยเตอร์ระบุ นโยบายรับจำนำข้าวให้กับชาวนาที่อัตรา 15,000 บาทต่อตัน ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์กำลังทำให้บรรดาผู้ส่งออกข้าวไทย “หมดปัญญา” ที่จะหาผู้รับซื้อในต่างประเทศ และส่งผลให้ข้าวไทยปริมาณกว่า 12 ล้านตันต้องตกค้างอยู่ในโกดังของรัฐ กระทบการส่งออกอย่างเลวร้าย

ขณะที่บรรดานักวิชาการและนักวิเคราะห์ต่างระบุ การกำหนดราคาข้าวที่ตันละ 10,000-12,000 บาท น่าจะมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับความเป็นจริงมากกว่า และมีความยั่งยืนมากกว่าแต่ถึงกระนั้นรัฐบาลยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทยซึ่งประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งจากการชูนโยบายดังกล่าว ที่ได้รับแรงสนับสนุนแรงงานภาคเกษตรที่มีสัดส่วนสูงถึง 40 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งประเทศ ดูเหมือนจะไม่สามารถหาทางถอยหลังกลับได้ง่ายนักในกรณีนี้ แม้จะเป็นเป็นที่ทราบกันดีว่า นโยบายประกันราคาข้าวที่สูงลิ่วนี้เป็นไปเพราะแรงกระตุ้นทางการเมืองมากกว่า ความเป็นเหตุเป็นผลทางเศรษฐกิจ

ขณะที่นักวิชาการไทยมองว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์กำลังผลาญเงินของผู้จ่ายภาษีชาวไทย ให้หมดไปกับการซื้อคะแนนเสียงทางการเมืองให้กับกลุ่มทางการเมืองของตน มากกว่าที่จะใส่ใจชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของชาวนาไทย และนโยบายดังกล่าวถูกรังสรรค์ขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการเลือกตั้งโดยเฉพาะ 

แม้ทางด้านนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ขุนคลังของรัฐบาลไทยชุดปัจจุบันจะพยายามออกมาแก้ต่างว่า นโยบายข้าวของรัฐบาลจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภคซึ่งถือว่ามีความสำคัญต่อเศรษฐกิจในภาวะที่ภาคอุตสาหกรรมกำลังประสบปัญหาจากความซบเซาในตลาดโลก

รายงานของรอยเตอร์ระบุว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เคยเตือนรัฐบาลไทยผ่านรายงานเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาว่าโครงการจำนำข้าวจำเป็นต้องถูกจับตาตรวจสอบ และปรับปรุงเสียใหม่หากมีความจำเป็น โดยเฉพาะในกรณีของต้นทุนและความเสียหายทางเศรษฐกิจ

แต่ดูเหมือนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้เพิกเฉยต่อคำเตือนของไอเอ็มเอฟ โดยต้นทุนการแทรกแซงบิดเบือนกลไกราคาข้าวของรัฐบาลในปีงบประมาณและปีการเก็บเกี่ยวผลผลิตนับจากเดือนตุลาคม 2011 อยู่ที่ 80,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1 ใน 5 ของเป้าการขาดดุลงบประมาณของประเทศ ขณะที่ยอดหนี้สาธารณะของไทยสูงถึงระดับ 43 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีแล้ว จากการเปิดเผยของธนาคารแห่งประเทศไทยล่าสุด

ยิ่งไปกว่านั้น ดูเหมือนโครงการจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ จะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายทั้ง พ่อค้าคนกลาง บริษัทรับประกัน เจ้าของโกดัง เจ้าของโรงสี และพวกที่รับจ้างตรวจสอบข้าว ที่ต่างมีการเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์และทุจริตในแทบทุกขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่ชาวนาไทยซึ่งควรจะเป็นผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง กลับต้องยอมขายข้าวในราคาที่ต่ำกว่าราคาประกันของรัฐบาลกว่าครึ่ง และแทบไม่ได้รับอานิสงส์ใดๆจากโครงการนี้

ส่วนผลผลิตข้าวที่ควรจะถูกส่งออกไปจำหน่ายเพื่อนำรายได้เข้าประเทศนั้น กลับต้องถูกเก็บแช่อยู่ตามโกดังต่างๆ เพราะขายไม่ออก เนื่องจากไม่มีผู้ซื้อรายใดในตลาดโลกยอมจ่ายเงินที่แพงกว่าเพื่อซื้อข้าวไทย ที่ราคาสูงเกินความเป็นจริง ส่งผลให้รัฐบาลต้องประสบปัญหาในการหาสถานที่เก็บข้าวเพิ่ม ถึงขั้นต้องขอความร่วมมือจากกองทัพให้ช่วยหาสถานที่รองรับข้าว

อย่างไรก็ดี เป็นที่คาดกันว่า การเปลี่ยนแปลงใดๆต่อโครงการดังกล่าว อาจนำมาซึ่งสิ่งที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทยไม่พึงปรารถนา นั่นก็คือ “ความพ่ายแพ้” ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ดังนั้นจึงแทบมองไม่เห็นความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะล้มเลิกหรือถอยหลังกลับ แม้ถึงจุดๆหนึ่ง นายกรัฐมนตรีหญิงของไทยจะต้องตัดสินใจว่าจะเดินหน้าโครงการนี้ต่อไปเพื่อรักษาคะแนนเสียงทางการเมือง แต่ต้องยอมแลกมาด้วยสิ่งที่บรรดานักวิเคราะห์อิสระทั้งหลายลงความเห็นว่าเป็น “ความไม่ยั่งยืนทางเศรษฐกิจ”


http://astv.mobi/A38FBSQ


------------------------

ต้นฉบับข่าว reuters

Reuters) - Thailand's government is under growing pressure to cut its guaranteed price for rice which is so high exports have slumped, and even some farmers accept a cut might be needed, but it may find it politically hard to back down.

The government is paying farmers 15,000 baht ($490) per metric ton (1.1023 tons) for their rice and, since exporters are unable to find buyers at that level, it has ended up with about 12 million metric tons in state stockpiles, more than it exports in a good year.

Academics and analysts say a price of 10,000 to 12,000 baht may be more realistic and sustainable, but Prime Minister Yingluck Shinawatra and her Puea Thai party rode to electoral success on the back of the policy, securing the votes of agricultural workers who make up 40 percent of the workforce.

Adis Israngkura Na Ayudhaya, dean of the School of Development and Economics at the National Institute of Development Administration, says the scheme was always politically rather than economically motivated.

"The government is using taxpayers' money to buy votes. It's not the welfare of the farmers they care about. It's something they promised the public, an electoral thing, so at the next election they can say to people they kept their word," he said.

Yingluck is the sister of Thaksin Shinawatra, a former telecoms tycoon who pioneered similar populist policies when he was prime minister, before being ousted by the military in 2006.

Thaksin remains hugely popular among rural people in the north and northeast and the urban poor, and is widely believed to be eyeing a return from self-imposed exile.

Finance Minister Kittirat Na Ranong argues that the rice policy will help the economy as it will boost consumer spending at a time when industry is suffering because of the global slowdown.

The International Monetary Fund (IMF), in a June report on Thailand, agreed that the government's various fiscal stimulus policies were opportune but it also said income redistribution schemes, especially the rice program, needed to be monitored and adapted if necessary to contain costs.

The government is ignoring that advice. On Tuesday, it put the cost of rice intervention for the fiscal and crop year from October 2011 at 80 billion baht, a fifth of the projected budget deficit.

Public debt, as central bank Governor Prasarn Trairatvorakul noted this week, is not really a concern at 43 percent of gross domestic product. But it is on the rise, and both Prasarn and the IMF called for more efficiency in public expenditure.

Critics say the rice scheme could not be more inefficient: it helps middlemen, millers and rich land owners as much as poor farmers, it has caused an alarming slump in exports and the state is making huge losses, with little visible benefit.

"FARMERS GET VERY LITTLE"

The scheme is providing political ammunition for the opposition Democrat party and will feature prominently in a censure motion it plans to put to parliament.

Governments of all hues, including the Democrats, have intervened in the rice market for years, but previous schemes have never been as generous or as costly as Yingluck's, who offered twice the market price in the run-up to the election.

"The Democrat system was far better," said one international rice trader, who declined to be identified. "They didn't buy the rice, store the rice or hold the rice. They just gave the farmers the difference between the market price and 11,000 baht.

"Insurance companies, warehouse owners, millers and inspectors all make money because now the government has to pay them," said the trader.

In an indication of the difficulty authorities are having in coping with the rice glut, army chief Prayuth Chan-ocha told reporters on Tuesday the government had asked the army to come up with storage space for stocks.

Prayuth, whose relations with the government are closely watched by many Thais for any sign of tension, said he did not support the rice scheme but would follow orders.

Faced with questions about the wisdom of the scheme, some farmers say a lower price would be better if it meant the scheme remained in place.

"I would take a slightly lower intervention price of 10,000 or 12,000 baht rather than the current 15,000 baht per metric ton. But please, do not scrap the scheme. It is the only scheme the government should be running to help the poor," said Supawadee Nilkun, 52, a farmer in Nong Chok district on the northeastern fringes of Bangkok.

Indeed, millers and middlemen might be more attached to the higher price, according to Thitinan Pongsudhirak, a political analyst at Chulalongkorn University. While the government pays 15,000 baht for each metric ton of rice, this often goes to middlemen who pay the farmers less, charging for transport from the fields or arguing that the grain is low quality.

"The farmers get very little. The millers take the 15,000 guaranteed and give farmers roughly half of that. That's why the farmers say they would settle for lower than 15,000 - because they're not getting that much anyway," Thitinan said.

"The Yingluck government can't be seen to betray the farmers, so they would have to package and modify the policy in a way that would mollify the farmers," he added.

Certain people, like the international trader, thought any change at all could lose Yingluck the next election. "The farmers have tasted blood. She can't go back and say 'I'm sorry'."

The farmers spoken to by Reuters suggested the rice policy was a big factor in their support for Yingluck, but their devotion to her went beyond the rice pledge scheme.

"The government should change other policies to help support exporters, or seek ways to get more money to fund the scheme. But it should never change this rice policy. Never," said Supawadee.

But asked if they would vote for her even if the scheme were scrapped entirely, the farmers said they would.

"Yingluck is a good person. She cares for us. She cares about farmers, who are the majority of the country," said Supawadee.

At some point, Yingluck will have to decide whether she can carry on nurturing that majority at the expense of a policy that most independent analysts see as economically unsustainable.

"Because your workforce is so strongly agriculturally based, you have to support them. But you have to make it sensible. The whole world has rice at $500 a metric ton, why would you buy at more?" the trader asked. ($1 = 30.6550 baht)

(Additional reporting by Apornrath Phoonphongphiphat; Editing by Alan Raybould and Robert Birsel)

-----------------


คลิกอ่าน แฉรัฐบาลโกหกหน้าด้าน ขายข้าวแบบจีทูจี


แฉรัฐบาลโกหกหน้าด้านๆ ขายข้าวจีทูจี







ชาวนาไทยปลูกข้าวมาเพื่อขายให้รัฐบาล รัฐบาลยิ่งลักษณ์ซื้อข้าวจากชาวนาในราคาที่แพงกว่าตลาดโลก เป็นผลให้ข้าวไทยขายไม่ออก

แต่รัฐบาลก็ยังโกหกหน้าด้านๆ ว่า ได้ขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจีแล้วไป 7-8ล้านตัน

หากขายข้าวแบบจีทูจี มันแปลง่ายๆ ว่าขายแบบราคามิตรภาพ หรือที่รับรูักันว่า ขายต่ำกว่าราคาตลาดโลก และไทยต้องซื้อสินค้าจากประเทศคู่ค้านั้นเป็นการตอบแทนเช่นกัน

หรืออาจจะเป็นแบบแลกเปลี่ยนข้าวกับสินค้าชนิดอื่นก็ได้ โดยไม่ต้องจ่ายเป็นเงิน

แต่ดูจากท่าทีรัฐบาลที่ไม่กล้าเปิดเผยรายชื่อประเทศที่ซื้อข้าวจากรัฐบาลไทยแล้ว นั่นก็แปลว่า รัฐบาลกำลังพยายามโกหก และปกปิดซ่อนเร้น เพราะว่าถ้ารัฐบาลขายข้าวได้จริง ขายไม่ขาดทุน ป่านนี้พรรคเพื่อไทยต้องรีบออกมาคุยโวโอ้อวด เสนอหน้าเยาะเย้ยฝ่ายค้านไปแล้ว

หากรัฐบาลไทยขายข้าวแบบจีทูจี8ล้านตันได้จริง ป่านนี้โรงงานกระสอบต้องได้รับคำสั่งซื้อกระสอบนับร้อยล้านใบแล้ว ต้องมีการจองคิวเรือบรรทุสินค้าล่วงหน้าแล้ว

แต่ปรากฏว่า ไม่มีความเคลื่อนไหวทั้งสองอย่างเลย ทั้งการเร่งผลิตกระสอบใส่ข้าว และการจองคิวเรือบรรทุกสินค้าแล้ว

และอย่างพรรคเพื่อไทยน่ะเหรอ ที่จะไม่รีบเอาหน้า

ทีนี้ผมขอลอกคำสัมภาษณ์ของนายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าว มาเน้นให้อ่านแบบชัดๆ ว่า รัฐบาลเพื่อไทยโกหกหน้าด้านแค่ไหนครับ


---------------------------

สมาคมผู้ส่งออกข้าวแฉรบ.โกหกขายจีทูจี ห่วงชาวนาไม่รู้ตัวหายนะกำลังมาเยือน

นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวยันตรวจสอบทุกประเทศแล้ว ไม่มีการขายข้าวแบบจีทูจีจากรัฐบาลไทยแม้แต่เม็ดเดียว จี้แบงก์ชาติตรวจสอบว่ามีเงินเข้ารัฐจริงหรือเปล่า พร้อมเตือนชาวนา ดีใจวันนี้แต่ยังไม่รู้ตัวอันตรายกำลังจะมาถึง เพราะรัฐคงอั้นไว้ได้อีกไม่นาน

วันที่ 9 ต.ค. นายวิชัย ศรีประเสริฐ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าว ให้สัมภาษณ์ในรายการ "คนเคาะข่าว" ผ่านทางโทรศัพท์ว่า โครงการจำนำข้าว เชื่อว่ารัฐบาลมีเจตนาดีต่อเกษตรกร แต่ความสมดุลไม่ดี ที่ผ่านมารัฐบาลอยากไล่ราคาตลาดโลกให้สูงถึงตันละ 15,000 บาทข้าวเปลือก ไล่มา 12 เดือนแล้ว ตลาดโลกไม่ยอมตาม ในประเทศก็ไม่เคยขายได้ เอกชนไม่ซื้อเพราะซื้อไปก็ขายไม่ได้

แม้ว่าราคาข้าวขึ้น 19 เปอร์เซ็นต์ แต่รายรับจากการขายข้าวไปต่างประเทศลดลง 33 เปอร์เซ็นต์ เพราะราคาสูงเกินไปทำให้ขายได้น้อย ในเมื่อทดลองมาแล้ว 12 เดือน เห็นชัดเจนว่าราคานี้มันสูงเกินไป ยอดขายของผู้ส่งออกหายไปครึ่งหนึ่งแล้ว

แต่รัฐบาลยังคงไม่ยอมปรับ ปกติตามกลไกตลาดถ้าขายไม่ได้ต้องลดราคา ถ้าขายได้ถึงเพิ่มราคา แต่รัฐบาลใช้ราคาตั้งโด่นี้มาทั้งปี แล้วยังจะต่อปีที่สอง ทั้งๆที่หนึ่งปีไม่สำเร็จ ก็ยังจะทำอีก ทำผู้ส่งออกข้าวลำบาก ข้าวเสียหายมาก

นายวิชัย กล่าวต่อว่า รัฐบาลไม่มีปัญญาระบายข้าว เอกชนก็ไม่มี เรื่องขายข้าวแบบจีทูจี (รัฐต่อรัฐ) เป็นเรื่องพิสดารมาก เพราะ 12 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่ตุลาคมปีที่แล้ว รัฐบาลชุดนี้ยังไม่มีการส่งมอบข้าวในระบบจีทูจีแม้แต่เม็ดเดียว ไม่มีหลักฐานเลยว่ามีการส่งออก

เราไปตรวจสอบทุกประเทศที่รัฐบาลกล่าวว่าได้มีการขายไป เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย บังกลาเทศ จีน ไอเวอรีโคสต์ เป็นไปไม่ได้เลย เพราะฟิลิปปินส์ ไม่ได้ซื้อข้าวจากไทย อินโดนีเซีย มีส่งออกไม่ถึง 3 แสนตัน แล้วที่ส่งมอบนี้เป็นสัญญาที่ตกลงไว้ตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อน ส่วนบังกลาเทศไม่มีเลย

ไอเวอรีโคสต์ ส่งออกแค่แสนตัน แล้วเป็นเอกชนที่ขายไม่ใช่รัฐบาลขาย จีนก็เป็นเอกชนขาย ประมาณ 1-2 แสนตัน ยอดทั้งหมดที่ส่งออกจากไทย ไม่มีอะไรบ่งบอกเลยว่ารัฐบาลมีการขายข้าวให้รัฐบาลต่างประเทศ เป็นเอกชนที่ขายทั้งหมด

แล้วหากรัฐบาลบอกว่าที่เอกชนขาย คือรัฐบาลขายไปต่างประเทศแล้วให้เอกชนส่งแทนที่หน้าโกดัง เป็นเรื่องพิสดาร เพราะสัญญาซื้อขายรัฐบาลต่อรัฐบาล รัฐบาลไทยต้องส่งมอบข้าว แล้วต่างชาติจ่ายเงินมาให้รัฐบาลไทย เข้าใจว่าแบงก์ชาติตรวจได้ง่ายว่ามีเงินเข้ารัฐบาลไทยหรือเปล่า ถ้ามีก็แสดงว่ามีการขายจีทูจี ถ้าไม่มีก็คือไม่มี เราเป็นพ่อค้าติดตามอยู่ทุกวันไม่เห็นเลยว่ามีการขายไปต่างประเทศ

นายวิชัย กล่าวอีกว่า อยู่ๆรัฐบาลมาบอกว่าผู้ส่งออกกดราคาแล้วไม่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร ทั้งๆที่เรารับใช้เกษตรกรมาหลายสิบปี เราขายได้ราคาสูงที่สุด แล้วเกษตรกรผลิตได้เท่าไหร่เราขายให้หมด

แต่เวลานี้รัฐบาลมายุ่งเรื่องราคา เกษตรกรดีใจเห็นรัฐบาลเป็นเทวดา รับซื้อในราคาแพงขึ้นถึง 50 เปอร์เซ็นต์ แต่ยังไม่รู้สึกตัวว่าข้าวที่ปลูกมาจะระบายไม่ได้ ขายไม่ได้ก็ปลูกไม่ได้ อันตรายกำลังจะมาถึง แล้วมันอุ้มไปได้ไม่นาน เวลาใกล้จะหมดแล้ว อย่างไรก็ต้องโผล่ขึ้นมาว่ามันอยู่ไม่ได้

ส่วนกรณีที่นายกฯบอกว่าเป็นเอ็มโอยูซื้อขายข้าว ตนไม่เชื่อว่ามีสัญญา แล้วการค้าขายข้าวไม่ใช่แค่เอ็มโอยู มีสัญญญาซื้อขายก็ยังใช้ไม่ได้ จนกว่าจะมีการเปิด L/C (LETTER OF CREDIT) มาให้เรา หมายความว่าไปขอให้แบงก์สัญญากับเราว่าจะจ่ายเงินให้ ถ้าส่งข้าวให้เขา แล้วถ้า L/C ไม่มาก็ไม่สำเร็จ จะอย่างไรก็แล้วแต่ถ้าการจ่ายเงินให้เราไม่มีหลักฐาน ใครจะกล้าส่งข้าวไป ไม่สำคัญว่าเป็นเอ็มโอยูหรือสัญญาซื้อขาย จนกระทั่งมี L/C ซึ่งเรื่องพวกนี้ต้องเปิดเผย จะมาอ้างโน่นอ้างนี่ไม่ได้ มันไม่ใช่เรื่องต้องห้าม



ดูชัดๆ ตัวเลขการส่งออกข้าว เป็นของเอกชนล้วนๆ รัฐบาลขายไมได้สักเม็ด!!