วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ความจริงที่คนไทยควรรู้





ผมชอบความเห็นของคุณBee Post ในเรื่องกรณีทักษิณใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ ที่คุณBee โพสลงในมติชนออนไลน์ เลยขออนุญาตลอกมาให้หลายๆคนได้อ่านกันครับ

ขอบคุณความเห็นคุณbee สมาชิกมติชนออนไลน์

***************************

นายกชวลิต ลงนามกู้ไอเอ็มเอฟ 14 สิงหาคม 40 ทักษิณเป็นรองนายก ตกลงกู้เป็นงวด งวดละ 3 เดือน ตกลงกู้ 4 ปี หรือ 16 งวด ดังนั้น งวดที่ 2 ก็คือ 14 พฤศจิกายน 40

นายกชวน รับช่วงต่อต้นปี 41 จากการรัดเข็มขัด ทำให้ เมื่อถึงงวดที่ 12 กลางปี 43 ไทยมีเงินมากพอ จึงประกาศยุติการกู้เงิน หรือหยุดกู้ล่วงหน้า 1 ปี

เงินกู้ทุกงวด ต้องชำระคืนในเวลา 3 ปี ดังนั้นงวดสุดท้ายปี 43 ต้องใช้คืนกลางปี 46 การที่ทักษิณบอกว่าใช้หนี้ล่วงหน้า 2 ปีนั้นโกหก จริงๆคือล่วงหน้า 1 ปี และที่ล่วงหน้าได้ก็เพราะ

นายกชวนหยุดกู้ล่วงหน้าด้วย

นายกชวนสะสมทุนสำรองเพิ่มจาก 7 หมื่นล้านบาท เป็น 7 แสนล้านบาท การชำระหนี้ทั้งหมด 4 แสนล้าน ก่อนเวลานั้น ทำได้! แต่นายกชวนไม่ทำ!

เพราะต้องเสียค่าปรับเพิ่ม เพราะเจ้าหนี้อยากได้ดอกเบี้ยเป็นงวดมากกว่า

ไม่ว่าใครเป็นนายก กลางปี 46 ก็สามารถใช้หนี้ได้ จากเงินทุนสำรองที่มีมากพอ ทักษิณยังยอมเสียค่าปรับมากมาย เพื่อใช้หนี้ ธนาคารโลกล่วงหน้า 2 ปี ประมาณ 4 หมื่นล้านอีกด้วย เพื่อมาคุยว่าปลดหนี้ได้แล้วล่วงหน้า(จากเงินคนอื่น)

---------

หนังสือเจตน์จำนงค์กู้เงินไอเอ็มเอฟ (Letter of Intent) ฉบับที่ 1 และ 2 ที่สมัยชวลิตและทักษิณ ร่วมกันทำไว้(ลงนามโดยนายทนง พิทยะ รมว.คลัง)  เพื่อกู้ไอเอ็มเอฟปี 40 นั้น ระบุชัดเจน เรื่องวินัยการคลัง ยอมตามไอเอ็มเอฟสั่งทุกอย่าง

ทั้ง การห้ามขึ้นเงินเดือนข้าราชการ ตลอดช่วงที่นายกชวนมารับต่อ เพราะมีหนี้สินอยู่

ทั้ง การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ระบุลึกถึงขั้นว่า ด้านพลังงาน เพื่อให้ไอเอ็มเอฟมั่นใจว่าจะ มีเงินใช้หนี้ได้แน่ แต่นายกชวน ก็ไม่แปรรูป ปตท. เพราะจะเก็บไว้ยันราคากับบริษัทน้ำมันต่างชาติ และถ้าเราใช้หนี้ได้หมด ก็ไม่ต้องแปรรูปรัฐวิสาหกิจก็ได้

จากเงินทุนสำรองที่ชวนสะสมไว้ 7 แสนล้าน หนี้ไอเอ็มเอฟ 4 แสนล้าน ทักษิณไม่จำเป็นที่จะต้องแปรรูปปตท.เลย แต่ก็ทำ!!

ปตท. มีโรงกลั่น มีท่อน้ำมัน ที่ดินบริจาคจากผู้คนมากมาย เพื่อให้ไทยได้ใช้น้ำมันตามราคาจริง ตั้งแต่ผมเด็กๆ ปั๊มต่างชาติในไทยไม่กล้าขึ้นราคาซี้ซั้ว เหมือนตอนนี้

การขายปตท.เพื่อเอาเงินมาพัฒนา ไม่ผิด แต่การแจกหุ้นฟรีให้พวกพ้อง แปลว่าอะไร? เงินทักษิณ เพิ่มขึ้นกว่า 2 แสนล้าน เฉพาะศาลไทยอายัด 7 หมื่นล้าน ก็ไม่สามารถชี้แจงต่อศาลเพื่อให้ถอนอายัดได้ ทำไมไม่มา?

-------------


ปี 44 ทักษิณขายปตท.เข้าตลาดหุ้น ได้เงินมา 2 หมื่นกว่าล้านบาท ราคาจอง 35 บาทเท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าราคาทรัพย์สินจริงอยู่มาก ปัจจุบันมูลค่าปตท. ประมาณ 6 แสนล้านบาท ราคาหุ้นอยู่ตั้งแต่ 150 ถึง 400 บาทตลอด

การให้หุ้นฟรี แก่พรรคพวก เท่ากับแจกเงินไม่ต่ำกว่าหลักพันล้านบาท ต่อคน ตั้งแต่นั้นมา ปตท. ก็กลายเป็นเอกชน มุ่งหากำไรเต็มตัว

หลังแปรรูป แม้ว่า ปตท.จะส่งเงินให้รัฐเพิ่มขึ้นปีละ 5 พัน ถึง 1 หมื่นล้าน แต่ไม่สามารถเทียบได้เลย ระหว่าง ตัวเลข 2 หมื่นล้านที่ขายได้ กับมูลค่าตลาด 6 แสนล้านบาทในปัจจุบัน

เมื่อแจกเงินที่ได้มาจากการขายสมบัติชาติใกล้หมด เหลี่ยมและพรรคพวก ก็ดำเนินการเช่นเดียวกัน กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. แต่ศาลปกครองสูงสุด ได้ระงับไว้ โดยวินิจฉัยว่า การคิดราคาทรัพย์สินนั้น ต่ำไปมาก

เพราะ การไฟฟ้า ก็มีสายส่ง โรงไฟฟ้า ที่ดินบริจาค มากมายเช่นกัน และการแปรรูปไม่ได้แยกทรัพย์สินตรงนี้ออกมา เพราะไม่ใช่ของไฟฟ้า แต่ขายเหมารวมไปเลย กลายเป็น ปตท.ภาค 2 แน่นอน

วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ทางออกจากทักษิณ โดยนิธิ เอียวศรีวงศ์

นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักคิดนักเขียนที่ค่อนข้างเป็นกลางพอประมาณ แต่บทความเรื่องนี้จัดว่า เป็นกลางพอควรครับ ผมค่อนข้างชอบอ่านหลายเรื่องของคุณนิธิ แต่ไม่ใช่ว่าจะต้องเชื่อทั้งหมด คนเราก็ต้องอ่านให้หลายๆด้านจริงมั้ยครับ /ใหม่เมืองเอก
.
----------------
.
คำขวัญของกลุ่มเสื้อแดงคือ "ล้มอำมาตย์" เพราะศัตรูสำคัญในทรรศนะของแกนนำเสื้อแดงคืออำมาตยาธิปไตย

ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าคำนี้แปลว่าอะไร หากหมายถึงระบบการเมืองที่จำกัดเวทีเล่นกันเฉพาะในระบบราชการ ผมคิดว่าระบบราชการในเมืองไทยอ่อนพลังลงไปมาก จนมีความหมายทางการเมืองไม่สู้จะมากนัก

แม้แต่เมื่อเกิดรัฐประหารโดยฝ่ายที่ถูกเรียกว่า "อำมาตย์" แล้ว กลับพูดกันว่าระบบราชการ "เกียร์ว่าง" แสดงว่าหากระบบราชการยังมีพลังทางการเมืองจริง กลับเป็นพลังที่สนับสนุนระบอบที่ฝ่ายเสื้อแดงเรียกว่า "ประชาธิปไตย" ด้วยซ้ำ

แต่ผมเชื่อว่าระบบราชการไม่ได้ "เกียร์ว่าง" เพื่อต่อต้านคณะรัฐประหาร หากราชการไม่รู้จะทำอะไรเท่าๆ กับรัฐบาลที่คณะรัฐประหารแต่งตั้งขึ้นก็ไม่รู้จะทำอะไรเหมือนกัน

และแม้ในเวลานี้ ฝ่ายที่ต่อต้านกลุ่มเสื้อแดงอย่างออกหน้าที่สุดคือกลุ่มที่อยู่ในวงการเมือง ไม่ใช่ระบบราชการซึ่งได้แต่ประคองตัวให้อยู่รอดจากภัยการเมืองไปวันๆ เท่านั้น อย่างไรก็ตาม หากแปลอำมาตยาธิปไตยว่า ระบบการเมืองที่เปิดให้เฉพาะผู้เชี่ยวชาญและผู้มีการศึกษา ได้กำกับควบคุมการบริหารบ้านเมือง โดยคนทั่วไปไม่มีส่วนในการกำกับควบคุมเลย

ถ้าอย่างนั้นผมก็เห็นว่าทัศนคติแบบอำมาตยาธิปไตยยังมีพลังในสังคมไทย แม้แต่กลุ่มเสื้อแดงเองที่อยากให้คุณทักษิณ ชินวัตร กลับมาเป็นนายกฯใหม่อีกครั้ง ก็อ้างความเชี่ยว?ชาญของคุณทักษิณ โดยไม่พูดอะไรเลยเกี่ยวกับการกำกับควบคุมรัฐบาล อันเป็นปัญหาที่ทำให้มีคนไม่พอใจรัฐบาลทักษิณเป็นอันมาก

ในทางตรงกันข้าม ฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งถูกกล่าวหา (หรือแกนนำบางคนก็แอบอ้างเอาเอง) ว่าเป็นฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ก็หาได้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับระบบราชการแต่อย่างใด ทุกวันนี้กำลังเผชิญข้อหาของตำรวจว่าก่อการร้าย แม้เมื่อตอนเริ่มขบวนการใน พ.ศ.2548 ก็เห็นว่าการเมืองที่ไม่ชอบธรรมเข้าไปควบคุมระบบราชการ และทำให้ราชการขาดความเป็นธรรมไปด้วย พธม.จึงโจมตีราชการบางหน่วย และข้าราชการบางคนอย่างถึงพริกถึงขิง

รัฐประหารใน พ.ศ.2549 ซึ่งมี "อำมาตย์" จำนวนหนึ่งเป็นผู้นำและสนับสนุน ก็หาได้มีความสัมพันธ์ที่ดีอย่างยั่งยืนกับ พธม.ไม่ แตกร้าวกันมาตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งใหญ่ จนถึงทุกวันนี้ บางคนในกลุ่ม พธม.ยังเชื่อว่า การลอบทำร้ายแกนนำบางคนของตนนั้น เป็นการกระทำของ "คนมีสี" ซึ่งก็คือส่วนหนึ่งของอำมาตยาธิปไตยนั่นเอง

คุณกษิต ภิรมย์ ซึ่งลือกันว่าเป็นคนของ พธม.ส่งเข้ามาร่วมรัฐบาล ก็หาใช่ตัวแทนของระบบราชการกระทรวงการต่างประเทศไม่ แม้เคยรับราชการมาตลอดชีวิตราชการที่นั่นก็ตาม โดยเฉพาะหากเปรียบเทียบกับคุณนิตย์ พิบูลสงคราม หรือคุณเตช บุนนาค ทั้งสองเป็น "มืออาชีพ" ที่คนกระทรวงการต่างประเทศเห็นว่าเป็นตัวแทนของตนมากกว่า

ดูอย่างไรก็มองไม่เห็นว่า พธม.จะเป็นตัวแทนของอำมาตยาธิปไตยไปได้อย่างไร

ความขัดแย้งระหว่างเสื้อเหลืองเสื้อแดง จึงไม่ใช่เพราะฝ่ายหนึ่งเชียร์อำมาตยาธิปไตย แต่อีกฝ่ายหนึ่งอยากล้ม ทั้งสองฝ่ายขัดแย้งกันด้วยเรื่องประชาธิปไตยต่างหาก เพราะต่างก็นิยามประชาธิปไตยแตกต่างกัน

ประชาธิปไตยของไทยนั่นแหละที่เป็นตัวปัญหา เพราะสังคมไทยเปลี่ยนไปแล้ว ประชาธิปไตยจึงต้องพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงนี้ให้ได้

ฝ่ายเสื้อเหลืองเห็นว่า ประชาธิปไตยไทยมีแต่การเลือกตั้ง ซึ่งเป็นหนทางให้นักการเมืองขี้ฉ้อเข้ามากุมอำนาจรัฐ แล้วก็ทำการทุจริตคิดมิชอบกันไม่รู้จบ ถึงจะสร้างกลไกตรวจสอบอย่างที่รัฐธรรมนูญปี 2540 ทำไว้ ก็ไม่อาจป้องกันได้ เพราะนักการเมืองขี้ฉ้อ กลับแทรกแซงองค์กรอิสระเสียจนไม่อาจทำงานได้อย่างเที่ยงธรรม วิธีแก้คือสร้างหรือเสริมอำนาจนอกระบบ (ประชาธิปไตย) ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นศีลธรรม, ตุลาการ, ระบบราชการบางส่วน หรือสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง

ในทางตรงกันข้าม ฝ่ายเสื้อแดงให้ความสำคัญแก่การเลือกตั้งจนละเลยองค์ประกอบอื่นๆ ของประชาธิปไตยไปเสียหมด ทั้งนี้เพราะฝ่ายเสื้อแดงเชื่อว่าการเลือกตั้งจะทำให้รัฐบาลต้องจัดสรรทรัพยากรให้ตกแก่ประชาชนที่อยู่นอกเขตตัวเมือง และประชาชนระดับล่างมากขึ้น ปัญหาการคอร์รัปชั่นของนักการเมืองเป็นปัญหาระดับรอง เมื่อเปรียบเทียบกับการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งรัฐบาลไทยทั้งที่มาจากการเลือกตั้งและรัฐประหารได้ทำสืบเนื่องกันมานาน ฉะนั้นจึงต้องเอาระบอบเลือกตั้งกลับคืนมา โดยรอนอำนาจนอกระบบ (ประชาธิปไตย) ทุกชนิดลงเสีย เพื่อให้กระบวนการทางการเมืองเป็นกระบวนการที่มาจากการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว

แม้ว่าผมไม่เห็นด้วยกับทางออกทางการเมืองของทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดง แต่ผมไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ปัญหาทางการเมืองที่ทั้งสองฝ่ายมองเห็นนั้นล้วนเป็นปัญหาจริงในการเมืองไทยทั้งสิ้น และด้วยเหตุดังนั้น ทางออกทางการเมืองของไทยจึงต้องตอบปัญหาเหล่านั้นให้ได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการต่อสู้ทางการเมือง ผมคิดว่าทั้งสองฝ่ายลืมยุทธศาสตร์ไปเสียหมด นั่นคือ ลืมไปว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองของตนนั้น มีจุดประสงค์ที่จะพัฒนาการเมืองไทยไปสู่ประชาธิปไตย ซึ่งต้องตอบปัญหาทางการเมืองที่ตัวมองเห็นได้ การต่อสู้ทางการเมืองมักให้ความสำคัญแก่ยุทธวิธีเสียจนยุทธศาสตร์หรือเป้าหมายหลักถูกวางไว้บนโปสเตอร์อย่างไร้ความหมายเสมอ

ยุทธวิธีที่ทั้งสองฝ่ายใช้อย่างได้ผลชื่อ ทักษิณ ชินวัตร พธม.ใช้ทักษิณเพื่อทำให้ผู้ที่ไม่เอาทักษิณหวาดกลัวว่าทักษิณกำลังจะกลับเข้าสู่อำนาจอีกครั้งหนึ่ง ในขณะที่ฝ่าย นปก.ใช้ทักษิณเพื่อปลุกระดมคนเอาทักษิณให้ออกมาช่วยกันสร้างเงื่อนไขที่จะทำให้ทักษิณกลับมาสู่อำนาจอีกครั้งหนึ่ง

ผมออกจะสงสัยว่า ทั้งสองฝ่ายรู้อยู่แล้วว่าทักษิณไม่อาจเป็นคำตอบของการเมืองไทยได้แล้ว ทักษิณมีได้แต่พรรค แต่ทักษิณไม่มีพวก ผมหมายถึงคนที่สามารถเป็นแกนนำของแก๊งการเมือง และสามารถตอบสนองเชิงบริหารให้แก่ทักษิณได้ บริษัททักษิณใหญ่ในการเลือกตั้งแน่ แต่เสี่ยงเกินไปที่จะร่วมหุ้นด้วย ชื่อทักษิณเป็นชื่อที่ใช้ได้ดีในเชิงยุทธวิธีเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อยุทธวิธีครอบงำการต่อสู้มานาน ทั้งสองฝ่ายจึงมีผลประโยชน์ปลูกฝังอยู่กับยุทธวิธีเสียจนไม่สามารถขยับออกไปสู่ยุทธศาสตร์ได้ ต่างฝ่ายต่างมีคดีติดตัวกันหลายคดี ต่างฝ่ายต่างมีพันธะทางใจกับ "สาวก" ของตนจำนวนมาก ซึ่งถูกดึงเข้ามาด้วยยุทธวิธีมากกว่ายุทธศาสตร์ ความขัดแย้งจึงถูกจำกัดลงเพียงเรื่องทักษิณ ส่วนเรื่องคอร์รัปชั่น, ฝ่ายบริหารที่ตรวจสอบไม่ได้ และการกระจายทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรม ฯลฯ หรือประชาธิปไตยที่สอดคล้องกับปัญหาของสังคมไทย กลับถูกทิ้งไว้ตามเดิม โดยไม่มีฝ่ายใดแตะต้อง

รัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ไม่สามารถนำประเทศทะลุทะลวงออกไปจากความติดตันทางการเมืองนี้ได้ เพราะแม้แต่ตัวรัฐบาลเองก็เป็นเพียงเครื่องมืออย่างหนึ่งของยุทธวิธีเท่านั้น ซ้ำร้ายเมื่อได้อำนาจแล้วก็พอใจแต่จะเป็นเพียงเครื่องมือทางยุทธวิธีไปเรื่อยๆ เพื่อความอยู่รอดของตนเอง นอกจากรัฐบาลแล้ว ความขัดแย้งที่ติดตันนี้ยังใช้อะไรอื่นๆ ที่มีความสำคัญในสังคมอีกมาก แม้แต่รัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นเครื่องมือทางยุทธวิธี

เรื่องมันน่าเศร้า เพราะส่วนใหญ่ของประชาชนไม่ได้ติดตันอยู่ในความขัดแย้งนี้ แต่ต้องตกเป็นเชลยที่หาทางออกไม่ได้ไปด้วย

แม้กระนั้นประชาชนคนนอกทั้งหลายนี้เท่านั้นที่เป็นความหวัง ว่าสังคมไทยจะหาทางออกจากความขัดแย้งที่ติดตัน เพื่อไปสู่ความขัดแย้งที่อาจนำเราไปสู่ข้อสรุปและประชาธิปไตย โดยเฉพาะนักวิชาการ, กลุ่มประชาสังคม, องค์กรอิสระ, สื่อ, องค์กรผลประโยชน์ใหญ่ๆ เช่น หอการค้า, สภาอุตสาหกรรม ฯลฯ (หากเลิกคิดสั้นๆ แต่ผลประโยชน์เฉพาะหน้าเสียที) และกลุ่มความเคลื่อนไหวทางสังคมอีกมาก

ภาระจึงตกเป็นของคนนอก!

ขอบคุณบทความจากมติชนออนไลน์
"
"
akecity ใหม่เมืองเอก

วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ทักษิณว่าด้วยกบฎทั้งในและนอกประเทศ

.
วสิษฐ เดชกุญชร ชื่อนี้รับประกันว่าจงรักภักดีแน่นอน คนที่มีประวัติดีๆแบบท่านวสิษฐ เขียนอะไรคิดอะไร เราก็ควรรับฟังและคิดตามดู เพราะเชื่อว่าท่านคงซื่อสัตย์และหวังดีต่อชาติคนนึงครับ

----------------------
.akecity
ว่าด้วยกบฏทั้งในและนอกประเทศโดย วสิษฐ เดชกุญชร

ผมยังต้องเขียนเกี่ยวกับ (พ.ต.ท.)ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งหนีโทษตามคำพิพากษาคดีอาญาไปอยู่ต่างประเทศ เพราะผมเชื่อว่า (พ.ต.ท.)ทักษิณยังมีเจตนาที่จะล้มล้างระบอบประชาธิปไตยแบบมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

ผมได้เคยเขียนถึงการกระทำที่ส่อเจตนาดังกล่าวของ (พ.ต.ท.)ทักษิณมาแล้ว ขณะนี้ (พ.ต.ท.)ทักษิณยังไม่ยุติการกระทำเช่นนั้น แต่ยังทำอยู่อย่างต่อเนื่อง

ตราบใดที่ (พ.ต.ท.)ทักษิณยังทำเช่นนั้นอยู่ ตราบนั้นผมก็จะยังไม่หยุด แต่จะเขียนจะพูดต่อไป เพื่อให้ผู้อ่านที่เลื่อมใสในระบอบประชาธิปไตยแบบมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และเคารพสักการะยึดมั่นในพระมหากษัตริย์ ได้ตระหนักในเจตนาและการกระทำของ (พ.ต.ท.)ทักษิณ

พฤติการณ์ครั้งล่าสุดของ (พ.ต.ท.)ทักษิณปรากฏเมื่อวันที่วันที่ 27-28 มิถุนายนที่ผ่านมา ในการชุมนุมของกลุ่มที่เรียกตนเองว่า "แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ" หรือ นปช. ที่ท้องสนามหลวง มีการถ่ายทอดคำพูดทางโทรศัพท์ของ (พ.ต.ท.)ทักษิณตามเคย คราวนี้สมุนผู้จัดการชุมนุมได้ถาม (พ.ต.ท.)ทักษิณว่าจะเหมาะสมหรือไม่หากมีการถวายฎีกาเพื่อให้มีการพระราชทานอภัยโทษให้ (พ.ต.ท.)ทักษิณ เพื่อจะได้กลับมา "แก้ปัญหาให้บ้านเมือง"

(พ.ต.ท.)ทักษิณตอบว่า ต้องแล้วแต่ "พระมหากรุณาธิคุณ" ต่อจากนั้น สมุนผู้จัดการชุมนุมก็ประกาศจะรวบรวมรายชื่อผู้ถวายฎีกาแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

คำว่า "โทษ" นั้นในทางอาญาหมายถึงมาตรการที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับลงโทษแก่ผู้กระทำผิดทางอาญา โทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 มี 4 อย่าง คือ ประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ และริบทรัพย์สิน

(พ.ต.ท.)ทักษิณต้องคำพิพากษาให้จำคุก แต่ยังไม่ได้มีการ "ลงโทษ" เพราะหนีออกนอกประเทศไปเสียก่อน เพราะฉะนั้น การพระราชทานอภัยโทษจึงเกิดขึ้นไม่ได้ จะเกิดได้ก็ต่อเมื่อได้มีการ "ลงโทษ" คือ (พ.ต.ท.)ทักษิณถูกจำคุกตามคำพิพากษาแล้วเท่านั้น

แต่ถ้าสิ่งที่ (พ.ต.ท.)ทักษิณและสมุนต้องการคือการพ้นข้อหาทางคดีอาญา โดยไม่ต้องให้ศาลพิจารณาคดีเลย ไม่ว่าข้อหาหนึ่งข้อหาใดหรือทุกข้อหา ก็ไม่มีกฎหมายฉบับใดกำหนดให้เป็นพระราชอำนาจ และพระมหากษัตริย์ก็ทรงทำไม่ได้ เพราะไม่ทรงมีพระราชอำนาจเช่นนั้น

รัฐธรรมนูญทุกฉบับที่เมืองไทยเคยมีมา [รวมทั้งฉบับปี พ.ศ.2540 ที่ (พ.ต.ท.)ทักษิณและสมุนชื่นชมว่าเป็น "ประชาธิปไตย" ที่สุดและร่ำร้องให้นำกลับมาใช้อีก] ไม่มีฉบับใดที่บัญญัติให้พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจ สามารถยกข้อหาในคดีอาญาหรือคดีแพ่งแก่ผู้ต้องหาหรือจำเลย ก่อนที่ศาลจะได้พิจารณาและมีคำพิพากษา

(พ.ต.ท.)ทักษิณเรียนจบจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ โรงเรียนนั้นสอนทั้งกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายอาญา สมุนของ (พ.ต.ท.)ทักษิณทั้งที่เป็นทนายความ ส.ส.และอดีตรัฐมนตรีก็รู้กฎหมาย และบางคนยังหากินทางกฎหมายอยู่ ทุกคนรู้ดีว่าพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ถูกจำกัดโดยรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นๆ แต่ทุกคนทำเป็นไม่รู้!? ไม่ได้โง่หรอกครับ แต่จงใจทำเป็นไม่รู้!!!

คนถามทำเป็นไม่รู้ว่าการถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษทำได้หรือไม่ และคนตอบก็ทำเป็นไม่รู้ ตอบว่าแล้วแต่พระมหากรุณาธิคุณ

เป็นที่เห็นได้ชัดว่า วิธีตะโกนโพนทะนาเรียกร้องบ่อยๆ ซ้ำๆ ซากๆ โดยไม่แยแสว่าเหตุผลหรือความถูกต้องจะเป็นอย่างไรนี้ กำลังเป็นกลวิธีที่ (พ.ต.ท.)ทักษิณและสมุนจงใจใช้ เพื่อให้ผู้ที่รู้เห็น (แต่ไม่มีเวลาจะศึกษา) เข้าใจผิดว่าทรงมีพระราชอำนาจ พระราชทานอภัยโทษแก่ (พ.ต.ท.)ทักษิณได้ แต่ทรงมีเจตนาที่จะไม่ใช้พระราชอำนาจนั้น

ในขณะเดียวกัน ก็ปล่อยข่าวมดเท็จอื่นๆ เพื่อให้เข้าใจผิดมากยิ่งขึ้น เช่นที่ (พ.ต.ท.)ทักษิณให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ฝรั่ง (ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา) ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบเรื่องรัฐประหารก่อนเกิดรัฐประหารในปี พ.ศ.2549 เป็นต้น

เมื่อดูจากข่าวมดเท็จที่กำลังแพร่อยู่ในขณะนี้ ทั้งในการชุมนุมบนเวทีของคนสวมเสื้อสีแดง ทั้งที่ปรากฏในสิ่งพิมพ์ ทั้งที่ส่งออกไปทางอินเตอร์เน็ต และทั้งที่ลอบเขียนอย่างหยาบคายในที่สาธารณะ ก็จะเห็นว่าสอดคล้องกัน จนน่าเชื่อว่าทำกันเป็นขบวนการอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ทั้งในและนอกประเทศ โดยมีเจตนาที่จะทำลายพระมหากษัตริย์อันเป็นสถาบันที่คนไทยยึดถือเคารพสักการะมานานหลายศตวรรษ

ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์นั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา หมวด 1 ถือเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ขณะนี้ (พ.ต.ท.)ทักษิณตกเป็นผู้ต้องหาฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์อยู่แล้ว

แต่ถ้าจะดูความในประมวลกฎหมายอาญา หมวด 2 ที่ว่าด้วยความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร และหมวด 3 ที่ว่าด้วยความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร ผมก็เชื่อว่า (พ.ต.ท.)ทักษิณและสมุนกำลังทำความผิดฉกรรจ์ตามหมวดนั้นๆ อยู่ด้วย

ผมขอคัดมาตราที่เกี่ยวข้องมาให้อ่าน แต่จะไม่แยกวรรค เพื่อสงวนเนื้อที่ในหน้าหนังสือพิมพ์ ตรงที่น่าสนใจนั้น ผมได้ใช้ตัวพิมพ์หนาและขีดเส้นใต้ไว้ด้วย

หมวด 2 มาตรา 116 ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต (1) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจหรือใช้กำลังประทุษร้าย (2) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ (3) เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี

หมวด 3 มาตรา 127 ผู้ใดกระทำการใดๆ เพื่อให้เกิดเหตุร้ายแก่ประเทศ จากภายนอก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี ถ้าเหตุร้ายเกิดขึ้น ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิตหรือ จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สองปีถึงยี่สิบปี

ผู้มีตำแหน่งและหน้าที่ "รักษากฎหมาย" พิจารณาหรือยังว่า การชวนคนให้ลงชื่อในฎีกาเพื่อถวายขอพระราชทานอภัยโทษให้ (พ.ต.ท.)ทักษิณ เป็นการกระทำ "ภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ" และกระทำ "เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน" หรือไม่?

และการที่ผู้หนีโทษทางอาญาโทรศัพท์แล้วโทรศัพท์อีกจากต่างประเทศมายุยงส่งเสริมให้มีการกระทำเช่นนั้น เป็นการ "กระทำเพื่อให้เกิดเหตุร้ายแก่ประเทศ จากภายนอก" หรือไม่?
.
.
(ขอบคุณบทความจากมติชนออนไลน์ โดยพล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร)
.