วันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2557

สร้อยเพชรสีน้ำเงินของสมเด็จพระนางเจ้า ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นบลูไดมอนด์






คือ พวกล้มเจ้าพยายามหาเหตุมาใส่ร้ายเรื่องเพชรสีน้ำเงินของราชวงศ์ซาอุ  ถึงขนาดไปเอารูปเพชรสีน้ำเงินที่สมเด็จพระนางเจ้าทรงเคยสวม มายืนยัน

แต่ความจริงสร้อยที่พวกล้มเจ้านำมาแอบอ้างว่าเป็นบลูไดมอนด์นั้น กลับเป็น สร้อยไพลินสีน้ำเงิน ซึ่งไม่ใช่เพชรสีน้ำเงินตามที่พวกล้มเจ้ากล่าวหา

ซึ่งสร้อยไพลินสีน้ำเงินของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงสวมมานานกว่า 50 ปีแล้ว จากรูปที่กระทู้ในพันทิพได้มาโพสไว้ตามรูปด้านล่าง

ขอย้ำ ว่า เป็นสร้อยไพลินสีน้ำเงินนะครับ ไม่ใช่เพชรสีน้ำเงิน เพราะในอดีตประเทศไทยคือ ดินแดนราชาแห่งพลอย



พลตำรวจโท วรรณรัตน์ คชรัตน์ หัวหน้าทีมสืบสวนคดีเพชรซาอุ ชุด 2 ที่มาทำหน้าที่แทนทีมสืบสวนชุดแรกของ พล.ต.ต.ชะลอ เกิดเทศ ได้กล่าวไว้ในรายการ ข่าวดังข้ามเวลา ทางช่องโมเดิร์นไนน์ว่า

"หลังจากทีมสอบสวนชุด 2 ได้ตามหาเพชรมาคืนได้อีกจำนวนมาก ก็ทำให้อุปทูตซาอุฯ ในยุคนั้น นายโมฮัมหมัด ซาอิด โคจา ได้แสดงความขอบคุณทางการไทยอย่างสุดซึ้ง แม้จะยังไม่ได้เพชรคืนทุกชิ้นก็ตาม แต่ได้มาเพียงเท่านี้เขาก็พอใจแล้ว  ผมถึงบอกว่า เรื่องคดีเพชรซาอุ มันจบไปแล้ว"

แต่สิ่งที่ซาอุดิอาระเบียโกรธทางการไทยอย่างมากจนลดความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยลง มาจากสาเหตุเรื่องการอุ้มฆ่านักธุรกิจซาอุ ฯ นายมูฮัมหมัด อัลรูไวลี่ ต่างหากครับ 















แล้วรูปนี้ก็เป็นสร้อยเพชร จี้ไพลิน และทรงมีพลอยครบทุกสี




พลตำรวจโทวรรณรัตน์ คชรัตน์ อดีตผู้บังคับการกองปราบปราม ผู้รับทำคดีต่อจากพล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ ยังกล่าวถึงกรณีนายเกรียงไกร เตชะโม่ง ผู้ต้องหาขโมยเพชรจากราชวงศ์ซาอุฯ ไว้ว่า

"อุปทูตโมฮัมหมัด ซาอิด โคจา ได้บอกกับผมว่า ถ้าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับราชวงศ์ไทย โดยฝีมือของคนซาอุฯ ทางการซาอุฯ จะจัดการกับหัวขโมยที่บังอาจลบหลู่ราชวงศ์คนนั้นอย่างเด็ดขาด แต่ถามว่า หัวขโมยคนนั้น ทางการไทยจัดการกับเขาแค่ไหน?"

ศาลพิพากษาจำคุกนายเกรียงไกร เตชะโม่ง ทั้งหมด 7 ปี แต่จำเลยให้การรับสารภาพอันเป็นประโยชน์ต่อคดี จึงลดโทษลงกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 3 ปีครึ่ง

แต่ที่สุดแล้ว นายเกรียงไกร ติดคุกจริง ๆ ไม่ถึง 3 ปี และปัจจุบันนี้นายเกรียงไกร ได้อุปสมบทแล้ว โดยตั้งใจจะบวชตลอดชีวิต

ที่มากระทู้พันทิพเรื่อง เครื่องประดับของราชวงศ์ไทย

----------------

ความเห็นเรื่องเพชรสีน้ำเงินของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

ล่าสุดจากคลิปที่พลเอกประยุทธ์ ได้พูดถึงเรื่องเพชรสีน้ำเงินนี้ ซึ่งถ้าใครตามเฟสของหงอกเจียมอยู่ ก็จะรู้ว่าคลิปไหน

เพราะหงอกเจียมได้เอามาโพสในเฟสบุ๊คของหงอกเจียม เมื่อเดือนเมษายน 2559 แล้วก็ได้มีคนถามเรื่องเพชรสีน้ำเงินกับหงอกเจียมว่า ทำไมอาจารย์ไม่เห็นพูดเรื่องเพชรสีน้ำเงินนี้บ้างเลยว่าจริงแค่ไหน

หงอกเจียมได้ตอบว่า ปกติเขาจะไม่เล่นในเรื่องที่ไม่มีหลักฐานชัดเจน ซึ่งหงอกเจียมบอกว่า เขาเคยถามเรื่องนี้ในบอร์ดฟ้าเดียวกันว่า ใครมีรูปเพชรสีน้ำเงินที่บุคคลสำคัญที่ถูกกล่าวหา เคยใส่บ้าง ช่วยโพสให้ดูหน่อย ซึ่งมีคนโพสส่งให้หงอกเจียมดูหลายรูป แต่สรุปว่า ไม่ใช่รูปเพชรสีน้ำเงินที่กล่าวหาเลยสักรูป

หงอกเจียม จึงสรุปว่า เรื่องเพชรสีน้ำเงินเป็นแค่เรื่องข่าวที่ลือกันไป ไม่มีหลักฐานอะไรชัดเจน คงเป็นการลือเพื่อดิสเครดิตมากกว่า

สำหรับความเห็นของหงอกเจียมนั้น ผมอ่านผ่านสมาร์ทโฟน โดยผมตั้งใจว่า จะบันทึกความเห็นหงอกเจียมไว้มาลงเสริมบทความนี้ แต่กะว่า ไว้เปิดคอมพิวเตอร์ก่อนจะได้เซฟแล้วนำมาลงได้รูปที่ชัดเจนขึ้นและง่ายกว่าทำผ่านโทรศัพท์

แต่โชคไม่ดี ผมคาดเหตุการณ์ผิด พอผมเปิดคอม ตามหาโพสนั้นของหงอกเจียมอีกรอบเพื่อจะเซฟไว้ ผมไล่หาอยู่เกือบ 2 ชม. สรุป หาไม่เจอแล้ว

อาจเพราะคนโพสถามคนนั้นลบโพสตัวเองทิ้ง หรือไม่ก็หงอกเจียมลบทิ้งเอง

ผมเสียดายจริง ๆ ที่ไม่เซฟด้วยสมาร์ทโฟนไว้ก่อน เสียดายมาก ๆ ครับ แต่ขอรับรองว่า หงอกเจียมได้ตอบแบบนี้จริง ๆ

คลิกอ่าน คดีลอบปลงพระชนม์รัชกาลที่ 8 ในมุมมองใหม่เมืองเอก






วันพุธที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2557

เมื่อเชอรี่สามโคกสอนหญิง จากกรณีตัวอย่าง เนส เน็ตไอเด้า







3-4 วันก่อน มีเน็ตไอเด้านางนึง ได้ถ่ายคลิปโป๊ ที่เธอมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายลงในเน็ต ให้คนไทยดูฟรีทั้งประเทศ ชื่อของเธอเป็นรู้จักกันดีว่า ชื่อ เนส

พอมีคนหวังดีออกมาวิจารณ์เธอว่า เธอไม่ควรทำแบบนี้ มันไม่ถูกต้อง (แต่ก็ดูกัน)

เนส เน็ตไอเด้า ก็ถึงกับโพสคลิปออกมาตอบโต้


ล่าสุด นางเอกหนังอาร์ชื่อดัง อย่าง เชอรี่สามโคก ได้ออกมาสอนน้องหญิงทั้งหลายด้วยความหวังดี คือ คงไม่ได้สอนเนสหรอก เพราะเธอมันทำไปแล้ว

แต่ผมเชื่อว่า คุณเชอรี่สามโคก สาวผู้จบปริญญาตรีด้วยเกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัยรัฐชื่อดังแห่งนึง เธอคงอยากจะแชร์ประสบการณ์ที่เธอเคยพลาด เพื่อหวังให้สาว ๆ ที่เกิดคิดอยากจะเลียนแบบเนส เน็ตไอเด้า จะได้ฉุกคิดก่อนทำไป

ตามนี้ครับ


เชอรรี่สามโคกสอนหญิง

**แชร์ตามสบายนะคะ** ไม่ได้ด่าใคร ใครจะทำไรก็แล้วแต่ มาแชร์ในสิ่งที่เจอมากะตัวเอง ทุกคนอาจไม่เจอแบบนี้ก็ได้

มาว่ากันเรื่องแก้ผ้า หรือมีเพศสัมพันธ์แล้วถ่ายคลิปดีกว่า

จริงอยู่นะว่าแต่ละคนมีสิทธิ์ในร่างกายตัวเอง จะแก้ จะอะไรยังไงกะร่างกายตัวเองมันก็คงไม่หนักหัวใคร
"เธอก็แก้!!!"

แต่ประเด็นคือ ถ้าหนูๆวัยรุ่น วัยกระเตาะทั้งหลายจะแก้โชว์ผ่านสื่อ จะฟีดเจอร์ริ่งโชว์ออนไลน์ มันไม่ได้หนักหัวใครหรอกนะ นอกจากหนักหัวตัวเอง!!!
เพราะแก้โชว์ เท่ากับ จำกัดทางเลือกให้กับตัวเองไปโดยปริยาย เจ๊รู้เพราะเจ๊ผ่านมาแล้ว!!!!

แก้ผ้าออนไลน์มะไหร่ หนูถูกตัดสิทธิ์ประกอบอาชีพทางราชการหรือบริษัทต่างๆที่เค้าสตริคเรื่องนี้ทันที!!!! ตอนนี้หนูอาจมองว่า ชั้นไม่มีทางทำงานประจำ ชั้นไม่รับราชการ ชั้นไม่ทำหรอกอาชีพเหล่านั้น แต่.... ใครจะหยั่งรู้อนาคต ????

ถ้าโตขึ้น หนูเกิดอยากทำขึ้นมาล่ะ???

มันต้องยอมรับความจริงของสังคมไทยที่เหมือนจะเปิดกว้าง แต่ก็กีดกัน ขนาดเป็นพริตตี้ ถ้าเกิดยืนงานใหญ่ๆ เค้ายังคัดกรองประวัติก่อนเรย


เจ๊รู้ เจ๊แก้มาก่อน ตอนนี้เจ๊ในวัย30 ทางเลือกในการทำงานถูกจำกัดมากกกก


งานเขียนที่ทำก็ทำกับบริษัทฝรั่งที่เค้าไม่มายด์

งานแสดงที่ได้รับบทบาทส่วนใหญ่ก็เป็นแนวแก้ๆทั้งนั้น

และอย่างเรื่องครอบครัว ญาติพี่น้องอีก ตอนนี้หนูอาจมองว่า หนูไม่แคร์ !!! แต่ถ้าในอนาคต วันที่หนูรู้สึกถึงความสำคัญของครอบครัว แล้วครอบครัวหนูผิดหวังกับหนู บางคนอาจรับได้ไม่อะไร บางคนอาจถึงขั้นตัดญาติขาดมิตร เชื่อเถอะ ถึงใครจะรับได้ แต่ถามว่าเขาจะพึงใจหรือเปล่า ตรงนี้เจ๊ก็ต้องบอกว่า ของเจ๊ถึงกับต้อง "เปลี่ยนนามสกุล" มาใช้นามสกุลที่ตั้งขึ้นเอง เพื่อไม่ให้ใครที่นามสกุลเดียวกับเจ๊เขามีผลกระทบ


สุดท้ายเรื่องของความรัก หนูเอ๋ยยยยย เจ๊พูดเรย ว่าโคตรจำกัด 1 คนที่เข้ามาอาจเข้ามาเพราะอยากเสียวแซ่บกะเรา ต้องการเพียงฟีดเจอรริ่ง บางคนหื่นใส่ชัดเจน ก็โถถถ เราโชว์ซะขนาดด เขาก็คิดว่า .พูดอะไรกะเราก็ได้. ถ้าเราหวังรักจริงจากใจ คนรับได้มันมีนะ แต่ไม่รู้ว่าเราจะเจอมั้ย อย่างเจ๊ เจ๊คบใครเจ๊คบจริง แต่..... หลายครั้งก็ต้องจบลงเพราะ "รับไม่ได้ที่เคยแก้ผ้า"


หวังว่าโพสนี้ของเจ๊จะเป้นประโยชน์บ้าง แต่ถ้าใครคิดว่าไม่แคร์ก็แก้ต่อไปนะหนูๆ


ปล. โพสนี้เป็นเพียงการแสดงทัศนะผ่านประสบการณ์ที่ได้เจอมา มิได้บอกว่าตัวเองดีมาจากไหน คำว่า "ผิดเป็นครู" เรียนรู้จากสิ่งที่เคยผิดพลาด คนที่เคยเดินทางนี้คนหนึ่งแค่จะแชร์เรื่องราว ไม่ได้โลกสวยนะ มองจากความเป็นจริง "การที่คนทำกันเยอะ "ไม่ได้แปลว่า "คนยอมรับได้กันเยอะ"


By Cherry Samkok

---------------

บทสรุป

ซูฉี นางเอกดังระดับอินเตอร์ ก็เคยพลาดถ่ายแบบโป๊ เล่นหนังอาร์ นั่นกลายเป็นรอยด่างในชีวิตของเธอ ทำให้เธอรู้สึกเสียใจที่เคยทำงานแบบนั้น ถึงขนาดประกาศจะขอซื้อลิขสิทธิ์รูปโป๊ของเธอคืน เพื่อจะได้ไปแต่งงานอย่างสบายใจ

แต่ก็คงสายไปเสียแล้วล่ะครับ ยุคนี้มันยุคไร้พรมแดน ยุดดิจิตอล ที่พอมีอะไรหลุดออกไป มันก็จะอยู่ในเน็ตตลอดกาล

หรือขนาดนางเอกดังอย่าง เจนนิเฟอร์ ลอร์เรนซ์ เธอไม่ได้ตั้งใจให้รูปลับสุดยอดของเธอหลุดออกไปในโซเชียล แต่เมื่อมันก็หลุดไปแล้ว ยังทำให้เธอเสียใจมากจนวันนี้

ฉะนั้น สาว ๆ ถ้าคิดจะทำอะไร ก็คิดให้ดีนะครับ เพราะถ้าพลาดไปแล้วมันแก้ไขยากจริง ๆ








วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2557

พระพรหมคุณาภรณ์ ประยุทธ์ ปยุตฺโต เขียนถึงรัฐบุรุษปรีดี






พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตโต) ภิกษุผู้เป็นปราชญ์แห่งแผ่นดินที่ได้รับการยกย่องในระดับโลก ท่านเป็นพระผู้แตกฉานในหลักพระธรรมคำสอนในพระไตรปิฎกในพุทธศาสนา ที่ผมขอยกย่องว่า เป็นเลิศที่สุดในปัจจุบันนี้

เพราะพระพรหมคุณาภรณ์ อธิบายหลักธรรมที่ลึกซึ้งได้อย่างเข้าใจง่ายที่สุด  ผมจึงเคารพศรัทธาภิกษุรูปนี้มากที่สุด

วันนี้ผมขอนำข้อเขียนของท่าน ที่ได้เขียนถึงรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ ไว้ในบทความชื่อ "จุดบรรจบ" มาให้อ่านกัน

แต่ก่อนอื่นผมขอถามคุณผู้อ่านว่า เคยได้ยินคำนี้ไหมครับ ผู้เห็นธรรม ย่อมเข้าถึงผู้เห็นธรรมด้วยกัน


ซ้าย ท่านชยสาโรภิกขุ
กลาง ท่านประยุทธ์ ปยุตโต
ขวา พระสิริปันโน (พระลูกชายของมหาเศรษฐีอันดับ 2 ของมาเลเซีย)


-----------------

จุดบรรจบ โดยพระพรหมคุณาภรณ์


โดยกาลเวลาแห่งยุคสมัย นายปรีดี พนมยงค์ นับว่าห่างไกลจากอาตมภาพ เนื่องจากท่านเป็นคนรุ่นก่อนบิดามารดาเล็กน้อย จะว่าโดยวิถีชีวิต ท่านก็ห่างไกลกับอาตมภาพในแง่ที่ว่า ท่านอยู่ในวงการเมือง แต่อาตมภาพเป็นพระภิกษุอยู่ทางด้านพระศาสนา แต่แม้ห่างไกลอย่างนั้น ก็มีจุดที่ท่านรัฐบุรุษอาวุโสกับอาตมภาพมาบรรจบกัน จุดนั้นก็คือ “ธรรม”

ทุกคนไม่เฉพาะนายปรีดี พนมยงค์ และอาตมภาพเท่านั้น ที่มีจุดบรรจบกันที่ธรรม

มนุษย์ทุกคน มีกรรมคือการกระทำหรือสิ่งที่ตนทำไว้เป็นเครื่องวินิจฉัย และเป็นเครื่องจำแนกว่าเป็นคนอย่างไร แล้วธรรมก็เป็นเกณฑ์หรือเป็นมาตรฐานสำหรับตัดสินกรรมอีกชั้นหนึ่ง

เมื่อพูดในขั้นสุดท้าย ทุกคนจึงบรรจบกันที่ธรรม ไม่ว่าในความหมายที่เป็นความจริงแห่งกฎธรรมชาติ เช่น เกิด แก่ เจ็บ ตาย ที่ทุกคนจะต้องประสบ หรือในความหมายว่าเป็นหลักการแห่งความดีงามถูกต้อง ที่เป็นเกณฑ์ตัดสินกรรมของแต่ละบุคคล

อย่างไรก็ตาม ธรรมที่เป็นจุดบรรจบในที่นี้ อาตมภาพขอโอกาสยังไม่พูดในความหมายที่แท้ข้างต้นนั้น แต่ขอพูดในแง่เป็นเรื่องราวที่เป็นแดนแห่งความสนใจอย่างหนึ่ง

การเมืองก่อให้เกิดเหตุการณ์ใหญ่ ๆ และสถานการณ์สำคัญที่กระทบถึงทุกคนในประเทศ โดยเฉพาะการเมืองไทยในช่วงหลายสิบปีก่อนโน้นที่มีปฏิวัติรัฐประหารบ่อย ๆ เป็นจุดสนใจพิเศษที่ประกอบด้วยความตื่นเต้น บุคคลในวงการเมืองจึงเป็นที่รู้กันทั่ว

นายปรีดี พนมยงค์ เป็นบุคคลสำคัญมีบทบาทมากมายในการเมือง จึงเป็นธรรมดาที่อาตมภาพจะรู้จักชื่อของท่าน เช่นเดียวกับที่พลเมืองไทยทั่วไปรู้จัก ไม่ว่าจะจากข่าวสาร ข่าวสร้าง หรือข่าวลือก็ตาม แต่นั้นก็ไม่ใช่จุดบรรจบแห่งความสนใจ

จนกระทั่งอาตมาได้พบหนังสือของ นายปรีดี พนมยงค์ เรื่อง "ความเป็นอนิจจังของสังคม" ซึ่งเป็นการมองความเป็นไปของสังคมมนุษย์ในแง่หลักธรรม แม้เพียงชื่อหนังสือที่มีคำว่า “อนิจจัง” ที่เป็นศัพท์ทางธรรม อาตมภาพก็สะดุดใจและได้อ่านหนังสือของนายปรีดี พนมยงค์

ตามปรกติ เราได้ยินการอธิบายหลักอนิจจังในแง่ของสังขาร คราวนี้มีการมองอนิจจังในแง่ของสังคม แม้ว่าเวลานั้นอาตมภาพจะเป็นสามเณร และอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่จบ แต่นี้เป็นจุดบรรจบที่อาตมภาพได้มาพบกับนายปรีดี พนมยงค์ ที่ความสนใจในธรรม

ต่อมาภายหลัง ได้ทราบว่านายปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้มีความสนใจและขวนขวายในกิจกรรมเกี่ยวกับธรรมะไม่น้อย

การที่นายปรีดี พนมยงค์ สนใจให้ความสำคัญแก่การเมืองนั้น เป็นเรื่องที่รู้กันเป็นธรรมดา ไม่แปลกอะไร เพราะท่านเป็นบุคคลในวงการเมืองโดยตรง

การที่นายปรีดี พนมยงค์ สนใจให้ความสำคัญแก่เศรษฐกิจ ก็เป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องสาธยาย เพราะงานของท่านด้านนี้เป็นที่รู้จักกันกว้างขวาง

การที่นายปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้สนใจให้ความสำคัญแก่ปัญหาสังคม ก็เป็นเรื่องที่ชัดแจ้ง เพราะนอกจากการเพียรพยายามแก้ปัญหาทางสังคมด้วยวิธีการทางการเมืองและเศรษฐกิจแล้ว ท่านก็สนใจเรื่องวัฒนธรรมเป็นต้นด้วย

การที่นายปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้สนใจให้ความสำคัญแก่การศึกษา ก็ปรากฏเด่นชัด ดังที่ท่านได้ริเริ่มจัดตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขึ้นมา

แต่การที่นายปรีดี พนมยงค์ สนใจให้ความสำคัญแก่ธรรมะ ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีใครสนใจให้ความสำคัญที่จะยกขึ้นมาเล่าขานกัน

ความจริง จุดที่ว่านี้มีความสำคัญมาก ซึ่งควรจะพิจารณาและรู้ตระหนักกันไว้ เราควรรู้ว่านักการเมืองผู้นั้น ๆ มีความสนใจธรรมหรือไม่ และมีแนวคิดเกี่ยวกับธรรมะว่าอย่างไร

ถ้าเราต้องการให้การเมืองมีคุณค่าและดำเนินไปสู่จุดหมายเพื่อประโยชน์สุขของบ้านเมืองและประชาชนแท้จริง อย่างน้อย การรู้ว่านักการเมืองนั้นมีแนวคิดความมุ่งหมายในการดำเนินกิจกรรมการเมือง เพื่อธนะคือผลประโยชน์ หรือเพื่อธรรมะคือความถูกต้องชอบธรรมและประโยชน์สุขของประชาชน เป็นข้อพิจารณาอย่างสำคัญ ที่จะช่วยให้มองเห็นวิถีของการเมือง

อาจเป็นเพราะประชาชนไม่ใส่ใจและไม่รู้จักตรวจสอบเนักการเมือง ว่ามีแนวคิดเพื่อธรรมบ้างหรือไม่ การเมืองเพื่อธนะหรือผลประโยชน์จึงดูเหมือนจะกลายเป็นการเมืองกระแสหลักของบ้านเมือง

ถ้าประชาชนสนใจมองเห็นความสำคัญของธรรม และคอยตรวจสอบ อย่างน้อยเพ่งมองนักการเมืองถึงแนวคิดเกี่ยวกับธรรมของเขา ก็จะมีทางเบนกระแสการเมืองนั้นให้เข้าสู่แนวทางที่ถูกต้อง

นอกจากพิจารณาตรวจสอบแนวคิดของนักการเมืองเกี่ยวกับธรรมแล้ว ก็ต้องทำอีกอย่างหนึ่งควบคู่ไปด้วย คือเอาธรรมมาตรวจสอบกรรม คือการกระทำของนักการเมือง

นี้เป็นจุดบรรจบสำคัญที่น่าจะหวังให้เกิดขึ้นในการเมืองไทย

การที่นายปรีดี พนมยงค์ ได้รับประกาศยกย่องจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ในปี พ.ศ. ๒๕๔๓ นี้ ให้เป็นบุคคลสำคัญระดับโลก ถือว่าเป็นข้อควรภาคภูมิใจของคนไทย

แน่นอนว่าการประกาศยกย่องบุคคลสำคัญระดับโลกนี้ มิได้มีจุดมุ่งหมายจบอยู่แค่ความภูมิใจ แต่มุ่งเชิดชูคุณค่าบางอย่างที่ทำให้ความเก่งกล้าสามารถด้านต่าง ๆ ที่บุคคลผู้นั้นได้แสดงออกในการกระทำการสร้างสรรค์ทั้งหลาย เกิดความหมายเป็นประโยชน์แก่สังคมมนุษย์ และเป็นแบบอย่างแก่มวลมนุษย์ในโลก

บุคคลมากหลายในประวัติศาสตร์ ที่มีความสามารถเก่งกาจมากมาย ในด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง เป็นต้น แต่ความเก่งกาจสามารถของบุคคลเหล่านั้นก่อผลในทางทำลาย ไม่มีคุณค่าที่สร้างสรรค์และเป็นแบบอย่างแก่ชาวโลก แม้จะมีชื่อเสียงโด่งดังรู้จักกันไปทั่วโลก ก็หาได้รับการประกาศยกย่องเช่นนี้ไม่

ความภูมิใจของคนไทยจะมีความหมายแท้จริงก็ต่อเมื่อประกอบด้วยปัญญา ซึ่งหยั่งเห็นคุณค่าที่ประสานนำความเก่งกาจสามารถด้านต่าง ๆ ของบุคคล เข้าสู่จุดหมายแห่งการสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์แก่มวลมนุษย์อย่างสมควรเป็นแบบอย่างดังกล่าวแล้ว

คุณค่าที่ว่านั้น เมื่อพูดด้วยคำสั้นที่สุดคำเดียว ก็คือ “ธรรม” ซึ่งเป็นตัวประสานนำให้กรรมทุกอย่างที่คนทำ มีคุณค่าที่ให้เกิดผลตรงตามจุดหมายที่ควรจะเป็น

การประกาศยกย่องนายปรีดี พนมยงค์ เป็นบุคคลสำคัญระดับโลก จะมีความหมายแท้จริง ต่อเมื่อคนไทยใส่ใจต่อธรรมที่เป็นเครื่องประสานกรรมทั้งหลายของนายปรีดี พนมยงค์ ให้บรรจบสู่จุดหมายแห่งความเป็นบุคคลที่โลกยกย่อง และรักษาธรรมนั้นให้เป็นมาตรฐานในสังคมของตน

พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต)
๗ มกราคม ๒๕๔๓

----------

ใหม่เมืองเอก สรุปท้ายบทความ

ท่านเจ้าประคุณประยุทธ์ ปยุตโต ได้อ่านงานเขียนเรื่อง "ความเป็นอนิจจังของสังคม" ของนายปรีดี พนมยงค์ แล้วมีความรู้สึกชื่นชมในงานเขียนเชิงธรรมะของนายปรีดี

ท่านเจ้าประคุณประยุทธ์ ที่ถูกยกย่องเป็นที่สุดนักปราชญ์แห่งธรรมในเวลานี้ ขนาดชื่นชมงานเขียนของนายปรีดีแสดงว่า หนังสือเล่มนี้ของนายปรีดี ต้องเขียนบนความเข้าใจในธรรมะพอควร

นายปรีดี ก่อตั้งมหาวิทยาลัยชื่อ ธรรมศาสตร์ ก็มาจากคำว่า ธรรมะ + ศาสตร์ นั่นเองครับ


วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

คลิปตำรวจผิวขาวสหรัฐฯ ยิงเด็กผิวสีอายุ 12 ตายเพราะถือปืนปลอม






ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก กับประเทศที่ได้ชื่อว่า มีเสรีภาพมากที่สุดในโลก แต่ความรู้สึกเรื่องการเหยียดสีผิวของคนในชาติกลับยังไม่หมดไป

การประท้วงที่มิซูรี กรณีตำรวจยิงวัยรุ่นผิวสีเสียชีวิต และคณะลูกขุนมีมติไม่ดำเนินคดีตำรวจนายนั้น จนทำให้เกิดการประท้วงวุ่นวายในหลายรัฐ

แต่ไม่ทันเรื่องเดิมจะยุติ ก็มีเหตุตำรวจยิงเด็กผิวสีอายุ 12 ตายอีกรายแล้วตามข่าวและคลิปด้านล่าง


ตำรวจสหรัฐฯลั่นไกสังหาร “เด็ก 12 ขวบ” ถือ “ปืนปลอม” เดินขู่ชาวบ้านในรัฐโอไฮโอ

เด็กชายวัย 12 ขวบถูกตำรวจยิงเสียชีวิตที่เมืองคลีฟแลนด์ รัฐโอไอโฮ หลังถือปืนขู่เพื่อนในสนามเด็กเล่น ซึ่งต่อมาภายหลังพบว่าเป็นเพียง “ปืนปลอม”

ตำรวจเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตัดสินใจลั่นกระสุนใส่เด็กชาย หลังจากเขาไม่ยอมยกมือขึ้นตามคำสั่ง

ก่อนหน้านั้น มีพลเมืองดีรายหนึ่งได้โทรแจ้งตำรวจว่า พบเห็นเด็กชายชักปืนออกมาจากกระเป๋ากางเกง แต่ไม่ทราบว่าเป็นปืนจริงหรือไม่

ตำรวจ 2 นายซึ่งเข้าไปยังจุดเกิดเหตุ นายหนึ่งเพิ่งจะเข้ารับการบรรจุได้เพียงปีเดียว ส่วนอีกนายเป็นตำรวจที่มีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี

เจ้าหน้าที่ชันสูตรประจำเทศมณฑลคูยาโฮกา ระบุว่า ผู้ตายมีชื่อว่า ทามีร์ ไรซ์

เอ็ด ทอมบา รองผู้กำกับการตำรวจเมืองคลีฟแลนด์ แถลงว่า เด็กหนุ่มคนนี้ไม่ได้ใช้วาจาข่มขู่หรือเล็งปืนไปที่ตำรวจเลย แต่ถูกเจ้าหน้าที่ยิงเข้าไป 2 นัดหลังพยายามชักปืนออกมาจากเอว และไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล

อาวุธที่เขาใช้เป็นเพียงปืนอัดลมที่ดูเหมือนปืนพกกึ่งอัตโนมัติ และได้ปลดตัว safety indicator สีส้มออกแล้ว



เจฟฟ์ ฟอลล์เมอร์ ประธานสมาคมตำรวจคลีฟแลนด์ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ทั้ง 2 นายไม่ได้ทราบข้อมูลส่วนที่ผู้แจ้งเหตุระบุว่า ไม่ทราบว่าปืนของเด็กหนุ่มเป็นปืนจริงหรือไม่

เดวิด วิลลิส ผู้สื่อข่าวบีบีซีในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระบุว่า ขณะนี้ตำรวจยังอยู่ระหว่างสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนเจ้าหน้าที่ 2 นายที่ยิงเด็กเสียชีวิตถูกสั่งพักราชการแล้ว

กรณีดังกล่าวได้จุดกระแสเรียกร้องให้มีการออกกฎหมายควบคุมปืนปลอมอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น โดย อลิเซีย รีซ ส.ส. รัฐโอไฮโอจากพรรคเดโมแครต ระบุว่า เธอเตรียมเสนอร่างกฎหมายซึ่งกำหนดให้ปืนปลอมทุกชนิดที่จำหน่ายในรัฐโอไอโฮต้องผลิตออกมาเป็นสีสันสดใสเท่านั้น

การทำงานของตำรวจเมืองคลีฟแลนด์ถูกสังคมจับตาเป็นพิเศษในช่วงไม่กี่ปีมานี้ หลังเกิดเหตุการณ์ตำรวจขับรถไล่ล่าผู้ต้องสงสัยเมื่อปี 2012 จนท้ายที่สุดมีคนเสียชีวิต 2 ราย แต่ตำรวจได้ลั่นกระสุนออกไปถึง 137 นัด

http://astv.mobi/A5kjH6W

ชมคลิปเหตุการณ์ตำรวจยิงเด็กผิวสีอายุ 12 ที่ถือปืนปลอม



-----------------

ดั่งคำกล่าวที่ว่า เสรีภาพ ต้องมาพร้อมการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็ง

ในขณะที่ประเทศไทย คนไทยอยากได้เสรีภาพเหลือเกิน แต่คนไทยกลับไม่ทำหน้าที่พลเมืองที่ดี กลับเป็นชาติที่คนไม่เคารพกฎหมายมากที่สุดในโลกชาติหนึ่ง


วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ถ้ายุคนี้คือรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ผู้ชู 3 นิ้วก็จะเป็นกลุ่ม กปปส.






จากกระแส หนังเดอะฮังเกอร์เกม Mockingjay - Part 1 ที่กำหนดฉายพร้อมกันทั่วโลกในวันที่ 21 พฤศจิกายน แล้วก็มีกลุ่มต่อต้านรัฐประหารของ คสช. ออกมาเกาะกระแสหนังดัง แล้วชู 3 นิ้ว เพื่อแสดงสัญลักษณ์ต่อต้าน คสช.

จริง ๆ แล้วถ้าเป็นในสหรัฐอเมริกา ก็มีทั้งฝ่ายผู้สนับสนุนแนวคิดเสรีนิยม นำโดยพรรคเดโมแครต และผู้ที่สนับสนุนฝ่ายอนุรักษ์นิยม นำโดยพรรคริพับบลิกัน ต่างฝ่ายต่างก็อาศัยหนังเดอะฮังเกอร์เกม มาสนับสนุนแนวคิดฝ่ายตนเองทั้งสิ้นพอ ๆ กัน

ถ้าจะเปรียบกับการเมือง ผมว่า ถ้าตอนนี้เป็นยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ กลุ่มที่จะออกมาชู 3 นิ้ว ก็จะเป็นกลุ่ม กปปส. อย่างแน่นอน

แต่อย่าลืมนะว่า ตอนที่กลุ่ม กปปส. ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์ มักจะมีระเบิดถล่มกลุ่ม กปปส. ไว้เว้นแต่ละวัน 

ในขณะที่การต่อต้าน รัฐบาลเผด็จการ คสช. กลับไม่มีความรุนแรงใด ๆ เกิดขึ้นกับผู้ชุมนุมเลย !!



Yingluck = Snow

-----------------------

ทีนี้เรามาดูสกู๊ปช่าวไทยพีบีเอส นำเสนอเรื่องการเมืองในสหรัฐ กับหนังเดอะฮังเกอร์เกม ดังนี้



การรุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลที่ปิดหูปิดตาประชาชนโดยกลุ่มผู้ประท้วงหนุ่มสาว คือเนื้อหาที่อยู่ในคลิปหนังสั้น A Movement On Fire ที่จัดทำโดย Tea Party Patriots กลุ่มอนุรักษ์นิยมของสหรัฐฯ ที่นำเนื้อหาการต่อสู้เพื่อโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการในหนัง The Hunger Games มาเป็นธีมในต่อต้านนโยบายทางการเงินของรัฐบาลนาย บารัค โอบามา ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเพิ่มหนี้สาธารณะเป็นประวัติการณ์ในสหรัฐฯ 

เนื่องจากหนังได้ฉายในช่วงที่รัฐบาลของพรรคเดโมแครตซึ่งมีแนวคิดเสรีนิยมขึ้นมาปกครองประเทศ ทำให้หนัง The Hunger Games ถูกกลุ่มอนุรักษ์นิยมใช้เป็นเครื่องมือในการโจมตีรัฐบาลอยู่บ่อยครั้ง โดย ซาราห์ เซลท์เซอร์ นักวิจารณ์แนวคิดอนุรักษ์นิยมเขียนในบทความว่า The Hunger Games ถ่ายทอดความกดดันของผู้คนจากนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม ทำให้คณะบริหารของโอบามาดูไม่ต่างจากแคปิตอล หรือรัฐบาลเผด็จการในหนัง 

ส่วน จอห์น โนลตี นักเขียนจากเว็บไซต์อนุรักษ์นิยม Breitbart.com กล่าวว่า Mockingjay - Part 1 ออกฉายในช่วงเวลาที่ผู้คนต้องการหนังที่พูดถึงการโค่นล้มประธานาธิบดีที่สับปลับ และไม่ชอบด้วยกฏหมาย 

แต่แนวคิดดังกล่าวถูกต่อต้านโดยกลุ่มแนวคิดเสรีนิยม โดย โดนัลด์ ซุทเธอร์แลนด์ ผู้รับบทผู้นำเผด็จการในเรื่อง ที่แย้งว่า บารัค โอบามา ไม่มีสิ่งใดเหมือนกับ ประธานาธิบดีสโนว์ ผู้โหดเหี้ยมของ The Hunger Games แม้แต่น้อย และชี้ว่ากลุ่มอนุรักษ์นิยมโจมตีโอบามา เพราะการเป็นผู้นำผิวสีมากกว่าเหตุผลอื่นใด

ส่วน แวน โจนส์ อดีตที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมของเดโมแครต เปรียบเปรยว่าแม้หลายคนจะมอง The Hunger Games เป็นนิยายสไตล์ไซฟิคชั่น แต่สำหรับเขาแล้วหนังเรื่องนี้คือการนำเหตุประท้วงทางเชื้อชาติในเมืองเฟอร์กูสัน และการชุมนุมเรียกร้องความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจจากกลุ่มนายทุนใน ออคคูพาย วอลสตรีต มาฉายในเวอร์ชั่นภาพยนตร์นั่นเอง 

แอนดรูว์ โอเฮียร์ นักวิจารณ์ภาพยนตร์ ระบุว่า ธีมอันเป็นสากลของ The Hunger Games ที่เล่าถึงการปะทะระหว่างผู้ปกครอง และผู้อยู่ภายใต้การปกครอง ทำให้ตัวหนังได้รับความนิยมจากทั้งกลุ่มเสรีนิยม และกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่เลือกหนังที่กำลังได้รับความสนใจของสาธารณชน มาเป็นสื่อสนับสนุนแนวคิดของตนพอๆ กัน

ที่มา ข่าวศิลปบันเทิงไทยพีบีเอส




---------------------------

ช่องว่างความแตกต่างรายได้ของดาราฮอลีวู้ด

ทีนี้เรามาดูรายได้ที่แตกต่างกันอย่างลิบลับระหว่างดาราดัง กับดาราสมทบ ในฮอลลีวู้ด บ้าง



อาชีพในฮอลลีวูดอาจเป็นที่ใฝ่ฝันของคนในวงการภาพยนตร์ทั่วโลก แต่ความจริงแล้วมีเพียงนักแสดงแถวหน้าเท่านั้นที่ทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ 

ขณะที่นักแสดงทั่วไปและผู้ที่ประกอบอาชีพอื่นๆในฮอลลีวูด อาจไม่ได้มีฐานะร่ำรวยเหมือนที่หลายคนเข้าใจ

รายได้ร้อยละ 7 ที่หักจากการทำเงินรอบโลกของ Iron Man 3 ส่งให้ โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ นักแสดงนำได้รับค่าตัวถึง 75 ล้านดอลลาร์ แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากรายได้ของมิคกี้ โรค ที่ได้รับค่าตัวจากบทวายร้ายในภาค 2 ไปเพียง 250,000 ดอลลาร์ ชี้ให้เห็นถึงกระแสของค่ายหนังทุกวันนี้ที่หันมาทุ่มทุนกับการว่าจ้างนักแสดงดังด้วยค่าตัวมหาศาล แต่ลดความสำคัญที่มีต่อนักแสดงสมทบอย่างมาก

ขณะที่เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ ได้ค่าตัวเพิ่มจาก 5 แสน เป็น 10 ล้านดอลลาร์ ในเวลาแค่ 2 ปี หลังจากโด่งดังกับ hunger games

ส่วนลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ก็เป็นนักแสดงไม่กี่คนที่ทำเงินได้ถึง 20 ล้านเหรียญต่อหนังหนึ่งเรื่อง แต่สถิติของสมาคมนักแสดงสหรัฐเผยว่านักแสดงฮอลลีวูดทั่วไปจะมีรายได้เฉลี่ยที่ 52,000 เหรียญต่อปี โดยส่วนใหญ่ทำเงินจากการแสดงอย่างเดียวปีละไม่ถึงพันเหรียญด้วยซ้ำ

อาชีพที่นักแสดงหันมาใช้เป็นช่องทางหารายได้เสริมอย่างมากในวันนี้ คือ การให้เสียงในงานโฆษณา โดยนักแสดงชื่อดังอย่าง มอร์แกน ฟรีแมน หรือ ทิม อัลเลน สามารถทำเงินจากการลงเสียงในวันเดียวได้ถึงหลักล้านดอลลาร์ ส่วนนักพากย์เสียงทั่วไปจะทำเงินประมาณ 3,000-5,000 เหรียญ ต่อโฆษณาหนึ่งชิ้น

งานจอแก้วก็เป็นแหล่งทำเงินของชั้นดีของนักแสดงฮอลลีวูด เมื่อผู้ผลิตรายการโทรทัศน์หันมาเพิ่มเรตติ้งด้วยการจ้างดาราหนังมาแสดงละครมากขึ้น ซึ่งคิดเป็นต่าตัวถึง 3 ล้านเหรียญต่อซีซั่น มากกว่าดาราจอแก้วทั่วไปที่ได้รับค่าจ้างเพียง 10,000-20,000 เหรียญต่อตอนเท่านั้น

แต่หากเป็นนักแสดงซีรีส์ระดับแถวหน้าแล้ว ค่าตัวของพวกเขาแทบไม่เป็นรองดาราชั้นนำของฮอลลีวูด ทั้งทีมนักแสดงจาก Big Bang Theory ที่ได้ค่าตัวเพิ่มจากตอนละ 300,000-1,000,000 ดอลลาร์ ส่วนแอชตัน คูชเชอร์ ก็ได้เงินจากการปรากฏตัวใน Two and a Half Men เฉลี่ยนาทีละ 34,000 เหรียญเลยทีเดียว

อาชีพที่เสี่ยงตายที่สุดในฮอลลีวูดอย่างสตันต์แมน ถือเป็นอาชีพที่เอาแน่เอานอนเรื่องรายได้ยากที่สุดเช่นกัน ขณะที่สตันต์แมนแถวหน้าอย่างทอม แม็คโคมาส ทำเงินได้ถึง 5 แสนดอลลาร์ต่อปี หรือ หยวนวูปิง ตำนานผู้กำกับคิวบู๊ก็ยอมรับว่า ในยุครุ่งโรจน์เขาเคยทำเงินเกินล้านเหรียญต่อปีมาแล้ว

แต่รายได้เหล่านี้เกิดขึ้นกับสตันต์แมนเพียงร้อยละ 1 ของวงการเท่านั้น โดยสหภาพแรงงานนักแสดงสหรัฐฯ ระบุว่ารายได้เฉลี่ยของสตันต์แมนอยู่ที่วันละ 30,000 บาท หรือ 1,600,000 บาทต่อเรื่อง ซึ่งแทบจะไม่พอใช้รักษาตัวหากเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งระหว่างหยุดพักงาน พวกเขาก็แทบจะไม่มีรายรับใดๆ เลย

ขณะที่บรรดาเอ็กซ์ตร้าหรือนักแสดงประกอบฉาก ได้เงินจากการปรากฏตัวในฉากประมาณวันละ 5,000 บาท บรรดานักแสดงสัตว์ที่โชว์ความสามารถพิเศษกลับทำเงินได้เยอะกว่ามาก

โดยเฉลี่ยสุนัขและแมวในฮอลลีวูดจะมีรายได้ต่อวันที่ 13,000 บาท ส่วน Crystal the monkey เจ้าจ๋อแสนรู้จาก Animal Practice ทำเงินจากการออกโทรทัศน์ 9 ครั้งได้เกือบ 3,500,000 บาท

ที่มา ข่าวศิลปบันเทิงไทยพีบีเอส


คลิกอ่าน เจนนิเฟอร์ ชูนิ้วกลาง ให้นักศึกษาที่ชู 3 นิ้ว

วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

แซน ชนิกา ถามเรื่อง ปรส. - พิเชษฐ์ พันธุ์วิชาติกุล ตอบให้






เรื่อง ปรส. ที่โอ๊ค พยายามจุดกระแสถามพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อหวังกลบกระแสโครงการจำนำข้าวที่สร้างความเสียหายให้แก่ชาติของยิ่งลักษณ์

ล่าสุด หลานสาวของทักษิณ ที่ชื่อ ชนิกา วงศ์นภาจันทร์ หรือ แซน ได้อวดฉลาดโพสถามเรื่อง ปรส. กับประชาธิปัตย์ สมทบกับโอ๊คตามนี้



แซน ชนิกา หลานทักษิณยิ่งลักษณ์ โพสต์เฟสบุ๊ค เรื่อง ปรส. ถาม ปชป. ดังนี้

1. รัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ (พ.ศ. 2539-2540) ได้ออก พระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 จัดตั้ง “องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน หรือ ปรส.” (Financial Secter Restructuring Authority: FRA) ในวันที่ 27 ตุลาคม 2540

2. รัฐบาล พล.อ.ชวลิต แต่งตั้งคณะกรรมการ “ปรส. ยุคชวลิต” โดยมี นายธวัชชัย ยงกิตติกุล เป็น ประธาน ปรส. ชุดแรก ในวันที่ 27 ตุลาคม 2540

3. รัฐบาล พล.อ.ชวลิต ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2540

4. พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร เป็นรองนายกรัฐมนตรีด้านการต่างประเทศในสมัยรัฐบาลชวลิต และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดตั้ง ปรส. แต่อย่างใด

5. พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ ได้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2540 เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อการลอยตัวค่าเงินบาท กล่าวคือ “ปรส. ยุคชวลิต” ได้สิ้นสุดลงหลังจัดตั้งกองทุนได้เพียง 16 วันเท่านั้น

6. นายชวน หลีกภัย ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ในสมัยที่ 2 วันที่ 9 พฤศจิกายน 2540 (รัฐบาลชวน 2 : พ.ย. 40 – ก.พ. 44)

7. รัฐบาลชวน 2 ได้มีการสรรหาผู้เหมาะสมเข้ามาเป็นประธาน ปรส. แทน นายธวัชชัย ยงกิตติกุล ที่ลาออก โดยนายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น เป็นผู้ทาบทาม นายอมเรศ ศิลาอ่อน

8. รัฐบาลชวน 2 ได้แต่งตั้ง คณะกรรมการ “ปรส. ยุคชวน” โดยมี นายอมเรศ ศิลาอ่อน เป็นประธาน ปรส. และนาย วิชรัตน์ วิจิตรวาทการเป็นเลขาธิการ ในวันที่ 23 ธันวาคม 2540 ซึ่งภายหลังนายวิชรัตน์ มีปัญหาเรื่องคุณสมบัติ จึงมีการแต่งตั้ง นายมนตรี เจนวิทย์การ เป็นเลขาธิการ ปรส. แทน

9. “ปรส. ยุคชวน” แต่งตั้งโดยรัฐบาลชวน2 สั่งปิดกิจการถาวร 56 สถาบันการเงิน

10. “ปรส. ยุคชวน” แต่งตั้งโดยรัฐบาลชวน 2 ดำเนินการนำสินทรัพย์ 56 สถาบันการเงิน ประมูลขายแบบ “เหมาเข่ง” ในราคา “เลหลัง” กล่าวคือสินทรัพย์ที่นำไปประมูลขายทอดตลาด ได้รับการประเมิณว่ามีมูลค่า สูงถึง 851,000 ล้านบาท ถูกขายทอดตลาดไปเพียง 190,000 ล้านบาท เท่านั้น

11. รัฐบาลชวน 2 ตราพระราชกฤษฎีกา 2 ฉบับ เพื่องดเว้นภาษีแก่ผู้ซื้อสินทรัพย์ที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มทุนต่างประเทศ และ ยกเว้นภาษีให้กองทุนรวมฯ เอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายซื้อ ใช้กองทุนรวมฯ (กองทุนต่างชาติ) ที่ไม่มีสิทธิเข้าประมูล เข้ามาใช้สิทธิ์ได้รับยกเว้นภาษีฯ

สรุปแล้วงานนี้ ถ้าพิจารณาจาก 11 ข้อเท็จจริงนี้ ใครเกี่ยวไม่เกี่ยว ก็คงต้องใช้ “วิจารณญาณ” อ่านกันดูเองนะคะ

ที่มา มติชนออนไลน์

----------------

พอดีคำถาม ของ แซน ชนิกา มันเผอิญไปตรงกับที่คุณพิเชษฐ์ พันธุ์วิชาติกุล ได้โพสเฟสบุ๊ค เพื่อตอบโต้เพจ uddthailand ที่พยายามบิดเบือน โดย คุณพิเชษฐ์ พันธุ์วิชาติกุล ได้โพสในเฟสบุ๊คตามนี้




ขบวนการบิดเบือนหนีตาย
ยุทธการโกหกคำโต

มีผู้ปรารถนาดี
ถ่ายภาพเพจจากfb.ที่ไหนสักแห่งส่งมาให้ทางไลน์ เปิดเผยให้เห็นว่า
ยุทธการบิดเบือน "โกหกคำโต"
ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
เป็นขบวนการ โดยแบ่งหน้าที่กันทำเป็นเครือข่าย หลายกลุ่ม
เพื่อช่วยอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์
ให้พ้นจากความผิดในคดีรับจำนำข้าว
โดยพยายามริดรอนความน่าเชื่อถือ ของปปช. ผู้ได้ชี้มูลความผิด ให้ดำเนินคดี

ผมออกมาชี้แจงเรื่อง ปรส.โดยเปิดเผยตัวตนชัดแจ้ง ต้องรับผิดชอบด้วยเกียรยศของตนเอง ที่เป็น รมช.กค. อยู่ในช่วงเวลาขณะนั้น

แต่เพจที่ขึ้นมานี้ โดยกลุ่มบุคคลลึกลับ
ไม่เปิดเผยตัวตัว ใช้ชื่อ UDD.Thailand
แต่มีการบิดเบือนข้อเท็จจริง ตั้งแต่ใน ภาพ แยกรัฐบาลชวลิต และชวน หลีกภัย

ขอเรียนว่า
ที่ระบุในช่องสีแดง และสีเขียว ล้วนเป็นเท็จคือ

1 พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ
(แท้จริงต้องระบุรองนายกรัฐมนตรีขณะนั้นไว้ด้วย)

1.1 "ก่อตั้ง ปรส.ขึ้นมาโดยแยกหนี้ดี ออกจากหนี้เสีย" เป็นเท็จ

ปรส.ตั้งขั้นโดย พรก. วันที่ 22 ตค.40 ประกาศราชกิจจาฯ 24 ให้มีผลบังคับใช้ 25 ตค.40 แล้วรัฐบาล ชวลิตฯ ลาออกวันที่ 6 พย. 40 กำหนดอำนาจในการชำระบัญชีเป็นของ ปรส.โดยเบ็ดเสร็จ

ไม่มีข้อกำหนดที่ใดว่า "โดยแยกหนี้ดีออกจากหนี้เสีย" การประมูลขายสินทรัพย์โดยวิธีใดเป็น อำนาจของ ปรส. รัฐบาลก้าวก่ายแทรกแซงไม่ได้

1.2.ขณะนั้นยังไม่มีใครทราบ ได้ว่า ปรส.จะอนุญาตให้ 58 สถาบัน การเงินกลับมาฟื้นฟูกิจการได้กี่แห่ง สินทรัพย์ที่จะต้องขายทอดตลาดมีเท่าไร สภาพสินทรัพย์เป็นอย่างไร จึงไม่มีข้อมูล จะประเมินได้ว่า จะขายสินทรัพย์ได้กี่เปอร์เซ็นของมูลค่าหนี้ ที่กล่าวว่า ได้ประเมินไว้ตั้งแต่ รัฐบาลชวลิตฯ ที่ตัวเลข 42.68% เป็นการกล่าวข้อมูลเท็จ

2. รัฐบาลชวน หลีกภัย
(ตั้งแต่ 14 พย. 40)

2.1 ที่กล่าวว่า "ตั้งคณะกรรมการ ปรส. ใหม่หมด" เป็นเท็จ

ตามพรก. รัฐบาลใหม่ ไม่สามารถปลด กก.ปรส.ที่ตั้งไว้แล้วได้ แต่หลังจากที่ ปรส.ได้วินิจฉัยปิด 56 สถาบันการเงิน เป็นการถาวรเมื่อ วันที่ 8 ธันวาคม 2540 แล้ว ประธาน และ เลขาธิการ ปรส. พร้อมกัน ลาออก

รมว.กค. ในรัฐบาลนายชวน หลีกภัย ได้ตั้งประธาน ปรส.คนใหม่ กับตั้ง ผู้รักษาการ เลขาธิการคนใหม่ เท่านั้น ที่อ้างว่ามีการตั้งกรรมการ ปรส.ใหม่ ทั้งหมด เป็นการจงใจกล่าวคำเท็จ

2.2 "ประมูลขายสินทรัพย์จริงได้เพียง 24.99 % " เป็นความเท็จ

ข้อเท็จจริงคือ จากจำนวนสินทรัพย์ ทั้งหมด 748,091 ล้านบาท ประมูลขายไปได้เงินรวม 271,397 ล้าน บาท คิดเป็นสัดส่วน 35.31 %

ปรส.ชำระบัญชีเสร็จสิ้นในปี 2545 ซึ่งเป็นช่วงรัฐบาลไทยรักไทย มี พตท. ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว และคนจากไทยรักไทยในชื่อพรรคใหม่ก็ได้สืบทอดเป็นนายกรัฐมนตรีมาตลอด คือนายสมัคร สุนทรเวช นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จนถึงนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ข้อมูลเช่นนี้

รัฐบาล พตท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องทราบดี หากไม่เป็นความจริง คงจะมีข้อมูลจาก ไทยรักไทย หรือพรรคเพื่อไทย ออกมายืนยันแล้ว

2.3 "ออกกฎหมายยกเว้นภาษี ให้แก่กองทุนต่างชาติที่เข้ามาซื้อ" เป็นความเท็จ

เพราะกฎหมายได้ยกเว้นภาษีใช้กับผู้ซื้อสินทรัพย์ทุกราย ไม่ใช่เฉพาะกองทุน ต่างชาติ ผู้ซื้อสินทรัพย์ประมาณร้อยละ 55.57 เป็นผู้ประกอบการไทย ส่วนผู้ประกอบการต่างชาติมีเพียงร้อยละ 44.43 เท่านั้น

จากนี้ต่อไป จนกว่าจะได้มีการตัดสินคดีความผิดเรื่องจำนำข้าว จะต้องมีสมุนบริวารเรียงแถวกันออกมาบิดเบือนเรื่อง ปรส. ในรูปแบบต่างๆเป็นขบวนการต่อไป

วิธีการต่อสู้กับการโกหกซ้ำซาก ก็คือต้องติดตามชี้แจงข้อเท็จจริง ย้ำความจริงซ้ำซากเช่นเดียวกัน

ข้อมูลดังกล่าว แม้บางท่านจะได้ผ่านตามาหลายครั้งแล้ว แต่ก็โปรดอย่าได้เบื่อหน่าย

ผมเองก็ต้องพยายามปลุกตนเองให้ ไม่เบื่อหน่ายที่จะตามชี้แจง จนกว่าคนอื่นๆในพรรคประชาธิปัตย์จะได้ตื่นจากหลับเสียที

หรือคนในรัฐบาลชวน หลีกภัย วันนี้ไม่เหลือใครอีกแล้วใน พรรคประชาธิปัตย์ ?? ?

19 11 57

-----------------

แนะนำอ่านเพิ่มเติมเรื่อง ปรส. ที่ผมอธิบายอย่างมัน และเข้าใจง่าย ๆ ต่อได้ที่

คลิกอ่าน โอ๊คโชว์โง่ คดี ปรส. แถมอวยจำนำข้าวอย่างหน้าด้าน

คลิกอ่าน ทำไม ปรส. ไม่แยกหนี้ดีหนี้เสีย และความโง่ของโอ๊ค

วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เพจเสื้อแดงโชว์โง่ ประยุทธ์ไม้ได้ประสานมือกับโอบามา







พอดีบล็อคนี้ไม่ได้อัพเดทมาหลายวัน ก็เลยขออัพเดทเรื่องฮา ๆ เกี่ยวกับความโง่เพจเสื้อแดงที่ชื่อว่า สื่อมวลชน คนเสื้อแดง ให้อ่านเล่น ๆ แล้วกัน

อย่างเช่นเรื่องที่ นายกฯ ประยุทธ์ ไปประชุมอาเซียนซัมมิทที่พม่า

เพจ สื่อมวลชน คนเสื้อแดง ก็เอาเรื่องที่นายกฯ ประยุทธ์ ไม่ได้ประสานมือกับโอบามา มาเล่นเอาฮาในกะลาแดง เรื่อง ยืนไม่เรียงตามตัวอักษร หาว่า โอบามาเขารังเกียจเลยไม่อยากยืนเรียงตามตัวอักษร

ซึ่งผมก็ไปแสดงความเห็นสั่งสอนความโง่มันสักหน่อยตามรูปนี้ครับ



อธิบายก็คือ การยืนเรียงตามอักษร เขาไม่ได้เน้นว่าต้องตายตัวหรอกครับ ถ้าเราไปย้อนดูการประชุมอาเซียนซัมมิทที่ผ่านมา ก็ไม่เคยเรียงกันเป๊ะ ๆ สักครั้ง

อย่างสมัยยิ่งลักษณ์เคยไปประชุมที่บรูไน ก็เรียงลำดับ สิงคโปร์ ไทย เวียดนาม สหรัฐอเมริกา เหมือนกัน




หรือการประชุมที่กัมพูชาเป็นเจ้าภาพ ก็ยืนเรียง สิงคโปร์ ไทย เวียดนาม สหรัฐอเมริกา เหมือนกัน





รูปที่ 2 ที่เพจ สื่อมวลชน คนเสื้อแดง โชว์โง่ คือ รูปนี้ครับ



พอผมไปโพสสั่งสอนมันได้ไม่ถึงชั่วโมง แอดมินเพจนี้มันก็แบนผม  คือ มันคงรับความจริงไม่ได้นั่นแหละ 555555


ที่จริงยังมีเรื่องโง่ ๆ ของเพจเสื้อแดงอีกหลายเพจ แต่ผมขอยกตัวอย่างแค่นี้แล้วกัน

เพื่อจะบอกว่า คนโง่เสื้อแดงในประเทศไทยมันไม่ยอมออกจากกะลาแดงกันเลย ดังนั้น ระบอบทักษิณจึงยังคงอยู่ต่อไปอีกนาน

คลิกอ่าน เสื้อแดงโชว์โง่ขอเป็นขี้ข้าทักษิณ ขอเป็นรองเท้าทักษิณทุกชาติไป

วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ทำไมเฉลิมถึงบอก ทักษิณต้องขอบคุณ คสช.ที่ทำรัฐประหาร







ลังจาก ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุงราษฎร์ ออกมาให้ข่าวว่า มันยังไม่ตาย พร้อมพูดถึง คสช. ว่า ทักษิณต้องขอบคุณ คสช. ด้วยซ้ำที่ทำรัฐประหาร จนเป็นเหตุให้คางคก ตู่จตุพร ถึงกับปรี๊ดแตก รีบออกมาด่าเฉลิมทันทีถึงขนาดไม่เผาผีกันเลย

คลิกอ่าน ข่าวเฉลิมบอกทักษิณควรเอาไวน์ไวน์เปตรุส ไวน์ชั้นยอดราคาแพงมาให้ พล.อ.ประยุทธ์ สัก 12 ลัง


ก่อนอื่นผมขอบอกก่อนว่า สาเหตุที่จตุพรมันโมโหเฉลิม นอกเหนือจากเรื่องส่วนตัวที่สั่งสมมานมนานแล้ว ตามที่ผมเคยเล่าไว้ในบทความเรื่อง คลิปจตุพร ด่าเฉลิม ประกาศแตกหัก ว่าไอ้ตู่มันแค้นใจที่เฉลิมไม่เคยออกมาสู้กับคนเสื้อแดง แต่แค่สอพลอเลียทักษิณก็ได้เป็นรัฐมนตรีตลอด

แต่เรื่องที่ไอ้ตู่ มันเจ็บใจที่สุด ก็คือ เฉลิมดันเอาความจริงมาเปิดเผย ว่า แท้จริงแล้วทักษิณ ยิ่งลักษณ์ รวมทั้ง สส.เพื่อไทย รวมทั้งไอ้ตู่ ไอ้เต้น และแกนนำเสื้อแดงทุกคน มันไม่ใช่นักประชาธิปไตยอะไรเลย  ที่อ้างประชาธิปไตยบังหน้าก็มีไว้แค่หลอกใช้พวกควายแดงเท่านั้น

การที่เฉลิม ออกมาพูดในทำนองว่า ทักษิณไม่ใช่นักประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแบบนี้ ไอ้ตู่ จตุพร ผู้มีหน้าที่เสี้ยมและหลอกควายแดงก็ย่อมหากินยากขึ้นน่ะสิครับ

เท่ากับไอ้เหลิมมาทุบหม้อข้าวไอ้ตู่ ไอ้เต้น ไอ้เหวง นังนกแสกแท้ ๆ

ดังนั้นไอ้ตู่เลยต้องรีบออกมาโวยวายเฉลิม เพื่อหลอกควายแดงให้หลงเชื่อต่อไปว่า ทักษิณ ยิ่งลักษณ์ คือ นักประชาธิปไตยตัวจริงเสียงจริง ยังเป็นนักประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการเหมือนเดิม

ซึ่งถ้าเสื้อแดงบางคนที่ไม่โง่ขนาดควายแดง ก็น่าจะจำได้ว่า ไอ้ตู่คางคก เคยประกาศท้าพลเอกประยุทธ์บนเวทีเสื้อแดงหลายครั้งว่า ถ้าพลเอกประยุทธ์ทำรัฐประหารเมื่อไหร่ มันจะพาเสื้อแดงนับล้านออกมาต่อต้านรัฐประหารทันที

แล้วเป็นไงล่ะ ??  จนถึงวันนี้ ไอ้ตู่ คางคก จตุพร มันได้พาคนเสื้อแดงนับล้านคนออกมาต่อต้านรัฐประหารรึยัง ? 5555

ทีนี้กลับมาที่การพูดของเฉลิม อีกครั้ง ที่มันวิเคราะห์ว่า การที่ คสช. ทำรัฐประหาร ทำไมทักษิณถึงต้องขอบคุณ คสช.

ผมขอยกบทความของ คุณสุรวิชช์ วีรวรรณ ที่เขียนใน astv มาให้คุณผู้อ่าน ได้อ่านแล้วกัน เพราะเขาเขียนได้ดีจริง ๆ

--------------------

ทำไมเฉลิมบอกว่าทักษิณคือผู้ชนะ หลัง คสช. รัฐประหาร

โดย สุรวิชช์ วีรวรรณ

เฉลิมบอกว่า คนที่ได้กำไรจากการปฏิวัติที่สุดไม่ใช่ พวก กปปส. หรือพรรคประชาธิปัตย์ พวกนั้นแทบจะกระอักเลือดไม่ได้อะไร  คนที่ได้กำไรที่สุดเป็นพรรคเพื่อไทย และทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ดูจะเป็นคนที่มีความสุขที่สุด เพราะช่วยแก้ปัญหาการเมืองในพรรคเพื่อไทยให้หลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นภาวะที่แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงกำลังเคลื่อนไหวจนกระทบกระทั่งกับรัฐบาลเองในตอนนั้น ปัญหาความวุ่นวายหลายอย่างในปลายรัฐบาล ที่ทำอะไรลำบาก ปฏิวัติรอบนี้ทักษิณต้องส่งไวน์เปตรุส ไวน์ชั้นยอดราคาแพงมาให้ พล.อ.ประยุทธ์ สัก 12 ลัง

เฉลิมบอกด้วยว่า ตอนนี้คนในพรรคเพื่อไทยไม่ต้องทำอะไร อยู่เฉยๆ รอรัฐธรรมนูญใหม่ กระบวนการเลือกตั้งออกมาจะเป็นอย่างไร เมื่อประเทศคืนสู่ภาวะปกติ เปิดให้มีการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยยังจะชนะเลือกตั้งได้กลับมาเป็นรัฐบาลเหมือนเดิม

คำพูดของเฉลิมดูเหมือนจะสวนทางกับความเชื่อของมวลมหาประชาชนที่ออกมาแสดงความยินดีกับทหารที่ออกมายึดอำนาจ เพราะคนจำนวนมากเชื่อว่า ทหารจะออกมาจัดการกับรัฐบาลของทักษิณและระบอบทักษิณ จึงมีคำพูดทำนองว่า ให้ดูเขาไปก่อน ให้โอกาสทำงานก่อน ซึ่งมีคำถามตามมาว่า จะให้โอกาสเขาทำงานถึงเมื่อไหร่ หรือจนถึงวันที่จัดให้มีการเลือกตั้งและปรากฏผลว่า พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งได้กลับมาเป็นรัฐบาลใช่ไหม

ถ้าผ่านการเลือกตั้งแล้วผ่านการปฏิรูปทางการเมืองที่เราเรียกร้องกันแล้ว จะยอมรับผลการเลือกตั้งกันไหม

ถึงวันนี้เราต้องยอมรับความจริงนะครับว่า ทัศนคติของทหารที่ออกมารัฐประหารครั้งนี้ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่จัดการกับระบอบทักษิณและรัฐบาลของทักษิณ เพราะไม่มีการกล่าวหาใด ๆ ต่อรัฐบาลเลย นอกจากอ้างเหตุว่า เกิดความขัดแย้งของคนในชาติที่จะลุกลามบานปลายไปจนทหารต้องออกมาแก้วิกฤตของบ้านเมือง

แต่ถ้าทหารไม่ออกมามวลมหาประชาชนก็ไม่มีวันที่จะโค่นล้มรัฐบาลของทักษิณได้ ในตอนนั้น จึงมีเสียงเรียกร้องให้กองทัพออกมาแก้วิกฤตของบ้านเมือง แล้วสุดท้ายทหารก็ออกมาจริงๆ ตอนแรกใครก็เชื่อว่า ทหารจะออกมาจัดการกับระบอบทักษิณรัฐบาลของทักษิณ (ตอนนี้มวลชนที่ยัง “งุนงง” ก็ยังเชื่ออยู่) 

แต่สุดท้ายพฤติกรรมที่แสดงออกกลับไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย พวกเขากลับมองว่า มวลชนทั้งสองฝ่ายต่างเป็นมวลชนที่มีปัญหาไม่แตกต่างกัน ทหารไม่ได้ออกมาสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยเฉพาะที่มวลมหาประชาชนเชื่อกัน

แม้ว่าตอนแรกดูเหมือนทหารจะแสดงบทบาทเข้มข้นกับคนเสื้อแดงมากกว่า เพราะทหารกลัวว่า คนพวกนั้นจะออกมาต่อต้าน 

แต่เมื่อทักษิณส่งสัญญาณให้คนเสื้อแดงว่า อย่าไปขัดขวางการทำงานของ คสช. คนเสื้อแดงทั้งหมดจึงพากันสงบปากคำ หลบอยู่ในที่ตั้ง หรือที่มีคนเรียกว่า “แกล้งตาย” นั่นเอง

ผมเชื่อว่า ทักษิณก็คิดเช่นนี้เพราะทักษิณมั่นใจเหมือนกับที่เฉลิมพูดว่า  อย่างไรเสียเมื่อการเลือกตั้งกลับมาพรรคของเขาก็ต้องชนะอีก ไม่ว่ารัฐธรรมนูญจะถูกออกแบบมาอย่างไรก็ตาม

บางคนอาจบอกว่าถ้าเป็นเช่นนั้น เท่ากับเป็นการรัฐประหารที่สูญเปล่าอีกครั้ง คำพูดนี้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นทัศนะของใคร ถ้าพรรคของทักษิณกลับมาชนะอีก ฝ่ายตรงข้ามของทักษิณก็ต้องคิดเช่นนั้นด้วยความรู้สึกที่ปวดร้าว ส่วนฝ่ายของทักษิณก็คงคิดเช่นนั้นเช่นเดียวกัน แต่อาจมีน้ำเสียงที่เยาะเย้ยเจือปนอยู่ด้วย

แต่ประเด็นก็คือ มีใครรู้บ้างว่า พล.อ.ประยุทธ์และคณะของเขาคาดหวังแค่ไหนที่เข้ามายึดอำนาจรัฐประหารและตั้งรัฐบาลทหารในครั้งนี้ การคาดหวังว่าจะจัดการกับระบอบทักษิณนั้นค่อนข้างจะมีแนวโน้มที่ชัดเจนแล้วนะครับว่า ไม่ใช่ !

เพราะเท่าที่เห็นก็คือ ทหารออกมาเพียงเพื่อยุติความขัดแย้งในชาติเอาไว้ชั่วคราวเท่านั้น

ถ้าเราจะเรียกว่า กวาดขยะไว้ใต้พรมก็คงจะไม่ผิด

สมาชิกสภานิติบัญญัติสายทหารแสดงออกมาชัดเจนว่า ไม่ต้องการถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กรณีดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มา ส.ว. ว่าการกระทำส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดรัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่ต้องพูดเลยว่า การถอดถอนยิ่งลักษณ์จะสำเร็จลงได้

เมื่อชัดเจนแล้วว่า ทหารไม่ได้ออกมารัฐประหารเพื่อเลือกข้างทางการเมือง แต่เพื่อยับยั้งวิกฤตของบ้านเมืองเท่านั้น

ผมคิดว่าคำพูดของเฉลิมครั้งนี้มีโอกาสเป็นไปได้สูงทีเดียวว่า เมื่อการเลือกตั้งกลับมาพรรคของทักษิณจะกลับมาชนะอีก แต่ผมอาจมีความเห็นแตกต่างกับเฉลิมตรงที่เฉลิมบอกว่ายกเว้นทักษิณตายหรือเลิกเล่นการเมือง

เพราะผมคิดว่า ถึงทักษิณตายถ้าพรรคของทักษิณยังอยู่พวกเขาก็ชนะการเลือกตั้งอีก ถ้าเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทัศนคติข้างมากของประชาชนในชนบทได้

ประชาชนชนบทในอดีตถูกทอดทิ้งจากอำนาจรัฐส่วนกลาง ความเจริญกระจุกอยู่ในเขตเมือง เมื่อระบอบทักษิณยื่นมือไปสัมผัสกับประชาชนในนามของกองทุนหมู่บ้าน โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค การพักชำระหนี้เกษตรกร ฯลฯ อย่างที่ไม่เคยได้จากอำนาจรัฐส่วนกลางมาก่อน

ทำให้ประชาชนเชื่อว่า ทักษิณมอบประชาธิปไตยที่กินได้ให้พวกเขา สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนจะดีถ้าไม่คำนึงว่า จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาวหรือไม่ ไม่ได้คำนึงถึงหนี้ภาคครัวเรือนที่สูงขึ้นเพราะถูกกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายโดยไม่รู้ตัว ประชาชนอ่อนแอลงเพราะรอคอยโอกาสการช่วยเหลือจากรัฐม่คิดว่าทักษิณเอาเงินของประชาชนนั่นแหละมาสร้างความนิยม และไม่ได้คิดถึงตัวเลขผลกำไรที่สูงขึ้นของบริษัทในวงศ์วานว่านเครือของทักษิณจากผลประโยชน์ทับซ้อนเชิงนโยบาย

นโยบายประชานิยมจึงทำให้ทักษิณกลายเป็นเทพเจ้าองค์ใหม่ของคนยากจนในชนบท มีอำนาจล้นฟ้าจนรัฐมนตรี ส.ส. และข้าราชการเป็นเหมือนกับลูกจ้างของบริษัทในเครือชินวัตร จนกระทั่งเกิดสิ่งที่เรียกว่า ระบอบเผด็จการรัฐสภาของกลุ่มทุนพรรคการเมือง ที่ทำให้พรรคการเมืองเป็นบริษัทที่จัดการผลประโยชน์ของรัฐมาเป็นของกลุ่มทุนพรรคการเมือง

ประชาชนส่วนหนึ่งซึ่งมองเห็นกลไกอันพิกลพิการของระบอบทักษิณที่อ้างว่า มาจากการเลือกตั้งของประชาชนจึงออกมาต่อสู้เพื่อไม่ให้ผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนกลายเป็นผลประโยชน์ของกลุ่มทุนพรรคการเมือง แต่ถูกระบอบทักษิณปลุกประชาชนขึ้นมาต่อสู้จนเกิดเป็นความขัดแย้งของประชาชนในชาติ

ถ้าสิ่งเหล่านี้พล.อ.ประยุทธ์มองไม่เห็นถึงปัญหาของวิกฤตการเมืองที่สืบเนื่องมานับสิบปี ระบอบทักษิณก็กลับมาอีกอย่างที่เฉลิมพูด แล้วความขัดแย้งของคนในชาติก็จะดำรงอยู่ต่อไป

http://astv.mobi/AVJ6y1U



-----------------

ข้อคิดท้ายบทความ

ผมสรุป คำพูดของเฉลิมอย่างง่าย ๆ เลยนะว่า ทักษิณและเฉลิมยังมั่นใจว่าคนไทยในชนบทส่วนใหญ่ยังโง่เหมือนเดิม

"เพราะประเทศไทย ขอเพียงแค่คุณชนะการเลือกตั้งได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม ต่อให้คุณเหี้ยแค่ไหน ก็จะมีไอ้พวกโง่ที่เชื่อว่าคุณไม่เหี้ยเสมอ"
.
555555/@akecity





วันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2557

คดีฮา เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษา ตู่ จตุพรเป็นทาสทักษิณจริง






ผมถือเป็นคดีที่ฮาที่สุดในรอบปีเลยก็ว่า นั่นคือ คดีที่นายวัชระ เพชรทอง อดีต สส.ประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นรุ่นพี่ที่สนิทชิดเชื้อรู้เช่นเห็นสันดานธาตุแท้ของนายจตุพร พรหมพันธุ์ เป็นอย่างดีมาตั้งแต่เรียนรามคำแหง ซึ่งนายวัชระ เคยบอกว่า นายจตุพรเป็นทาสทักษิณ

ซึ่งต่อมานายจตุพร พรหมพันธุ์ หรือฉายาไอ้ตู่ คางคกแดง ก็เลยไปฟ้องหมิ่นประมาทต่อนายวัชระ เพชรทอง แถมศาลยังบอกอีกว่า

แล้วคดีก็มาถึงชั้นอุทธรณ์ มันฮาตรงที่ศาลอธิบายเหตุผลที่ยกฟ้องนี่แหละครับ ลองอ่านกันดู

----------------------

ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง “วัชระ-ไทยโพสต์” หมิ่นตุ๊ดตู่เป็นทาส “สัมภเวสีแม้ว” ชี้ติชมโดยสุจริต แถมศาลสำทับพวกปลื้มเหลี่ยมน่าจะดีใจด้วยซ้ำที่ “จตุพร” ภักดี ส่วนกรณีนำนิสัยสมัยเรียน ม.รามฯ มาวิพากษ์นั้นถือเป็นการบ่งบอกพฤติกรรม! 

เมื่อวันที่ 17 ต.ต. 57 ห้องพิจารณา 707 ศาลอาญา ได้มีการอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ในคดีหมายเลขดำ อ.3856/2552 ที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์, บริษัท สารสู่อนาคต จำกัด เจ้าของหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ และนายทวีสิน สถิตรัตนชีวิน (เสียชีวิต) อดีต บ.ก.ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา นสพ.ไทยโพสต์ เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328

กรณีวันที่ 24 ก.ย.52 นายวัชระแถลงข่าวที่รัฐสภา กล่าวทำนองว่า นายจตุพรเป็นทาสรับใช้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และตระกูลชินวัตรเพียงตระกูลเดียว พร้อมเรียกร้องให้หยุดพฤติกรรม และคืนเงินเดือนที่ได้มาจากภาษีของประชาชน

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2556 เนื่องจากเห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีบทบาทในพรรคเพื่อไทย และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาจำคุก 2 ปี คดีทุจริตจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก ซึ่งนายจตุพรก็เคยเบิกความว่า ตนมีความเคารพรักและมีความก้าวหน้าทางการเมืองเพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความเสื่อมเสียดูหมิ่น เพราะเป็นการปกป้องด้วยความจงรักภักดี จึงเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมือง ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท

ต่อมานายจตุพรยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนแล้วเห็นว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 -3 กระทำผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างเป็นนักการเมือง โดยสังกัดพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามกัน และมีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกัน

การที่จำเลยที่ 1 ใช้คำว่าโจทก์เป็นทาสของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็เนื่องจากโจทก์ได้เคยแถลงว่าคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เป็นองค์กรทาสที่ถูกตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการต่อ พ.ต.ท.ทักษิณโดยไม่ชอบธรรม ทั้งนี้ โจทก์มีความศรัทธาต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงได้แถลงข่าวดังกล่าว ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้แถลงข่าวว่าโจทก์เป็นทาสของ พ.ต.ท.ทักษิณ เห็นว่าคำว่าทาสหมายถึงผู้รับใช้ มีความหมายทั้งด้านดีและไม่ดี 

ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 กล่าวหาโจทก์ว่าเป็นทาสของ พ.ต.ท.ทักษิณ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์มีความเคารพ เชื่อถือและศรัทธาต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ โจทก์จึงไม่ได้เสียหาย ส่วนประชาชนทั่วไปที่เชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณเป็นคนดี เมื่อได้ฟังคำพูดของจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้ทำให้เกิดความรู้สึกเกลียดชังโจทก์ แต่กลับนิยมชมชอบเสียด้วยซ้ำ

ส่วนข้อความที่จำเลยกล่าวว่า โจทก์ทำตัวเป็นผู้รับใช้ทรราช และขอให้คืนเงินที่ได้มาให้กับประชาชนนั้น เห็นว่าเมื่อโจทก์แสดงความเห็นใจ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าถูกกล่าวใส่ร้ายให้เสียหาย แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า พ.ต.ท.ทักษิณถูกศาลพิพากษาว่ามีความผิดในหลายคดี ซึ่งจำเลยที่ 1 ที่มีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างกับโจทก์ คำกล่าวของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรม

ส่วนข้อความที่จำเลยที่ 1 กล่าวว่าโจทก์ชอบนำนิสัยสมัยเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงมาใช้ เช่น โกหกหลอกลวงประชาชนนั้น เห็นว่า ทั้งโจทก์และจำเลยต่างเคยเรียนมาด้วยกัน จึงเป็นการนำลักษณะพฤติกรรมของโจทก์มาเปรียบเทียบกับการกระทำปัจจุบัน อันมีลักษณะบ่งบอกพฤติกรรมของโจทก์ ซึ่งยังไม่พอรับฟังได้ว่าเป็นการหมิ่นประมาท ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนยกฟ้อง

สำหรับนายวัชระได้เคยถูกศาลพิพากษาจำคุก 2 เดือน ปรับ 2 หมื่นบาทในความผิดฐานหมิ่นประมาทคดีที่นายจตุพรเป็นโจทก์ยื่นฟ้องในคดีหมายเลขดำ 898/2552 กรณีกล่าวหาว่านายจตุพรเป็นเด็กเลี้ยงแกะ แต่ศาลให้รอลงอาญาเป็นเวลา 1 ปี ซึ่งนายวัชระได้ยื่นอุทธรณ์ และขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์


-----------------

เฉลิมยังยอมรับเป็นขี้ข้าทักษิณ แต่ทำไม ตู่จตุพร ถึงไม่ยอมรับ หา !??



วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2557

เมื่อ กฟผ. พา ดร.สมเกียรติไปดูโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และถ่านหิน






รายการคิดยกกำลังสอง ไทยพีบีเอส ได้เชิญ ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล มาเล่าถึงการไปดูโรงไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ และโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่เยอรมันและฝรั่งเศส

โดยที่ ดร.สมเกียรตื รีบออกตัวไว้ก่อนตั้งแต่เริ่มรายการว่า "ผมไม่ใช่สื่อมวลชนในกระแส  คือไม่ได้ประกอบในอาชีพนี้อยู่แล้ว..." 

ดร.สมเกียรติ คงหมายถึง ตนเองไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องพลังงานโดยเฉพาะ

ก่อนอื่นผมอยากให้คุณผู้อ่านดูคลิปความยาว 7 นาทีกว่า ๆ เท่านั้นก่อน ก่อนที่ผมจะขอวิจารณ์เรื่องนี้ในสิ่งที่ผมไม่ค่อยเห็นด้วย



ผมว่า การที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตได้พาผู้ทรงคุณวุฒิด้านสื่อไปดูโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ไปดูโรงไฟฟ้าถ่านหิน เจตนาหลักของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตก็คือต้องการให้คนที่มีศักยภาพด้านสื่ออย่าง ดร.สมเกียรติ มาพูดในสิ่งที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตต้องการนำเสนอให้คนไทยรู้

มีคำพูดหลายประโยคที่สะกิดใจผมของ ดร.สมเกียรติ

เช่น นาทีที่ 1.10 "เราทุกคนรู้ว่าประเทศไทยเนี่ย ไม่มีแหล่งพลังงานของตัวเองพอที่จะผลิตกระแสไฟฟ้า เลี้ยงคน อุตสาหกรรม ธุรกิจกับบริการทุกอย่างให้แสงสว่างและพลังงานกับประเทศได้ต่อไปในอนาคต ในระยะไม่ได้ยาวนะ"

ที่ ดร.สมเกียรติพูด ท่านหมายถึงพลังงานหลัก ไม่ใช่พลังงานทางเลือก เช่น แก๊ส ถ่านหิน ซึ่งเรากำลังจะมีไม่พอในการผลิตไฟฟ้าในอนาคต อาจารย์สมเกียรติจึงพูดถึงว่า ต่อไปเราต้องเลือกว่าจะใช้อะไรมาทดแทนสิ่งพวกนี้ในอนาคต

โดยที่ท่านยกตัวอย่างเรื่อง พลังงานนิวเคลียร์ และปัญหาที่คนไทยต่อต้าน รวมถึงปัญหาที่ไทยเรายังขาดบุคลากรวิศวกรในเรื่องนิวเคลียร์ ซึ่งแม้ไทยอยากจะทำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ตอนนี้ ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะขาดบุคลากรในด้านนี้

และประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ คนไทยไม่ไว้ใจหน่วยงานที่จะเข้ามารับผิดชอบเรื่องความปลอดภัยในเรื่องนิวเคลียร์ หรือแปลง่าย ๆ ว่า ไม่ไว้ใจความเป็นไทย ไม่ไว้ใจการบริหารจัดการแบบไทย ๆ

ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่สุด คนไทยไม่ไว้ใจมาตรฐานความปลอดภัยแบบไทย ๆ 


โดยเฉพาะในช่วงท้ายรายการที่ดร.สมเกียรติ สรุป ท่านได้สรุปไว้ว่า

"ไม่มีทางเลือกนะสำหรับประเทศไทย ต้องหาพลังงานมาเพิ่ม ถ้าไม่นิวเคลียร์ ก็ถ่านหิน แก๊สไม่พอ เพราะฉะนั้นต้องนำเข้า แต่ก็สร้างคนให้มั่นใจ คือคนที่จะเข้าไปทำงาน เทคโนโลยีมันมีอยู่แล้วไม่ว่าจะถ่านหิน หรือนิวเคลียร์ แล้วก็สร้างองค์ความรู้ให้กับชุมชน หรือองค์กรภาคประชาชนและประชาสังคม ที่ตั้งใจว่าจะค้าน หรือตั้งใจว่าจะสนับสนุน จะได้รบด้วยภูมิปัญญาให้รู้แพ้รู้ชนะ เพื่อให้ทุกคนมีไฟฟ้าใช้"


คือถ้าใครได้ดูที่ ดร.สมเกียรตืพูดทั้งหมด ตลอดจนที่การสรุปในช่วงท้ายรายการแล้ว

สำหรับผม ผมคงต้องมองและนึกเผื่อไปถึงคนดูอีกจำนวนมากในประเทศนี้ ที่พวกเขาอาจไม่ได้มีองค์ความรู้เรื่องพลังงานไฟฟ้ามากนัก แล้วพอพวกเขาได้ฟังดร.สมเกียรติ ผู้มีความน่าเชื่อถืออย่างมาก

พวกเขาก็อาจจะต้องคิดไปตามที่ ดร.สมเกียรติอธิบายว่า คงเหลือแค่ 2 ทางเลือกเท่านั้น ที่คนไทยจะต้องตัดสินใจเลือก นั่นคือ ถ้าไม่เลือกถ่านหินก็ต้องนิวเคลียร์ เพราะในอนาคตแก๊สจะหมด

ดังนั้นผมจึงรีบไปแสดงความเห็นท้วงติง ดร.สมเกียรติ ที่เพจของดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล ตามนี้



ขอบอกไว้ก่อนว่า เพราะผมให้เกียรติและเคารพ ดร.สมเกียรติ ผมจึงตอบท่านแบบที่เห็น

แม้ ดร.สมเกียรติ จะออกตัวว่า จะพูดเฉพาะที่ไปดูมาเท่านั้นก็ตาม (ซึ่งนั่นคือเจตนาที่ กฟผ. ต้องการ)

แต่ผมคิดว่า ถ้า ดร.สมเกียรติ จะสรุปหรือเอ่ยถึงโรงไฟฟ้าชนิดอื่นได้บ้างก็ไม่น่าจะเป็นไร ซึ่งผมเชื่อว่า ถ้าอาจารย์จะเสริมไปสักนิดก็น่าจะเสริมได้โดยไม่ต้องลงรายละเอียด เพื่อให้คนดูทั่วประเทศจะได้ไม่เกิดความคิดที่ว่า เหลือทางเลือกอยู่แค่ 2 ทางเท่านั้น คือ ไม่นิวเคลียร์ ก็ถ่านหิน  ซึ่งจะตรงกับเจตนาที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตหวังผลไว้

จากที่ฟัง ดร.สมเกียรติพูด จะเห็นว่า แนวโน้มน่าจะไปทางให้เลือกโรงไฟฟ้าถ่านหินมากกว่า เพราะโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยังมีปัญหาหลายด้านที่คนไทยเรายังไม่พร้อม

ยิ่งเมื่อผมไปดูเฟสบุ๊คของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ก็ยิ่งพบว่า เพจของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตพยายามนำเสนอข้อดีของการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินอย่างมากมาย 

ซึ่งผมขอบอกว่า ไม่เห็นด้วยเลยที่ไทยเราจะเลือกเส้นทางโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพราะไทยเรามีทางเลือกที่ดีกว่านั้นคือ โรงไฟฟ้าจากขยะ และโรงไฟฟ้าจากชีวมวล ตามที่ผมได้แสดงความเห็นให้อาจารย์สมเกียรติได้อ่านตามรูปด้านบน

ดังนั้นที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตพาคนไปดูงานโรงไฟฟ้าถ่านหิน ก็เพื่อต้องการเชียร์โรงไฟฟ้าถ่านหินนั่นแหละครับ

---------------

ความสำเร็จโรงไฟฟ้าจากขยะ ในประเทศสวีเดน

ทีนี้เรามาดูความสำเร็จของประเทศสวีเดน ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากขยะได้ดีมากจน กำจัดขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนมีขยะไม่พอจะผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยซ้ำ
ถึงขนาดประเทศสวีเดนต้องนำเข้าขยะจากหลายประเทศในยุโรปเพื่อเข้ามาผลิตกระแสไฟฟ้าให้พอเพียงในประเทศ โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาพลังงานนำเข้าอย่างอื่นเลย

แถมสามารถแก้ปัญหาขยะล้นเมืองได้อย่างดีที่สุด

คลิปสวีเดนนำเข้าขยะมาผลิตไฟฟ้า ความยาวแค่ 1.56 นาที



จากกรณีศึกษาของประเทศสวีเดน ได้บอกให้เรารู้ว่า ไทยเราควรเลียนแบบสวีเดนมากที่สุดในการใช้ขยะมาผลิตกระแสไฟฟ้า เพราะประเทศไทยเรามีปัญหาขยะมากจนล้นเมือง จนกำจัดไม่หมด รวมทั้งมีขยะจากการเกษตรมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าในโรงงานไฟฟ้าชีวมวล

และไม่เพียงแต่ที่สวีเดนเท่านั้นที่ประสบความสำเร็จเรื่องโรงไฟฟ้าจากขยะ แม้แต่ประเทศญี่ปุ่นเองก็ประสบความสำเร็จจากโรงไฟฟ้าจากขยะเช่นเดียวกัน

รายการดูให้รู้ ประโยชน์จากขยะในญี่ปุ่นมีมากมายจริง ๆ


การไฟฟ้าฝ่ายผลิตไม่คิดจะพาคนไปดูงานที่สวีเดน และญี่ปุ่นบ้างเหรอ?

ที่นักการเมือง หรือคนในรัฐบาลทุกยุคคิดแต่เรื่องถ่านหิน นั่นเพราะมันมีเรื่องผลประโยชน์แอบแฝงมากมาย เลยไม่ค่อยส่งเสริมโรงไฟฟ้าจากขยะและชีวมวลให้มากเท่าที่ควร

แต่ประเทศไทยเราก็เริ่มโรงไฟฟ้าประเภทนี้หลายแห่งแล้วนะครับ เพียงแต่ว่ายังมีน้อยไป นั่นเพราะรัฐบาลทุกรัฐบาลยังไม่สนใจสนับสนุนให้ทำแบบจริงจัง เอาจริง !!อาจเพราะผลประโยชน์ใน ปตท. และในการไฟฟ้าฝ่ายผลิต มันซับซ้อนซ่อนเงื่อนอยู่เยอะแน่ๆ

ผมว่า ถ้าเรามีโรงไฟฟ้าจากขยะ โรงไฟฟ้าชีวมวลในทุกชุมนุน เช่น ทุก อบต. จนทั่วประเทศ แล้วถ้าไฟฟ้าไม่พอใช้ ค่อยมองเรื่องไฟฟ้าจากนิวเคลียร์และจากถ่านหินอีกที

วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ที่นี่คือ ต้นกำเนิดเกษตรทฤษฎีใหม่ โครงการแรก






เกษตรทฤษฎีใหม่ของในหลวง นั้นมีที่มาที่ไป มีจุดเริ่มต้น มีจุดกำเนิด

ไม่ใช่อยู่ ๆ พระองค์จะทรงมาสั่งว่า ต้องแบ่งที่ดินเป็นส่วน ๆ เท่านั้นเท่านี้ ให้เกษตรกรทำเลย

แต่ในหลวงทรงได้ลองทำดูก่อน แล้วเห็นผลว่า ทำแบบนี้ดีนะ ก็เลยเป็นจุดกำเนิดเกษตรทฤษฎใหม่ขึ้นในปี พ.ศ. 2535



โดยเริ่มจากเมื่อปี พ.ศ. 2531 ในหลวงทรงซื้อที่ดินที่แห้งแล้งจากเกษตรกร ย่านวัดมงคล ตำบลห้วยบง จังหวัดสระบุรี แปลงหนึ่ง เพื่อลองใช้แนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ รวมทั้งหลัก บ ว ร หรือ บ้าน วัด ราชการ ก็เริ่มจากที่นี่เช่นกัน

ซึ่งใช้หลักแบ่งที่ดินเป็น 30:30:30:10 ส่วนตามนี้คือ สระน้ำ 30 ทำนา 30 ทำสวนผลไม้และพืชผัก 30 และบ้านอีก 10 แล้วพระองค์ก็ทรงทำสำเร็จ

ซึ่งกว่าจะสอนให้ชาวบ้านทำตามเกษตรทฤษฎีใหม่นั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะชาวบ้านละทิ้งเกษตรสวนผสมแบบโบราณมานานแล้วตามแนวคิดเกษตรเชิงเดี่ยว ปลูกพืชชนิดเดียว เช่นทำนาได้ปีละครั้ง หลังจากนั้นก็ว่างงานไม่มีอะไรทำ

แต่เกษตรทฤษฎีใหม่ทำให้ชาวนามีรายได้ตลอดปีจากพืชผลหลากหลายตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่

ต่อมาในหลวงจึงพระราชทานชื่อใหม่ ให้กับวัดมงคล เปลียนเป็น วัดมงคลชัยพัฒนา ซึ่งก็เป็นที่มาของชื่อ มูลนิธิชัยพัฒนา ด้วย

และที่ตั้งวัดมงคลชัยพัฒนา ก็เปลี่ยนจากอำเภอเมือง มาเป็นอำเภอเฉลิมพระเกียรติ ในปัจจุบัน

ผมอยากให้คนไทยทุกคนดูคลิปนี้มาก ๆ เสียเวลาสักนิด เพื่อให้รู้ถึงรากฐานว่า เกษตรทฤษฎีใหม่ มีจุดกำเนิดอย่างไร

หลักการ อ่างน้ำใหญ่ (เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) ไปเติมอ่างน้ำเล็ก แล้วอ่างน้ำเล็กไปเติมสระน้ำของเกษตรกร ก็ถือกำเนิดจากที่นี่แหละครับ

ช่วงแรกของคลิปจะมีพระสุรเสียงของในหลวงกล่าวถึง จุดเริ่มต้นของแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ด้วย




คลิกอ่าน ความโง่ของพวกล้มเจ้า เกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง






วันศุกร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2557

ต้อย แอคเนอร์ แฉถึงกึ๋นทำไมช่อง 3 เก่ากลัวทีวีดิจิตอล






ผมอ่านเฟสบุ๊คของคุณต้อย แอคเนอร์ อดีตสามีเจ๊ติ๋มทีวีพูล ที่ออกมาแฉช่อง 3

คุณต้อยได้ออกมาอ่านเกมขาดว่า ทำไมช่อง 3 อนาล็อก หรือช่อง 3 ออริจินอล จึงพยายามยื้อไม่มาออกคู่ขนานทีวีดิตอล

อ่านแล้วสะใจจริง ๆ เพราะคุณต้อยกัดเล็ก ๆ หยิกหนัก ๆ ใส่ช่อง 3

ผมว่า ถ้านายประวิทย์ มาลีนนท์ กับสรยุทธ สุทัศนะจินดา มาอ่านช้อเขียนของคุณต้อย แอคเนอร์แล้ว

นายประวิทย์ คงแสบถึงอัณฑะ ส่วนสรยุทธ อาจต้องวางแผนล่วงหน้า ขอลาไปเป็นพระเอกหนังก็ได้ 555

ผมคิดว่า ความเห็นของต้อย แอคเนอร์ จะมีผลกระทบถึงช่อง 3 แน่นอน และคงทำให้ช่อง 3 ต้องจอดำแหง ๆ ถ้าช่อง 3 ยังดื้อแพ่งต่อไป เพราะต้อย แอคเนอร์ เขาด่าได้ดี !!

--------

เรื่องราวของดิจิตอลทีวี และเหตุผลที่ช่อง3 "กลัว"
โดยต้อย แอคเนอร์


1. เกริ่นให้ทราบนิดหน่อย
ถึงต้นทุนคร่าวๆ ทีวีดิจิตอล ที่ "ต้องจ่าย" รายเดือนให้ mux
หรือค่าบริการโครงข่าย
HD. 14 ล้าน 3 แสน
SD. 4 ล้าน 6 แสน
ใครครอง HD.จะสาหัสแค่ไหน

2. ค่าสต๊าฟ.
เดือนละรวมๆ ขั้นต่ำ 5-10 ล้าน ขึ้นอยู่กับค่าจ้างผู้บริหาร
(บางเจ้ามากกว่านี้ หรือน้อยกว่านี้)
แล้วแต่การบริหารจัดการ

3. ค่าสตูดิโอ
เครื่องไม้เครื่องมือ CG ฉาก รวมทั้ง ค่าพนักงาน เจ้าที่เคยเป็นเคเบิลมาก่อน เช่น เนชั่น ทีวีพูล อาร์เอส สปริงนิวส์ วอยส์ TNN24
อาจลงทุนเพิ่มอีกไม่มาก ลดจากช่องที่ไม่เคยทำเลย 80%
เคยเป็นเคเบิลยังไง ปรับลุกนิดหน่อย ก็ออนแอร์ได้ ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ยังคงเดิม

4. หนักสุดคือ Contents
บางแห่ง ส่วนใหญ่เป็น
ไทม์แชริ่ง 70% ผลิตเอง 30% โดยเฉพาะข่าวต้องผลิตเอง
(ค่ายผลิต contents เองทั้งหมด ซึ่งมีหลายเจ้า ต้องแบก cost เดือนละหลายสิบล้าน)

5. สังเกตหรือไม่ช่วงสตาร์ทแรก ๆ ทุกค่ายออกตัวกันแรง แต่ได้แค่เงื้อ
ตอนนี้เกือบทุกช่องต้องเบรคตัวเอง "ยังไม่ปล่อยของ"
รอสถานะการณ์ช่อง 3 ให้นิ่ง
รอ กสทช.แจกกล่องให้พร้อม
ทีวีดิจิตอลทุกช่อง เขาพร้อมที่จะวัดรอยเท้า กับช่อง 3 นาทีต่อนาที รายการต่อรายการ
คาดว่ายังไงช่อง 3 ก็ชนกับ กสทช.ไม่ชนะ วิบากกรรมจะตกถึงเขาแน่นอน

6. เรื่องราวต่อนี้ไป
ถ้าช่อง 3 จอดำ หรือยอมออกคู่ขนาน วงการโฆษณา จะเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง เอเจนซี่ที่เคยหวานอมขมกลืนถูกกดหัวขึ้นราคาโฆษณา
แต่พูดอะไรไม่ได้ ไม่มีทางเลือก ต้องยอมช่อง 3 ตลอดมา
เขาขึ้นราคาเท่าไหร่ก็ต้องซื้อ เพราะมีแค่ช่อง 7 กับ ช่อง 3
คราวนี้เอเจนซี่เห็นแสงสว่างปลายอุโมงแล้ว เพราะ คุณภาพดิจิตอลเหนือกว่า อนาล็อก อยู่แล้ว

7. อีกไม่นาน เวิร์คพ้อยท์ ทรู แกรมมี่ และเจ้าอื่นๆ
ต้องถอนรายการจากช่อง 3 เพื่อไปสร้างบ้านตัวเองให้แข็งแรง
วันนี้ วันที่ดิจิตอลยังไม่เสถียร เวิร์คพ้อยท์ ก็เก็บกินค่าโฆษณาจากช่อง 3 ไปก่อน แล้วเอารายการมาออนช่องตัวเอง แถมให้ลูกค้า สร้างบุญคุณ

8. ด้านวาไรตี้
วาไรตี้คือจุดอ่อนช่อง 3 ตั้งแต่สถานีมา
เรื่องรายการ วาไรตี้ เกมโชว์ เพราะรายการจะวนอยู่กับ ลูกน้องในสถานีที่ขอมา รายการจึงอ่อนปวกเปียก ซึ่งพยายามตลอดมาก็แพ้ 7 สี ถ้าไม่มีเวิร์คพ้อยท์ ไม่มีทรู (the vioce) วาไรตี้สลบ

9. ด้านข่าว
ครอบครัวข่าว ที่เคยมั่นใจว่าแข็งกว่าใคร
เพราะมีสรยุทธ กิตติ บัญชา และแข่งกันกับ 7 สี 2 เจ้า ก็จะเจอศึกหนักแน่
นั่นเมื่อก่อน เดี๋ยวนี้มี เนชั่น สปริงนิวส์ ไทยรัฐ เดลินิวส์ อาจด้อยกว่าในเรื่องชื่อผู้ประกาศ
แต่ทีมข่าว ทีมครีเอทีฟ คนเบื้องหลัง เหนือกว่าช่อง 3 แน่นอน
โดยเฉพาะเนชั่น กวักมือเรียกช่อง 3 ทุกวัน ให้ออกจากกระดอง มาสู้กันอย่างเสรีที่เวทีเดียวกัน

10. ด้านละคร
นอกจากสู้กับ 7 สี และแพ้เกือบทุกเรื่อง ต้องเจอ แกรมมี่ เอ๊กแซค บนสนามเดียวกัน
ยังมี อาร์เอส โมโน pp.tv. ที่ตอนนี้ซุ่มเตรียมละคร เจ้าละ 10 เรื่อง พร้อมชนทุกแนวละครที่ช่อง 3 มี

11. คำพูดสบประมาทจากช่อง 3 ที่ว่าทีวีดิจิตอลทั้งหมดที่มีอยู่ ไม่มีคุณภาพประมาณว่ารายการห่วยนั่นแหละ
ด่าโครงข่ายว่าทำไปแค่ 20% สร้างความไม่พอใจให้ทุกค่าย แค่เขาไม่ออกมาโต้เท่านั้นเอง
รอลงมาสู้ในเวทีเดียวกัน คิดว่าช่อง 3 จะสะกดคำว่าชนะเป็นมั้ย?

12. นับเป็นปรากฎการณ์ที่สำคัญ
ตั้งแต่ตั้งสถานีมา เคยมีใครด่าช่อง 3 ขนาดนี้หรือไม่ จากมิตรก็มองเขาเป็นศัตรูหมด เพราะเขาพูดความจริง เขียนความจริง แล้วไปโกรธเขา เพราะไม่มีสื่อไหนเข้าข้างเลย
ยกเว้นสื่อมีสี

13. ถ้าละครช่อง 3 แพ้ แกรมมี่ อาร์เอส
ถ้าวาไรตีเกมโชว์ แพ้เวิร์คพ้อยท์
ถ้าข่าวแพ้ เนชั่น ไทยรัฐ สปริงนิวส์
อะไรจะเกิดขึ้น จะเอาหน้าไปไว้ไหน
และมีสิทธิ์เป็นไปได้สูงซะด้วย
เพราะจุดอ่อนช่อง 3 ดิจิตอลเห็นหมดแล้ว
อย่างแกรมมี่ ยอมทิ้งกล่อง Z หันมาลุยทีวีเต็มร้อย เป้าหมายเลยก็คือต้องชนะช่อง 3

14. ช่อง 3 กลัวเรื่องที่ว่านี้ค่อนข้างมาก ทั้งดาราที่เซ็นสัญญาไว้หลายคน คนเบื้องหลังที่กว้านซื้อมา มาอยู่ช่อง 3 แล้วก็ไม่มีงานให้ทำ ก็จะหมดสัญญา และทำท่าไม่ต่อสัญญาก็หลายคน
คู่แข่งในเวทีดิจิตอลน่ากลัวหลายเจ้า คิดหรือว่าไทยรัฐจะยอมง่ายๆ

เหล่านี้ก็คือสาเหตุที่ช่อง 3 ขยะแขยง กับการจะลงสนามแข่งกับดิจิตอล ในรูปแบบคู่ขนาน...

พยายามจะยื้อ ทั้งๆ ที่รู้ว่า การปฏิรูปสื่อในครั้งนี้ คือการจะขจัดสื่อสัมปทาน 2 เจ้า ที่เอาเปรียบทรัพยากรของรัฐมาอย่างยาวนาน ชาติเสียในสิ่งที่ควรได้อย่างมหาศาล




-------------


เป็นไงล่ะช่อง 3 จ๋อยล่ะสิ เจอคนเขาเห็นลิ้นไก่นายประวิทย์ เห็นพุงสรยุทธ ทะลุปรุโปร่งแล้วเป็นไงล่ะ ??

ถ้าคิดว่าช่อง 3 ออริจินอลแน่จริง ก็ลงไปปราบทีวีดิจิตอลช่องกระจอก ๆ ทั้งหลายให้ราบคาบไปเลยสิ 555555

คลิกอ่าน ช่อง 3 ใจดำ !!


วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557

เศรษฐศาสตร์การเกษตร-นาวิน ต้าร์ นักเรียนทุนอานันทมหิดล






ดร.นาวิน เยาวพลกุล หรือ นาวิน ต้าร์ ผู้รับพระราชทานทุนอานันทมหิดลเพื่อไปเรียนต่อเศรษฐศาสตร์ปริญญาโท และปริญญาเอก พ.ศ.2544



นาวิน ต้าร์ มีเงินจากการเป็นนักร้องมาก่อน แถมฐานะทางบ้านก็จัดว่ารวย เพราะมีพ่อเป็นหมอ

แต่นาวิน ต้าร์ บอกว่า เขาพยายามจะไม่ใช้เงินส่วนตัวในการเรียนที่เมืองนอกเลย แล้วไม่ยอมให้พ่อแม่ส่งเงินไปช่วยเรื่องความเป็นอยู่ของเขาด้วย

เขาต้องการใช้เงินจากทุนในหลวงในการเรียนและการใช้ชีวิตในเมืองนอกเท่านั้น ทุนมีแค่ไหนก็พยายามใช้ให้พอแค่นั้น เพื่อจะได้ระลึกและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงได้อย่างเต็มที่ว่า เขาได้เรียนจบด้วยทุนของในหลวงจริง ๆ

ดังนั้นสิ่งที่แม่ของนาวิน ต้าร์ช่วยลูกได้มากที่สุดคือ ส่งมาม่าเป็นลังๆ และส่งน้ำพริก ไปให้

(นีคำบอกเล่าจากนาวิน ต้าร์ ที่ผมจำได้ เมื่อรายการทีวีรายการหนึ่งไปเยี่ยมนาวิน ต้าร์ ที่เมืองนอก แต่ไม่แน่ใจว่าใช่รายการที่นี่หมอชิต หรือรายการสัญญามหาชนหรือไม่)




คลิปรายการ 1 ในพระราชดำริ ตอน เศรษฐศาสตร์การเกษตร

ไปฟัง ดร.นาวิน ต้าร์ อธิบายหลักเศรษฐศาสตร์ที่ทำให้คุณภาพข้าวไทยคุณภาพลดลง ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จากโครงการจำนำข้าว



ดร.นาวิน ได้สรุปว่า หนทางเดียวที่จะทำให้เกษตรกรไทยทุกคนรอดความยากจนได้ก็คือ แนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ หรือเกษตรผสมผสานที่ในหลวงได้ทรงสอน


----------------------

สารคดีคำพ่อสอน ดร.นาวิน ต้าร์




เพลงดังการ์ตูนเก่าในอดีต เจงกิ ยอดนักสู้






เจงกิ ยอดนักสู้ การ์ตูนเกี่ยวกับวงการมวยสากล โดยพระเอกมีความฝันอยากจะเป็นนักมวยตั้งแต่เด็ก ความฝันแรกเขาคือ เป็นแชมป์มวยของญี่ปุ่น

การ์ตูน เจงกิ ยอดนักสู้ ตอนนั้นทำให้เด็ก ๆ อย่างผมคึกอยากเป็นนักมวยเหมือนกัน

ญี่ปุ่นเขาอยากให้เด็กสนใจกีฬาอะไร เขาก็มักใชการ์ตูนเป็นสื่อกระตุ้นให้เด็กสนใจกีฬานั้น ๆ อย่างเจงกิยอดนักสู้ ก็กระตุ้นให้เด็กญี่ปุ่นสนใจกีฬามวยสากลอาชีพมากขึ้น

เพลงการ์ตูนเจงกิ ยอดนักสู้ การ์ตูนดังเมื่อร่วม 30 ปีที่แล้ว ฉายทางช่อง 9 อสมท.



เพลงดังการ์ตูนเก่าในอดีต คินนิกุแมน






คินนิกุแมน การ์ตูนตลกเกี่ยวกับมวยปล้ำ ที่พระเอกหน้าตาตลก แต่ภายใต้หน้ากากตลกนั้น ว่ากันว่า เขาหล่อมาก แต่ผมก็ไม่เคยเห็นะ

คินนิกุแมน ชอบกินข้าวหน้าเนื้อ

การ์ตูนคินนิกุแมน ฉายทางช่อง 9 สมัยผมเด็ก ๆ ก็น่าจะเกือบ 30 ปีแล้วล่ะ





เพลงดังการ์ตูนเก่าในอดีต นินจาแสนกล






นินจาแสนกล การ์ตูนดังช่อง 9 อสมท. เมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว

พระเอกชื่อ นินจานิโคมารุ ตัวอ้วนเตี้ย มีพลังลมสลาตันเป็นอาวุธเด็ด ที่สามารถเปิดกระโปรงสาว ๆ ได้ทุกครั้งด้วยพลังลมนี้

เพลงเปิดการ์ตูน นินจาแสนกล




วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2557

ฟ้าทะลายโจร ป้องกันรักษาโรคอีโบล่า ได้ไหม ?







ในปี 2557 นี้ โรคระบาดร้ายแรงที่สุดใน พ.ศ. นี้ ก็ต้องยกให้ เชื้อไวรัสอีโบล่า ซึ่ง ณ วันนี้ ทางองค์การอนามัยโลก ก็ยังรายงานว่า ยังไม่สามารถควบคุมการระบาดของไวรัสอีโบล่าได้ ทำให้ตอนนี้มีคนตายร่วม 2 พันคนแล้ว

และจากที่เคยมีโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ระบาดในเอเซียเมื่อหลายปีก่อน หรือที่เรียกว่า ไข้หวัดใหญ่ 2009 ก็เคยมีการฮิตในเมืองไทยว่า กินฟ้าทะลายโจรแคปซูล จะสามารถป้องกันเชื้อไวรัสจากโรคหวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 นี้ได้

ผมเองเป็นคนที่ซื้อฟ้าทะลายโจรแคปซูลขององค์การเภสัช มากินเป็นเพื่อป้องกันเชื้อโรคต่าง ๆ มาร่วม 10 ปีแล้ว ก็เลยพลอยเดิอดร้อนหาซื้อฟ้าทะลายโจรไม่ได้ในช่วงนั้น เพราะคนไทยเพิ่มเห่อตามกระแสกลัวตายขึ้นสมอง หาซื้อฟ้าทะลายโจรกันยกใหญ่จนฟ้าทะลายโจรแคปซูลขาดตลาด




แต่วันนี้มีเภสัชกรท่านนึงออกมาเผยแพร่ว่า บางทีฟ้าทะลายโจรอาจช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสอีโบล่าได้เหมือนกัน

ความจริงเป็นเช่นไร อยากให้ดูคลืปรายการช่วยคิดช่วยทำ ใน 2 ตอนนี้ครับ


คลิป ฟ้าทะลายโจร ป้องกันรักษาโรคอีโบล่า ได้จริงหรือไม่ ? ตอน 1



คลิป ฟ้าทะลายโจร ป้องกันรักษาโรคอีโบล่า ได้จริงหรือไม่ ? ตอน 2



บทสรุปของเรื่อง ฟ้าทะลายโจรสามารถรักษาและป้องกันเชื้อไวรัสอีโบล่าได้จริงหรือไม่ ก็คงได้ดูและเข้าใจจากคลิปทั้งสองตอนไปแล้ว

ฉะนั้น ถ้าบ้านใดมีที่ดินว่างเหลืออยู่ ก็ควรจะปลูกฟ้าทะลายโจรให้มาก ๆ เตรียมการไว้ เพราะฟ้าทะลายโจรมีประโยชน์มากมายจริง ๆ แถมปลูกขึ้นได้ง่ายมาก

แถมการใช้ใบสดจะได้ผลดีในทางยาได้ดีกว่าแบบแคปซูลอีกด้วยครับ

ช่วยกันปลูกฟ้าทะลายโจรกันเยอะ ๆ ซึ่งเป็นสมุนไพรมหัศจรรย์ที่คนไทยไม่ควรละเลย เพราะไปมัวสนแต่หญ้าฮี๋ยุ่ม กันแบบไร้สาระบ้ากามกันอีกเลยครับ

คุณปลูกฟ้าทะลายโจรในวันนี้ หากอีโบล่ามาถึงไทยจริง ๆ คุณก็อาจจะรวยเพราะฟ้าทะลายโจรได้เหมือนกันนะ จะบอกให้ 555


วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2557

เดลินิวส์สงสัยอัยการสูงสุดแกล้งโง่ ที่ไม่ฟ้องยิ่งลักษณ์คดีจำนำข้าว






บทความจากเดลินิวส์


นายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด

กลายเป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างสนุกปากในสังคมไทย ต่อกรณีที่นายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด (อสส.) ตีกลับสำนวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยยังไม่ฟ้องคดีอาญาต่อน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ทั้งที่ ป.ป.ช. มีมติเป็นเอกฉันท์ในการชี้มูลความผิดต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ เรื่องละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และความผิดตามพ.ร.บ.




ว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา123/1 ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจโดยมิชอบ จากกรณีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวซึ่งทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท

ข้อโต้แย้งของ “อสส.” หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ทนายแผ่นดิน” ต่อกรณีนี้มี 3 สาระสำคัญคือ

1.โครงการจำนำข้าวเป็นโครงการที่รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ดังนั้น “ป.ป.ช.” ต้องรวบรวมพยาน หลักฐานให้ชัดว่า นายกรัฐมนตรีมีอำนาจในการที่จะยับยั้งโครงการที่เป็นนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภาหรือไม่

(akecity - ขอแทรกแย้งว่า อสส. นี่โง่นะ ถ้านายกรัฐมนตรีอย่างยิ่งลักษณ์ ซึ่งเป็นผู้นำสูงสุดของรัฐบาล ไม่มีอำนาจยับยั้งนโยบายของรัฐบาลเองได้ แล้วหมาที่ไหนจะมีอำนาจ)


2.ควรทำการไต่สวนว่า นายกรัฐมนตรีมีการดำเนินการตรวจสอบและป้องกันการทุจริตหรือไม่ อย่างไร ผลการตรวจสอบเป็นอย่างไร หลังได้รับการท้วงติงจาก ป.ป.ช.และสตง. (สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน)


3 .ต้องระบุว่ามีการทุจริตในขั้นตอนไหน การอ้างถึงรายงานวิจัยของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ว่ามีความเสียหายจำนวนมาก แต่มีเพียงหน้าปกต้องรวบรวมรายงานทั้งฉบับมาประกอบให้สมบูรณ์


ข้อโต้แย้งจาก “ทนายแผ่นดิน” ที่ใช้ภาษาทางกฎหมาย กลับถูกโลกสังคมตั้งประเด็นคำถามกลับในภาษาชาวบ้านที่ว่า... กรณี “โกงจำนำข้าว” รู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองว่า “มีจริง ๆ” ไม่ว่าจะเป็นการโกงความชื้น โกงตาชั่ง เวียนเทียนข้าว ข้าวหาย สต๊อกลม มีนายหน้าค้าข้าวที่เป็นนอมินีของนักการเมือง ฯลฯ

อีกทั้งมีหลายหน่วยงานออกมาทักท้วง อาทิ “ป.ป.ช.” เคยมีหนังสือท้วงติงถึง 2 ครั้ง 

ส่วน “สตง.” มีหนังสือทักท้วงเช่นกันถึง 3 ครั้ง ขณะที่ “ทีดีอาร์ไอ” ก็ยังออกมารายงานว่ามีการทุจริต

แม้แต่ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. ที่ได้รับความเชื่อถือจากสังคมว่าเป็น “มือปราบโกง” เมื่อครั้งเป็นรองปลัดกระทรวงการคลัง และนั่งเป็นประธานคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการจำนำข้าว ยังออกมาเปิดเผยชัด ๆ ว่า การปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเมื่อ 31 ธ.ค. 2555 นั้น พบว่ามีข้าวสารหายไปถึง 1 ล้านตัน

แต่รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้สนใจเสียงทักท้วงของใคร และยังคงเดินหน้าโครงการดังกล่าวต่อ ท้ายสุด “ชาวนา” ที่เป็น “ฐานเสียง” สำคัญของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็อดรนทนไม่ได้ ต่างดาหน้าออกมา “แฉ” ถึงความไม่ชอบมาพากลในโครงการนี้ โดยเฉพาะเรื่อง “เงินไม่ถึงชาวนา” จนสร้างความสั่นสะเทือนให้รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์มาแล้ว

เมื่อ “อสส.” เห็นว่า ยังไม่สั่งฟ้องคดีทุจริตจำนำข้าว โดยพุ่งเป้าไปว่า สำนวนของ ป.ป.ช.ยังไม่สมบูรณ์ และจะตั้งคณะทำงานร่วมระหว่าง อัยการกับ ป.ป.ช. ภายใน 14 วันเพื่อจัดทำสำนวนใหม่ รวมถึงการหาพยานหลักฐานต่าง ๆ เพิ่มเติม ท่ามกลางความงุนงงของสังคมว่า เกิดอะไรขึ้น !??

นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. ยังออกโรงข้องใจถึงกรณีมีเพียงหน้าปกรายงานวิจัยของทีดีอาร์ไอเลยว่า

“ถ้า อสส.ตั้งประเด็นมาอย่างนี้ คณะทำงานร่วมฯ ก็ต้องไปดูว่า มีรายงานวิจัยฉบับนี้อยู่หรือไม่ ในเมื่อตั้งข้อไม่สมบูรณ์มาก็ต้องไปดูให้ละเอียดว่ามีอยู่จริงหรือไม่ ที่สำคัญคือ เมื่อคณะทำงานร่วมดูรายละเอียดของหลักฐานในสำนวนแล้ว จะส่งฟ้องหรือไม่ แต่ผมเชื่อว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ ที่ ป.ป.ช.จะส่งหลักฐานสำคัญไปเพียงหน้าปก โดยไม่ได้แนบรายละเอียด เป็นไปได้หรือไม่ว่า สำนวนมีจำนวนมาก อาจจะไม่เห็นก็ได้”

เลขาธิการ ป.ป.ช. ยืนยันหนักแน่นว่า พยานหลักฐานต่าง ๆ ที่ถูกตั้งแง่นี้มีอยู่ในสำนวนแล้วแต่ถูกมองข้าม หรือ อสส. ไม่ได้อ่านหรือไม่

แหล่งข่าวใน ป.ป.ช.อีกรายหนึ่ง ได้ตั้งข้อสงสัยเพิ่มเติมว่า  “การที่อสส.มีความเห็นให้ตั้งคณะทำงานร่วมนั้น ไม่ใช่เรื่องที่เกินความคาดหมาย แต่ที่ไม่เข้าใจคือ การที่อสส.สรุปมา 3 ประเด็นนั้น ต้องการสิ่งใดกันแน่ ในเมื่อ ป.ป.ช. ส่งสำนวนหลักฐาน เอกสารทั้งหมดไปให้เรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะเอกสารที่เกี่ยวกับการปิดบัญชีที่ได้มาจาก น.ส.สุภา ปิยะจิตติ ในฐานะประธานคณะกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว รวมทั้งรายงานวิจัยโครงการนโยบายข้าวของทีดีอาร์ไอ และสำนวนไต่สวนพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม หากตั้งคณะทำงานร่วม อสส. กับ ป.ป.ช.แล้ว อสส. ยังยืนยันในความเห็นของคดี ทาง ป.ป.ช.จะดำเนินการฟ้องร้องเอง

ซึ่งกรณีนี้สอดรับกับข้อมูลที่ได้รับจากแหล่งข่าวในสภาทนายความ ที่ตั้งวงถกเถียงกันอย่างไม่เป็นทางการในทันที เมื่อรับรู้ว่า อสส.ยังไม่สั่งฟ้องน.ส.ยิ่งลักษณ์ในคดีทุจริตจำนำข้าว โดย “ภาษาทนาย” รับรู้กันดีว่า การยื้อออกไปอีก 14 วัน ทั้งที่หลักฐานปรากฏชัดเจน ถึงการจะสั่งไม่ฟ้องหรือไม่ จึงมีการประสานเบื้องต้นไว้แล้วกับ ป.ป.ช.ว่า ถึงที่สุดแล้ว ป.ป.ช. ก็คงดำเนินการฟ้องร้องเอง โดยสภาทนายความจะช่วยในเรื่องนี้อย่างเต็มที่

และจากการตรวจสอบพบปูมหลังเส้นทางเรื่องนี้ไม่ธรรมดา มีการเชื่อมสัมพันธ์กันมานาน เคยมีประวัติดันคีย์แมนตัวตัดสินในเรื่องนี้ให้ขึ้นเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง แถมยังมีสายสัมพันธ์เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับผู้ถูกกล่าวหาด้วย

“ตัวละคร” ที่เข้ามาเกี่ยวข้องนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่ามี “นักการเมือง” เข้ามาเป็นผู้เดินเรื่อง ผ่านการกำหนดเป็นนโยบายของพรรคและนโยบายของรัฐบาล โดยมี “ข้าราชการ” เป็นผู้ให้ความร่วมมือในการนำไปปฏิบัติ แต่ผู้ที่รับภาระคือ “ประเทศชาติ” และ “ประชาชน”

คงต้องตามลุ้นกันต่อว่า การฟ้องร้องคดีทุจริตจำนำข้าวจะอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายหรือไม่

และ...สุดท้าย “ใคร” จะทำหน้าที่ฟ้องร้องให้รัฐและประชาชนกันแน่...???

เพราะสังคมคาดหวังกับคดีนี้มากว่าจะสามารถเอาผิด “คนโกง” มาลงโทษได้หรือไม่.

เดลินิวส์

----------------

หมายเหตุ นายวุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์ รองอัยการสูงสุดและหัวหน้าคณะทำงานคดีจำนำข้าว เคยผ่านการอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาการตลาดทุน (หลักสูตร วตท.) รุ่นที่ 12 ในช่วงเดือนมีนาคม – กรกฎาคม 2554 ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เข้าร่วมการอบรมด้วย.."


เพื่อนเลิฟร่วมรุ่นคะ ปูยังจำไม่เคยลืมเลือนเพื่อนนะเค๊อะ เลิฟ ๆ จุ๊บ ๆ 


ผมว่า อัยการสูงสุด น่าจะถูกยุบตำแหน่งนี้ไปซะ เพราะไม่ได้ทำตัวเป็นทนายแผ่นดินให้สมกับหน้าที่เลย เพราะจิตสำนึกในการปกป้องผลประโยชน์ของแผ่นดินกลับต่ำทรามยิ่งนัก แถมอัยการสูงสุดยังได้ไปเป็นกรรมการบอร์ดรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง กินเงินเบี้ยประชุมแต่ละแห่งแพง ๆ ทั้งนั้น อย่างเช่น อัยการสูงสุดคนที่แล้วก็ไปเป็นกรรมการในบริษัท ปตท. ไปกินค่าประชุมแพง ๆ แต่กลับไม่เคยช่วยปกป้องผลประโยชน์ที่เป็นธรรมให้ประชาชนเลยด้วยซ้ำ

อย่างคดีจำนำข้าว ถ้าอัยการสูงสุดไม่สั่งฟ้อง ป.ป.ช. ก็สามารถฟ้องศาลเองได้โดยตรงอยู่แล้ว ก็ไม่รู้จะมีตำแหน่งอัยการต่ำสุดอัยกากสูงสุดไปทำไม เปลืองภาษีชาติที่ต้องมาจ่ายเงินเดือนแพง ๆ ให้อัยการอัยกากสูงสุดจริง ๆ ผมว่านะ...



วันเสาร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2557

คลิปพลเอกประยุทธฺ คืนความสุขให้คนในชาติ 9 ก.ย. 57










รัฐบาลแถลงนโยบายต่อสนช.หลังวันที่ 9 ก.ย.
เมื่อวันที่ 30 ส.ค.2557 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีซึ่งได้เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนเมื่อวันที่ 4 ก.ย และจะมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกวันที่ 9 ก.ย. โดยมีวาระสำคัญคือการถกแถลงเรื่องนโยบายของรัฐบาลที่จะแถลงต่อ คสช.ก่อนที่จะนำเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ดังนั้น วันที่ 9 ก.ย.จะถือว่าเป็นการเริ่มต้นทำงานของทุกกระทรวง หลังจากนั้นรัฐบาลจะแถลงนโยบายต่อสนช. โดยจะนัดเวลากับ สนช. อีกครั้งหนึ่ง หลังจากรัฐบาลแถลงนโยบายแล้ว คสช.จะเป็นผู้ประสานงานและติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินการให้เชื่อมต่อกันระหว่างโรดแมประยะ 1 และระยะที่ 2



เตรียมปรับระบบจัดเก็บภาษีเร็วๆ นี้

รัฐบาลตั้งเป้าให้คนไทยทุกคนหรือส่วนใหญ่สามารถเข้ามาสู่ระบบภาษีได้ สัก 70-80% เพื่อให้รัฐมีรายได้มากขึ้น เพื่อให้มีงบประมาณดูแลประชาชนได้ทั่วถึง รัฐบาลนี้มีหน้าที่จะทำให้ประชาชนเข้ามาอยู่ในระบบภาษีได้ โดยไม่ต้องกลัวการเสียภาษี เพราะการเก็บภาษีนั้นมีความเป็นธรรมอยู่แล้วคือผู้ที่มีรายได้น้อยก็เสียน้อย มีรายได้มากก็ต้องเสียภาษีมาก รัฐบาลจะมีการปรับปรุงภาษีอีกครั้งหนึ่งเร็วๆ นี้

ตัวเลขการส่งออกลดเพราะปัญหาความเชื่อมั่น
ข้อมูลสภาวะเศรษฐกิจพบว่าการค้า-การส่งออกของไทยลดลง ซึ่งคิดว่าเป็นเพราะเรายังคงใช้เทคโนโลยีเดิมในการผลิต ไม่มีการพัฒนาคุณภาพสินค้า ดังนั้นจึงต้องมีกองทุนต่างๆ รวมทั้งบีโอไอมาช่วยพัฒนาการผลิตสินค้าและคุณภาพสินค้าของ SME นอกจากนี้ ปัญหาความขัดแย้งในประเทศยังทำให้เกิดควาไม่มีเสถียรภาพ ลดความเชื่อมั่นลง



การแก้ปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำต้องใช้เวลา

รัฐบาลพยายามทุกอย่างที่จะทำให้ราคาผลผลิตการเกษตรสูงขึ้น แต่รัฐก็ไม่สามารถอุดหนุนได้ทุกอย่างเพราะต้องระวังไม่ให้กระทบกับราคาตลาด พล.อ.ประยุทธ์ยอมรับว่าปัญหาราคายางตกต่ำเป็นปัญหาที่หนักพอสมควร วอนเกษตรกรประท้วงอย่างมีเหตุผลเพราะสินค้าการเกษตรบางตัวราคาตกตามตลาดโลก

"ถ้ายังยืนยันกันอยู่อย่างนี้ ราคาต้องเท่านี้ เท่านั้น ไปอย่างนี้ ผมตายไปแล้ว ทุกคนตายไปแล้วก็แก้ไม่ได้ ก็กลับมาแบบเก่า เพราะฉะนั้น จะต้องพัฒนาทั้งระบบขอให้เห็นใจด้วย การประท้วงอะไรต่าง ๆ ขอให้มีเหตุ มีผล วันนี้มีความจำเป็น เพราะเราไม่ได้แก้ปัญหาผลิตผลทางการเกษตรอย่างเดียว แต่แก้ไปทุกปัญหา ที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน บางอย่างมาก บางอย่างน้อย ต้องแก้มากก่อน น้อยก็ค่อย ๆ แก้ คู่ขนานกันไป" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว


ไม่ยอมให้ใครล่วงละเมิดสถาบันกษัตริย์
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่าสถาบันกษัตริย์ไม่เคยมาเกี่ยวข้องกับปัญหาที่เกิดขึ้นและตนจะไม่ยอมให้ผู้ใดนำสถาบันฯ ลงมาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง

"ท่านต้องดูว่าที่ผ่านมาสถาบันทำหน้าที่อะไร ท่านทำทุกอย่างมาตั้งแต่อดีตในพื้นที่ ที่รัฐบาลไปไม่ถึงในที่ที่รัฐบาลยากจะไป ดูแลได้ไม่มากนัก ท่านก็ไปเสริมตรงนั้นให้ ท่านไม่เคยที่จะไปแย่งความรัก ความชอบอะไรจากใคร ท่านถือว่าทุกคนคือคนไทยของท่านทั้งสิ้น ท่านต้องมีหน้าที่ในการดูแลคน คนมีรายได้น้อย คนที่มีความเดือดร้อนเป็นหลักก่อน ช่วยรัฐบาลมาทุกรัฐบาล เพราะนั้นทุกคนต้องเข้าใจในกรณีนี้นะครับ ต้องมีสติใคร่ครวญหาเหตุผล อย่าไปเชื่อตามเขาปลุกปั่นอย่างโน้นอย่างนี้ ทำให้ไปล่วงละเมิดท่าน และพันต่อไปถึงกฎหมายอีก ว่าไปบังคับคนอะไรต่าง ๆ ไม่ใช่เลย

"วันนี้ประเทศไทยเข้มแข็งได้อยู่ 2 อย่าง 1.สถาบันพระมหากษัตริย์ 2. คือความมั่นคงซึ่งต่างประเทศอาจจะมีไม่เท่าเราตรงนี้แต่เขาพัฒนาก็ต้องไปทั้ง 2 -3 อย่างด้วยกันในเรื่องของสถาบัน เรื่องของความมั่นคง เรื่องของการพัฒนาประเทศ ต้องไปด้วยกันทั้งหมด เพราะเราเป็นคนไทย อย่าไปเอาของตะวันตกมาทั้งหมด ผมเคยพูดไปแล้วว่าอย่าทำลาย อย่าสร้างบ้านเมืองใหม่โดยที่ต้องทำลายของเก่าทิ้งทั้งหมด"


เสนอพ.ร.บ.งบประมาณต่อสนช. 11 ก.ย.นี้

ความคืบหน้าในการพิจารณา พ.ร.บ.งบประมาณ ขณะนี้เสร็จไปแล้วทั้ง 19 กระทรวง และมีส่วนราชการที่ไม่สังกัดกระทรวงอีกจำนวนหนึ่ง ภาพรวมปรับลดไปได้ 4,496 ล้านบาท คาดว่าจะเสนอ สนช.ในวันที่ 11 ก.ย. และเข้าสู่วาระการประชุม สนช. ในวันที่ 17 ก.ย. 57


ลงนามขายข้าวแบบ G2G กับฟิลิปปินส์

รัฐบาลได้อนุมัติลงนามความตกลกระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลฟิลิปปินส์ในการขยายด้วยการขายข้าวแบบ G2G กับรัฐบาลฟิลิปปินส์ โดยมีสาระสำคัญคือรัฐบาลไทยและรัฐบาลฟิลิปปินส์ตกลงที่จะซื้อขายข้าวในปริมาณไม่เกิน 1 ล้านตันต่อปี ระหว่างปี 2557 - 2559 เงื่อนไขขึ้นอยู่กับภาวะตลาดข้าวโลกและผลผลิตในทั้งสองประเทศ ทั้งนี้กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ คาดว่าฟิลิปปินส์จะนำเข้าข้าวในปี 2557 ประมาณ 1.45 ล้านตัน และยังมีแผนเปิดประมูลข้าวในรูปแบบรัฐต่อรัฐอีกเร็วๆ นี้



คสช.นำร่องตรวจสอบคอรัปชั่น 3 โครงการ

ตลอด 4 เดือนที่ผ่านมามีการตรวจสอบข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตในหลายๆ โครงการ โดยคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐร่วมกับองค์การต่อต้านคอรัปชั่นประเทศไทยได้พิจารณาว่าจะนำระบบการบริหารจัดการมาตรวจสอบความโปร่งใสของโครงการที่เรียกว่า COST มาตรวจสอบโครงการขนาดใหญ่ โดยโครงการนำร่องที่จะเข้าไปตรวจสอบเป็นโครงการขนาดใหญ่ 3 โครงการที่มีการลงทุนสูงมูลค่าเป็นหมื่นล้าน ซึ่งจะเข้าไปตรวจสอบทุกขั้นตอน ตั้งแต่ขั้นการวางแผน ในเรื่องของการออกแบบ การก่อสร้าง ฯลฯ



เชื่อต่างประเทศเข้าใจสถานการณ์ไทย

กระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนพยายามชี้แจงพัฒนาด้านการเมืองของไทยให้ต่างประเทศรับรู้ เช่น ขอให้ฟินแลนด์พิจารณายกเลิกข้อแนะนำด้านการท่องเที่ยว (Travel Advisory) เนื่องจากขณะนี้ประเทศไทยสงบเรียบร้อย ส่วนทางสหภาพยุโรปก็ได้ติดตามสถานการณ์ทางการเมืองไทยอย่างใกล้ชิด และตระหนักถึงความซับซ้อนของสถานการณ์และเป็นกำลังใจให้คสช.แก้ปัญหา สหรัฐอเมริการก็ติดตามการดำเนินการตามโรดแมปของคสช. เช่นกัน แม้สหรัฐฯ จะมีความห่วงกังวลอยู่บ้างแต่ประสงค์จะร่วมมือกับไทยในประเด็นต่างๆ ต่อไป



ปัญหาทีวีดิจิตอล ให้กสทช.แก้ไข

กรณีการออกอากาศของระบบทีวีดิจิตอลให้ กสทช. (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) กสท. (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์) ไปดำเนินการ ในส่วนของ คสช. ก็จะดูแลให้ในภาพรวม แต่ขอให้กสทช.และกสท.แก้ปัญหาให้รอบคอบและเป็นไปตามกฎหมาย และคำนึงถึงประชาชนให้ได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุด การแจกคูปองเร่งรัดให้ทำให้เร็วกว่าเดิม อนุมัติไปแล้วก็ต้องรีบดำเนินการให้ถึงประชาชนให้ได้โดยเร็ว



ไม่อยากคงกฎอัยการศึก แต่ยังยกเลิกไม่ได้

ขอให้ประชาชนอย่ากังวลเรื่องของกฎอัยการศึก ตนได้พยายามทุกอย่างที่จะทำให้ทุกสถานการณ์คลี่คลายได้โดยเร็ว คสช.ไม่ได้ต้องการจะคงกฎอัยการศึกไว้ แต่คณะทำงานติดตามสถานการณ์พบว่ายังมีปัญหาอยู่ที่ทำให้ยกเลิกไม่ได้ แต่จะมีการลดไปตามลำดับในระยะเวลาข้างหน้า



หวังทัพนักกีฬาไทยคว้า 20 เหรียญทองในเอเชียนเกมส์

จากการที่การกีฬาแห่งประเทศไทยตั้งเป้าเหรียญทองในกีฬาเอเชียนเกมส์ที่เกาหลีใต้ไว้ที่ 13 เหรียญทองนั้น พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่าเป็นเป้าหมายที่ต่ำไป และคาดหวังให้ทัพนักกีฬาไทยคว้า 20 เหรียญทองในการแข่งขันครั้งนี้

พล.อ.ประยุทธ์ปิดท้ายโดยกล่าวว่าถ้าหากใครมีข้อสงสัยอะไรก็ให้ถามตนได้เพราะคงต้องเจอกันอีกนาน "อย่าเพิ่งเบื่อกันก่อนแล้วกัน รักพวกเรา รักพวกผมก็ รักน้อย ๆ แต่รักนานๆ ขอบคุณ"

ที่มา ไทยพีบีเอส