วันศุกร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2559

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีในรัชกาลที่ 8 ที่ 9 ทรงฉลาดกว่าคณะราษฎร








เรื่องลำดับการสืบสันตติวงศ์ของ ร.8 นั้นถูกต้องแล้วครับ ตามความเห็นบน ๆ แต่ถ้าจะไม่มองเรื่องการเมืองเลยสมัยนั้น มันก็จะขาดมิติไป ต้องมองคู่กันไปแล้วทุกอย่างจะเป็นเหตุเป็นผลกัน

ต้องย้อนมาสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร์ 2475 ถ้าดูจาก timeline พวกนี้วางแผนมาอย่างดีนะครับ ไม่ได้เอะอะแล้วจะปฏิวัติเลยเสียเมื่อไหร่ จากเท่าที่ดูประวัติแล้วพวกนี้ต้องการเปลี่ยนการปกครองไปจนถึงระบอบที่ไม่มีกษัตริย์หรืออย่างน้อยถ้ามีก็แค่เป็นสัญลักษณ์ ไม่มีบทบาทอะไรใดๆ ต่อการปกครอง นั่นคือเป้าหมายใหญ่ของเขา

แต่ขั้นตอนการเปลี่ยนผ่านไปถึงจุดนั้น จะหักดิบเลยก็ไม่ได้ เพราะอาจจะมีการต่อต้านจากประชาชน เลยต้องเอาอำนาจมาในมือให้ได้ก่อน แล้วค่อยๆ ลดทอนความสำคัญของราชวงศ์ลง จนคนส่วนใหญ่ของประเทศคล้อยตามกับระบอบที่คณะนี้ต้องการ

ก่อนปฏิวัติ คณะราษฎรต้องศึกษาเรื่องลำดับการสืบสันตติวงศ์มาเป็นอย่างดีแล้ว ว่าใครคือ candidate พระองค์ต่อไป เพราะถ้า worst case ร.7 ไม่ยอมเปลี่ยนและมีการต่อสู้ อาจจะต้องมีการเปลี่ยนรัชกาลตั้งแต่ปีนั้น แล้วที่คณะนี้เห็นแล้วรู้สึกว่าเป็นงานง่าย คือ candidate อีก 2 พระองค์ยังทรงพระเยาว์ พระชนนีก็เป็นสามัญชน น่าจะคุมได้ไม่ยาก และยังมีเวลาริดรอนพระราชอำนาจได้อีกนาน จนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ มีเวลาเหลือเฟือจัดระบบที่เขาต้องการให้อยู่ในรูปในรอยได้อีกหลายปี เข้าทางอย่างที่สุด

แต่กระดูกชิ้นโตคือ candidate ลำดับ 3 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต หรือทูลกระหม่อมบริพัตร นั่นเอง เพราะคุมกำลังทหารและความมั่นคงในพระนครอยู่ ณ ขณะนั้น เพราะถ้าเกิด worst case จริง แล้ว ร.8 และ ร.9 ไม่ทรงรับเป็นกษัตริย์ เพราะเห็นเสด็จลุงมีความเหมาะสมกว่า หรือว่าถ้า ร.8 รับเป็นกษัตริย์ก็ดี การมีเสด็จลุงอยู่ก็จะเพิ่มความมั่นคงให้ราชวงศ์ได้อย่างมาก อาจจะได้เป็นผู้สำเร็จราชการด้วยก็เป็นได้ ดังนั้นแผนการปฏิวัติ 2475 นี้จะสำเร็จหรือไม่ทูลกระหม่อมบริพัตรเป็นตัวแปรที่มีผลมาก 

นั่นเป็นสาเหตุที่ทูลกระหม่อมบริพัตรถูกคณะราษฎร์คุมตัวออกจากวังและให้ขึ้นรถไฟออกนอกประเทศเป็นพระองค์แรก ส่วนพระองค์อื่นๆ ที่เป็นเสาหลักในการบริหารราชการก็ถูกคุมตัวไปพระที่นั่งอนันตฯ เพื่อรอคำตอบของ ร.7 ซึ่งขณะนั้นแปรพระราชฐานอยู่ที่วังไกลกังวล

ผลสรุป ร.7 ยอมเป็นกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ และพออำนาจมาอยู่ในมือคณะราษฎร์ คณะก็เดินเกมยึดทรัพย์เจ้า ยึดวัง ทุบวัง ลดเงิน เอาว่าทำทุกอย่างละกันเพื่อทำให้ราชวงศ์อ่อนแอลง ส่วน ร.7กับรัฐบาลก็ความเห็นไม่ลงรอยกัน เพราะโดนบีบให้ลดทอนพระราชอำนาจลงหลายเรื่อง ระหว่างนี้มีกบฏบวรเดช ที่ฝ่ายเจ้าจะเข้ามายึดอำนาจคืนอีก แต่เสาหลักการทหารอย่างทูลกระหม่อมบริพัตรไม่อยู่แล้ว การยึดอำนาจจึงไม่สำเร็จ คณะราษฎร์ได้ข้ออ้างในการกวาดล้างเจ้านายและขุนนางหัวเก่าได้อีกล๊อตใหญ่ พวกก่อการไม่ต้องพูดถึงโดนยิง โดนขัง เนรเทศไปคุกตะรุเตา ลี้ภัยออกนอกประเทศ



เมษายน 2476 ณ เวลานั้นราชสกุลมหิดลก็ทรงพำนักที่วังสระปทุมกับสมเด็จพระพันวัสสา แล้วขณะนั้น ร.8 ไปโรงเรียนก็มีเพื่อนมาเรียกว่าองค์โป๊ย(ไม่น่าแปลกใจ ถ้าคนที่เรียกนี่เป็นลูกหลานคณะราษฏร์) ยิ่งทำให้สมเด็จพระพันวัสสายิ่งเห็นอันตรายที่เข้าใกล้พระนัดดามากขึ้นเป็นลำดับ ดังนั้นสมเด็จพระพันวัสสาจึงรับสั่งให้สมเด็จย่า(สังวาลย์)พาพระโอรสและพระธิดา ไปเรียนต่อที่โลซานน์ให้ห่างไกลการเมือง นับเป็นหมากเดินที่มีประโยชน์มากสำหรับราชวงศ์ต่อไปในอนาคต

ทางด้าน ร.7 ก็ถูกบีบจากรัฐบาลมากขึ้นเรื่อยๆ เอาว่าคณะทำทุกทางให้ ร.7 พ้นบัลลังก์เร็วที่สุดเป็นการดีต่อคณะ เพราะการให้ ร.8 ขึ้นครองราชย์เป็นโอกาสทอง ส่วน ร.7 จะขืนก็มีตัวอย่างของกบฏบวรเดช ถ้าก้าวพลาดเจ้านายอีกหลายพระองค์คงถูกกวาดล้างอีกครั้งใหญ่

มกราคม ปี 2477 ร.7 ทรงเสด็จประพาสอังกฤษเพื่อรักษาอาการประชวรที่พระเนตร ปลายปีช่วงตุลา 2477 เริ่มมีข่าวลือหนาหูว่า ร.7 จะทรงสละราชสมบัติ (ตรงนี้อาจเป็นพระประสงค์จริง หรือข่าวลือที่คณะสร้างขึ้นเพื่อชี้นำหนทางให้ ร.7มีอิสรภาพ) 

และข่าวลือนี้มาพร้อมข่าวพระองค์เจ้าอานันทฯ จะเป็นพระเจ้าอยู่หัวองค์ต่อไป ซึ่งตอนนี้นักข่าวชาวยุโรปเริ่มไล่ล่าหาภาพ ร.8 มาลงหนังสือพิมพ์ (จากหนังสือเจ้านายน้อยๆ ยุวกษัตริย์) ซึ่งตอนนั้นสมเด็จย่าปฏิเสธนักข่าวรัวๆ ว่าไม่ทราบเรื่อง เรื่องอย่างนี้ต้องถาม ร.7 ว่ามีพระประสงค์เช่นไร

2 มี.ค.2478 (นับตามการเปลี่ยนศักราชสมัยนี้) ร.7 ประกาศสละราชสมบัติ และให้สภาหาผู้สืบสันตติวงศ์ต่อเอง ทุกอย่างเข้าทางตามแผนคณะราษฏร์

คณะราษฎร์ส่งโทรเลขมาเชิญ ร.8 รับราชสมบัติ พร้อมส่งคนบินมาสวิสเพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่าง on plan ทางด้านสมเด็จย่าไม่อยากรับ เพราะไม่เคยหวังในลาภและอำนาจ อยากให้ลูกๆเป็นคนธรรมดา แต่ทางสมเด็จพระพันวัสสารับสั่งผ่านพระองค์เจ้ารังสิตให้บอกสมเด็จย่าว่าให้รับ (อาจจะเพราะราชวงศ์ไม่มีทางเลือกแล้ว ถ้าไม่รับแล้วจะเป็นใครต่อ หรือสุดท้ายยังไงก็ต้องโดนคณะบีบให้รับอยู่ดี) สุดท้ายสมเด็จย่าโอเคที่จะรับให้ ร.8ขึ้นครองราชย์

แผนต่อของคณะราษฎร์คือให้ ร.8 เสด็จนิวัติประเทศไทยโดยเร็ว เพื่อมาทำพระราชพิธีราชาภิเษกและให้ประชาชนเห็นว่า โอเคระบอบนี้ยังมีกษัตริย์นะ เราไม่ได้ทำลายสถาบันนะ เพราะถ้านับตั้งแต่ ร.7 ประพาสอังกฤษ แผ่นดินไทยไม่มีพระเจ้าอยู่หัวประทับอยู่ปีกว่า

แต่สมเด็จย่าก็ทรงต่อรองรัฐบาลไม่พา ร.8 กลับประเทศ ณ ตอนนั้น อ้างถึงพระอาการประชวรที่ต้องอยู่ที่มีอากาศเย็น กลับตอนหน้าร้อน ประชวรไปจะไม่สง่างาม ถึงตรงนี้จะคัดจดหมายที่สมเด็จย่าทรงเขียนโต้ตอบกับสมเด็จพระพันวัสสาช่วงเวลานั้น ไว้โดยละเอียดดังนี้ (จากพระราชนิพนธ์เจ้านายเล็กๆยุวกษัตริย์)

17 มี.ค. 2478 (นับตามการเปลี่ยนศักราชสมัยนี้)
-รัฐบาลส่ง เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ นายดิเรก ชัยนาม มาเจรจาที่โลซานน์ โดยส่ง หลวงสิริราชไมตรี จากสถานทูตลอนดอน มาเป็นราชเลขานุการในพระองค์

20 มี.ค. 2478 (นับตามการเปลี่ยนศักราชสมัยนี้)
-สมเด็จย่าส่งจดหมายถึงสมเด็จพระพันวัสสาเรื่องการเจรจา รัฐบาลอยากให้ย้ายที่อยู่ให้สมฐานะ (ภายหลังย้ายไปพระตำหนักวิลล่าวัฒนา) สมเด็จย่าเห็นด้วย แต่ขอให้เป็นแบบพอดี ไม่หรูหรา เพราจะทำให้เด็กลำบากและอยู่ไม่เป็นสุข อยากอยู่แบบ incognito (ไม่เปิดเผยฐานะ) แล้วทรงปลอบสมเด็จพระพันวัสสาไม่ให้ต้องกลุ้มพระทัยมาก คิดซะว่าการที่ "นันท" เป็นคิงก็เป็นการช่วยประเทศทางอ้อม ถ้าเขาตั้งคนอื่นอาจจะเกิดยุ่งขึ้นได้

10 เม.ย. 2478 (สมัยนั้นเปลี่ยน พ.ศ. วันที่ 1 เม.ย.)
จดหมายนี้คือตอนสำคัญจะขอเอาเนื้อความจดหมายลงให้ครบโดยละเอียด

"...หม่อมฉันจะขอเล่าถวายถึงเรื่องเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศพูดกับหม่อมฉันเมื่อได้มาพบทีแรก หม่อมฉันจะกราบทูลไปตั้งแต่จดหมายฉบับก่อนก็ลืมไป เจ้าพระยาศรีฯ ได้รับคำสั่งจากรัฐบาลให้อยู่โลซานน์ต่อไปจนกว่าจะได้รับคำสั่งอีก และเจ้าพระยาศรีฯ เองไม่ทราบว่าจะให้อยู่ต่อไปทำไม แต่นึกเอาเองว่าบางทีจะให้อยู่คอยเพื่อจะเชิญนันทเสด็จกลับชั่วคราวสำหรับให้ราษฎรเห็นว่าได้มีพระเจ้าแผ่นดินจริงๆ ไม่ใช่แต่ชื่อหรือหลอกกันเล่น และเจ้าพระยาศรีฯ ก็ถามความเห็นของหม่อมฉันว่าเห็นเป็นอย่างไร หม่อมฉันก็ตอบว่าเรื่องนี้หม่อมฉันก็เห็นใจรัฐบาล แต่การกลับนั้น ถ้าจะให้กลับเวลานี้ในหน้าร้อนกลัวจะทำให้นันทประชวรทีเดียวเมื่อถึงเมืองไทย หม่อมฉันเห็นว่าการกลับชั่วคราวนี้เราควรจะยอม เพราะรัฐบาลก็จะจัดการให้กลับไปถึงหน้าหนาวและออกมาอีกก่อนหน้าร้อน สิ่งอะไรที่จะผ่อนผันได้หม่อมฉันเห็นว่าควรจะทำ เขาจะได้ตามใจเราบ้างเมื่อเราต้องการให้เป็นอย่างไร และถ้าจะกลับหม่อมฉันขอให้รับสั่งแก่คณะผู้สำเร็จราชการหรือรัฐบาลถึงเรื่องการอยู่ ว่าจะแยกกันไม่ได้ ต้องอยู่ด้วยกัน เพราะนันทก็เป็นเด็ก ยังต้องการความดูแลของแม่เสมอ

หม่อมฉันได้พูดกับเจ้าพระยาศรีฯ และนายดิเรก ชัยนาม ด้วยถึงเรื่องร่างกายและการศึกษาต่อไป ทีแรกเจ้าพระยาศรีฯ เห็นว่านันทไม่ควรไปโรงเรียน ให้มีครูมาสอนที่บ้าน หม่อมฉันก็ตอบไปทันทีว่าหม่อมฉันเห็นตรงกันข้าม เพราะการเรียนคนเดียวจะทำให้เด็กไม่อยากเรียน เพราะไม่มีคนแข่งและไม่สนุกเลยที่ไม่ได้มีเพื่อน จะทำให้นันทไม่มีความสุขที่ต้องแบกยศพระเจ้าแผ่นดินจนไม่มีเวลาที่จะเป็นเด็ก และพระเจ้าแผ่นดินก็จำเป็นมากที่จะต้องปะปนกับคนอื่น จะได้รู้จักนิสัยคนทั่วไป จะเป็นประโยชน์สำหรับบ้านเมืองที่มีการปกครองอย่างประชาธิปไตย เจ้าพระยาศรีฯ ก็เห็นด้วย

เมื่อเจ้าพระยาศรีฯ จะไปจากโลซานน์ หม่อมฉันก็บอกให้เป็นที่เข้าใจอีกว่า ทั้งลูกและหม่อมฉันไม่มีความต้องการยศและลาภเลย แต่การที่นันทต้องรับเป็นพระเจ้าแผ่นดินก็เพราะเห็นว่าเป็นหน้าที่ต่อบ้านเมือง เพราะฉะนั้นจะทำอะไรต่อไปขอให้พูดกันดีๆ อย่าบังคับและตัดอิสรภาพจนเหลือเกิน และสำหรับร่างกายและการศึกษาแล้วขอให้ได้เต็มที่ เวลานี้เป็นเด็ก ก็ขอให้เป็นเด็ก พระเจ้าแผ่นดินที่ร่างกายไม่แข็งแรงและโง่ก็ไม่เป็นสง่ากับประเทศ

หม่อมฉันรู้สึกว่าอันตรายภายนอกสำหรับนันทคงจะมีน้อย ที่หม่อมฉันวิตกอยู่ก็ถึงเรื่องที่นันทจะไม่ได้มีความสุขอย่างเด็กมาก และกลัวการศึกษาจะได้ไม่เต็มที่ ที่หม่อมฉันไม่ใคร่กลัวอันตรายภายนอกก็เพราะว่าเราไม่ได้อยากจะเป็น แต่ต้องรับเพราะเห็นแก่บ้านเมืองที่อาจไม่สงบได้"

สมเด็จพระพันวัสสาฯ ทรงพอพระทัยการพูดโต้ตอบของสมเด็จย่ามากได้พบร่างลายพระหัตถ์อยู่ในซองจดหมายจากสมเด็จย่า ใจความว่า

"...ฉันต้องชมเชยสังวาลย์อีกครั้งหนึ่ง ฉลาดเป็นอัศจรรย์ ใจเย็น พูดโต้ตอบได้งดงามอย่างน่าพิศวงกับเจ้าพระยาธรรมาธิเบศ บุญของฉันมาได้ลูกสะใภ้เช่นนี้ บุญของหลานที่มีแม่ที่เลิศ ไม่มีใครมาดูถูกได้ว่าเลวทราม ฉันพูดนี่ปลื้มใจด้วย เศร้าใจด้วยจนน้ำตาไหล"

จากตรงนี้จะเห็นได้ว่าการย้ายมาสวิสเซอร์แลนด์มีประโยชน์ เพราะการที่รัฐบาลไม่มีกษัตริย์กลับไปให้ราษฎรเห็น ยิ่งสร้างความน่ากังขาให้กับราษฎรว่า การปกครองที่คณะราษฎรยึดมาจากเจ้าเนี่ยจะเป็นระบอบที่มีกษัตริย์อยู่ต่อจริงหรือ หลอกกันมั้ย อย่าลืมว่าเพิ่งจะผ่านการเปลี่ยนแปลง 2475 มายังไม่ทันครบ 3 ปี คนที่ยังไม่พร้อมกับการไม่มีกษัตริย์นั้นมีอยู่มาก

อีกทั้งสมเด็จย่าทรงพระปรีชามากในการต่อรองกับรัฐบาลคณะราษฎร์ จะมาชี้นกชี้ไม้ก็ไม่ได้จะยอมทุกเรื่อง และกว่าจะได้นิวัติประเทศไทยก็ยื้อจนอีกปีถัดมา

ระหว่างนี้ก็มีการปล่อยข่าวทำลายว่า ร.8 มีแม่เป็นสามัญชนอยู่เนืองๆ เพื่อลดความสง่างามของ ร.8 ในการขึ้นครองราชย์ จนสมเด็จย่าตัดพ้อว่าฉันไม่ได้อยากให้ลูกรับ ถ้ารังเกียจเลือดฉันก็ต้องรังเกียจลูกฉันด้วยเพราะมีเลือดแม่อยู่ครึ่งนึง ถ้ารังเกียจมากก็จะลาออกให้ไปหาคนที่มีแม่เป็นเจ้ามาเป็นแทนก็แล้วกัน แต่สุดท้ายก็ทรงอดทนและคิดซะว่าที่ให้ ร.8 รับเป็นกษัตริย์นั้นทำเพื่อบ้านเมือง


ส่วนคณะราษฎร์ใช่ว่าจะราบรื่นมีการแย่งชิงอำนาจกันภายในคณะ มีการยึดอำนาจกันไปมา เริ่มมีอำนาจเป็น 2 ขั้วและขัดกันเองตลอด จนสุดท้ายใช้การสวรรคตของ ร.8 เพื่อทำลายอีกฝ่ายหนึ่ง รวมไปถึงทำลายความน่าเชื่อถือของ ร.9 และสมเด็จย่าด้วย 

แต่สุดท้ายพวกเรารอดวิกฤติมาได้เพราะในหลวง ร.9 ทรงอดทนต่อการบีบบังคับต่างๆ จากคณะราษฎร์ในช่วง 10 ปีแรกที่ครองราชย์

จนหลังเปลี่ยนรัฐบาลในปี 2500 จากรัฐบาลจอมพลป. มาเป็นรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ในหลวง ร.9 จึงเริ่มทรงงานเพื่อประชาชนและออกเยี่ยมประชาชนทุกพื้นที่ทั่วประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพและความยากจนของราษฎร พร้อมกับเสด็จประพาสต่างประเทศเพื่อเจริญสัมพันธไมตรี

ในหลวง ร.9 ทรงงานหนักเพื่อให้ราษฎรกินดีอยู่ดี จนเป็นที่ประจักษ์ต่อราษฎร นำมาซึ่งความรัก ความเทิดทูนและศรัทธาที่มีต่อพระองค์ท่านและพระราชวงศ์องค์อื่นๆ ทำให้วิกฤติของราชวงศ์ช่วง ร.7-ร.8 ที่อ่อนแอลงกลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง

ขออภัยหากใช้ราชาศัพท์ผิดพลาด

จากความคิดเห็นที่ 183 จากคุณ DKO
กระทู้ http://pantip.com/topic/35712228

------------------------

ใหม่เมืองเอก สรุป

คือ ข้อเขียนของคุณ DKO นั้นดีมาก แต่ผมอยากแนะนำให้คุณผู้อ่านก็อ่านแค่เพียงรู้ว่า เป็นทรรศนะหนึ่งของผู้เขียนเท่านั้น เรื่องราวประวัติศาสตร์ในกรณีความเห็นก็ต้องฟังหูไว้หู อย่าปักใจเชื่อจนสนิทใจ 100 %


จอมพลเรือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต


ผมขอเสริมนิดนึง คณะราษฎรวางแผนการปฏิวัติได้เนียนและเงียบมาก เพราะทูลกระหม่อมบริพัตร เอง พระองค์ก็ทรงไม่เชื่อข่าวลือเรื่องการปฏิวัติของคณะราษฎร เพราะพระองค์เชื่อว่า รายชื่อคณะราษฎรที่แพร่กระจายออกมานั้น หลายคนในรายชื่อคณะราษฎรก็ทรงคุ้นเคยสนิทสนมนับถือกันเชื่อใจกันเป็นอย่างดี อีกหลายคนทูลกระหม่อมบริพัตรก็ทรงเคยอุปการะด้านการงานหรือส่งเสียเล่าเรียนมาแล้ว

ทูลกระหม่อมบริพัตรจึงทรงประมาท เพราะทรงเชื่อว่า ไม่น่าเกิดการปฏิวัติ 2475 ขึ้นมาได้

(เฉพาะเรื่องที่มีคนเนรคุณทูลกระหม่อมบริพัตรหรือไม่ ผมแนะนำให้อ่านบทความตามลิงค์ที่แนบไว้ที่ด้านล่างบทความนี้ต่อไปครับ)

แต่ทั้งหลายทั้งปวง เราคนไทยคงจะเห็นแล้วว่า สุดท้ายอำนาจของพวกนักการเมืองมันหอมหวล ทำให้นักการเมืองไม่ว่าจะสายพลเรือนหรือสายทหาร ก็ล้วนต้องทำเพื่อผลประโยชน์ตัวเองก่อนผลประโยชน์ของชาติทั้งสิ้น

หากในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงไม่ทำงานหนักเพื่อประชาชนมาตลอด 70 ปี ทั้งเรื่องยับยั้งการระบาดของโรคเรื้อน ทั้งเรื่องภาวะขาดสารไอโอดีนของคนไทย เรื่องให้ชาวเขาเลิกปลูกฝิ่น ทั้งเรื่องระบบชลประทาน ทั้งเรื่องฝนหลวง ทั้งเรื่องทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งเกษตรทฤษฎีใหม่ และอื่น ๆ อีกมากมายกว่า 4,300 โครงการ

ถ้าหาก 70 ปีที่ผ่านมาพวกเราคนไทยไม่มีในหลวงรัชกาลที่9 พระองค์นี้ ทรงงานหนักเพื่อพสกนิกรของพระองค์ประเทศไทยในวันนี้ก็ไม่รู้จะมีสภาพแย่เช่นไร  เพราะคนที่รู้จริงทุกสภาพพื้นที่ดีที่สุดในประเทศไทยคือ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เท่านั้น แต่พระองค์คนเดียวทำงานหนักทั้งชีวิตพระองค์ก็ยังไม่พอหรอกครับ หากเราคนไทยทุกคนยังรักในหลวงแต่ปากเท่านั้น

ย้อนกลับไปในอดีตอีกสักนิด ดูเหมือนในหลวงรัชกาลที่ 7 เสมือนทรงมีพระญาณทรรศนะล่วงหน้ายาวไกล เหมือนทรงรู้การณ์ไกลว่า เจ้านายพระองค์น้อยพระองค์นี้ ภายภาคหน้าจะทรงเป็นพละกำลังที่สำคัญที่สุดของแผ่นดินนี้ จึงทรงพระราชทานตั้งพระนามให้ในหลวงรัชกาลที่ 9 ว่า "ภูมิพลอดุลยเดช" ซึ่งมีความหมายลึกซึ้งยิ่งนัก

ภูมิพล - ภูมิ หมายความว่า "แผ่นดิน" และ พล หมายความว่า "พลัง" รวมกันแล้วหมายถึง "พลังแห่งแผ่นดิน"

อดุลยเดช - อดุลย หมายความว่า "ไม่อาจเทียบได้" และ เดช หมายความว่า "อำนาจ" รวมกันแล้วหมายถึง "อำนาจที่ไม่อาจเทียบได้"

ภูมิพลอดุลยเดช จึงมีความหมายว่า "พลังแผ่นดินคืออำนาจสูงสุด"


"ในหลวงทรงรักราษฎรของพระองค์เสมือนลูก  แต่นักการเมืองเอาใจประชาชนก็เพื่อหวังอำนาจและผลประโยชน์ของตัวเองเป็นสิ่งแรก"

ก่อนจบบทความ ผมอยากแนะนำเพลง "พระราชาในนิทาน" เป็นเพลงใหม่เมื่อวันที่ 28 ต.ค.59 นี้เอง เพลงไพเราะและน่ารักมาก แต่กลับเรียกน้ำตาแห่งความซาบซึ้งจากใครที่ได้ฟังหลายต่อหลายคนเลยทีเดียว


แนะนำคลิกอ่าน พลโทประยูร เนรคุณทูลกระหม่อมบริพัตร หรือไม่ ?






วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2559

บุญชัย เทียนวัง สถาปนิกหนุ่มเขียนถึงในหลวงอย่างซึ้ง ๆ






หลังจากในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคตไปเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559

ก็ได้มีบทความของคนไทยผู้จงรักภักดีและรักในหลวงคนนึง เขาได้เขียนบทความที่อธิบายด้วยภาษาง่าย ๆ แต่สร้างความประทับใจให้กับผู้ที่ได้อ่าน จนเกิดการแชร์ต่อกันในเฟสบุ้คนับหมื่นครั้ง

รวมทั้งมีคนก๊อปบทความนี้ไปเผยแพร่ต่อทางไลน์อีกมากมาย

เจ้าของข้อเขียนถึงในหลวงนี้มีชื่อว่า คุณบุญชัย เทียนวัง สถาปนิกหนุ่มที่มีชื่อเสียงโด่งดังพอควรคนนึงในวงการสถาปนิกสยาม เขาได้เขียนบทความชื่อ สูงสุดสู่สามัญ บนเฟสบุ้คที่ชื่อ Boonchai Tienwang

หากท่านได้อยากรู้จักเขามากขึ้น ก็ติดตามเขาได้ทางเฟสบุ้คตามที่ผมลงไว้แล้วครับ

ทีนี้ลองมาอ่านบทความถึงในหลวงด้วยภาษาเรียบง่ายที่คุณบุญชัย เทียนวัง เขียนกันครับ

-----------------------

สูงสุดสู่สามัญ

สำหรับผู้ชายคนนั้นแล้ว ผมมักจะชอบพิจารณา "เขา" โดยไม่ได้มียศถาบรรดาศักดิ์เข้ามาเกี่ยวข้อง พิจารณาเขาอย่างคนธรรมดาสามัญทั่วไป ผมไม่ได้บอกว่าวิธีนี้มันดีหรอกนะ แต่ผมไม่ต้องการให้มีมายาคติเข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อให้ผมทำความเข้าใจเขาอย่างเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น ว่าอะไรทำให้เขาดำรงอยู่ในสถานะอย่างที่เป็นได้อย่างทุกวันนี้

ผู้ชายคนหนึ่งที่ต้องกำพร้าพ่อตั้งแต่อายุแค่ 2 ขวบ โตมากับพี่สาว พี่ชาย ถูกเลี้ยงมาอย่างธรรมดาโดยแม่สามัญชนที่เป็นอดีตเด็กกำพร้าด้วยเหมือนกัน ผมเชื่อว่าด้วยเพราะแม่อดีตนางพยาบาลของเขานี่แหละ ที่เป็นหัวใจสำคัญในการหล่อหลอมเขาให้โน้มเอียงมาทางคนธรรมดามากกว่าสถานภาพพิเศษที่มีคนหยิบยื่นมาให้

เขาใช้ชีวิตวัยเด็ก ท่ามกลางการกวาดล้างครั้งใหญ่ทางการเมือง โดยคณะทหารที่พึ่งปฏิวัติเสร็จสิ้นไปไม่นาน มีอำนาจเต็มที่ และต้องการปกครองประเทศแบบเบ็ดเสร็จ วงศ์วานว่านเครือของเขาถูกตีแตกพ่าย กระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง ทรัพย์สินถูกยึดไปเป็นอันมาก บ้างก็ต้องหนีไปอยู่ต่างประเทศ บางคนหนีไม่ทัน โดนส่งไปติดคุกในเกาะกลางทะเลก็มี นั่นน่าจะเป็นเรื่องที่ชวนอกสั่นขวัญแขวนสำหรับครอบครัวเขามากอยู่นะ ครอบครัวซิงเกิลมัม ที่ต้องคอยประคับประคองลูกๆ ทั้ง 3 ให้ก้าวผ่านระหกระเหินแห่งสมรภูมิชีวิต...

พี่ชายที่สนิทสนมรักใคร่ของเขาถูกผลักดันขึ้นมาให้เป็น "ผู้นำในเชิงสัญลักษณ์" ตั้งแต่อายุแค่ 9 ขวบ....เด็ก ป.3 คนหนึ่ง จะทำอะไรได้นักเล่าในตำแหน่งนั้น แต่เมื่อจำเป็นต้องมี พี่ชายของเขาก็จำต้องเป็น



แต่แล้วในเช้าวันหนึ่ง ตอนเขาอายุ 18 พี่ชายก็จากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ตกหัวค่ำวันเดียวกัน น้ำตายังไม่ทันเหือดแห้ง เขาก็ถูกกดดันให้มารับภาระหนักหน่วงแทน ทุกอย่างคงจะฉุกละหุกทุลักทุเลสิ้นดี เขายอมรับอย่างไม่อายว่า ไม่เคยอยากได้ตำแหน่งนี้...อยากแต่จะเป็นน้องชายเท่านั้น มันยากที่จะจินตนาการได้ว่า ในตอนนั้นเขาต้องเผชิญหน้ากับความขมขื่นเพียงใด เขาคงไม่ได้มีเวลาไตร่ตรองนานนักหรอก สุดท้ายด้วยความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง เค้าจำต้องสลัดทิ้งสถานภาพ "น้องชาย" ไว้เบื้องหลัง แล้วก้าวขึ้นไปรับตำแหน่งแทนพี่ โดยตั้งปณิธาณไว้ว่าจะทำหน้าที่ด้วยคุณธรรม เพื่อความสุขของผู้อื่น...

เมื่อเขารู้แน่ว่าตัวเอง ต้องปกครองคนหมู่มากในภายภาคหน้า เขากลับไปดรอปการเรียนในคณะวิทยาศาสตร์ แล้วเปลี่ยนมาเรียนทางด้านรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์แทน ทั้งๆ ที่ถ้าดูจากอุปนิสัยเขาแล้ว ผมว่าเขาน่าจะชอบวิทยาศาสตร์มากกว่านะ แต่เค้าใช้ความรู้ด้านนิติศาสตร์ได้อย่างคุ้มค่าเชียวหละ ถ้าดูจากที่เค้าใช้อำนาจผ่านตุลาการได้อย่างเชี่ยวชาญในเวลาต่อมา

แต่ความเป็นนักวิทยาศาสตร์ในตัวของเขาไม่เคยจางหายนะ เมื่อเขากลับมาเริ่มงานในไทยเต็มตัว เขาริเริ่มโครงการทดลองมากมายหลายอย่าง เริ่มต้นจากสวนรอบบ้านนี่แหละ บ้านของเขาเต็มไปด้วยแปลงทดลองทางการเกษตร, บ่อน้ำเพาะพันธุ์ปลา, ฟาร์มและคอกเล้าสัตว์ต่างๆ ราวกับบ้านชาวนาชาวไร่ เขาทดลองงานมากมายทั้งเรื่องดิน, น้ำ ไปจนจรดเมฆบนฟ้า เขารู้เรื่องแก้ดินเค็ม ดินเปรี้ยว ดินเป็นกรด เขา "แกล้งดิน" เป็นนะ

เขาแก้ไขน้ำท่วมในหลายๆพื้นที่ได้ด้วยโครงการ "แก้มลิง" ของเขา แต่ถ้าพื้นที่ไหนแห้งแล้ง เขาก็รู้วิธีสั่งฟ้าให้หลั่งฝนมาให้นาไร่ได้นะ "ฝนหลวง" นี่ก็เป็นผลงานของเขาและคณะ

เรื่องพวกนี้ไม่ใช่อภินิหารนะ มันมีหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่เขาทำการทดลองและล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า เขาทำมันกับผู้ช่วยของเขาจนช่ำชอง เขาทำมันด้วยหนึ่งสมอง และสองมือของเขา สองมือของเขาที่หยาบด้านอย่างกับชาวนาชาวไร่นี่แหละ อันนี้ผมไม่เคยสัมผัสเองหรอกนะ อดีตเจ้าอาวาสชื่อดัง แถวโคราชที่เคยได้จับมือเขา แอบเอามาเล่าต่อให้ฟังด้วยความประหลาดใจ



แต่ละปีที่ผ่านไป เขาเชี่ยวชาญมากขึ้นเรื่อย ๆ เขาขยายขอบเขตความสนใจของเขาไปถิ่นที่อยู่ห่างไกล ผมเห็นเขาเดินทางบุกป่าฝ่าดง เข้าไปในถิ่นทุรกันดาร

บางครั้ง ก็เห็นรถจิ๊ปของเขาฝ่ากระแสน้ำเชี่ยวกรากอย่างน่ากลัว
บางครั้ง ก็เห็นเขาดั้นด้นขี่ม้าขี่ลา ข้ามเขาแห้งแล้งแสนสาหัส
บางครั้ง ก็เห็นเขาเดินลุยร่องน้ำ นั่งกับพื้นดินพื้นหญ้า
เหงือไคลของเขาไหลย้อย ซึมทะลุสูทสีเทาที่เขาใส่อยู่เป็นประจำ



หลายครั้งผมนึกสงสัย ว่าเขาจะทำอย่างนั้นไปทำไม? ทำแล้วเขาได้อะไร?
คนอย่างเขาไม่ต้องทำงานก็คงพอมีกินมีใช้ไปตลอดอยู่แล้ว.

ผมคิดว่า เขาคงสนุกมาก ๆ กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนจนผู้อยู่ห่างไกลความเจริญ และได้เฝ้าดูผลลัพธ์ของแรงงานของตัวเองออกดอกออกผล
ผมคิดว่าเขาเป็น workaholic คนหนึ่ง เขารักงานของเขามาก เขาดูตั้งใจมากนะ ตั้งใจที่จะสร้างคุณภาพชีวิตดีๆ ให้กับผู้คนมากมาย

แต่เขาก็ไม่ใช่คนที่บ้างานจนไม่สนใจเรื่องสำคัญอื่น ๆ นะ เขาเป็นคนที่ใช้ชีวิตได้อย่างมีสีสันมากทีเดียว เขามีพรสวรรค์หลายเรื่อง เขาเขียนหนังสือหลายเล่ม เขาวาดภาพสีน้ำมัน และเขาเล่นดนตรีได้ดี ทั้งกีตาร์คลาสสิค เปียโน และแซกโซโฟน ในระดับแต่งเพลงขึ้นมาเองได้ เพลงjazz ที่ฟังแล้วสร้างบรรยากาศน่ารื่นรมย์นี่คือ สไตล์โปรดของเขาหละ แถมแต่งมา ใครจะเอาไปเปิดก็ไม่เคยเรียกลิขสิทธิ์นะ เปิดฟังกันได้ทั่วบ้านทั่วเมือง...



เรื่องกีฬาก็ใช่ย่อย เขาเล่นแบดมินตันได้ดี และมีก๊วนประจำของตัวเอง ตีอยู่หลายปี ยิ่งแข่งเรือใบนี่เก่งระดับแชมป์ ด้วยเรือใบที่เค้าต่อขึ้นมากับมือเองนี่แหละ จะมีแชมป์คนไหนเขาต่อเรือใบขึ้นมาด้วยมือตัวเองบ้างนะ โคตรน่าทึ่ง

เขาเป็นคนรักสัตว์นะ โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงแบบไทยๆ บ้านๆ นี่แหละ และนั่นทำให้เขาดูเป็นคนอ่อนโยนเป็นพิเศษ เขาเลี้ยงแมวมาตั้งแต่เด็ก พันธุ์ไทยแท้ วิเชียรมาศ ตัวอ้วนใหญ่หน้าตาน่ารักน่าชัง เขาตั้งชื่อมันเป็นชื่อเดียวกับวีรบุรุษระดับโลก ผู้กล้าหาญ และมีความรักชาติอย่างมากคนหนึ่ง ผมเชื่อว่า เขาคงต้องการใช้ชีวิตอย่างมีอุดมการณ์นะ ถึงได้ตั้งชื่อแมวของเขาแบบนั้น



พอช่วงที่เขาอายุมากขึ้น เขาชอบเลี้ยงหมานะ เขาดูมีความสุขที่ถูกรุมล้อมไปด้วยฝูงหมาเยอะ ๆ หมาตัวโปรดที่สุดของเขา ไม่ได้เป็นหมาฝรั่งอย่างที่คนไทยชอบเห่อเลี้ยงหรอกนะ มันเป็นลูกหมาจรจัดพันธุ์ทาง คลอดอยู่ข้างถนนแถวโรงพยาบาล ย่านพระราม 9 นี่เองแหละ แต่เขาชอบปล่อยมุกว่ามันเป็นหมาพันธุ์เทศ (บาล) :D



เรื่องรสนิยมการแต่งตัว เขาก็ไม่ใช่ธรรมดา เขาเป็นผู้ชายที่ดูเท่ห์มากทีเดียว เขามีสไตล์มาตั้งแต่หนุ่ม ๆ โดยไม่ต้องพึ่งพาของหรูหราแบรนด์เนมอะไร เสื้อผ้าก็ตัดร้านข้างถนนนี่แหละ แต่แม้จะมีบุคลิกภาพเท่ห์ ขนาดที่แม้แต่ผู้ชายด้วยกันยังต้องแอบมองด้วยความชื่นชม เค้าก็เป็นคนรักเดียวใจเดียวนะ แฟนคนแรกของเขาก็คือภรรยาคนเดียวของเขานี่แหละ ภรรยาที่เขาบอกกับผู้คนอย่างโรแมนติคว่า เธอเป็นดั่งรอยยิ้มของเขา ตลอดช่วงชีวิต เขาไม่เคยมีข่าวในทางเสียหายเรื่องผู้หญิงเลยแม้แต่นิดเดียว

เขาเป็นคนสมถะมากนะ ผมประหลาดใจตอนที่รู้ว่า หลังแต่งงานเสร็จ เขาพาภรรยานั่งรถไฟไปฮันนีมูนที่หัวหิน 3 วัน มันช่างดูธรรมดาสามัญเสียจริง ข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ของเขามักจะดูธรรมดาอย่างน่าฉงน ผมเคยเห็นห้องทำงานของเขา สงสัยว่าห้องคับแคบห้องนี้หน่ะนะ ที่ใช้ดูแลแก้ไขปัญหาต่างๆ ในพื้นที่กว่า 500,000 ตารางกิโลเมตรของไทย มันดูเล็กเสียยิ่งกว่าห้องทำงานของชนชั้นกลางทั่วไปเสียอีก กล้องที่ห้อยคอเขาบ่อยๆ ก็รุ่นทั่วๆ ไปนี่แหละ มีไว้เพื่อถ่ายรูปมาทำงาน เขาไม่ใช่พวก "สายอุปกรณ์" เลย

บางวันถ้าไม่ได้ออกงานเป็นทางการอะไร เค้าทิ้งรถประจำตำแหน่งไว้ในโรงรถ แล้วมาขับโตโยต้าโซลูน่า รถรุ่นเล็กที่ถูกที่สุดที่โตโยต้าเคยผลิตซะอย่างนั้น


(คลิกอ่าน ที่มารถโตโยต้าโซลูน่าของในหลวง)

เขาดูจะไม่เคยปิดบังเลยนะ ว่าเขาเป็นคนประหยัดมัธยัสถ์มาก ๆ เหมือนกับที่เค้าไม่เคยปิดบังเลย ว่าเค้าเป็นคนรักแม่มาก ๆ สมัยหนุ่ม ๆ เมื่อเขาเห็นแม่ไม่ค่อยร่าเริง ความตรอมตรมของหญิงหม้ายที่สามีและลูกชายคนโตจากไปตั้งแต่ยังหนุ่ม คงยากจะคลี่คลาย เขาเลยตั้งใจจะบวชให้แม่ มันได้ผลนะ เขาเล่าว่า เขาดีใจมากที่ได้เห็นแม่กลับมาร่าเริงยิ้มแย้มแจ่มใสอีกครั้ง แม่เขาต้องภูมิใจในตัวเขามากแน่ๆ ในช่วงที่แม่เขาอายุมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่ภาระหน้าที่ของเขาหนักหนาสาหัส แต่เขาแบ่งเวลาไปทานข้าวกับแม่อาทิตย์ละ 5 วัน ได้อยู่เสมอ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้ใครหลายคนรู้สึกละอายแก่ใจ เมื่อนึกถึงเรื่องเหล่านี้...



เขาเป็นห่วงบ้านเมืองมากนะ เขานึกถึงส่วนรวมเสมอๆ และไม่นิยมความรุนแรง ผมยังจำได้ดีตอน ตอนปี 2535 ที่พลเอก กับพลตรี แย่งกันจะเป็นนายก อย่างเอาเป็นเอาตาย ทะเลาะกันไม่ยอมเลิกหลายสัปดาห์ มีความสูญเสียมากมายในกรุงเทพ สุดท้ายก็เขานี่แหละ ที่เรียกทั้งคู่ไปเตือนสติ จนสถานการณ์สงบลงได้อย่างเฉียบพลัน

เวลาผ่านพ้นหลายทศวรรษ ถ้านับจากจุดเริ่มต้นที่เขาเข้ามารับตำแหน่งใหญ่โต ในวัยที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วยซ้ำ เขาทำได้ดีเกินความคาดหมายมากมายมหาศาลนะ เขาดำรงตนตามทำนองคลองธรรมได้อย่างเคร่งครัด เขาพัฒนาโครงการเพื่อคนยากไร้ ได้มากมายหลายพันโครงการ นี่ไม่ใช่เรื่องโฆษณาชวนเชื่อนะ องค์กรระดับโลกหลายแห่ง แม้กระทั่งสหประชาชาติ และเลขาธิการผิวคล้ำชื่อดังคนนั้น ยังเดินทางมามอบรางวัลให้เขากับมือ



เขาเติบใหญ่เป็นผู้นำทางด้านวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของสังคมอย่างเป็นธรรมชาติ บารมีของเขายิ่งใหญ่แผ่ไพศาล รัฐบาลผลัดเปลี่ยนเวียนไปหลายต่อหลายคณะ สถานการณ์การเมืองระดับโลกไหลบ่าเข้ามาคุกคามภูมิภาคนี้อย่างเชี่ยวกราก ประเทศเพื่อนบ้านของเราหลายแห่งเกิดสงครามกลางเมือง มีคนเสียชีวิตนับแสนนับล้านคน อันเกิดมาจากความเชื่อทางลัทธิการปกครองที่แตกต่างกัน ประเทศไทยก็เกิดความเสียหายอยู่บ้างนะ แต่เขาก็ประคับประคองสถานการณ์บ้านเมืองให้ยืนหยัดผ่านพ้นมาได้อย่างสง่างาม

เขาผ่านร้อนผ่านหนาวมามากนะ และเขาใช้ชีวิตในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ได้คุ้มค่าอย่างที่น้อยคนนักบนโลกใบนี้จะทำได้ เขาปกครองบ้านเมืองได้ตามอุดมคติ อย่างที่เขาเคยได้ลั่นสัจจะวาจาไว้เมื่อแรกเข้ามารับตำแหน่ง

ผมเชื่อว่า เวลาคนเราจะเคารพใครคนใดคนหนึ่งได้นั้น โดยพื้นฐานแล้ว มันต้องมาจากการกระทำของเขาที่น่าเคารพเป็นหลัก ไม่ใช่เพราะยศถาบรรดาศักดิ์ ผมไม่เคยเชื่อในระบบอะไรก็ตาม ที่คัดเลือกคนที่เข้ามาดำรงตำแหน่งโดยไม่ได้ประเมินความรู้ความสามารถ

แต่สิ่งที่เขาทำตลอด 7 ทศวรรษที่ผ่านมา พิสูจน์ว่าเขาอยู่เหนือพ้นมาตรฐาน และแบบประเมินใด ๆ โดยแท้

วันนี้เขาไม่อยู่แล้ว แม้จะรู้อยู่แก่ใจดีว่านี่คือสัจธรรมของโลก แต่ผมก็อดที่จะสะเทือนใจกับการจากไปของเขาไม่ได้...แม่น้ำราวกับจะหยุดไหล....แผ่นดินดูเหมือนจะสะอื้นไห้...เมฆบนฟ้าลอยอ้อยอิ่งหม่นหมอง....จะทำอย่างไรได้เล่า ในเมื่อเราก็รู้สึกกับเขาราวกับญาติผู้ใหญ่คนสนิทคนหนึ่ง...

ผมเชื่อว่าเรื่องราวของเขา จะถูกจดจำเล่าขานเป็นตำนานไปอีกหลายชั่วอายุคน ในอนาคต มันคงยากที่จะเชื่อได้ว่า บ้านเมืองของเราเคยถูกปกครองโดยผู้ชายคนหนึ่ง ที่เริ่มต้นมารับตำแหน่งใหญ่โตนี้ โดยไม่ได้ตั้งตัว แต่ก็อดทนสู้ ก่อร่างสร้างชาติมา ด้วยการอุทิศชีวิตเพื่อผู้อื่นอย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย ตลอดระยะเวลายาวนาน 70 ปี จนกลายมาเป็นมหาราชผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของประวัติศาสตร์ชาติไทย

ขอน้อมส่งเสด็จ สู่สวรรคาลัย
บุญชัย เทียนวัง
๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙

ที่มา https://www.facebook.com/indeo.boonchai/posts/1244067538968721

คลิกอ่าน ไม่ธรรมดา กว่าพระองค์เจ้าอานันทมหิดลจะได้ขึ้นเป็นรัชกาลที่ 8