วันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ถึงเวลาทักษิณถีบหัวส่งพวกแดงล้มเจ้า !!






ที่ผ่านมา ทักษิณหลอกใช้แดงล้มเจ้าในการปลุกระดมทางความคิด ความไม่เท่าเทียมกัน วาทะกรรมอำมาตย์ไพร่ จนรากหญ้าโง่ๆ บางจำพวกหลงเชื่อ เกลียดเจ้าไปด้วย

อาจเพราะวันนี้ทักษิณ รู้ตัวว่า ที่ผ่านมา ตัวเองใส่ร้ายสถาบันฯ มาเยอะ อีกทั้งพวกล้มเจ้าจะเป็นปัญหาต่อการปกครองของทักษิณในภายหลัง เป็นปัญหาต่อธุรกิจนายทุนขูดรีดของตระกูลชินวัตรได้ วันนี้ทักษิณ จึงขอใช้โอกาสปรองดองนี้ ตัดหางแดงชั่วออกไปซะเลย

บทความต่อไปนี้ เขาเขียนดีมาก เขียนได้ตรงกับใจที่ผมคิดจะเขียนเอง เลยไม่ต้องเขียน ขอนำมาให้อ่านแล้วกันครับ

v

v

“แม้ว” ถีบหัวส่ง TRUTH TODAY ของคนเสื้อแดง


ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่า “นช.ทักษิณ ชินวัตร” ประมุขแห่งรัฐไทยใหม่จะจูงจมูกไปทางไหนหรือขอร้องให้เสียสละอย่างใด “คนเสื้อแดง” ที่เปรียบเสมือนไพร่ในสังกัดหรือทาสในเรือนเบี้ยก็ไม่มีสิทธิที่จะไม่พอใจหรือตอบโต้ประการใด

ทั้งนี้ เนื่องเพราะคนที่เป็น “แดงแท้” นั้น มีอุดมการณ์สูงสุดคือ การรับใช้ นช.ทักษิณในทุกรูปแบบ จะสั่งให้ไปตายหรือบุกป่าฝ่าทะเลที่ไหนก็ไม่มีสิทธิบ่น เปรียบเสมือนทาสในเรือนเบี้ยที่ต้องทำคำสั่งผู้เป็นนายอย่างสู้ตายถวายหัว

ส่วนคนที่เปิดปากวิพากษ์วิจารณ์ประมุขแห่งรัฐไทยใหม่นั้นคือ “แดงเทียม” ที่หวังเข้ามาอิงแอบและแสวงหาแนวร่วมเพื่อเป้าหมายสูงสุดของตนเองเท่านั้น

เนื่องจากต้องไม่ลืมว่า การก่อกำเนิดของคนเสื้อแดงในราชอาณาจักรไทยด้วยฝีมือการรังสรรค์ของนายเนวิน ชิดชอบมีเป้าหมายสูงสุดคือ เป็นมวลชนที่มีภารกิจเพียงหนึ่งเดียวคือ ปกป้อง นช.ทักษิณ

ด้วยเหตุดังกล่าว การที่ นช.ทักษิณเรียกร้องครั้งล่าสุดผ่านการวิดีโอลิงก์จากประเทศจีนเข้ามาที่เวทีการชุมนุมของคนเสื้อแดง ณ แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2555 เพื่อขอให้ญาติคนเสื้อแดงที่ตายหรือได้รับบาดเจ็บเสียสละด้วยการยอมรับการปรองดอง ด้วยการขอให้ลืมการไล่ล่าตามหาคนสั่งฆ่ามารับโทษนั้น คนเสื้อแดงแท้ๆ จึงสมควรที่จะต้องยอมรับ เพราะนั่นคือคำประกาศิตจากผู้เป็นประมุข

เพราะต้องไม่ลืมว่า นี่เป็นครั้งที่สองที่นายใหญ่ของคนเสื้อแดงประกาศจุดยืนของตนเองออกมาอย่างชัดเจน

ครั้งแรกที่ นช.ทักษิณเรียกร้องให้คนเสื้อแดงที่ตายไปเสียสละเพื่อให้การปรองดองเดินทางไปได้เกิดขึ้นในระหว่างเดินทางไปสำแดงบารมีด้วยการขี่ม้าเลียบเมืองในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว(สปป.ลาว) และราชอาณาจักรกัมพูชา ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา

ในครั้งนั้น นช.ทักษิณพูดเสียงดังกรณีนางสาวกมลเกด อัคฮาด พยาบาลอาสาที่เสียชีวิตระหว่างการสลายการชุมนุมที่ราชประสงค์ว่า “เราต้องฟังประโยชน์ส่วนใหญ่และให้ส่วนน้อยยอมเสียสละ”

จากนั้น นช.ทักษิณก็มาตอกย้ำอีกครั้งในการชุมนุมเนื่องในโอกาสเผา บ้าน เผาเมืองที่แยกราชประสงค์ว่า “ถ้ามีการปรองดองเมื่อไหร่ ผมก็คงได้มีโอกาสกลับไปตอบแทนบุญคุณพี่น้อง แต่ถ้าพี่น้องไม่เอาปรองดอง ให้ผมอยู่เมืองนอกไปก็ไม่ว่าอะไรแต่ต้องหยุดตั้งสติคิดว่าแล้วใครได้ ใครเสีย รบต่อไปพ่อค้าอาวุธรวยอย่างเดียว การโฟนอินครั้งนี้คงจะเป็นครั้งสุดท้าย หวังว่าบ้านเมืองจะกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วเพื่อเราจะได้ไปร่วมกันรักษาสถาบันชาติ ศาสนาและกษัตริย์ และสถาบันประชาธิปไตยของเรา

แถม นช.ทักษิณยังชักแม่น้ำทั้งห้าในเรื่องวิธีการปรองดองเพื่อล้างสมองงคนเสื้อแดงอีกต่างหากว่า “ ผมรู้ดีครับว่าพวกเราบางส่วนเจ็บปวด ไม่พอใจ แต่เรื่องส่วนตัวบางเรื่องก็ต้องเก็บไว้ ต้องเอาส่วนรวมเป็นหลัก ความเข้าใจผิดกันหลายเรื่องต้องยุติ มองไปข้างหน้าดีกว่า ผมต้องขออภัยในสิ่งที่พูดแล้วอาจทำให้บางคนไม่พอใจ แต่ผมก็พูดตรงไปตรงมา คิดอะไรก็บอกตรงๆ อาจมีคนไม่พอใจหรือพอใจ แต่ผมมองภาพรวม ไม่ใช่มองที่ปัจเจกบุคคล ผมคิดในภาพรวม…วันนี้พี่น้องแจวเรือพาผมถึงฝั่งแล้ว เวลานี้ผมจะขับรถขึ้นเขา ผมก็ยังไม่ลืมคนขับเรือมาส่งผม วันนี้ เราได้ทำหน้าที่มาสุดทาง

นี่คือการประกาศจุดยืนของ นช.ทักษิณที่ชัดเจนยิ่งต่อหน้าที่ประชุมของมวลมหาประชาชนคนเสื้อแดง ซึ่งเสมือนหนึ่งเป็นการประกาศให้คนเสื้อแดงยุติการเคลื่อนไหวหลังจากที่ขับเรือพาเขามาถึงฝั่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเป็นการสื่อสารให้สังคมได้รับทราบว่า ความขัดแย้งระหว่างเขากับ “อำมาตย์” ได้ยุติลงแล้ว 


ดังนั้น นับจากนี้เป็นต้นไปคนเสื้อแดงกรุณาอย่าลุ่มหลงมัวเมากับวาทกรรม “ไพร่-อำมาตย์” หรือ “สองมาตรฐาน” อีกต่อไป

ส่วนใครที่ “ตาย” หรือ “บาดเจ็บ” ก็ต้อง “เสียสละ” ไม่เช่นนั้น พ.ร.บ.ปรองดองก็ไม่เกิด นช.ทักษิณก็ไม่ได้กลับบ้าน

ด้วยเหตุดังกล่าว การที่ “นายใจ อึ๊งภากรณ์” อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลุกขึ้นมาก่นด่าด้วยความเจ็บปวดและผิดหวังจึงไม่ถูกต้อง เนื่องจากเป็นตรรกะที่ผิดเพี้ยน

นายใจ เขียนบทรำพึงผ่านเว็บไซต์ประชาไทว่า

“ทักษิณกำลังอาศัยอีโก้ อันยิ่งใหญ่ของตนเอง เพื่อบิดเบือนประวัติศาสตร์คนเสื้อแดงอย่างรุนแรง เพราะถึงแม้ว่าคนเสื้อแดงส่วนใหญ่จะรักทักษิณ แต่คนเสื้อแดงไม่ได้ออกมาสู้กับทหารและประชาธิปัตย์เพื่อทักษิณ เขาออกมาสู้เพื่อให้เขามีสิทธิเสรีภาพที่จะเลือกรัฐบาลที่ตนเองต้องการโดยไม่มีการแทรกแซงจากทหารหรือคนอื่นๆเขาออกมาสู้เพื่อยุติอำนาจมืดในสังคมของอำมาตย์ เขาออกมาสู้เพื่อให้มีเสรีภาพในการพูดเขียน และแสดงความเห็น และเขาออกมาสู้เพื่อให้ตนเองดำรงอยู่ในสังคมที่มีความเป็นธรรม ทั้งทางเศรษฐกิจและทางกฎหมาย ซึ่งทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับความต้องการที่จะมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แทนการเป็นไพร่”

อาจารย์ใจไปมุดศีรษะอยู่ที่ไหนมาจึงได้เข้าใจอะไรผิดเช่นนี้ เพราะความจริงก็คือ คนเสื้อแดงส่วนใหญ่คือมวลชนที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือ นช.ทักษิณต่างหาก มิได้ต้องการจะมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ประการใด

ที่สำคัญคือ นช.ทักษิณมิได้มีความคิดประชาธิปไตยอย่างที่อาจารย์ใจปรารถนาแต่ประการใด หากแต่สิ่งที่ทั้งหลายทั้งปวงที่เขาทำก็เพื่อต้องการกลับบ้านโดยไม่ต้องรับโทษและได้ทรัพย์สมบัติที่ถูกยึดไปกลับคืนมา....เพียงเท่านั้น ด้วยเหตุดังกล่าว อาจารย์ใจคงต้องไปอ่านข้อเขียนของ “นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล” นักวิชาการแดงที่สรุปสถานการณ์เอาไว้ว่า
“(1)ตกลงว่า รัฐบาลเพื่อไทย ซึ่งรวมถึง ส.ส.ที่คุมสภาอยู่ และนปช.ที่มีแกนนำเป็น ส.ส.จำนวนมาก จะผลักดันให้มีการปรองดองที่ให้อภัยทุกฝ่าย ไม่มีการลงโทษฝ่ายใดเลย โดยเฉพาะฝ่าย จนท.รัฐในการสลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 ใช่หรือไม่?
(2) ตกลงว่า จะไม่มีการทำอะไรกับนักโทษการเมืองที่อยู่ในคุกหรือที่มีคดีติดตัวอยู่เลย จนกว่าจะมีการผลักดันในข้อ(1) พร้อมๆ กันไป ใช่หรือไม่?
(ถ้าจะมีประเด็นที่(3) อีกประเด็นคือเรื่องนักโทษ 112 แต่เรื่องนี้คิดว่าที่ผ่านมาในแง่รัฐบาลคงตอบไว้ชัดเจนแล้วคือ ไม่ยุ่งเกี่ยวและต่อให้มีการปล่อยนักโทษการเมืองตาม(1)และ(2) ก็คงไม่รวมคดี 112) เพราะนั่นคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากคำประกาศของ นช.ทักษิณ

และด้วยเหตุดังกล่าวอาจารย์ใจคงต้องไปอ่านข้อเขียนในเฟซบุ๊กของดาราแดงที่มีชื่อว่า “นายโด่ง-อรรถชัย อนันตเมฆ” เพราะเขาสรุปเอาไว้ชัดเจน

“จะไปบ่นไปทำไม เกรงใจเขามั่ง เขาถึงที่เขาแล้วจะให้เขาส่งจนถึงยอดเขาเลยเหรอ อย่าเลย เกรงใจ มาส่งแค่นี้ก็ดีแล้ว ใช่ว่า ไม่มีเขาแล้วเราจะเดินเองไม่ได้ ความจริงที่ผ่านมาเราก็รบกวนเขามากนะ ไม่มีพวกเขา เราคงจะยังโง่กับเมืองไทยไปอีกหลายชาติ คงหลับใหลฝันร้ายไปอีกนาน เอาน่า เขาจะปลุกเราขึ้นมาแล้ว จะขึ้นมาเพื่อใคร เพื่ออะไร ช่างมันเถอะ ว่าแต่ว่าเราตื่นแล้ว ยักษ์อย่างเราขอแค่ปลุกเท่านั้นละ ที่เหลือ ไม่มีอะไรเหลือบ่ากว่าแรง ขอบคุณนะที่ปลุก เราตอบแทนที่คุณปลุกเราไปแล้วนะ ดูจะเกินราคาเสียด้วยซ้ำ ไม่เป็นไร เรื่องเล็ก จากนี้ไปไม่มีอะไรติดค้างนะ โชคดี”

คำถามที่เกิดขึ้นก็คือก่อนหน้านี้ นายใจ นายสมศักดิ์และนายโด่งไปมุดหัวอยู่ที่ไหนมาถึงไม่รู้ว่า “จิตวิญญาณของแดงแท้คืออะไร”

หรือนายใจ นายสมศักดิ์และนายโด่งรู้แต่แกล้งโง่ หรือรู้ว่าเขาหลอกแต่เต็มใจให้หลอก เพื่อมั่วนิ่มผสมโรงสร้างชื่อให้กับตัวเองเป็นสำคัญ

นายใจ นายสมศักดิ์และนายโด่งจะมาตีอกชกตัวขยายความโง่ของตัวเองที่ถูก นช.ทักษิณหลอกกระนั้นหรือ

ในเมื่อนายใจ นายสมศักดิ์และนายโด่งประกาศตัวว่าเป็นคนเสื้อแดง เป็นนักวิชาการ เป็นดาราของระบอบทักษิณ ก็ต้องกล้ำกลืนฝืนทนกับการตัดสินใจ ของตนเองต่อไป ไม่มีสิทธิมาแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างจากนายใหญ่

นายใจ นายสมศักดิ์และนายโด่งที่เพิ่งถูก นช.ทักษิณถีบหัวส่งคงต้องเลือกเอาว่าจะเป็น “หมา” หรือเป็น “เสือ”

---------------------------

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่งอันเนื่องมาจากการปาฐกถาครั้งใหญ่ในที่ประชุมมวลมหาประชาชนคนเสื้อแดงที่แยกราชประสงค์เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2555 ที่ผ่านมาก็คือ ทำไม นช.ทักษิณถึงตัดสินใจถีบหัวส่งคนเสื้อแดง

ประเด็นแรก ว่ากันว่า การเร่งรีบปรองดองของ นช.ทักษิณเป็นผลมาจากอาการเจ็บป่วยที่กำลังเดินทางมาถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญว่าจะอยู่หรือจะไป เพราะถ้าการ “ฝังแร่” รักษาไม่ได้ผล ไม่เกิน 3 เดือน 6 เดือนนี้ นายใหญ่ของคนเสื้อแดงอาจจะไม่ได้กลับบ้านอย่างที่ตั้งใจไว้

ประเด็นที่สอง เป็นเพราะ นช.ทักษิณเชื่อว่าเขาสามารถควบคุมแกนนำคนเสื้อแดงเอาไว้ในมือได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำคนเสื้อแดงและ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย

นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคนเสื้อแดงและว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำคนเสื้อแดงและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ฯลฯ

คนเหล่านี้คือข้าทาสบริวารที่จงรักภักดีต่อ นช.ทักษิณหมดหัวใจ ไม่เช่นนั้นหลังเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ คนเหล่านี้คงไม่ดาหน้าและด้านหน้ากันออกมาแก้ตัวในฉับพลันทันทีเช่นนี้

ยิ่งสำหรับ “เหวง” นพ.เหวง โตจิราการด้วยแล้วยิ่ง ต้องบอกว่าพร่ำเพ้อ และเลอะเทอะไปกันใหญ่ เพราะเป็นคำแก้ตัวที่สุดแสนจะเหวงยิ่งนัก

การที่หมอเหวงเตือนคนเสื้อแดงที่วิพากษ์วิจารณ์นายทาสของตัวเองในทำนองว่า ไม่เหมาะสม เพราะฝ่ายตรงข้ามยังมีความเคลื่อนไหว ดังนั้น จงอย่านำความขัดแย้งภายในให้ขยายตัวเป็นเชิงปรปักษ์ต่อกันนั้น สะท้อนให้เห็นชัดเจนถึงความจงรักภักดีที่หมอเหวงมีต่อประมุขรัฐไทยใหม่ได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ สิ่งที่หมอเหวงพยายามตีความหรือบิดเบือนคำปราศรัยของ นช.ทักษิณไปในทางที่ดีว่า การปรองดองของ นช.ทักษิณหมายถึงการหาข้อเท็จจริง เอาคนผิดมาลงโทษ จึงจะปรองดองกับผู้สูญเสียได้ ก็เป็นคำพูดแก้ตัวแทนนายแบบขอไปที หาได้มีตรรกะหรือข้อเท็จจริงในทางปฏิบัติแต่ประการใด

คำถามที่มีต่อหมอเหวงก็คือ ในเมื่อ นช.ทักษิณจะปรองดองแล้ว จะไปไล่บี้ตามหาคนทำผิดหรือคนที่ทำให้คนเสื้อแดงตายมาทำพระแสงของ้าวอะไร เพราะถ้านช.ทักษิณอยากจะลากคอมาลงโทษจริง นช.ทักษิณจะไม่มีทางขอร้องให้ญาติคนตายและญาติคนเสียชีวิตเสียสละเพื่อส่วนร่วมเด็ดขาด

หรือหมายความว่า นับจากนี้ไปคนเสื้อแดงโปรดอย่ามาทวงถามหาคนผิดอีก จงท่องบ่นคำว่า เสียสละและรับเงินหรือตำแหน่งที่จะสรรหามาให้เป็นการทดแทน

หรือหมอเหวงมั่นใจว่าคนเสื้อแดงโง่ จึงสำรากถ้อยคำอธิบายออกมาอย่างไม่เป็นเหตุเป็นผลเอาใจนายเช่นนี้

ขณะที่กล่าวสำหรับ ฯพณฯ จตุพร พรหมพันธุ์นั้น นช.ทักษิณก็ฉลาดพอที่จะหยอดคำหวานและสร้างความฝันให้คางคกขึ้นวออย่างรู้งาน เพราะท่ามกลางรอยปริร้าวที่เกิดขึ้นในหมู่คนเสื้อแดงนั้น เดอะคางคกคือบุคคลสำคัญที่จะสามารถสร้างวาทกรรมล้างสมองคนเสื้อแดงให้คล้อยตามได้

และเชื่อขนมกินได้ว่า ในการปรับคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้น แกนนำเสื้อแดงคนสำคัญอย่าง “นายจตุพร พรหมพันธุ์” จะสามารถ “ขึ้นวอ” รั้งตำแหน่งรัฐมนตรีตามก้นนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้ออย่างไม่พลิกโผ

ถึงตรงนี้ เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า ไม่ว่า “นช.ทักษิณ ชินวัตร” จะพูดอะไร ทำอะไร ขอร้องอะไร คนเสื้อแดงแท้ๆ ก็ไม่มีวันที่จะโกรธและเกลียดหรือกลับหลังหันให้ประมุขแห่งรัฐไทยใหม่ของพวกเขาอย่างแน่นอน

เหมือนดังเช่นที่รมช.ณัฐวุฒิประกาศเอาไว้ว่า “ท่านยังเป็นที่ศรัทธาของคนเสื้อแดงเหมือนเดิมและยังเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีผลงานประจักษ์ชัดมากที่สุดในประวัติศาสตร์ และเป็นนายกฯ ที่ต้องหยิบยื่นความยุติธรรมให้ ความสัมพันธ์ระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณกับคนเสื้อแดงไม่เปลี่ยนแปลง”

ดังนั้น ไม่ว่านายใจ อึ๊งภากรณ์หรือแกนนำคนเสื้อแดงบางปีกจะกล่าวโจมตี นช.ทักษิณอย่างใด ก็มิอาจทำให้คนเสื้อแดงหลุดพ้นจากโคลนตมโผล่ขึ้นมาพ้นน้ำได้ 555

เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า คนเสื้อแดงจมปลักอยู่กับวาทกรรมโฆษณาชวนเชื่อจนยอมที่จะทำทุกอย่างเพื่อประมุขแห่งรัฐไทยใหม่ของพวกเขา

ที่สำคัญคือ นช.ทักษิณได้ประกาศให้คนเสื้อแดงรับรู้แล้วว่า ใครก็ตามที่รับใช้เขาคือ “แดงแท้” ส่วนพวกที่มีปัญหาและกำลังเป็นโรคเบื่อทักษิณคือ “แดงเทียม” ที่วันนี้เขาพร้อมจะตัดหางปล่อยวัด เพราะภารกิจการปรองดองระหว่างประมุขรัฐไทยใหม่กับอำมาตย์ได้เจรจาต้าอ่วยตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


พุทโธ่ พุทถัง ใครเล่าจะเป็นอย่าง “บก.ลายจุด-สมบัติ บุญงามอนงค์” ที่ออกอาการเสียอกเสียใจขนาดหนักถึงขนาดรำพึงรำพันว่า คนเสื้อแดงกำลังเป็นโรคเบื่อทักษิณ และปรี๊ดแตกด้วยการให้สัมภาษณ์ “มติชน” ว่า

“ผมปรี๊ดแตกมากนะ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณบอกว่าเสื้อแดงเหมือนเรือ แล้ววันนี้ขึ้นฝั่งแล้ว ... เรือก็อาจจะไม่จำเป็นอีกต่อไป ผมว่าเขาหลงตัวเองมากไป !”

http://astv.mobi/ARSTXTR

วันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

รัฐบาลยิ่งลักษณ์จงใจทำให้คนไทยจนทั้งชาติ !!





ถ้าคุณผุ้อ่าน เคยอ่านบทความเรื่อง ใครคือตัวต้นเหตุของความยากจนเกษตรกรไทย (ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ผลผลิตต้นทางราคาตกต่ำ แต่ของปลายทางกลับมีราคาแพงทั้งแผ่นดิน) ของผม

คุณก็ย่อมอ่านบทความต่อไปนี้ได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น เพราะนี่แหล่ะที่เป็นสาเหตุที่ทำให้คนไทยต้องจนไปทั้งชาติ เพื่ออะไรล่ะ?

ลองอ่านดูครับ

v

v

เลขาธิการศูนย์ประสานงานลูกหนี้แห่งชาติ เชื่อรัฐบาลจงใจให้สินค้าแพง ตั้งข้อสังเกตถ้าไม่รู้มาก่อนว่าประชาชนจะต้องเดือดร้อน ทำไมถึงไปเพิ่มเงินจำนวนมหาศาลให้กองทุนต่างๆ เพื่อส่งเสริมการเป็นหนี้ ชี้เมื่อคนไทย "จน ทุกข์ โง่" จะได้ควบคุมง่าย พร้อมเตือนพยายามอย่าเป็นหนี้แบงก์ ถ้าตราบใดโครงสร้างหนี้ของประเทศยังเป็นแบบทุกวันนี้ เพราะใช้สัญญาไร้มาตรฐาน สามารถโดนยึดจนหมดตัว ทั้งที่กฎหมายห้ามไว้

วันที่ 17 พ.ค. นางกัลยาณี รุทระกาญจน์ เลขาธิการศูนย์ประสานงานลูกหนี้แห่งชาติ นายชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย และนางสาวสวนีย์ ฉ่ำเฉลียว เจ้าหน้าที่ศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ได้ร่วมในรายการ "คนเคาะข่าว" ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ASTV

โดยนางกัลยาณี กล่าวว่า หนี้ครัวเรือน แสดงถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจของภาคประชาชน ตอนนี้มี 18 ล้านครัวเรือน เป็นเกษตรกรประมาณ 2 ล้านครัวเรือน ยอดหนี้เฉลี่ยต่อครัวเรือน 1.35 แสนบาท 4 -5 ปี มานี้ ยอดหนี้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10 เปอร์เซ็นต์ทุกปี 

ตอนนี้ปัญหาคือสินเชื่อส่วนบุคคล เช่น การก่อหนี้ภาคประชาชน เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เทียบระหว่างปี 53 - 54 ยอดขอสินเชื่อส่วนบุคคลเพิ่มขึ้นถึง 64 เปอร์เซ็นต์ โดยกู้มาเพื่อใช้ 1. ค่าใช้จ่ายประจำวัน ซึ่งตรงนี้โอกาสหาคืนยาก นอกจากเงินเดือน ถ้าไม่ใช่มนุษย์เงินเดือนอันตรายมาก 2.ซื้อยานพาหนะ ตรงนี้ไม่เท่าไหร่ไม่มีจ่ายก็ยึดรถไป 3.เพื่อลงทุน หรือซื้อที่อยู่อาศัย

เสร็จแล้วพบว่า 67 เปอร์เซ็นต์ มีรายได้ไม่พอรายจ่าย คนที่เงินเดิน 5 พันบาท มีหนี้เฉลี่ยตามหลักฐานที่ประกาศโดยหน่วยงานรัฐประมาณ 7 เท่า ที่ไม่ประกาศเท่าที่เจอ 15-30 เท่า คนเงินเดือน 1 หมื่นบาท ตามหลักฐานที่ประกาศโดยหน่วยงานรัฐประมาณ 5 เท่า ของจริงที่เจอคือ 10 - 20 เท่า เงินเดือน 3 หมื่น ตามที่ประกาศโดยรัฐ 10 - 20 เท่า โดยกรณีหนักสุด เจอคนมีเงินเดือน 3 หมื่น มีบัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล ทั้งหมด 37 บัญชี ต่อหนึ่งคน

นางกัลยณี กล่าวอีกว่า สิ่งที่ทำทั้งหมด ทั้งขึ้นค่าแรง ขึ้นค่าพลังงาน ขึ้นค่าใช้จ่าย ไม่ใช่ไม่คิด แต่วางแผนให้เกิดอะไรบางอย่าง ถ้าไม่คิดว่าจะทำให้เกิดความเดือดร้อน หรือไม่พอใช้จ่าย ทำไมตั้งกองทุนหมู่บ้านเพิ่ม 7หมื่น 9 พันกว่ากองทุน ทำไมต้องยกระดับกองทุนหมู่บ้านให้เป็นสถาบันการเงินชุมชน? ทำไมต้องจ่ายเงินให้กองทุนพัฒนาสตรีจังหวัดละ 100 ล้านบาท? ทำไมต้องเพิ่มเงินกองทุนหมู่บ้านอีก 1 ล้านบาท แล้วยังให้กองทุนตั้งตัวกับสถาบันอุดมศึกษา ให้กู้ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบอีก 1 พันล้านบาท

"แปลว่าตั้งใจวางระบบเพื่อให้เกิดหนี้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ในครัวเรือนประเทศไทย เพื่อให้ควบคุมง่าย แม้ชาวบ้านรู้เวลาไปเซ็นอะไรอันตรายแค่ไหน รู้ว่ารัฐบาลเอาเปรียบยังไง แต่เงิน 1 - 2 พันบาทมีความสำคัญมากกับเขาในยามที่จำเป็น ฉะนั้นการทำให้หนี้ครัวเรือน ซึ่งมันคือความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประชาชน ถ้าทำให้ประชาชนเกิดความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ เขาไม่คิดเรื่องอื่นหรอก เขาไม่คิดว่าจะเสียดินแดนที่เขาพระวิหาร แต่คิดว่าทำไงถึงจะมีเงินซื้อข้าวให้ลูกกิน ทำไงให้ลูกมีนมไปกินโรงเรียน 

ฉะนั้นการทำให้ประชาชนในแผ่นดินใดแผ่นดินหนึ่งซึ่งมีที่ตั้งทางภูมิประเทศสุดยอดในภูมิภาค สังคมใดสังคมหนึ่งในประเทศที่มีทรัพยากรมหาศาล แผ่นดินอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งอาหาร 1 ในไม่กี่แห่งของโลกที่ติดอันดับ การทำให้มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินนั้น กลายเป็นทาส จน ทุกข์ โง่ ได้มากเท่าไหร่ ผู้ปกครองแผ่นดินนั้นย่อมได้ผลประโยชน์สูงสุด" นางกัลยณี ระบุ

เลขาธิการศูนย์ประสานงานลูกหนี้ฯ กล่าวต่อว่า กรณีหนี้บัตรเครดิต หากขึ้นศาล เจ้าหนี้แพ้หมด เพราะทุกบัตรมันผูกสูตรผิด ทางศูนย์ฯก็ขอให้จับติดคุกสักคนได้ไหม จะได้เป็นตัวอย่าง เตรียมการกับลูกหนี้อย่างดีว่าจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด แต่พอถึงจุดหนึ่งเจ้าหนี้เห็นว่าแพ้ก็จะยกหนี้ให้ ลูกหนี้ก็หน้าบาน มีความสุข แล้วก็ไม่สู้ต่อ เป็นอย่างนี้ทุกราย ตัวศาลเองก็ชอบให้ยอมความกันไป

นางกัลยณี กล่าวอีกว่า กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 733 บอกไว้เรื่องการค้ำประกัน ว่ายึดทรัพย์จำนองแล้วไม่พอชำระหนี้ ก็ยึดทรัพย์อื่นๆไม่ได้ แต่เราก็ไปเซ็นสัญญากับเขาให้ยึดทรัพย์อื่นๆได้ด้วย ประเทศไทยประเทศเดียวเลยที่เป็นอย่างนี้ 

ฉะนั้นปัญหาวิธีแก้ คือ ต้องไม่สร้างหนี้ ถ้าตราบใดโครงสร้างการเป็นหนี้ของประเทศไทยยังเป็นแบบนี้ ไปโรงรับจำนำยังปลอดภัยกว่า รวมหัวตั้งกองทุนเองยังปลอดภัยกว่า สหกรณ์ก็น่ากลัวเพราะอยู่ดีๆ ก็รวมหัวกันไปแก้กฎหมายสหกรณ์ ให้สามารถตัดเงินเดือนได้ก่อน และตัดไปเรื่อยๆ ขนาดกรมบังคับคดียังให้ตัดไม่หมด แต่สหกรณ์แอบไปเปลี่ยนกัน

แล้วเมื่อเซ็นไปแล้วขึ้นศาลก็ไม่มีทางชนะ ศาลก็จะบอกว่าทำไมไม่อ่านก่อน ซึ่งประชาชนก็คิดว่านี่เป็นฟอร์มสัญญามาตรฐาน แต่ประเทศไทยไม่มีมาตรฐาน!!

แล้วทุกสถาบันการเงินก็รวมหัวกันเป็นเหมือนกันหมด แล้วประชาชนจะไปกู้ใคร สัญญามาตรฐานอยู่ไหน ทำไมไม่มี ใครอยากเขียนอะไรก็เขียน เป็นกรรมหนักของคนไทย ตนมองภาพรวมที่เป็นแบบนี้แสดงว่ามีคนตั้งใจทำ

นางกัลยณี ยังกล่าวด้วยว่า การแก้ปัญหาหนี้ทำได้ ถ้าผู้บริหารประเทศจริงใจ ไม่ต้องใช้เงินเยอะด้วย แต่ที่ผ่านมามีแต่พูดถึงการพักหนี้ การให้หนี้เพิ่ม การย้ายหนี้ แต่ไม่มีการแก้ไขหนี้ให้คนไทยควรใช้หนี้ที่เป็นธรรม เราพร้อมใช้หนี้แต่ต้องเป็นธรรม เอาแค่ตามที่กฎหมายกำหนด แค่นี้ยังทำให้ไม่ได้ ถ้ามีระบบการจัดการหนี้ที่ดีมั่นใจลูกหนี้จบหนี้ได้

แต่คงต้องรอรัฐบาลที่มาจากภาคประชาชน จุดหนึ่งเมื่อประชาชนเดือดร้อนสุด ต้องลุกขึ้นช่วยตัวเอง ตนหวังว่าประเทศไทยน่าจะมีความหวังในเร็วๆนี้ ถ้าเชื่อในเรื่องสถิติ เรื่องดวงชะตา เวลาของคนไทยใกล้จะมาถึง เร็วๆนี้จะมีการเปลี่ยนแปลง คนดีอยู่ คนชั่วถูกกันออกไป เมืองไทยจะกลับไปน่าอยู่เหมือนเดิมแน่นอน ทางพุทธศาสนาแผ่นดินที่มีค่าจะเหมาะสมกับมนุษย์ที่มีค่าเท่านั้น

นายชาลี กล่าวว่า การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำมาเป็น 300 บาทนั้น ตามหลักสากลแล้ว 1 คนทำงาน ต้องเลี้ยงครอบครัวได้ 2 คน ฉะนั้นจากการที่เราได้สำรวจ 1 คนต้องได้ 560 บาทต่อวัน ถึงจะเลี้ยงครอบครัวได้ 2 คน สำหรับคนที่ไม่มีครอบครัวต้องได้วันละ 340 บาท ดังนั้นการขึ้นค่าแรง 300 บาท ก็ยังไม่พอ แต่ก็ยังดีที่มาประทังชีวิต แต่ทีนี้แทนที่จะมาประทังชีวิต แต่เพราะประโคมข่าวว่าจะขึ้นค่าแรงวันนั้นวันนี้ ราคาสินค้าเลยขึ้นไปรอไว้แล้ว เลยเท่ากับว่าค่าแรงที่ได้เพิ่มก็เอาไปโป๊วของที่ราคาแพงขึ้นมา มันก็กลายเป็นว่าได้เท่าเดิมหรือน้อยลงกว่าเดิมด้วยซ้ำ

ค่าแรงขึ้นได้แต่ต้องเป็นไปตามกลไก และรัฐบาลต้องมีวิธีการขนาบมาด้วย ถ้าปรับ 300 บาท อีกขาก็ต้องควบคุมราคาสินค้าควบคู่ไป เพราะรู้อยู่แล้วว่าเหตุการณ์นี้มันต้องเกิด แต่การควบคุมระยะสั้นๆมันลำบาก นอกจากต้องใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ โดยการควบคุมสินค้าต้นน้ำ พอต้นน้ำต่ำแล้วพ่อค้าแม้ค้าที่มาขายเราก็จะขายได้ถูก แต่วันนี้ดันไปแก้ปัญหาที่ปลายน้ำ มันแก้ไม่ได้หรอก

ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย กล่าวด้วยว่า ทำให้ประชาชนเป็นหนี้ เพื่อจะได้เหมือนคนติดยา แล้วก็ออกประชานิยมต่างๆคนก็จะเชื่อง พอเป็นหนี้มากๆ ใครเอาเงินมาให้ใช้ก็เอา ต่อให้ดีไม่ดีไม่รู้ แต่ปัญหาเฉพาะหน้าต้องเอาไว้ก่อน แรงงานก็รู้แต่ทำอะไรไม่ได้ อีกสิ่งหนึ่งตนมอง SME ในอนาคตจะอยู่ไม่ได้ แต่รายใหญ่อยู่ได้ แล้วก็จะไปฮุบ SME มารวมด้วย และเป็นการผูกขาดในอนาคต ของก็จะแพงหมด เพราะไม่มีการแข่งขันแล้ว

นางสาวสวนีย์ กล่าวว่า มูลนิธิเพื่อผู้บริโภครับเรื่องร้องเรียน 7 หมวด เรื่องที่ได้รับร้องเรียนมากสุดคือเรื่องหนี้ อีกทั้งตอนนี้ราคาข้าวของแพงขึ้น อัตราค่าบริการขนส่งมวลชนก็ขึ้น การปรับตรงนี้ประชาชนเดือดร้อน แล้วนี่มาคุมราคาข้าวแกง แต่ดูจากความเป็นจริง ขายตามราคาที่กำหนดแต่ปริมาณลดลง ต้นน้ำมาปลายน้ำเสียค่าต้นทุนมากมาย ถามว่าต้นทุนแฝงพวกนั้นเกิดจากอะไร เช่น ค่าขนส่ง ค่าพลังงาน ต้นทุนที่พยายามปั่นขึ้นมา นี่คือต้นทุนแฝงที่ผู้บริโภคยังต้องรับทุกข์กันอยู่

ปตท.เป็นบริษัทผูกขาดมาช้านาน จนคนไทยเห็นเป็นเรื่องธรรมดา มิหนำซ้ำยังควบคุมตั้งแต่ต้นน้ำยังปลายน้ำ กำหนดทุกอย่างในประเทศ

อีกกรณีก็สัญญาเงินฝาก ประชาชนมักไม่รู้ว่าเวลาเปิดบัญชีเงินฝาก ในสัญญาจะมีบอกว่า ถ้ามีหนี้ที่เกี่ยวข้องกับธนาคาร สถาบันการเงินสามารถยึดได้เลย หรือสัญญาประกันชีวิต ปรากฎว่าเวลาตายไป ลูกหลานไม่ได้เงิน เพราะอ้างว่าปกปิดข้อมูล ไม่บอกว่าเป็นโรคมาก่อนจึงไม่จ่าย นี่คือสิ่งที่คนนึกไม่ถึง อีกอย่างสัญญาประนีประนอมยอมความ ก็มีระบุว่าจะไม่เอาความต่อ แล้วพอผู้ได้รับความเสียหายไม่พอใจค่าชดเชยที่ได้มาจะไปเรียกร้องเพิ่มก็ไม่ได้ มันเชื่อมโยงไปยังการเป็นหนี้และการบังคับใช้กฎหมาย หรือบัตรเครดิตแบงก์ฟ้องลูกหนี้ทั้งที่อายุความหมดไปแล้ว ถ้าผู้บริโภคไม่ยกขึ้นมา ก็แพ้ ศาลก็ตัดสินไปตามนั้น

นางสาวสวนีย์ กล่าวอีกว่า ประชาชนที่เป็นหนี้บ่นกันมาก แต่ออกมาสู้น้อย แล้วไปแสดงออกในเรื่องของอาชญากรรมแทน ทั้งปล้น ฆ่า วิ่งราว มันต้องกล้าหาญและชัดเจนมุ่งมั่น แล้วสิ่งต่างๆก็จะแก้ไขได้

http://astv.mobi/AbCPoww



-------------------

akecity คุณผู้อ่านครับ เคยสังเกตมั้ยว่า กิจการเงินกู้รูปแบบต่างๆ มีโฆษณาในทีวีหลายหลาก เช่น รถแลกเงิน เดี๋ยวนี้มีกันหลายบริษัท แม้แต่ธนาคารพาณิชย์ก็กระโดดมาปล่อยกู้เงินด่วนด้วย

นั่นชี้ให้เห็นว่า คนไทยเป็นหนี้มากขึ้น กิจการเหล่านี้จึงเติบโตมากมาย

คนไทยเราลืมง่าย เมื่อวิกฤติเศรษฐกิจปี40 ใครที่ประสบวิกฤติในวันนั้น และรอดมาได้ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ต้องใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง คือทางรอด

แต่ผ่านมา15ปี คนไทยลืมง่าย โดนนักการเมืองเลวๆ หลอกล่อให้หลงใหลฟุ้งเฟ้อมากขึ้น จนทุกวันนี่หนี้ภาคประชาชนเพิ่มขึ้นตลอด

ไว้ผมจะเขียนเรื่องวิกฤติกรีซ ให้ทุกท่านอ่านในโอกาสต่อไป ว่าหากคนไทยยังเชื่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ต่อไป ประเทศไทยจะล้มสลายทางเศรษฐกิจอีกครั้งในอนาคตเหมือนที่กรีซประสบครับ


คลิกอ่าน ยิ่งลักษณ์แอบให้ชีวิตราคาถูกแก่คนไทย !!


วันศุกร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ยิ่งลักษณ์ช่วยคนไทยได้ ถูกทั้งแผ่นดิน!! แล้ว





ชื่อบทความนี้ คือ ยิ่งลักษณ์ช่วยคนไทยได้ ถูกทั้งแผ่นดิน!! แล้ว หมายถึงอะไร?

ก็ตามข่าวนี้ครับ

รัฐตัดงบรายหัวสปสช.ลง4.9%กระทบ30บาท-บริการคุณภาพต่ำ

คลิกที่รูปเพื่อขยาย!!


เป็นไงล่ะครับ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ช่วยคนไทยถูกทั้งแผ่นดินแล้วจริงๆ นั่นก็คือ ชีวิตราคาถูกทั้งแผ่นดินไงครับ

ด้วยการลดคุณภาพการรักษาพยาบาลคนไทยให้ด้อยลง

ตอนหาเสียง ปากก็หลอกประชาชนว่า จะนำ30บาทรักษาทุกโรคกลับมาใหม่ จะเก็บ30บาท เพื่อให้คนไทยมีศักดิ์ศรีเวลามารักษาพยาบาล และจะทำให้การบริการ30บาทรักษาทุกโรคดีขึ้นกว่าเดิม

แล้วสุดท้ายเป็นไง ถูกหลอกทั้งแผ่นดิน!!

---------------------

ทีนี้เรามาดู นายกยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์แก่สื่อว่า คนไทยรู้สึกไปเองว่าของแพง

ตามเนื้อหาข่าวตามนี้

"เรื่องน้ำมันที่อาจจะมีส่วนให้สินค้ามีราคาแพงขึ้น แต่ในส่วนของผู้ประกอบการก็ยังมีอีกหลายส่วนที่ทางรัฐบาลได้ตรึงราคาไว้ โดยเฉพาะในเรื่องของ LPG ที่ใช้ในครัวเรือนต่างๆ โดยในบางส่วนนี้ต้องไปดูต้นทุนจริงๆ ว่ามีค่าประกอบการทั้งหมด ส่วนต้นทุนที่เป็นตัวหลักน้ำมันก็อาจจะมีส่วนแต่ไม่ใช่เป็นตัวประกอบหลัก ส่วนปลายทางก็ยังไม่ได้ถูกปรับลงตามนั้น ดังนั้นจึงถือว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่มีการปรับตัวค่อยๆ ลดลง แต่ก็ต้องเรียนว่าในความรู้สึกของผู้บริโภคก็อาจจะมีความรู้สึกว่าของแพง ซึ่งรัฐบาลเองก็ต้องมองทั้งสองส่วน ทั้งในส่วนความรู้สึกของประชาชน และที่สำคัญต้องดูตัวเลขที่เป็นตัวเลขที่จับต้องได้จริงๆ ซึ่งในเรื่องของเศรษฐกิจนั้นตัวเลขที่แท้จริงทั้งหมดหลังจากที่มีการแถลงไตรมาส 1 แล้วก็คงจะเห็นตัวเลขอย่างแท้จริง" นางสาวยิ่งลักษณ์กล่าว


-----------------


แม้แต่ ฐานเศรษฐกิจ ในเครือมติชน ก็คิดไปเองว่าของแพง??

ใครๆ ก็รู้ว่า มติชน เป็นสื่อเชียร์รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ก็ยังรู้ว่าของแพง แต่ยิ่งลักษณ์ไม่รู้!!


ในยามนี้หากถามถึงความเครียดของคนไทย มี 2 เรื่องใหญ่จะมาเป็นอันดับต้น ๆ เรื่องแรกจากสภาพที่ร้อนและแล้งจัดที่แผ่รังสีไปทั่ว ทำให้คนเกิดความหงุดหงิดและใจร้อนขึ้นตามอุณหภูมิ อีกเรื่องหนีไม่พ้นภาวะเครียด จากราคาสินค้าและบริการที่มีผลต่อค่าครองชีพ จ่อปรับตัวสูงขึ้นอีกระลอกใหญ่ ซึ่งการปรับขึ้นของราคาสินค้าและบริการในรอบนี้ จะถือเป็นบททดสอบครั้งสำคัญ ว่า รัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร"จะเอาอยู่หรือไม่ เพราะเป็นรอบเผาจริง ซึ่งจะส่งผลกระทบทำให้ผู้มีรายได้น้อยประเภทหาเช้ากินค่ำ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ รวมถึงมนุษย์เงินเดือน หากไม่ระมัดระวังหรือวางแผนในการใช้จ่ายให้ดี จะต้องใช้ชีวิตด้วยความลำบากขึ้นอย่างแน่นอน

-สินค้า-บริการดาหน้าปรับขึ้น

สำหรับบริการของรัฐที่จะปรับขึ้นในช่วงจากนี้ไป จากการวบรวมของ "ฐานเศรษฐกิจ"พบข้อมูลยาวเป็นหางว่าว ไล่ตั้งแต่ค่าไฟฟ้าผันแปรงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม ที่จะปรับขึ้นอีก 30 สตางค์ต่อหน่วย ค่าก๊าซแอลพีจี หรือก๊าซหุงต้มในภาคครัวเรือน จะทยอยปรับขึ้นในไตรมาสที่ 4

มาตรการค่าไฟฟ้าฟรี จาก 90 หน่วยจะลดลงเหลือ 50 หน่วย 
ค่าโดยสารรถร่วม ขสมก. มินิบัส ร้องขอปรับเพิ่มอีก 1-2 บาท บนเงื่อนไขราคาก๊าซเอ็นจีวีปรับขึ้นเหนือระดับ 9.50 บาท/ลิตร
รถสองแถว ร้องขอปรับค่าโดยสารเป็น 7 บาท
รถ บขส.และรถร่วมขอปรับอีก 4 สตางค์ต่อกิโลเมตร
แท็กซี่ขอปรับราคาอีก 50 สตางค์ต่อกิโลเมตร
ส่วนรถไฟฟ้าบีทีเอสขอเก็บค่าโดยสารส่วนต่อขยายช่วงอ่อนนุช-แบริ่งอีก 15 บาท (จากเดิมฟรี) ดีเดย์รับวันแรงงาน 1 พฤษภาคมนี้แล้ว

ครั้นหันมาดูสินค้าอุปโภคที่ใช้ในชีวิตประจำวันพ่อบ้านแม่บ้านต้องเป่าปาก เพราะสินค้าหลายรายการมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น โดยสินค้าหลัก อาทิ เนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่ ไข่เป็ด เริ่มปรับตัวสูงขึ้น ผลจากอากาศที่ร้อนทำให้หมู ไก่ เป็ด เกิดความเครียด กินอาหารลดลง และเติบโตช้าลง ส่งผลถึงผลผลิตที่ลดลง ดันราคาขยับสูงขึ้น ขณะที่ผักสดผลไม้ได้รับผลกระทบจากอากาศที่ร้อนและแล้ง ทำให้มีผลผลิตเสียหายออกสู่ตลาดลดลง ราคายังอยู่ในระดับสูง ไม่ว่าจะเป็นมะนาว ผักบุ้ง ผักคะน้า ผัดกาดขาวปลี กลุ่มเครื่องดื่มทั้งน้ำดื่ม น้ำหวาน กาแฟกระป๋อง แอบปรับราคาไปแล้ว ตามต้นทุนค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน

ส่วนข้าวแกงตามตรอกซอกซอยย่านชุมชนต่าง ๆ ยังขายระดับสูงมากกว่าจานละ 30 บาทขึ้นไป โดยราคาแนะนำของกระทรวงพาณิชย์ก่อนหน้านี้แทบไม่มีความหมาย

ขณะราคาสินค้าหมวดอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งมีสัดส่วนกว่า 40% ในการใช้คำนวณอัตราเงินเฟ้อ ของกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดสินค้าหมวดนี้ในเดือนเมษายน ดัชนีราคาขยับสูงขึ้น 4.51% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ 4 เดือนแรกของปี 2555 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยยังสูงอยู่ที่ระดับ 3.16% ยิ่งใกล้เปิดเทอมกลางเดือนพฤษภาคมนี้ ผู้ปกครองต้องวิ่งหาเงินกันขาขวิด เพราะต้องมีภาระค่าใช้จ่ายค่าชุดนักเรียนใหม่ของบุตรหลาน รวมถึงอุปกรณ์การเรียนที่จะปรับตัวสูงขึ้น ไม่นับรวมถึงค่าแป๊ะเจี๊ยะ ที่ต้องจ่ายให้กับโรงเรียนอีกก้อนใหญ่

-รัฐงัดมาตรการสู้
ตัวอย่างสินค้าและบริการจำเป็นที่เตรียมปรับขึ้นพร้อม ๆ กันเหล่านี้ แน่นอนว่านับจากนี้ไป คนไทยจะมีภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นมากอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ในเรื่องนี้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ทราบดี และอยู่ในอาการนั่งไม่ติด เพราะหากไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ แน่นอนว่าต้องเสียรังวัด และเสียคะแนนนิยมเป็นแน่แท้

ล่าสุดได้สั่งการให้ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เร่งหามาตรการบรรเทาความเดือดร้อนจากค่าครองชีพของประชาชนอย่างเร่งด่วน สรุปมาตรการสำคัญไล่ตั้งแต่การอนุมัติงบโครงการโชวห่วยช่วยชาติ ตั้ง "ร้านถูกใจ" จำนวน 10,000 ร้านทั่วประเทศ ขายสินค้าบริโภคจำเป็น 20 รายการ ในราคาต่อกว่าท้องตลาด 10-20 % ของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการ การจัดคาราวานสินค้าธงฟ้าราคาประหยัดในจังหวัดต่าง ๆ ที่ปฏิบัติมาทุกปี (ล่าสุดโครงการร้านถูกใจทำท่าจะไปไม่รอดแล้ว คลิกอ่านข่าว)

การตรึงราคาก๊าซแอลพีจีภาคครัวเรือนขนาดถัง 4 กก.ไว้เท่าเดิม จากที่ครัวเรือนส่วนใหญ่สัดส่วนกว่า 50% ใช้ขนาดถัง 15 กก. การต่ออายุรถเมล์ และรถไฟชั้น 3 ฟรีอีก 3 เดือน การต่ออายุการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลเหลือ 0.005 บาท/ลิตรไปถึงเดือนกันยายน 2555

นอกจากนี้สั่งให้ชะลอการปรับภาษีสรรพสามิตสินค้าบาป เหล้า ไวน์ บุหรี่ออกไป การชะลอปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) และล่าสุดนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประกาศเตรียมงัดมาตรการอุดหนุนและชดเชยราคาสินค้าจำเป็นออกมาใช้ เช่น กรณีก๊าซแอลพีจีภาคครัวเรือน หากมีการปรับราคาเพิ่มขึ้นจากเดิมในปลายปีนี้ รัฐจะชดเชยส่วนต่างราคาให้กับ 20 ล้านครัวเรือน เป็นต้น

-เลิกอุดหนุนหวั่นเอาไม่อยู่
จากค่าครองชีพที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นระลอกใหญ่ข้างต้น เปรียบเทียบกับมาตรการลดค่าครองชีพของรัฐบาลแล้วจะเห็นได้ว่า เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และเป็นเพียงมาตรการเพื่อบรรเทาไม่ใช่แก้ปัญหาถาวร เมื่อมาตรการต่าง ๆ เหล่านี้สิ้นสุดลง ราคาสินค้าและบริการต่าง ๆ จะดีดขึ้นอีกเป็นระลอก ส่วนสินค้าและบริการที่ปรับขึ้นไปแล้วเป็นที่ทราบกันดีว่า เมื่อขึ้นแล้วยากที่จะลง ดังนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ รัฐคงต้องหามาตรการประชานิยมมาอุดหนุนอีกไม่รู้จบ ต่อเมื่อรัฐไม่สามารถแบกรับภาระการอุดหนุน ซึ่งถือเป็นมาตรการประชานิยมได้เมื่อใด และปล่อยให้ราคาสินค้าและบริการสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงตามกลไกตลาดเมื่อใด แรงกระแทกจะแรงมาก
คำถามคือประชาชนคนรายได้น้อยจะอยู่ในสภาพใด หากรายได้ไม่พอรายจ่าย และไม่มีทางออก ปัญหาสังคมที่จะตามมาหนีไม่พ้นการฉกชิงวิ่งราว ปล้นจี้ ค้ายาเสพติด โสเภณี ฆ่าตัวตาย ที่จะมีปริมาณเพิ่มขึ้น

-ปัจจัยดันต้นทุนสูง
อย่างไรก็ดีจากสินค้าและบริการที่ปรับตัวสูงขึ้น หากวิเคราะห์ย้อนกลับไป ปัจจัยที่มีผลกระทบ มีทั้งจากปัจจัยภายนอก และภายในประเทศ โดยปัจจัยภายนอกที่สำคัญคือ การปรับขึ้นของราคาน้ำมันและก๊าซในตลาดโลก ส่งผลถึงราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศยังอยู่ในระดับสูง กระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการขนส่งต่าง ๆ ที่ปรับตัวสูงขึ้น ผลจากอากาศที่ร้อนผิดปกติและภัยแล้ง ทำให้สินค้าพืช ผัก ผลไม้ และสินค้าปศุสัตว์ ได้รับความเสียหาย มีผลผลิตลดลง ราคาปรับตัวสูงขึ้น

ประการสำคัญเป็นผลจากนโยบายปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาท/วัน ใน 7 จังหวัดนำร่อง (กรุงเทพฯ ภูเก็ต สมุทรปราการ สมุทรสาคร ปทุมธานี นครปฐม นนทบุรี) และปรับเพิ่ม 40% ใน 70 จังหวัดที่เหลือ เริ่มเมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา ที่แม้จะส่งผลดีต่อลูกจ้างมีเงินในกระเป๋ามากขึ้น แต่ก็จะมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น แต่อีกด้านหนึ่งได้เริ่มส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่สายป่านไม่ยาว และไม่มีความพร้อมรับมือ ซึ่งผลสำรวจของมหาวิทยาธุรกิจบัณฑิตย์ระบุผลกระทบจากค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท/วัน มีแนวโน้มที่เอสเอ็มอีจะปิดกิจการ 8 หมื่น-1 แสนรายในอีก 18 เดือนข้างหน้า ดังนั้นวิธีการหนึ่งที่จะสามารถอยู่รอดได้คงต้องขอปรับราคาสินค้าเป็นระลอก

-จี้ลดต้นทุนระยะยาว
สอดคล้องกับความเห็นของ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ และธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ระบุว่า จากราคาน้ำมัน ราคาก๊าซแอลพีจี ก๊าซเอ็นจีวี ค่าไฟฟ้า ค่าจ้างขั้นต่ำที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลต่อต้นทุนที่สูงขึ้น ประกอบกับหลายสินค้าในช่วงที่ผ่านมา ได้อั้นการปรับราคามานาน ช่วงนี้ไปจะได้เห็นสินค้าและบริการในประเทศปรับตัวอีกระลอกใหญ่ ในเรื่องนี้รัฐบาลทราบดี และได้ทยอยปล่อยราคาสินค้าและบริการปรับขึ้นตามกลไกตลาด ควบคู่ไปกับมาตรการบรรเทาผลกระทบ ซึ่งในระยะสั้นในเชิงนโยบายถือว่าใช้ได้ แต่ในระยะยาวรัฐบาลควรเร่งนโยบายลดต้นทุนให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการ เช่น การลงทุนระบบชลประทาน การเพิ่มผลผลิตต่อไร่ การลงทุนระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานอื่น ๆ เพิ่มเติมทั้งถนน ไฟฟ้า และอื่นๆ

เช่นเดียวกับนายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ที่กล่าวว่าราคาสินค้าที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น นอกจากปัจจัยค่าจ้างขั้นต่ำที่ปรับสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด และค่าพลังงานแล้ว ยังเป็นผลจากนโยบายรัฐบาล เช่น โครงการรับจำนำข้าวเปลือกราคาสูงของรัฐบาล ส่งผลให้ราคาข้าวสาร เมล็ดพันธุ์สูงขึ้นตาม ส่วนการนำงบประมาณมาชดเชยส่วนต่างราคาสินค้าและบริการที่จะปรับตัวสูงขึ้น ที่ต้องใช้งบอีกจำนวนมากและเป็นภาระของรัฐบาล

ประเด็นหนึ่งอยากแนะนำให้รัฐบาล ทบทวนการจัดเก็บค่าสัมปทานปิโตรเลียม ที่ปัจจุบันรัฐบาลจัดเก็บจากบริษัทที่ได้รับสัมปทานเพียง 12.5% ของยอดขายผลิตภัณฑ์ ควรมีการจัดเก็บในอัตรา 30% เช่นเดียวกับประเทศอื่น ทั้งนี้เพื่อรัฐบาลจะได้มีงบประมาณมาอุดหนุนช่วยลดค่าครองชีพของประชาชนได้มากขึ้น

ราคาสินค้าและบริการที่อยู่ในช่วงขาขึ้นระลอกใหญ่นับจากนี้ไป ไม่ว่ารัฐบาลจะเข็นมาตรการใด ๆ ออกมาแก้ปัญหาเฉพาะ เพื่อลดผลกระทบความเดือดร้อน แต่สรุปก็คือจากนี้ไปค่าครองชีพของคนไทยจะปรับตัวสูงขึ้น และจะอยู่ด้วยความยากลำบากยิ่งขึ้น

และมีแนวโน้มรัฐบาลจะ "เอาไม่อยู่" ดังนั้น สิ่งที่จะสามารถบรรเทาผลกระทบได้ คงถึงเวลาแล้วที่คนไทยต้องปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตใหม่ให้อยู่รอด เช่น การใช้จ่ายให้พอดีกับเงินในกระเป๋า ลดบริโภคสิ่งฟุ่มเฟือย มีการเก็บออมหากมีเงินเหลือ เลิกพฤติกรรมรสนิยมสูงรายได้ต่ำ ใช้ชีวิตบนความพอเพียง ฯลฯ ซึ่งไม่ว่ารัฐจะเอาอยู่ หรือไม่อยู่จะได้ไม่เดือดร้อนมาก

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,736 3-5 พฤษภาคม พ.ศ. 2555


คลิกอ่าน แม้แต่ข่าวสดยังสงสัย ทำไมขึ้นค่าไฟฟ้าFT

วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

แม้แต่ข่าวสด ยังสงสัยทำไมขึ้นค่าไฟฟ้าเอฟที?





ใครๆก็รู้ ว่าข่าวสด เป็นสื่อเชียร์รัฐบาลยิ่งลักษณ์ แต่ข่าวสด ก็ยังมีบทความสงสัยความไม่ชอบมาพากลของการขึ้นค่าเอฟที ของค่าไฟฟ้า ลองอ่านตามรายละเอียดนี้

v

v
วันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
พิรุธ'ค่าเอฟที'

เมืองไทย 25 น.
ทวี มีเงิน


คราวที่แล้วตั้งคำถามถึง 'เรกกูเลเตอร์' หรือ 'คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการพลังงาน' ว่า ต้นทุน 'ค่าเอฟที' หรือค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติที่จะปรับขึ้น 30 ส.ต.ต่อหน่วยในงวดเดือนพ.ค.-ส.ค. ประกอบด้วยอะไรบ้าง ชาวบ้านจะได้ไม่คาใจ

แต่ก็ไม่มีใครออกมาชี้แจงจึงคาใจอยู่จนทุกวันนี้ มีแต่อ้างกันว่า ต้องปรับค่า 'เอฟที' เพราะก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นวัตถุดิบผลิตไฟฟ้ามากถึง 70% ของเชื้อเพลิงทั้งหมดปรับราคาสูงขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลก

ตรงนี้ชวนให้สงสัยอย่างยิ่ง เพราะก๊าซที่เราใช้ผลิตไฟฟ้าเราได้จาก 3 แหล่งใหญ่ๆ คือ อ่าวไทย เจดีเอ ซึ่งลงทุนร่วมระหว่างไทย-มาเลย์ และจากพม่า ที่ปตท.สผ.ไปได้สัมปทาน และยังมีแหล่งเล็กแหล่งน้อยบ้าง ราคาแพงที่สุดคือจากพม่า 1 ล้านบีทียูราวๆ 300 บาท ถูกที่สุดคือแหล่งน้ำพองล้านบีทียูละ 50 บาท สังเกตว่าแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ผลิตกระแสไฟฟ้าส่วนใหญ่เป็นทรัพยากรที่อยู่ในประเทศไทย เป็นทรัพย์สมบัติของประเทศทั้งสิ้น

แล้วทำไมถึงแพง ?

ที่สำคัญ พลังงานที่ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเตา ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ หรือ 'กฟผ.' ไม่ได้หาเอง 'ปตท.' เป็นนายหน้าหาให้ทั้งหมด

การซื้อขายก๊าซในจำนวนมหาศาลใช้ผลิตไฟฟ้านั้นไม่ได้เจรจาซื้อขายเป็นวันต่อวัน แต่ทำสัญญาซื้อขายกันล่วงหน้าหลายปี จึงเป็นไปไม่ได้ที่ราคาก๊าซสำหรับผลิตไฟฟ้าจะขึ้นลงตามราคาน้ำมันในตลาดโลก อย่างที่มั่วนิ่มอ้างกัน

หากเป็นจริงทำไมเวลาที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกราคาถูกลงแต่ค่าเอฟทีกลับไม่ปรับลงตาม นี่คือข้อสังเกตที่เห็นว่าการขึ้นค่าเอฟทีมีพิรุธ

อีกข้อสังเกตที่ถือว่าไม่แฟร์เอามากๆ คือ 'ค่าเอฟที' ของโรงงานอุตสาหกรรมจ่าย 'อัตราเดียว' กับครัวเรือน ทั้งที่โรงงานอุตสาหกรรมใช้จำนวนมากมายมหาศาลในหลักการคนที่ใช้มากก็ควรจ่ายมาก

นอกจากนี้ โรงงานอุตสาหกรรมยังได้สิทธิ์จากการได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ หรือหากเกิดกรณีไฟตก ไฟดับยังอ้างความเสียหายขอเงินคืนได้ คิดแล้วก็วังเวงเป็นไปได้ยังไง ค่าไฟชาวบ้านจ่ายแพงกว่าบรรดาโรงงานอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ทั้งหลาย

นี่คือ...พิรุธที่จับได้จาก 'ค่าเอฟที' ฝากหน่วยงานที่คุ้มครองผู้บริโภคทั้งหลายน่าจะค้นหาความจริงให้ชาวบ้านหน่อย

จาก ข่าวสดออนไลน์

-------------------------

ปตท. ขูดรีดคนไทย??

จากบทความที่ผมได้นำมาจากข่าวสดสื่อฟากรัฐบาลเอง ก็เพื่อชี้ว่า ปัญหาพลังงานของคนไทย พวกเราโดนหลอก และโดนขูดรีดกันมานานแล้ว โดยเฉพาะบริษัทที่ผูกขาดพลังงานในประเทศไทยคือ ปตท. คือบริษัทที่ขูดรีดคนไทย จากทรัพยากรของคนไทยเราเอง 

และคนที่ได้รับผลประโยชน์และคุมปตท.มาตลอด ก็คือนายหน้าเหลี่ยมจรจัดคนนั้นนั่นเอง ที่เป็นคนแปรูปปตท. เพราะแม้แต่ลูกน้องอย่างนายณัฐวุฒิ และนายก่อแก้ว แกนนำเสื้อแดง ก็หากินกับงานรับเหมามาจากปตท. ก็เพราะนายเหลี่ยมสั่งมาให้ปตท. ช่วยประเคนงานให้เหล่าลิ่วล้อนั่นเอง

คลิกที่รูปเพื่ออ่านข่าว



คลิกที่รูปเพื่ออ่านข่าว!!



---------------------


ปตท. ขายก๊าซให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแพงกว่าขายให้เอกชน??

ปตท. มักจะอ้างตลาดโลกที่ผ่านมาว่ามีความจำเป็นต้องขึ้นราคาก๊าซธรรมชาติตามตลาดโลก แต่ผลสำรวจความจริงที่ ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้เชี่ยวชาญในการติดตามด้านพลังงานกลับพบว่า ราคาก๊าซธรรมชาติทยอยลดราคาลงมาเรื่อยๆ แต่ประเทศไทยกับราคาก๊าซยังขึ้นส่วนทางอย่างต่อเนื่อง

คลิกที่รูปเพื่อขยาย!!



ในปี 2554 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยซื้อราคาก๊าซจาก ปตท. แพงกว่าราคาก๊าซที่สหรัฐอเมริกาประมาณ 70 บาท/ล้านบีทียู หรือคิดเป็นส่วนต่างประมาณ 2.52 บาท/กิโลกรัม)

ปี 2554 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ซื้อราคาก๊าซจาก ปตท. แพงกว่าราคาก๊าซที่เอกชนรายอื่นในประเทศไทยซื้อประมาณ 30 บาท/ล้านบีทียู หรือคิดเป็นส่วนต่างประมาณ 1.08 บาท/กิโลกรัม)

เมื่อก๊าซ 1 ล้านบีทียู ผลิตไฟฟ้าได้ 120 หน่วย ต้นทุนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจึงแพงกว่าเอกชน 0.25 บาท/หน่วย เมื่อการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยผลิตได้ 50,195 ล้านหน่วย

แปลความสรุปได้ว่าปี 2554 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยใช้ต้นทุนจาก ปตท. แพงไป 12,500 ล้านบาท!!

ภาระของ ปตท. ที่ขายไฟให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย แพงกว่าประชาชนนั้น แท้ที่จริงภาระเหล่านั้นมาตกอยู่ที่ประชาชนในรูปของค่าไฟฟ้าที่ใช้ในครัวเรือนนั่นเอง

สถานการณ์นับวันยิ่งหนักข้อขึ้นทุกวัน!! โดยเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2555 ที่ตลาดนิวยอร์ก พบว่าราคาก๊าซธรรมชาติอยู่ที่ 2.43 บาท/กิโลกรัม ในขณะที่ประเทศไทย ปตท.กลับขายเนื้อก๊าซธรรมชาติแพงเพิ่มขึ้นไปเป็นราคา 8.39 บาท/กิโลกรัม และจะยังคงมีนโยบายขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง

เช่นเดียวกันกับกรณี ปตท. ได้ลงทุนสร้างโรงกลั่นขนาดใหญ่เป็นบริษัทในเครือที่ชื่อ บริษัท โรงกลั่นระยอง จำกัด ประมาณ 50,000 ล้านบาท พอหักค่าเสื่อมทางบัญชีปีละ 10% ผ่านไป 10 ปี ในปี พ.ศ.2554 ปตท. จึงบันทึกมูลค่าทางบัญชีโรงกลั่นแห่งนี้ก่อนการแปรรูปเพียงแค่ 1 บาท

แต่ความเป็นจริงโรงกลั่นดังกล่าวสามารถดำเนินการต่อไปอีกไม่น้อยกว่า 15 ปี อีกทั้งธุรกิจการกลั่นน้ำมันต้องมีใบอนุญาตจากรัฐบาลและต้องผ่านกฎหมายควบคุมสิ่งแวดล้อม จึงย่อมไม่มีทางที่จะมีมูลค่าเหลือ 1 บาท ได้ โดยต่อมา บริษัท โรงกลั่นระยอง จำกัด เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2549 มูลค่ากลับเพิ่มขึ้นสูงขึ้นมากกว่า 50,000 ล้านบาท

จากทรัพย์สินโรงกลั่นที่ถูกประเมินว่าไม่มีค่าก่อนการแปรรูป กลับราคาประเมินใหม่งอกเพิ่มพูนขึ้นมาอย่างมหาศาล และทุกวันนี้ ปตท.ก็เข้าถือหุ้นในโรงกลั่นจำนวนมาก จนกลายเป็นกรรมการและผู้มีอิทธิพลต่อตลาดโรงกลั่นที่แท้จริงในการสร้างกำไรอย่างมหาศาลให้กับผู้ถือหุ้น!!

ราคาน้ำมันเบนซิน 91 เมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2555 ราคา 43.45 บาทต่อลิตร แต่ค่าแรงขั้นต่ำที่จะได้วันละ 300 บาท ถ้าแรงงานไทยทำงานได้ 1 วัน ซื้อน้ำมันได้เพียง 6.9 ลิตร หรือทำงาน 1 ชั่วโมงซื้อน้ำมันได้ไม่ถึงลิตร

เปรียบเทียบกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่บริโภคน้ำมันมากที่สุด และนำเข้าน้ำมันจากทั่วโลกมากที่สุด ในวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2555 ราคาน้ำมันเบนซินธรรมดาอยู่ที่ 29.51 บาทต่อลิตร (ถูกกว่าประเทศไทย 13.94 บาทต่อลิตร หรือคนไทยใช้น้ำมันแพงกว่าคนอเมริกัน 47.24%) แต่ค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ 7.25 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมง หรือคิดได้เป็นประมาณ 2,047 บาทต่อวัน หมายความว่าแรงงานอเมริกันทำงาน 1 วันได้น้ำมัน 69.36 ลิตร  (10 เท่าของไทย) หรือทำงาน 1 ชั่วโมงได้น้ำมัน 8.67 ลิตร

ผลสำรวจของ บริษัท นีลสัน (ประเทศไทย) พบว่ากลุ่มธุรกิจ ปตท.เมื่อปี 2554 ได้ใช้จ่ายในการโฆษณา 699.8 ล้านบาท (อยู่ในอันดับที่ 5 ของสินค้าที่มีการโฆษณามากที่สุด) ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2553 ประมาณ 12% และเป็นงบประมาณที่กระจายไปในสื่อโทรทัศน์ วิทยุ สิ่งพิมพ์ และในอินเทอร์เน็ต ให้หลงใหลเชื่อกับภาพลักษณ์ ปตท. ซึ่งแท้ที่จริงกำลังแสวงหากำไรอย่างไม่รู้จบสิ้น

จึงไม่น่าแปลกใจนัก ที่สื่อมวลชนกระแสหลักต่างไม่มีใครกล้าที่จะแตะเรื่องความไม่ชอบมาพากลของ ปตท. เพราะต่างก็เป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ให้กับสื่อมวลชนแทบทุกค่าย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสื่อมวลชนเหล่านั้นไม่สามารถแยกแยะได้ระหว่าง “ผลประโยชน์ทางธุรกิจ” กับ “ผลประโยชน์ส่วนรวมของชาติ”

บริษัท ไร่ส้ม จำกัด ของนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ถือหุ้น 100%   ดำเนินธุรกิจเล่าข่าวมาเป็นเวลานานและมีผู้ชมจำนวนมาก หากนำเสนอเรื่องนี้ให้สังคมได้รับทราบ ก็จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติอยู่ไม่ใช่น้อย

สำนักข่าวอิศรา ได้รายงานว่า ธนาคารออมสิน กระทรวงการคลัง (ผู้ถือหุ้นของ ปตท.) เป็นขุมทรัพย์ของบริษัท ไร่ส้ม จำกัด โดยตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมาจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2554 บริษัท ไร่ส้ม จำกัด ได้รับการว่าจ้างประชาสัมพันธ์จากธนาคารออมสินผ่านรายการ “เรื่องเล่าเช้านี้” และ “เรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์” ถึง 16 ครั้ง (สัญญา) เป็นเงิน 89 ล้านบาท จากที่ได้รับว่าจ้างจากหน่วยงานของรัฐทั้งสิ้น 3 แห่ง รวม 19 ครั้ง 105 ล้านบาท

รวมถึง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้เคยจ้างโฆษณาประชาสัมพันธ์ ทางโทรทัศน์วงเงิน 11 ล้านบาท เมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2553

บริษัท ไร่ส้ม จำกัด มีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท แต่ผลประกอบการมีรายได้ 5 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2549 - พ.ศ. 2553) รวม 1,416 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 5 ปี รวม 563 ล้านบาท!!!

ลำพังธุรกิจเช่นนี้ถือว่าธุรกิจของนายสรยุทธมีกำไรมหาศาลเป็นมหาเศรษฐีคนหนึ่งในเมืองไทยอยู่แล้ว (ต่อให้ตกงานแล้วใช้เงินส่วนที่เหลือทั้งหมดก็ยังมีอยู่อย่างมากมาย) จึงอยู่ที่ว่าเรื่องใหญ่และประชาชนเดือดร้อนขนาดนี้ คนที่เรียกว่าสื่อมวลชนที่ร่ำรวยขนาดนี้จะทำหน้าที่ในการตรวจสอบเรื่องนี้เปิดเผยข้อเท็จจริงคืนกำไรให้กับประชาชนได้หรือไม่?

ผลประโยชน์ทางธุรกิจไม่ใช่การสร้างบุญคุณและไม่มีการติดค้างกัน เพราะ ปตท. ก็ได้การโฆษณาประชาสัมพันธ์ในสินค้าตัวเอง สื่อมวลชนก็ได้ค่าโฆษณานั้นเป็นการตอบแทนที่สุจริต

แต่การละเลยการตรวจสอบในฐานะสื่อมวลชนต่างหาก ที่ถือเป็นการขายจิตวิญญาณทรยศต่อหน้าที่ของสื่อมวลชนที่จะทำหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน!!

http://astv.mobi/Azu0ul7

รูปข้างล่างนี้ผมนำไปโพสที่เพจเรื่องเล่าเช้านี้ 2-3วันครั้งต่อเนื่องกันเป็นเวลาเดือนกว่าๆ จนโดนเพจเรื่องเล่าฯ แบนผม!!




คลิกอ่าน แม้แต่รายการจาก voice tv ยังแฉปตท.โกงคนไทย