วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

แม้แต่ข่าวสด ยังสงสัยทำไมขึ้นค่าไฟฟ้าเอฟที?





ใครๆก็รู้ ว่าข่าวสด เป็นสื่อเชียร์รัฐบาลยิ่งลักษณ์ แต่ข่าวสด ก็ยังมีบทความสงสัยความไม่ชอบมาพากลของการขึ้นค่าเอฟที ของค่าไฟฟ้า ลองอ่านตามรายละเอียดนี้

v

v
วันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
พิรุธ'ค่าเอฟที'

เมืองไทย 25 น.
ทวี มีเงิน


คราวที่แล้วตั้งคำถามถึง 'เรกกูเลเตอร์' หรือ 'คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการพลังงาน' ว่า ต้นทุน 'ค่าเอฟที' หรือค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติที่จะปรับขึ้น 30 ส.ต.ต่อหน่วยในงวดเดือนพ.ค.-ส.ค. ประกอบด้วยอะไรบ้าง ชาวบ้านจะได้ไม่คาใจ

แต่ก็ไม่มีใครออกมาชี้แจงจึงคาใจอยู่จนทุกวันนี้ มีแต่อ้างกันว่า ต้องปรับค่า 'เอฟที' เพราะก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นวัตถุดิบผลิตไฟฟ้ามากถึง 70% ของเชื้อเพลิงทั้งหมดปรับราคาสูงขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลก

ตรงนี้ชวนให้สงสัยอย่างยิ่ง เพราะก๊าซที่เราใช้ผลิตไฟฟ้าเราได้จาก 3 แหล่งใหญ่ๆ คือ อ่าวไทย เจดีเอ ซึ่งลงทุนร่วมระหว่างไทย-มาเลย์ และจากพม่า ที่ปตท.สผ.ไปได้สัมปทาน และยังมีแหล่งเล็กแหล่งน้อยบ้าง ราคาแพงที่สุดคือจากพม่า 1 ล้านบีทียูราวๆ 300 บาท ถูกที่สุดคือแหล่งน้ำพองล้านบีทียูละ 50 บาท สังเกตว่าแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ผลิตกระแสไฟฟ้าส่วนใหญ่เป็นทรัพยากรที่อยู่ในประเทศไทย เป็นทรัพย์สมบัติของประเทศทั้งสิ้น

แล้วทำไมถึงแพง ?

ที่สำคัญ พลังงานที่ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเตา ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ หรือ 'กฟผ.' ไม่ได้หาเอง 'ปตท.' เป็นนายหน้าหาให้ทั้งหมด

การซื้อขายก๊าซในจำนวนมหาศาลใช้ผลิตไฟฟ้านั้นไม่ได้เจรจาซื้อขายเป็นวันต่อวัน แต่ทำสัญญาซื้อขายกันล่วงหน้าหลายปี จึงเป็นไปไม่ได้ที่ราคาก๊าซสำหรับผลิตไฟฟ้าจะขึ้นลงตามราคาน้ำมันในตลาดโลก อย่างที่มั่วนิ่มอ้างกัน

หากเป็นจริงทำไมเวลาที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกราคาถูกลงแต่ค่าเอฟทีกลับไม่ปรับลงตาม นี่คือข้อสังเกตที่เห็นว่าการขึ้นค่าเอฟทีมีพิรุธ

อีกข้อสังเกตที่ถือว่าไม่แฟร์เอามากๆ คือ 'ค่าเอฟที' ของโรงงานอุตสาหกรรมจ่าย 'อัตราเดียว' กับครัวเรือน ทั้งที่โรงงานอุตสาหกรรมใช้จำนวนมากมายมหาศาลในหลักการคนที่ใช้มากก็ควรจ่ายมาก

นอกจากนี้ โรงงานอุตสาหกรรมยังได้สิทธิ์จากการได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ หรือหากเกิดกรณีไฟตก ไฟดับยังอ้างความเสียหายขอเงินคืนได้ คิดแล้วก็วังเวงเป็นไปได้ยังไง ค่าไฟชาวบ้านจ่ายแพงกว่าบรรดาโรงงานอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ทั้งหลาย

นี่คือ...พิรุธที่จับได้จาก 'ค่าเอฟที' ฝากหน่วยงานที่คุ้มครองผู้บริโภคทั้งหลายน่าจะค้นหาความจริงให้ชาวบ้านหน่อย

จาก ข่าวสดออนไลน์

-------------------------

ปตท. ขูดรีดคนไทย??

จากบทความที่ผมได้นำมาจากข่าวสดสื่อฟากรัฐบาลเอง ก็เพื่อชี้ว่า ปัญหาพลังงานของคนไทย พวกเราโดนหลอก และโดนขูดรีดกันมานานแล้ว โดยเฉพาะบริษัทที่ผูกขาดพลังงานในประเทศไทยคือ ปตท. คือบริษัทที่ขูดรีดคนไทย จากทรัพยากรของคนไทยเราเอง 

และคนที่ได้รับผลประโยชน์และคุมปตท.มาตลอด ก็คือนายหน้าเหลี่ยมจรจัดคนนั้นนั่นเอง ที่เป็นคนแปรูปปตท. เพราะแม้แต่ลูกน้องอย่างนายณัฐวุฒิ และนายก่อแก้ว แกนนำเสื้อแดง ก็หากินกับงานรับเหมามาจากปตท. ก็เพราะนายเหลี่ยมสั่งมาให้ปตท. ช่วยประเคนงานให้เหล่าลิ่วล้อนั่นเอง

คลิกที่รูปเพื่ออ่านข่าว



คลิกที่รูปเพื่ออ่านข่าว!!



---------------------


ปตท. ขายก๊าซให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแพงกว่าขายให้เอกชน??

ปตท. มักจะอ้างตลาดโลกที่ผ่านมาว่ามีความจำเป็นต้องขึ้นราคาก๊าซธรรมชาติตามตลาดโลก แต่ผลสำรวจความจริงที่ ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้เชี่ยวชาญในการติดตามด้านพลังงานกลับพบว่า ราคาก๊าซธรรมชาติทยอยลดราคาลงมาเรื่อยๆ แต่ประเทศไทยกับราคาก๊าซยังขึ้นส่วนทางอย่างต่อเนื่อง

คลิกที่รูปเพื่อขยาย!!



ในปี 2554 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยซื้อราคาก๊าซจาก ปตท. แพงกว่าราคาก๊าซที่สหรัฐอเมริกาประมาณ 70 บาท/ล้านบีทียู หรือคิดเป็นส่วนต่างประมาณ 2.52 บาท/กิโลกรัม)

ปี 2554 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ซื้อราคาก๊าซจาก ปตท. แพงกว่าราคาก๊าซที่เอกชนรายอื่นในประเทศไทยซื้อประมาณ 30 บาท/ล้านบีทียู หรือคิดเป็นส่วนต่างประมาณ 1.08 บาท/กิโลกรัม)

เมื่อก๊าซ 1 ล้านบีทียู ผลิตไฟฟ้าได้ 120 หน่วย ต้นทุนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจึงแพงกว่าเอกชน 0.25 บาท/หน่วย เมื่อการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยผลิตได้ 50,195 ล้านหน่วย

แปลความสรุปได้ว่าปี 2554 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยใช้ต้นทุนจาก ปตท. แพงไป 12,500 ล้านบาท!!

ภาระของ ปตท. ที่ขายไฟให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย แพงกว่าประชาชนนั้น แท้ที่จริงภาระเหล่านั้นมาตกอยู่ที่ประชาชนในรูปของค่าไฟฟ้าที่ใช้ในครัวเรือนนั่นเอง

สถานการณ์นับวันยิ่งหนักข้อขึ้นทุกวัน!! โดยเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2555 ที่ตลาดนิวยอร์ก พบว่าราคาก๊าซธรรมชาติอยู่ที่ 2.43 บาท/กิโลกรัม ในขณะที่ประเทศไทย ปตท.กลับขายเนื้อก๊าซธรรมชาติแพงเพิ่มขึ้นไปเป็นราคา 8.39 บาท/กิโลกรัม และจะยังคงมีนโยบายขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง

เช่นเดียวกันกับกรณี ปตท. ได้ลงทุนสร้างโรงกลั่นขนาดใหญ่เป็นบริษัทในเครือที่ชื่อ บริษัท โรงกลั่นระยอง จำกัด ประมาณ 50,000 ล้านบาท พอหักค่าเสื่อมทางบัญชีปีละ 10% ผ่านไป 10 ปี ในปี พ.ศ.2554 ปตท. จึงบันทึกมูลค่าทางบัญชีโรงกลั่นแห่งนี้ก่อนการแปรรูปเพียงแค่ 1 บาท

แต่ความเป็นจริงโรงกลั่นดังกล่าวสามารถดำเนินการต่อไปอีกไม่น้อยกว่า 15 ปี อีกทั้งธุรกิจการกลั่นน้ำมันต้องมีใบอนุญาตจากรัฐบาลและต้องผ่านกฎหมายควบคุมสิ่งแวดล้อม จึงย่อมไม่มีทางที่จะมีมูลค่าเหลือ 1 บาท ได้ โดยต่อมา บริษัท โรงกลั่นระยอง จำกัด เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2549 มูลค่ากลับเพิ่มขึ้นสูงขึ้นมากกว่า 50,000 ล้านบาท

จากทรัพย์สินโรงกลั่นที่ถูกประเมินว่าไม่มีค่าก่อนการแปรรูป กลับราคาประเมินใหม่งอกเพิ่มพูนขึ้นมาอย่างมหาศาล และทุกวันนี้ ปตท.ก็เข้าถือหุ้นในโรงกลั่นจำนวนมาก จนกลายเป็นกรรมการและผู้มีอิทธิพลต่อตลาดโรงกลั่นที่แท้จริงในการสร้างกำไรอย่างมหาศาลให้กับผู้ถือหุ้น!!

ราคาน้ำมันเบนซิน 91 เมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2555 ราคา 43.45 บาทต่อลิตร แต่ค่าแรงขั้นต่ำที่จะได้วันละ 300 บาท ถ้าแรงงานไทยทำงานได้ 1 วัน ซื้อน้ำมันได้เพียง 6.9 ลิตร หรือทำงาน 1 ชั่วโมงซื้อน้ำมันได้ไม่ถึงลิตร

เปรียบเทียบกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่บริโภคน้ำมันมากที่สุด และนำเข้าน้ำมันจากทั่วโลกมากที่สุด ในวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2555 ราคาน้ำมันเบนซินธรรมดาอยู่ที่ 29.51 บาทต่อลิตร (ถูกกว่าประเทศไทย 13.94 บาทต่อลิตร หรือคนไทยใช้น้ำมันแพงกว่าคนอเมริกัน 47.24%) แต่ค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ 7.25 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมง หรือคิดได้เป็นประมาณ 2,047 บาทต่อวัน หมายความว่าแรงงานอเมริกันทำงาน 1 วันได้น้ำมัน 69.36 ลิตร  (10 เท่าของไทย) หรือทำงาน 1 ชั่วโมงได้น้ำมัน 8.67 ลิตร

ผลสำรวจของ บริษัท นีลสัน (ประเทศไทย) พบว่ากลุ่มธุรกิจ ปตท.เมื่อปี 2554 ได้ใช้จ่ายในการโฆษณา 699.8 ล้านบาท (อยู่ในอันดับที่ 5 ของสินค้าที่มีการโฆษณามากที่สุด) ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2553 ประมาณ 12% และเป็นงบประมาณที่กระจายไปในสื่อโทรทัศน์ วิทยุ สิ่งพิมพ์ และในอินเทอร์เน็ต ให้หลงใหลเชื่อกับภาพลักษณ์ ปตท. ซึ่งแท้ที่จริงกำลังแสวงหากำไรอย่างไม่รู้จบสิ้น

จึงไม่น่าแปลกใจนัก ที่สื่อมวลชนกระแสหลักต่างไม่มีใครกล้าที่จะแตะเรื่องความไม่ชอบมาพากลของ ปตท. เพราะต่างก็เป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ให้กับสื่อมวลชนแทบทุกค่าย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสื่อมวลชนเหล่านั้นไม่สามารถแยกแยะได้ระหว่าง “ผลประโยชน์ทางธุรกิจ” กับ “ผลประโยชน์ส่วนรวมของชาติ”

บริษัท ไร่ส้ม จำกัด ของนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ถือหุ้น 100%   ดำเนินธุรกิจเล่าข่าวมาเป็นเวลานานและมีผู้ชมจำนวนมาก หากนำเสนอเรื่องนี้ให้สังคมได้รับทราบ ก็จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติอยู่ไม่ใช่น้อย

สำนักข่าวอิศรา ได้รายงานว่า ธนาคารออมสิน กระทรวงการคลัง (ผู้ถือหุ้นของ ปตท.) เป็นขุมทรัพย์ของบริษัท ไร่ส้ม จำกัด โดยตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมาจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2554 บริษัท ไร่ส้ม จำกัด ได้รับการว่าจ้างประชาสัมพันธ์จากธนาคารออมสินผ่านรายการ “เรื่องเล่าเช้านี้” และ “เรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์” ถึง 16 ครั้ง (สัญญา) เป็นเงิน 89 ล้านบาท จากที่ได้รับว่าจ้างจากหน่วยงานของรัฐทั้งสิ้น 3 แห่ง รวม 19 ครั้ง 105 ล้านบาท

รวมถึง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้เคยจ้างโฆษณาประชาสัมพันธ์ ทางโทรทัศน์วงเงิน 11 ล้านบาท เมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2553

บริษัท ไร่ส้ม จำกัด มีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท แต่ผลประกอบการมีรายได้ 5 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2549 - พ.ศ. 2553) รวม 1,416 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 5 ปี รวม 563 ล้านบาท!!!

ลำพังธุรกิจเช่นนี้ถือว่าธุรกิจของนายสรยุทธมีกำไรมหาศาลเป็นมหาเศรษฐีคนหนึ่งในเมืองไทยอยู่แล้ว (ต่อให้ตกงานแล้วใช้เงินส่วนที่เหลือทั้งหมดก็ยังมีอยู่อย่างมากมาย) จึงอยู่ที่ว่าเรื่องใหญ่และประชาชนเดือดร้อนขนาดนี้ คนที่เรียกว่าสื่อมวลชนที่ร่ำรวยขนาดนี้จะทำหน้าที่ในการตรวจสอบเรื่องนี้เปิดเผยข้อเท็จจริงคืนกำไรให้กับประชาชนได้หรือไม่?

ผลประโยชน์ทางธุรกิจไม่ใช่การสร้างบุญคุณและไม่มีการติดค้างกัน เพราะ ปตท. ก็ได้การโฆษณาประชาสัมพันธ์ในสินค้าตัวเอง สื่อมวลชนก็ได้ค่าโฆษณานั้นเป็นการตอบแทนที่สุจริต

แต่การละเลยการตรวจสอบในฐานะสื่อมวลชนต่างหาก ที่ถือเป็นการขายจิตวิญญาณทรยศต่อหน้าที่ของสื่อมวลชนที่จะทำหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน!!

http://astv.mobi/Azu0ul7

รูปข้างล่างนี้ผมนำไปโพสที่เพจเรื่องเล่าเช้านี้ 2-3วันครั้งต่อเนื่องกันเป็นเวลาเดือนกว่าๆ จนโดนเพจเรื่องเล่าฯ แบนผม!!




คลิกอ่าน แม้แต่รายการจาก voice tv ยังแฉปตท.โกงคนไทย


1 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ20 พฤษภาคม 2555 21:56

    ขอบคุณที่ให้ข้อมูลจนเห็นภาพคนรวยไม่น่าจะหากินกับคนหาเช้ากินคำเลยเมื่อรวยแล้วไม่รู้จักพอถ้าต่อไปไม่มีคนจนแล้วจะไปหากินกับใครอีก
    ขอเป็นกำลังใจให้คนเขียนที่กล้าตี้แผ่บทความดีดีให้ทุกคนได้รับรู้ครับ

    ตอบลบ

เพิ่งเปิดรับการแสดงความคิดเห็นครับ ทุกความเห็นคือกำลังใจ
แล้วอย่าลืมแวะไปที่บล้อคมุมมอง-ใหม่เมืองเอกนะครับ ขอบคุณ/ใหม่ เมืองเอก