วันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

โกหกสีขาวของพระพุทธเจ้า 1






ภิกษุณีกีสาโคตมีเถรี เดิมมีชื่อว่า กีสา เพราะรูปร่างผอมบาง ท่านเป็นธิดาของตระกูลที่ยากไร้เก่าแก่ตระกูลหนึ่งในกรุงสาวัตถี บิดามารดาจึงตั้งชื่อให้นางเสียใหม่ว่า “โคตมี” แต่เพราะความที่นางเป็นผู้มีรูปร่างผอมบอบบาง คนทั่งไปจึงพากันเรียกนางว่า “กีสาโคตมี”

วันหนึ่งนางเดินไปที่ตลาดได้เหลือบไปเห็นพ่อค้าคนหนึ่งนำเอาทองมากองไว้ นางจึงเข้าไปถามด้วยคำว่า “คุณพ่อ ทำไมคุณพ่อนำทองมาขาย”

ด้วยคำพูดของนางทำให้พ่อค้าที่ถูกเรียกว่า “คุณพ่อ” ตื่นเต้นเป็นการใหญ่

เนื่องจากพ่อค้าคนนี้เดิมเคยเป็นเศรษฐีในเมืองสาวัตถีเคยมีทรัพย์สินเงินทองมากกว่า 40 โกฏิ

แต่แล้วจู่ ๆ วันหนึ่ง ทองที่มีทั้งหมดของเศรษฐีได้กลายเป็นถ่าน จึงสร้างความโศกเศร้าแก่เศรษฐีเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อเพื่อนเศรษฐีที่รู้เรื่องราวทองกลายเป็นถ่าน ก็พากันมาปลอบโยนและแนะนำให้เศรษฐีให้ลองเอาถ่านทั้งหมดไปกองไว้ที่ตลาด

เผื่อมีใครสักคนมองเห็นแล้วพูดว่า “คนอื่น ๆ เขาขายผ้า ขายน้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เป็นต้น แต่ท่านกลับเงินเอาทองมานั่งขาย” ก็ให้คนๆ นั้นจับถ่านเหล่านี้แล้ว ถ่านก็อาจกลายเป็นทองได้

และถ้าคนที่พูดนั้นเป็นหญิงสาว ท่านก็จงสู่ขอนางมาเป็นสะใภ้ แล้วมอบทรัพย์ทั้งหมดนั้นให้แก่เธอ ท่านก็จงอาศัยเลี้ยงชีพอยู่กับเธอนั้น

แต่ถ้าคนที่พูดเป็นชายหนุ่ม ท่านก็จงยกธิดาของท่าน ให้แก่เขาแล้วมอบทรัพย์ทั้งหมดให้แก่เขาโดยทำนองเดียวกัน

เศรษฐีจึงได้ทำตามคำแนะนำของเพื่อน เมื่อนางกีสาโคตมีมาพบ จึงได้ถามว่า

“คุณพ่อ คนอื่น ๆ คนอื่น ๆ เขาขายผ้า ขายน้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เป็นต้น แต่ทำไมคุณพ่อกลับนำทองมาวางเล่า”

“เงินทองที่ไหนกัน แม่หนู” เศรษฐีกล่าว

“คุณพ่อ ก็ที่กองอยู่นี่ไง” พูดแล้วนางก็กอบเต็มมือให้เศรษฐีดู ทันใดนัน เศรษฐีก็เห็นถ่านในกำมือของนางกลายเป็นทองจริง ๆ

เศรษฐีจึงให้นางลองหยิบให้ดู เมื่อนางหยิบถ่านขึ้นมาก้อนหนึ่ง ถ่านก็กลายเป็นทองจริงๆ และเมื่อนางหยิบก้อนถ่านทั้งหมด ก้อนถ่านเหล่านั้นก็กลายเป็นทองตามเดิม

เมื่อเศรษฐีรู้ว่านางยังไม่แต่งงาน จึงไปสู่ขอนางให้แต่งงานกับบุตรชายของตน นางก็ให้กำเนิดบุตรคนหนึ่ง แต่อยู่ได้ไม่นานบุตรน้อยของนางก็เสียชีวิตกระทันหัน นางเสียใจเป็นอย่างมาก และไม่ยอมให้ใครเผาศพลูกชาย

นางเที่ยวเสาะหาคนที่จะสามารถรักษาลูกชายของนางให้กลับฟื้นได้ จนมีผู้แนะนำให้นางไปเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อให้พระพุทธองค์รักษา นางดีใจมากจึงได้อุ้มศพบุตรชายรีบไปเฝ้าพระพุทธเจ้าซึ่งประทับ อยู่ที่พระวิหารเชตวัน นอกเมืองสาวัตถี

เมื่อเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้ว นางได้กราบทูลให้พระพุทธองค์ทรงรักษาบุตรน้อยที่ล่วงลับ



พระพุทธองค์ตรัสว่า ถ้านางสามารถไปหาเมล็ดพันธุ์ผักกาด 7 เมล็ด และเมล็ดพันธุ์ผักกาดนั้นจะต้องเอามาจากตระกูลที่ไม่มีเคยใครตายมาก่อน 7 ตระกูล พระพุทธองค์ก็จะสามารถมำพิธีชุบชีวิตลูกของนางได้

นางกีสาโคตมีอุ้มลูกน้อยไปเที่ยวขอเมล็ดพันธุ์ผักกาดจากชาวบ้านทั่วทุกครัวเรือน ไม่ได้แม้แต่เมล็ดเดียว เนื่องจากแต่ละครัวเรือนก็มีคนตายมาแล้วทั้งสิ้น

แถมนางยังถูกต่อว่าด่าทอจากชาวบ้านต่าง ๆ ว่า "มีบ้านไหนบ้างที่ไม่เคยมีคนตายมาก่อน ถามโง่ๆ"

จากความเสียใจที่เสียลูกในตอนแรก เริ่มเปลี่ยนเป็นความโกรธ เพราะนางกีสาโคตมี เริ่มคิดว่า นางอาจถูกพระพุทธเจ้าหลอก

นางกีสาโคตมีจึงคิดในใจว่า "ขนาดตระกูลที่ไม่เคยมีใครตายสักตระกูล ก็ยังหาไม่ได้สักตระกูลเดียว แล้วนางจะไปหาเมล็ดผักกาด 7 เมล็ดจาก 7 ตระกูลได้อย่างไร"

แต่เพราะจากความโกรธนี่แหละ ที่ทำให้นางเริ่มคิดได้

จนในที่สุดนางก็คิดได้ว่า ความตายเป็นสัจจะแห่งชีวิต สิ่งใดมีการเกิดขึ้น สิ่งนั้นก็มีการแตกดับไปในที่สุด

เมื่อคิดได้ดังนี้ นางจึงจัดการเผาศพลูกชายตนเอง แล้วกลับมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ซึ่งพระองค์ก็ได้ตรัสโลกธรรมสั้นๆ ให้ฟังว่า

“โคตมี เธอเข้าใจว่าลูกของเธอเท่านั้นหรือที่ตาย อันความตายนั้นเป็นของธรรมดาที่มีคู่กับสัตว์ทั้งหลายที่เกิดมาในโลก เพราะว่ามัจจุราชย่อมฉุดคร่าสัตว์ทั้งหมด ผู้มีอัธยาศัยเต็มเปี่ยมไปด้วยกิเลสตัณหา ให้ลงไปในมหาสมุทรคือ อบายภูมิ อันเป็นเสมือนว่าห้องน้ำใหญ่ ฉันนั้น”

พอนางกีสาโคตมีได้ฟังธรรมเทศนาจากพระพุทธองค์ นางก็ได้บรรลุโสดาปัตติผล กราบทูลขออุปสมบทเป็นพระภิกษุณี เมื่อบวชแล้วได้นามตามเดิมว่า “พระกีสาโคตมีเถรี” และในที่สุดพระกีสาโคตมีเถรีก็ได้บรรลุพระอรหันตผลพร้อมปฏิสัมภิทา

พระกีสาโคตมีเถรีได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นเอตทัคคะ (ความเป็นเลิศกว่าผู้อื่น) ในทางทรงจีวรเศร้าหมอง เป็นผู้ถือธุดงควัตรเคร่งครัด มีความเป็นอยู่เรียบง่ายอย่างยิ่ง เป็นสตรีที่มีบทบาทในการจรรโลงพระพุทธศาสนาอย่างดียิ่งท่านหนึ่ง


--------------------------

akecity ขอสรุปว่า

ในเมื่อในโลกนี้ไม่เคยมีตระกูลไหน ครอบครัวไหน ที่ไม่เคยมีคนตาย สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าจะชุบชีวิตให้แก่ลูกของนางกีสาโคตมี หากนางหาเมล็ดผักกาดจากตระกูลที่ไมเคยมีคนตายมาก่อนได้ จึงเป็นเรื่องที่ไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน

เพราะพระพุทธเจ้าทรงรู้ว่า เมล็ดผักกาดแบบนั้นมันไม่มีหรอกในโลกนี้ และพระพุทธเจ้าก็ไม่เคยตรัสว่า โลกนี้มีเมล็ดผักกาดแบบนั้นเช่นกัน

ในเมื่อไม่มีเมล็ดผักกาดจากตระกูลที่ไม่เคยมีใครตาย พระพุทธเจ้าก็ทรงไม่ต้องชุบชีวิตลูกของนางตามที่ทรงสัญญาไว้ พระองค์จึงไม่ได้ผิดสัญญา

เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็เท่ากับว่า นี่คือกุศโลบายของพระพุทธองค์ในการสอนให้นางกีสาโคตมีเข้าใจหลักความเป็นไปตามธรรมดาของโลกนั่นเอง นั่นก็คือเรื่องเกิดแก่เจ็บตาย

นี่คือการโกหกสีขาว เพื่อช่วยให้คนพ้นทุกข์ ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนและเบียดเบียนใคร

ฉะนั้นการโกหกสีขาวของพระพุทธเจ้า ก็เท่ากับ การไม่ได้โกหกนั่นเอง 


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เพิ่งเปิดรับการแสดงความคิดเห็นครับ ทุกความเห็นคือกำลังใจ
แล้วอย่าลืมแวะไปที่บล้อคมุมมอง-ใหม่เมืองเอกนะครับ ขอบคุณ/ใหม่ เมืองเอก