
พระมหาพงศ์นรินทร์ ฐิตวํโส เลขานุการเครือข่ายพุทธชยันตี-สังฆะเพื่อสังคม ได้พูดถึงการบิดเบือนคำสอนของวัดธรรมกาย ในงานเสวนาเรื่อง "กึ่งพุทธกาลกับมารศาสนา" เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธุ์ที่ผ่านมา ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่า
"ความอ่อนของชาวพุทธเราคือ ไม่เข้าใจว่าพุทธเถรวาทของเรามีเอกลักษณ์อย่างไร ซึ่งเราต้องอ้างอิงว่าของเดิมเป็นอย่างไร แล้วบิดเบือนไปอย่างไร บางคนไปเปลี่ยนหลักการของเดิมให้มาครอบคลุมการปฏิบัติของตน ซึ่งมันเป็นผลร้ายระยะยาวที่ทำให้แก่นเดิมแท้หายไป หลายคนเข้าใจคำว่าธรรมกายคือวัดธรรมกายไปแล้ว ธรรมกายเป็นคำเดิมในพระไตรปิฎกแปลว่า กองแห่งธรรม
แต่ธรรมกายเอาไปอธิบายความหมายใหม่ เป็นองค์นิมิตที่ไปปฏิบัติกรรมฐานกัน ความหมายมันต่างกันอย่างสิ้นเชิง"
"แล้วอ้างว่า วิชาธรรมกายเป็นกรรมฐาน ที่เรียกว่าแต่งเป็นนิทานเลยว่า เคยเกิดขึ้นแล้วหายไป แล้วก็ค้นพบใหม่โดยหลวงพ่อสด แต่ศิษย์สายหลวงพ่อสดโดยตรงยืนยันว่า สิ่งที่ธรรมกายสอนอยู่มันไม่ใช่ เราไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญเหมือนเขา เราไม่บอกว่าเหมือนหรือต่าง แต่สรุปว่าวิชชาธรรมกายเป็นศัพท์บัญญัติใหม่ วิชากรรมฐานแบบนี้มีหรือไม่ในพระไตรปิฎก ยืนยันว่าไม่มี" พระมหาพงศ์นรินทร์ กล่าวอธิบาย
พระมหาพงศ์นรินทร์ กล่าวต่อไปในเรื่องการปฏิบัติธรรมของธรรมกายว่า "เวลานั่งกรรมฐานให้มองลูกแก้วให้เห็นจนชินตา เพื่อเอามาเป็นอารมณ์สมาธิตอนต้น กรรมฐานแนวนี้มีก่อนพุทธศาสนาเกิด ต่างจากกรรมฐานสี่สิบกองซึ่งไม่มีตัวตน เมื่อการปฏิบัติเป็นเช่นไรผลก็เป็นเช่นนั้น
การเอาตัวตนเป็นศูนย์กลางของจักรวาล เป็นที่มาของการที่ธรรมกายเขาอธิบายว่านิพพานเป็นอัตตา หรือการใช้คำประโลมโลกจำพวก รวยโคตร ๆ นี่เป็นคำกระตุ้นกิเลสตลอดเวลา ทำไมเขาไม่รู้สึกอายที่จะเล่นกับความละโมบของตนเอง เราไม่ได้บอกว่าเขาถูกหรือผิด แต่ไม่ตรงตามหลักการเดิมของศาสนา"
ในส่วนประเด็นการเดินธุดงค์ธรรมชัยนั้น
พระมหาพงศ์นรินทร์กล่าวว่า "คนไทยเข้าใจว่าธุดงค์คือการเดิน ธุดงค์ไม่ใช่การเดิน ส่วนการเดินคือจาริก แทนที่เขาจะใช้โอกาสอธิบายบาลีให้ถูกต้อง กลับทำให้คนเข้าใจผิดซ้ำว่า ธุดงค์เป็นการเดิน เพราะเขาเข้าใจว่าคนอยากทำบุญกับพระธุดงค์ ก็เลยใช้คำนี้"
ส่วนการอ้างว่าโปรยดอกไม้มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลนั้น พระมหาพงศ์นรินทร์ระบุว่า "สมัยนั้นเขาโปรยขึ้นฟ้า แต่ที่นี่กลับมาโปรยให้เหยียบ"


ที่มา แนวหน้าออนไลน์
-----------------------
ประวัติ พระมหาพงศ์นรินทร์ ฐิตวํโส วัดสุทัศนเทพวราราม กทม.

ในทางโลกก่อนที่จะเข้าสู่ร่มกาสาวพัตร์ พระมหาพงศ์นรินทร์ ฐิตวํโส จบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านวิทยาศาสตร์เคมีที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ปริญญาโทในสาขาเดิมที่สถาบันเดิม
ส่วนในทางธรรมนั้นท่านเป็นนักธรรมเอก จบเปรียญธรรม 6 ประโยค และยังเรียนจบปริญญาโท พุทธศาสตรมหาบัณฑิต โครงการนานาชาติด้าน Buddhist Studies ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
------------------
ใหม่เมืองเอก สรุปท้ายบทความ
จากที่พระมหาพงศ์นิรนทร์ พูดนั้น มีประเด็นสำคัญคือ
1. กรรมฐานมโนนิมิตเป็นลูกแก้ว มีมาก่อนพุทธศาสนา จึงไม่ใช่ของพุทธศาสนา
2. ธรรมกาย ในพุทธศาสนาแปลว่า กองแห่งธรรม แต่วัดธรรมกายเอาไปเรียกกองนิมิต
3. วัดธรรมกายสอนสาวกว่า นิพพานเป็นอัตตา มีตัวตน หมายถึงเป็นสถานที่ ที่สวยงามดั่งแก้ว
แต่ความจริงที่ถูกต้อง นิพพาน เป็น อนัตตา
4. ธุดงค์ ไม่ใช่แค่การเดิน เพราะการเดินหมายถึง จาริก
ธุดงค์ (บาลี: ธุตงฺค, อังกฤษ: Dhutanga) เป็นวัตรปฏิบัติที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตไว้ แต่ไม่มีการบังคับ แล้วแต่ผู้ใดจะสมัครใจปฏิบัติ เป็นอุบายวิธีกำจัดขัดเกลากิเลส ทำให้เกิดความมักน้อยสันโดษยิ่งขึ้น ไม่สะสม เพื่อให้เบาสบายไปมาได้สะดวกด้วยไม่มีภาระมาก มิใช่เพื่อสะสมหรือเพื่อลาภสักการะและชื่อเสียง ถ้าทำเพื่อลาภ เพื่อชื่อเสียง ต้องอาบัติทุกกฎ !!
โดยรูปศัพท์ ธุดงค์ แปลว่า องค์คุณเป็นเครื่องกำจัดกิเลส, องค์คุณของผู้กำจัดกิเลส หรือ การสมาทานเพื่อเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอันอันตรายต่อสัมมาปฏิบัติ
ธุดงค์นั้น เป็นศัพท์เฉพาะที่ปรากฏในพระไตรปิฎกเถรวาท โดยพระพุทธเจ้าตรัสแสดงธุดงค์ลักษณะต่าง ๆ ไว้หลายพระสูตร เมื่อรวมแล้วจึงได้ทั้งหมด 13 ข้อ
หรือที่เรียกว่า ธุดงควัตร 13
5. การโปรยดอกไม้สมัยพุทธกาลเขาโปรยขึ้นฟ้า ไม่ใช่โรยให้เดินเหยียบ แล้วก็โปรยต้อนรับกษัตริย์ก็ได้ ต้อนรับพราหมณ์ที่นับถือก็ได้
หรือในปัจจุบันอย่างในต่างประเทศก็โปรยกระดาษต้อนรับคนดัง คนสำคัญ ซึ่งมันเป็นเรื่องส่งเสริมกิเลสทั้งสิ้น
มีเพียงแต่อริยะสงฆ์เท่านั้นจึงจะไม่ลุ่มหลงติดใจกับการโปรยดอกไม้เช่นนั้น
แล้วที่เดินอวดเท่บนกลีบดอกดาวเรืองของวัดธรรมกายน่ะ ไปเกณฑ์เขมร พม่า มาบวชใหม่ทั้งนั้น


คลิกอ่าน หลักการทำบุญบริจาคเงินที่วัดหนองป่าพง หลวงพ่อชา สุภัทโท