วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

คนเยอรมันซึ้งใจความจงรักภักดีของคนไทย




ผมขอตัดบางส่วนจากคอลัมภ์ของคุณเปลว สีเงินมาให้ท่านผู้อ่านได้อ่าน เป็นเรื่องของอาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธ์ เล่าถึงการเสด็จเยือนเยอรมันของสมเด็จพระเทพรัตนฯ


อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธ์

(ตัดจากบางส่วนจากบทความเปลว สีเงิน)

V

V

ต่อจากนี้ก็เป็นเรื่องราวของท่านอาจารย์ชัยวัฒน์ อ่านแล้วท่านใดต้องการรู้จัก "ความคิดและตัวตน" ท่านให้ยิ่งกว่านี้ ผมขอแนะนำให้ไปหาหนังสือเรื่อง "ทฤษฎีไร้ระเบียบ กับทางแพร่งของสังคมไทย" และ "อีก ๕ ปี ประเทศไทยจะเปลี่ยน" อ่านนะครับ

ถึงพี่น้องทุกคน

เมื่อวานนี้ วันพุธที่ ๒๙ มิถุนายน สมเด็จพระเทพรัตนฯ เสด็จฯ มาทรงเยี่ยม "สถาบันเอเชีย-อาฟริกา" ที่มหาวิทยาลัยฮัมบวร์ก พวกทีมงานและนักศึกษาทั้งเยอรมันและไทยตื่นเต้นกันพอสมควร เตรียมงานกันดึกดื่น ก่อนที่ท่านจะมาถึง

อู-ลูกชายคุณนิวัติ กองเพียร ซึ่งเป็นคนสำคัญในการจัดการต่างๆ อย่างละเอียด ได้ซักซ้อมความเข้าใจกันอีกครั้งว่า นักศึกษาที่ต้องการถ่ายรูปกับ "สมเด็จพระเทพรัตนฯ" ขอให้รีบมานั่งเบื้องหลังเก้าอี้ที่ประทับอย่างรวดเร็ว เพราะจะมีเวลาไม่มากสำหรับถ่ายรูป และขอให้นั่งให้สุภาพเรียบร้อยแบบไทยดังที่เคยชี้แจงไว้แล้ว ครั้นพระองค์ท่านทรงพระดำเนินมาในห้องประชุมแล้วประทับนั่ง บรรยากาศในห้องก็ผ่อนคลายโดยฉับพลัน สมเด็จพระเทพรัตนฯ ทรงฉลองพระองค์สีชมพูอมม่วงแบบง่ายๆ และสะพายย่ามที่มีสมุดบันทึกของพระองค์ท่าน

จากนั้น ผู้บริหารมหาวิทยาลัยได้กล่าวต้อนรับ และศาสตราจารย์สำคัญ ๓ คนของสถาบันฯ ได้กล่าวถวายรายงานความเป็นมาของสถาบันและขอบเขตของงานวิจัย และการเรียนการสอนที่เกี่ยวกับจีน ญี่ปุ่น เวียดนาม อินโดนีเซีย ไทย ลาว และพุทธศาสนา เป็นต้น จัดได้ว่าเป็นสถาบันฯ ที่มีพลังที่สุดในการเรียนการสอนและการวิจัยด้านอุษาคเนย์ แต่จุดเด่นของงานอยู่ที่นักศึกษาเยอรมัน ๕ คนที่กำลังทำปริญญาโทและเอก ชาย ๒ หญิง ๓ ได้มาถวายรายงานคนละประมาณ ๓-๔ นาที เป็นภาษาไทย และใช้ราชาศัพท์ได้เป็นอย่างดี (ดีกว่าผมแน่ๆ) ว่ามีแรงจูงใจอะไรจึงมาเรียนภาษาไทย และจะทำการวิจัยหัวข้ออะไร ฯลฯ

สมเด็จพระเทพรัตนฯ จะทรงบันทึกมากกว่าตอนอาจารย์รายงานเสียอีก (นี่เป็นข้อสังเกตของเพื่อนเยอรมัน) นศ.แต่ละคนตื่นเต้น แต่พูดได้ดีมากๆ พูดจากความรู้สึกที่ผูกพันกับเมืองไทย บางคนที่ชอบกินข้าวเหนียวเมื่ออยู่ขอนแก่นก็จะเรียกเสียงหัวเราะจากผู้ฟังในห้องที่มีกว่า ๑๐๐ คน ซึ่งเป็นชาวไทยกว่าครึ่งที่มารอรับเสด็จ เมื่อแต่ละคนพูดจบ จะได้รับเสียงปรบมืออย่างกึกก้อง ผมคิดว่านักศึกษาเยอรมันทั้ง ๕ คน จะไม่มีวันลืมเหตุการณ์วันนั้นตลอดชีวิต บรรยากาศในห้องยิ่งแจ่มใสผ่อนคลาย เมื่อจบรายงานของนักศึกษา

ครั้นพระเทพรัตนฯ จะเสด็จฯ กลับ พระองค์ท่านกลับให้เวลาทรงสนทนาซักถามอาจารย์ที่ทำวิจัยเรื่องภาษาเย้าและอื่นๆ อย่างจริงจัง พวกเรารู้กันดีว่าพระองค์ทรงสนพระทัยเรื่องวิชาการอยู่แล้ว แต่พวกชาวเยอรมันนึกไม่ถึงว่าพระองค์ท่านจะสนพระทัยจริงจังและทรงถามลึกซึ้ง ผมเห็นสีหน้าของอาจารย์ที่ตอบคำถามของสมเด็จพระเทพรัตนฯ (ผมยืนห่างๆ ไม่ได้ยินคำถามและคำตอบ) ตื่นเต้นดีใจ ที่พระองค์สนพระทัยจริงๆ พวกเด็กๆ และคนไทยที่นั่งรอ ยืนรอเวลาจะได้ถ่ายภาพร่วมกับพระองค์ก็สนใจดูเหตุการณ์ในห้องไปด้วย (ตามธรรมดาหนุ่มสาวชาวเยอรมันจะทนกับพิธีการแบบนี้ไม่ได้ หรือไม่ชอบเสียด้วยซ้ำ) ที่คนไทยและเยอรมันรุมกันถ่ายภาพสมเด็จพระเทพรัตนฯ และวุ่นวายไม่เป็นระเบียบนิดหน่อย แต่กันเองง่ายๆ

อาจารย์ชาวญี่ปุนยืนอยู่ข้างๆ พูดว่า บุคลิกสมเด็จพระเทพรัตนฯ สบายๆ กันเอง แต่สง่างามนะ และให้เวลากับผู้คนไม่ยึดติดเคร่งครัดกับพิธีการ หลังจากจบการสนทนา สมเด็จพระเทพรัตนฯ ประทับที่เก้าอี้ที่ผู้คนรอถ่ายภาพร่วมกันอยู่ พระองค์ก็ทรงให้เวลาหลายนาที แล้วเสด็จฯ กลับ เมื่อทรงพระดำเนินลงไปข้างล่างก่อนขึ้นรถยนต์พระที่นั่ง ก็ยังทรงสนทนากับพวกคณาจารย์อย่างสบายๆ อีกหลายนาที พวกอาจารย์ปลื้มเอามากๆ ที่สมเด็จพระเทพรัตนฯ ทรงให้เวลากับพวกเขา

สิ่งที่ผมคาดไม่ถึงก็คือ เมื่อสมเด็จพระเทพรัตนฯ ทรงพระดำเนินออกจากห้องผ่านผมกับชาวเยอรมันคนหนึ่ง ถ้าจำชื่อไม่ผิดชื่อนิโคลัส ซึ่งมาเข้าเวทีไทยฟอรั่มของผม ๒-๓ ครั้ง และผมสังเกตว่าเขาเป็นคนจิตละเอียดและรักเมืองไทย (คาดว่ามีเมียไทย) ผมกับเขาโค้งคำนับให้พระองค์ท่าน พอพระองค์ท่านพ้นห้อง เจ้านิโคลัสพูดกับผมด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเหมือนจะร้องไห้.....

"บางคนอาจจะมองว่าการไปคุกเข่า นั่งพับเพียบให้ผู้สูงศักดิ์ นั่นเป็นสิ่งล้าหลัง น่าหัวเราะ น่าเย้ยหยัน แต่สำหรับนี่แล้วมันไม่ใช่นะ การที่คนเขาคุกเข่าไปนั่ง เขาทำด้วยความสมัครใจ เต็มใจ แล้วมันกระทบมาถึงหัวใจของผม ที่ผมได้เห็นภาพอย่างนี้ในวันนี้ ผมน้ำตาไหลออกมาไม่รู้ตัว ไม่รู้ว่าทำไมจึงกระทบใจผม.." ผมเงยหน้าขึ้นมองแล้ว เห็นน้ำตาของนิโคลัสไหลออกมาเป็นทางจริงๆ มันก็กระทบใจผมด้วย ที่ผู้ชายฝรั่งเห็นภาพแบบนี้แล้วร้องไห้.....

มันสอนอะไรให้แก่พวกเราที่เป็นคนไทยบ้างไหม? เหตุการณ์เล็กๆ แบบนี้มีนัยที่ลึกซึ้งหลายอย่างทั้งทางการเมือง สังคมและจิตวิทยา สำหรับผมแล้วภาวะผู้นำที่มีความสง่างาม เรียบง่าย ฉลาดเฉลียว และเปล่งประกายแห่งความเมตตา มีความหมายมากต่อการเป็น representative of the nation

ผมเองได้มีโอกาสกล่าวบรรยายต่อพระพักตร์ และมีโอกาสยืนใกล้สมเด็จพระเทพรัตนฯ สองสามครั้งเมื่ออยู่ในกรุงเทพฯ แต่ไม่เคยเห็นพระองค์ท่านในบริบทต่างประเทศและท่ามกลางชาวเยอรมันที่มีการศึกษาจำนวนมาก ให้ความสง่างาม เกียรติภูมิแก่เมืองไทยจริงๆ ผมเองก็ดีใจที่ได้เห็นความลึกซึ้งบางอย่างที่มีคุณค่าและความหมายที่ยิ่งใหญ่ต่ออนาคตของชาติไทย เป็นเรื่องที่คนไทยต้องช่วยกันรักษาและส่งเสริม มันจะเป็น positive feedback กลับมาถึงเมืองไทย และคนไทยด้วย

คิดถึงทุกคน

ชัยวัฒน์

1 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ31 มีนาคม 2555 16:15

    อ่าน ไป ขน ลุก ไป เลย ที เดียว ^^"~

    ตอบลบ

เพิ่งเปิดรับการแสดงความคิดเห็นครับ ทุกความเห็นคือกำลังใจ
แล้วอย่าลืมแวะไปที่บล้อคมุมมอง-ใหม่เมืองเอกนะครับ ขอบคุณ/ใหม่ เมืองเอก