วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2554

หยุดเอาใจพวกเศรษฐีเสียที !! (วอเรน บัฟเฟต)




ผมขอลอกบทความดีๆจากคอลัมภ์เปลว สีเงิน มาลง เป็นเรื่องที่นายวอเรน บัฟเฟต อภิมหาเศรษฐีของโลก วิจารณ์ว่าทำไมคนรวยกลับจ่ายภาษีน้อยกว่าคนจน??

ส่วนหนึ่งจากคอลัมภ์เปลว สีเงิน

V

V

สัปดาห์ที่แล้ว มหาเศรษฐีของโลกชาวอเมริกัน "นายวอร์เรน บัฟเฟตต์" สะท้อนความบัดซบคนในรัฐสภาที่ดีแต่ออกกฎหมายอุ้มคนรวย-รีดคนจน ประมาณว่า คนขายก๋วยเตี๋ยวถูกนับชามคำนวณภาษี แต่คนขายเงิน-ขายหุ้น กลับได้ยกเว้นภาษีเป็นกรณีพิเศษ!

ผู้ใช้นามว่า VARS ส่งเรื่องที่นายบัฟเฟตต์เขียน และมีผู้แปลจาก New York Times มาให้ผมอ่าน วันนี้ผมจะเอามาให้ท่านอ่านบ้าง ท่านที่อ่านแล้ว โปรดผ่านไป ส่วนท่านที่ยังไม่ได้อ่าน ต้องอ่านนะครับ

V

V

หยุดเอาใจมหาเศรษฐีเสียที!! สาสน์จาก “วอร์เรน บัฟเฟตต์”

ผู้นำประเทศของเราได้ออกมาเรียกร้องให้ประชาชน “เสียสละร่วมกัน” แต่ในคำขอนั้น พวกเขากลับยกเว้นตัวผมเอาไว้ ผมได้สอบถามไปยังเพื่อนมหาเศรษฐีหลายคนว่า พวกเขาคิดว่าตัวเองจะต้องเสียอะไรบ้าง จากคำขอดังกล่าว แต่ปรากฏว่า ไม่มีใครไปแตะต้องพวกเขาเช่นกัน

ในขณะที่คนจนและคนชั้นกลางออกไปสู้รบในอัฟกานิสถาน และคนอเมริกันส่วนใหญ่ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงินมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง มหาเศรษฐีอย่างพวกเรา กลับได้รับยกเว้นภาษีเป็นกรณีพิเศษ?

พวกเราบางคนเป็นผู้จัดการกองทุนซึ่งทำรายได้หลายพันล้านเหรียญฯ จากหยาดเหงื่อของผู้ใช้แรงงานมากมาย แต่กลับได้รับอนุญาตให้จัดประเภทรายได้ของเราเป็น "รายได้ที่ได้รับการยกเว้น” ซึ่งช่วยให้ลดภาษีได้ถึง 15%

พวกเราหลายคนถือหุ้นไว้เพียง 10 นาที และทำกำไรได้ถึง 60% โดยเสียภาษีเพียง 15% ราวกับเป็นนักลงทุนระยะยาว

สิ่งเหล่านี้คือพรที่เราได้รับจาก พวกที่ออกกฎหมายในวอชิงตัน ซึ่งรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องปกป้องเรา ราวกับพวกเราเป็นนกฮูกที่กำลังถูกไล่ล่าหรือสัตว์อะไรบางอย่างที่กำลังจะสูญพันธุ์


ปีที่แล้วใบเสร็จภาษีทั้งหมดของผม ประกอบด้วยภาษีเงินได้ และภาษีอื่นๆ ที่เสียในนามของผม รวมแล้วเป็นจำนวน 6,938,744 ดอลลาร์ ฟังดูเหมือนเป็นเงินมากมาย แต่อัตราภาษีที่ผมจ่ายไปนั้นอยู่ในระดับ 17.4% ของรายได้ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับลูกน้องอีก 20 คน ที่นั่งอยู่ในสำนักงานของผม ซึ่งเสียภาษีในอัตรา 33-41% เฉลี่ยแล้ว 36% เลยทีเดียว

ถ้าคุณใช้เงินทำเงิน แบบที่เพื่อนมหาเศรษฐีของผมทำ อัตราภาษีที่คุณต้องจ่ายจะยิ่งน้อยกว่านี้เสียอีก แต่ถ้าคุณทำงานเป็นลูกจ้าง คุณกลับต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงกว่าผม โดยมากแล้วจะสูงกว่ามากทีเดียว

การจะเข้าใจในเรื่องนี้ได้ คุณต้องวิเคราะห์ที่มาของรายได้ของรัฐบาลเสียก่อน ในปีที่แล้ว 80% ของรายได้รัฐบาลมาจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและเงินประกันสังคม เหล่ามหาเศรษฐีจ่ายภาษีแค่ 15% ของรายได้ทั้งหมด แต่แทบไม่ต้องจ่ายประกันสังคมเลย

ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับคนชั้นกลาง ที่โดยส่วนใหญ่แล้วอยู่ในกลุ่มที่ต้องเสียภาษี 15-25% ทั้งยังต้องรับกรรมด้วยการเสียภาษีประกันสังคมจำนวนมาก

ย้อนหลังกลับไปในทศวรรษที่ 1980 และ 1990 อัตราภาษีสำหรับคนรวยยังสูงกว่านี้มาก เปอร์เซ็นต์ของภาษีที่ผมต้องเสียถือว่าอยู่ในระดับกลางๆ เมื่อเทียบกับคนทั้งหมด บางทฤษฎีถึงกับบอกว่าผมควรเลิกลงทุน เพราะยิ่งลงทุนมากก็ยิ่งต้องเสียภาษีมากขึ้นในอัตราก้าวหน้า ทั้งภาษีจากกำไรในการขายหุ้น และภาษีเงินปันผล

ผมอยู่ในแวดวงการลงทุนมามากกว่า 60 ปี ไม่ว่าตัวผมเองหรือใครๆ ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า พวกเรายังไม่เคยเห็นใครเลิกลงทุน แม้แต่ในช่วงที่กำไรจากการขายหุ้น ถูกหักภาษีถึง 39.9% ในปี 1976-77 เพียงเพราะต้องจ่ายภาษีจากกำไรที่ทำได้ คนเราลงทุนเพื่อให้ได้เงิน และภาษีก็ไม่เคยทำให้พวกเขาถอยหนี

พวกที่เถียงว่าภาษีที่สูงขึ้นจะทำให้การจ้างงานลดลง ผมจะบอกให้ว่า มีตำแหน่งงานเกือบ 40 ล้านตำแหน่ง ถูกว่าจ้างระหว่างปี 1980 ถึงปี 2000 ซึ่งคุณก็คงรู้ดีว่าอะไรเกิดขึ้นระหว่างนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ อัตราภาษีที่ต่ำลง และการจ้างงานที่ลดลง

ตั้งแต่ปี 1992 กรมสรรพากรได้รวบรวมข้อมูลของคนอเมริกัน 400 คน ที่เสียภาษีสูงสุด ในปี 1992 ปีเดียว คน 400 คนนี้มีรายได้รวมกัน 16,900 ล้านเหรียญฯ และจ่ายภาษีคิดเป็น 29.2% ของเงินจำนวนดังกล่าว ในปี 2008 รายได้รวมของ 400 คนนี้เพิ่มขึ้นเป็น 90,900 ล้านเหรียญฯ เฉลี่ยแล้ว 227.4 ล้านเหรียญฯ ต่อคน แต่อัตราภาษีที่พวกเขาต้องเสียกลับลดลงเหลือ 21.5%

ภาษีที่ผมอ้างถึงในที่นี้ หมายถึงภาษีที่ต้องจ่ายให้กับรัฐบาลกลาง แต่เชื่อได้เลยว่า ภาษีประกันสังคมของ 400 คนนี้ ไม่ได้มากเหมือนกับรายได้ของพวกเขาอย่างแน่นอน ที่จริงแล้ว 88 จาก 400 คนที่ว่า ไม่ได้รับค่าจ้างเลย แต่พวกเขามีรายได้จากกำไรในการลงทุน พี่ๆ น้องๆ ของผมบางคนอาจไม่ชอบทำงาน แต่พวกเขาชอบที่จะลงทุน (ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น)

ผมรู้จักมหาเศรษฐีจำนวนมาก พวกเขาส่วนใหญ่เป็นคนที่ใช้ชีวิตเรียบง่าย พวกเขารักอเมริกา และซาบซึ้งในโอกาสที่ประเทศนี้ให้กับเขา หลายคนได้มาร่วมโครงการ “สัญญาว่าจะให้” ของผม โดยรับปากว่าจะบริจาคเงินส่วนใหญ่ของพวกเขาให้กับการกุศล พวกเขาส่วนใหญ่แทบไม่สนใจหากจะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในขณะที่เพื่อนร่วมชาติกำลังเดือดร้อน!

สมาชิกสภาคองเกรส 12 คน กำลังจะทำหน้าที่อันสำคัญยิ่ง คือจัดระเบียบการเงินของประเทศนี้เสียใหม่ พวกเขาได้รับคำแนะนำให้เขียนแผนระยะยาว ซึ่งจะช่วยลดภาระการใช้จ่ายของชาติเราใน 10 ปีข้างหน้า ให้เหลือ 1.5 ล้านล้านเหรียญฯ แต่พวกเขาจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องออกแผนลดภาษีให้ได้มากกว่านั้น

คนอเมริกันกำลังสูญเสียความเชื่อมั่นในความสามารถของคองเกรส ในการจัดการกับปัญหาการใช้จ่ายของชาติ มีแต่การกระทำที่เร่งด่วน จริงแท้ และยั่งยืนเท่านั้น ที่จะขจัดความระแวงสงสัย หรือความสิ้นหวังออกไปจากจิตใจของอเมริกันชน ความรู้สึกเชื่อมั่นเท่านั้นที่จะสร้างความจริงขึ้นมาได้

งานแรกของสมาชิกสภาฯ 12 คน คือ ให้คำมั่นสัญญาในสิ่งที่แม้แต่คนรวยก็ทำไม่ได้ คือสัญญาว่าจะประหยัดเงินให้ได้มากๆ จากนั้นสมาชิกสภาฯ ทั้ง 12 คน จึงควรหันไปพิจารณาประเด็นเกี่ยวกับรายได้ ผมอยากให้อัตราภาษีที่คนอเมริกัน 99.7% ต้องจ่ายยังคงเดิม แต่ควร ลดเปอร์เซ็นต์ของรายได้ที่ลูกจ้างต้องจ่ายเป็นภาษีประกันสังคมลง 2% การลดลงนี้จะเป็นการช่วยเหลือคนจนและคนชั้นกลางที่กำลังต้องการความช่วยเหลือเป็นอย่างยิ่ง

แต่สำหรับคนที่ รายได้เกิน 1 ล้านเหรียญฯ ซึ่งมีอยู่ 236,883 ครัวเรือน ในปี 2009 ผมเสนอให้ขึ้นภาษีทันที ในส่วนของรายได้ที่เกิน 1 ล้านเหรียญฯ ซึ่งแน่นอนว่า ต้องรวมภาษีจากกำไรจากการขายหุ้นและเงินปันผลด้วย และสำหรับคนที่ รายได้เกิน 10 ล้านเหรียญฯ ซึ่งมีอยู่ 8,274 คน ในปี 2009 ผมแนะนำ ให้ขึ้นอัตราภาษีขึ้นไปอีก

เพื่อนๆ ของผมและตัวผมได้รับการเอาอกเอาใจมากพอแล้วจากสภาคองเกรสที่แสนจะเป็นมิตรกับมหาเศรษฐีมาโดยตลอด ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลของเราจะต้องทำให้เกิดการ “เสียสละร่วมกัน” อย่างแท้จริงเสียที

วอร์เรน อี บัฟเฟตต์
ประธานและหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารของเบิร์คไชร์ แฮธาเวย์


[เนื้อหาข้างต้นเป็นสารของวอร์เรน บัฟเฟตต์ ออกเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2011 ผมได้อ่านในเช้าวันที่ 15 ส.ค. แล้วถึงกับขนลุก ชอบมากๆ จึงรีบแปลจากเว็บไซต์ของ New York Times อยากให้คนไทยได้อ่านเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แล้วเอาลงบล็อกโดยพลัน...มีใครคิดเหมือนผมบ้าง ผู้ชายคนนี้ยิ่งใหญ่เหนือคำบรรยายจริงๆ ครับ]

ใครไปเฝ้าทักษิณที่เขมร ช่วยเอา "สารของวอร์เรน บัฟเฟตต์" ไปให้อ่านด้วยก็จะดี และจะดียิ่งขึ้น ถ้าก๊อบปี้แจกคณะรัฐมนตรี และสมาชิกรัฐสภาของเราทุกคน.


เปลว สีเงิน


1 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ22 สิงหาคม 2554 21:17

    วอร์เรน อี บัฟเฟตต์ ยิ่งใหญ่เหนือคำบรรยายจริงๆค่ะ แทบไม่น่าเชื่อว่ายังมีคนคิดอย่างนี้อยู่ในโลก อาจเพราะเราเกิดเป็นคนไทย ซึ่งเห็นแต่ตัวอย่างของมือใครยาวสาวได้สาวเอาตลอดมา หนำซ้ำบางคนได้ไปแล้วยังไปใช้สนับสนุนการทำร้ายประเทศอีกด้วย

    เมื่อไรหนอ จะถึงเวลาก้าวข้ามคนคนนี้ได้เสียที เบื่อมากกกกก

    ตอบลบ

เพิ่งเปิดรับการแสดงความคิดเห็นครับ ทุกความเห็นคือกำลังใจ
แล้วอย่าลืมแวะไปที่บล้อคมุมมอง-ใหม่เมืองเอกนะครับ ขอบคุณ/ใหม่ เมืองเอก