วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2558

พวกล้มเจ้า ลิเบอร์ร่าน = ขี้ข้าฝรั่ง กับ ประวัติศาสตร์ที่ไม่มีคนเขียน






พอดีผมได้เจอบทความที่แชร์ต่อกันใน Facebook ซึ่งผมเห็นว่า เขาเขียนได้น่าสนใจมาก อยากแนะนำให้คุณผู้อ่านได้อ่านกัน

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า ผมยังไม่ได้เช็คว่า บทความนี้มีข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ถูกต้องแค่ไหน ใครสงสัยอะไรก็ไปลองหาความถูกต้องกันเอง

แต่ที่ผมแนะนำให้อ่านเพราะเขาเขียนดี เข้าใจง่าย และเป็นอีกมุมมองที่น่าคิดจริง ๆ ครับ


จากเฟสบุ๊คของ Benya Nandakwang

เขียนโดย Somkiat Osotsapa

ประวัติศาสตร์ไทยที่ไม่มีคนเขียน


ประเทศไทยเป็นประเทศที่มั่งคั่งมาก ในสมัยรัชกาลที่3 มีเงินตราต่างประเทศสะสมไว้มากมาย ทั้งเงินพระคลังมหาสมบัติ และเงินส่วนพระองค์ของรัชกาลที่3 เรียกว่า เงินถุงแดง ที่ต้องใส่ไว้ในถุงแดงเพราะเป็นความเชื่อแบบจีนว่า ใส่ไว้ในถุงแดงจะไม่มีอันตรายและทำให้เกิดความมั่งคั่ง มียอดเงินรวม 5 ล้านฟรังค์

เงินตราต่างประเทศของไทยได้มาจากการแต่งสำเภาไปทำการค้ากับจีน ในยุคนั้นทะเลจีนใต้ จีนคุม

เงินตราต่างประเทศที่ได้มาอยู่ในรูปเงินเหรียญทองเมกซิโก เงินเปรู ยุคนั้นโลกใช้เหรียญทองเป็นหลัก

เงินหนื่งบาทมีค่าเท่ากับสองฟรังค์ของฝรั่งเศส เป็นเงินสกุลแข็งทีเดียว อัตราแลกเปลี่ยนกับปอนด์อังกฤษ สมัย ร 4 อยู่ที่หนื่งบาทเท่ากับหนื่งปอนด์ ความมั่งคั่งของประเทศไทยเป็นที่รู้กันทั่วไป

กำไรจากการค้า นำมาใช้เป็นเงินบริหารประเทศ และสะสมไว้เช่นเดยวกับสำรองเงินตราประเทศในปัจจุบัน

เป็นหลักฐานยืนยันว่าประเทศไทยเป็นนักการค้ามาแต่โบราณ

แต่ความมั่งคั่งนี้เองที่นำภัยมาสู่ประเทศ เพราะประเทศอื่นต้องการเข้าปล้น

ด้วยเงินที่สะสมไว้ และค้าขายหามาได้เรื่อยๆ รัชกาลที่ห้า พระพุทธเจ้าหลวงทรงวางรากฐานในการพัฒนาชาติ มีรถไฟ รถราง ไฟฟ้า โทรศัพท์ ขุดคูคลองเพื่อการสัญจรทางน้ำ สร้างถนน สร้างอาคารที่ทำด้วยซีเมนต์ สร้างโรงเรียน จัดการศืกษา จัดการปกครองในรูปมณทล ติดต่อต่างประเทศ จ้างผู้เชียวชาญ สร้างระบบไปรษณีย์ โทรเลข จ้างครูต่างประเทศมาสอนภาษา ทรงเลิกทาส บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข

ญี่ปุ่นส่งคณะมาดูงานที่ประเทศไทย แล้วเอาไปทำ

@@@

เหตุใดประเทศไทยที่เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วจืงไม่สามารถเดินต่อไปได้

ในรัชสมัยรัชกาลที่3 ลัทธิล่าเมืองขื้น จักรวรรดินิยมตะวันตกเข้ามาในเอเซีย อังกฤษยืดพม่า มลายู ฝรั่งเศสยืดเวียดนาม หลาย ๆ ประเทศบุกเข้ายืดดินแดนชายฝั่งของจีน ดัทช์เข้ายืดอินโดนิเซีย อังกฤษเข้ายืดออสเตรเลีย

สงครามเกิดขื้นในยุโรป เยอรมันบุกเข้ายืดดินแดนฝรั่งเศสบางส่วน บอกว่าจะคืนดินแดนให้ ฝรั่งเศสต้องจ่ายเงิน 4 ล้านฟรังค์ เรือรบฝรั่งเศสบุกไทยเลยครับ

เงินของประเทศไทยหมดคลังหลวง ขนเงินถุงแดงจ่ายไปด้วย เงินไม่พอพระราชวงศ์ พระบรมวงศานุวงศ์ต่างก็ขนทอง เพชร พลอยไปใส่เรือให้ฝรั่งเศสที่ท่าราชวรดิษฐ์ ทั้งวัน ทั้งคืน เข็นกันไปจนถนนสืกเป็นร่อง รวมน้ำหนักเงิน ทองที่ขนจากประเทศไทย 23 ตัน เอาลงเรือไปฝรั่งเศสไถ่ประเทศคืนจากเยอรมัน

ผมเดินย่านนั้น เจ็บปวดทุกครั้ง

เรือรบฝรั่งเศสมาจอดแถวท่าน้ำโอเรียนเต็ล ให้เวลา 48 ชั่วโมง มิฉะนั้นจะยืดประเทศ และยิงวัดพระแก้ว พระราชวัง

ผมมานั่งคำนวณดู พบว่า

ถ้าฝรั่งเศสไม่มาปล้นไทยไป ประเทศนี้มีสำรองเงินตราเพียงพอที่จะผ่านวิกฤติเศรษฐกิจโลกสมัยรัชกาลที่ 7 อย่างสบาย ไม่ต้องเอาข้าราชการออกจากงาน

นักเรียนทุน 326 คน ก็จะได้มาทำงานวางหลักในด้านต่าง ๆ ให้ประเทศ ประเทศไทยมีเงินทุนที่จะลงทุน ทั้งด้านอุตสาหกรรม เกษตร ตั้งธนาคาร ทำถนนหนทาง มีการศืกษาสองภาษา มีผังเมือง ผังประเทศ ประเทศไทยจะก้าวหน้าเหมือนกับญี่ปุ่น

มีเงินเหลือพัฒนาประเทศมากมาย ยุคนั้นเงินหนื่งสตางค์มีค่ามาก

@@@ แล้วอังกฤษก็มา

สมัยรัชกาลที่ 5 อังกฤษมาช้ากว่า ฝรั่งเศสปล้นไปก่อนแล้ว จืงเอาไปแค่ดินแดน แต่ดินแดนที่อังกฤษเอาไป เป็นท่าเรือทั้งนั้น กะไม่ให้ไทยไปค้าขายกันเลย เช่น มะริด ทะวาย ตะนาวศรี และเปอร์ลิส กลันตัน ตรังกานู เคดาห์ ไทยมีปัญหาทางออกทะเลจนปัจจุบัน

ยังให้ทำสัญญาว่า จะไม่ขุดคอคอดกระ ที่จริงกะจะไม่ให้ประเทศไทยมีกองทัพด้วย

แต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง อังกฤษจัดหนัก บอกว่าไทยต้องบริจาคข้าวให้ฟรีจำนวน 3 ล้านตัน ทั้งๆที่ในสัญญาพูดแค่ 1.5 ล้านตัน

ช่วงนี้สมัย ร. 7-8

ข้าวเป็นสินค้าส่งออกหลักของประเทศ เจอเงื่อนไขนี้เข้า ประเทศไทยไม่มีเงินพัฒนา ค่าเงินบาทลดเหลือหนื่งปอนด์ต่อหกสิบบาท จากสมัยก่อนหนื่งบาทต่อหนื่งปอนด์

รัฐบาลได้เงินมาก็เอาไปซื้อข้าวส่งไปให้ ไม่มีเงินพัฒนาประเทศ อังกฤษทำให้ชาวนาไทยจน เพราะต้องทำให้ราคาข้าวต่ำ ไม่ใช่กฎุมพีที่ไหนหรอก

ค่าเงินลดมาก พัฒนาลำบาก ต้องเริ่มสะสมสำรองกันใหม่ เทียบกับปอนด์ ค่าเงินลดหกสิบเท่า จนเฉียบพลัน ค้าขายขาดดุล ค่าเงินลดยิ่งกว่าวิกฤติปี 40 ตอนนั้นลดลงเท่าเดียว

นั่งคิดเลขดูเงินที่ฝรั่งปล้นไปตั้งแต่สมัย ร 5 จนสมัย ร 7 นี่ทำให้คนไทยจนยาว

เมื่อเริ่มพัฒนาประเทศ ตั้งแต่ปี 2503 ใช้เงินกู้ ก็มาเจอสงครามในภูมิภาค ร่วม 25 ปี เอาตัวมาให้รอดได้ก็บุญโข ใช้เงินไปเยอะ

สงครามสงบปี 2530 ค้าขายได้เงินมาสิบปี พอปี 2540 ก็เจอฝรั่งหลอก เจ๊งไปอีกหลายปี เสียหายราวสามล้านกว่าล้านบาท โง่เองด้วย

พอเริ่มจะแข็งแรงคนไทยก็ตีกันตั้งแต่ปี 2547 จนถืงวันนี้

มีน้ำมาดับเย็นบ้างช่วงปี 2554 น้ำก็มามากจัง ธนาคารโลกบอกว่าพังไปสามล้านกว่าล้าน โรงงานอพยพ 7,000 โรงงาน

@@

เมื่อญี่ปุ่นยกทัพเข้าไทยช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ก็ใช้เงินของแบงค์ชาติจนหมด และพิมพ์เงินเองให้กองทัพญี่ปุ่นใช้ ทำให้เงินไทยตกมาก ไม่มีสำรองไทยก็ไม่ได้เรียกร้องอะไรจากญี่ปุ่น ญี่ปุ่นขนเงินมาลงทุนในไทย ก็มีความรู้สืกเรื่องประวัติศาสตร์กันอยู่

อเมริกาเข้ามาช่วยกันอังกฤษ แต่ก็ได้สัญญา most favoured nation ได้สิทธิประโยชน์สูงสุด และยกเว้นภาษีปิโตรเลียมด้วย ให้ประเทศเดียว

วันนี้เขียนประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยให้อ่านครับ

@@

ชีวิตประเทศมีขื้นมีลง คนก็เหมือนกัน

ได้แค่นี้ก็บุญโข

สำรองประเทศยังอยู่อันดับยี่สิบกว่าของโลกนะเนี่ย

ผมไปฝรั่งเศส ยังนืกว่าที่นี่เป็นดินแดนที่ใช้เงินของไทยไถ่มา

ประเทศมืง เงินกู

เวลาฝรั่งมาบอกโน่นบอกนี่ ผมของขื้นทุกที

ใครทีซ่า ๆ อยู่ จะสร้างความวุ่นวายโน่นนี่ บอกว่าจะช่วยคนจน ระวังว่าจะเป็นตัวสร้างความจนให้ชาวบ้าน

นักประวัติศาสตร์ไทยก็ประหลาด (ก็ไอ้พวกนักประวัติศาสตร์เลว ๆ แกนนำพวกล้มเจ้า แกนนำลิเบอร์ร่าน ) เรื่องที่มาทำให้คนไทยยากจนไม่พูด ทะลื่งมาโจมตีสถาบันที่สร้าง กอบกู้ประเทศมาด้วยความยากลำบาก 

รัชสมัยรัชกาลที่ 9 เราเริ่มการพัฒนาโดยไม่มีสตางค์นะครับ

เล่าประวัติศาสตร์ให้ฟัง เพื่อจะได้ปรับใช้กับยุคปัจจุบันครับ


คลิกอ่าน ทุกข์ที่สุดของรัชกาลที่ 5

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เพิ่งเปิดรับการแสดงความคิดเห็นครับ ทุกความเห็นคือกำลังใจ
แล้วอย่าลืมแวะไปที่บล้อคมุมมอง-ใหม่เมืองเอกนะครับ ขอบคุณ/ใหม่ เมืองเอก