วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ประวัติย่อพระบรมรูปทรงม้ารัชกาลที่5

เนื่องจากปีนีเป็นปีครบรอบ100ปี พระบรมรูปทรงม้า ผมเลยไปหาประวัติคร่าวๆ มาให้ได้อ่านประดับความรู้ร่วมเผยแพร่กันต่อไป




พระบรมรูปทรงม้าตั้งตระหง่านอย่างโดดเด่นหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมพระราชวังดุสิต
ใครที่ผ่านไปผ่านมาแถวถนนราชดำเนินนอกนอกจากจะต้องเห็นพระที่นั่งอนันตสมาคม ภายในพระราชวังดุสิต อันวิจิตสวยงามแล้ว ที่ลานด้านหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมยังมี “พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” หรือที่เรียกกันอย่างติดปากว่า “พระบรมรูปทรงม้า” ซึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเด่นเป็นสง่า และยังเป็นที่เคารพสักการะแก่ผู้คนที่สัญจรผ่านไปมาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนของทุกวันอังคารซึ่งตรงกับวันพระราชสมภพของพระองค์ และวันพฤหัสบดีซึ่งถือเป็นวันครู เราจะคุ้นตากับภาพประชาชนจำนวนมากที่พากันมาสักการบูชาที่ลานพระบรมรูปทรงม้า โดยมีความเชื่อว่าจะเสมือนหนึ่งไปรอเฝ้ารัชกาลที่ 5 และสิ่งที่นิยมนำมาใช้ในสักการบูชา คือ ดอกกุหลาบสีชมพู ด้วยความเชื่อที่ว่า ดอกกุหลาบที่มีความงามและมีหนามแหลมคม แสดงถึงอำนาจ หากนำมาบูชาจะทำให้ผู้บูชามีอำนาจ และสีชมพูยังเป็นสีของวันพระราชสมภพด้วย

ประชาชนนิยมมาสักการบูชาพระบรมรูปทรงม้าทุกวันอังคารและพฤหัสบดี
นอกจากนี้ ประชาชนบางคนยังนิยมจัดเป็นโต๊ะบูชา ส่วนใหญ่ประกอบด้วย บายศรี หมากพลู บุหรี่ เหล้า/ไวน์ สตางค์ น้ำมนต์ เชิงเทียน กระถางธูป ฯลฯ ซึ่งถือเป็นการจัดอย่างบูชา “เทพ” ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเปรียบพระองค์เสมือนดั่งเทพยดาที่ปกปักษ์รักษาประเทศชาติและราษฎร ให้อยู่รอดปลอดภัยและเจริญก้าวหน้ามาโดยตลอด

“พระบรมรูปทรงม้า” แห่งนี้ ถือเป็นพระบรมราชานุสาวรีย์แห่งความจงรักภักดี ที่เหล่าพสกนิกรพร้อมใจกันสร้างถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติครบ 40 ปีบริบูรณ์ย่างเข้าสู่ปีที่ 41 อันถือได้ว่ายืนนานยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ในราชวงศ์จักรีในขณะนั้น

รัชกาลที่ 5 ทรงเปิดผ้าคลุมพระบรมรูปทรงม้าเมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2451 หน้าพระลานพระราชวังดุสิต
หากย้อนกลับไปยังแผ่นดินในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 ระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ซึ่งก็คือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้สำเร็จราชการรักษาพระนคร และเหล่าเสนาบดีมีความเห็นพ้องกันว่า เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์ยืนนานที่สุดจึงควรจัดงาน “พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก” สมโภชเฉลิมฉลอง และสมควรที่จะสร้างสิ่งใดไว้เป็นอนุสรณ์เฉลิมพระเกียรติโดยใช้เงินที่ประชาชนชาวไทยทั่วประเทศ ร่วมกันบริจาคทรัพย์ทูลเกล้าฯ ถวายเป็นเงินเฉลิมพระขวัญ

ขณะเดียวกันก็ได้ทราบข่าวว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เสด็จไปทอดพระเนตรพระราชวังแวร์ซาย ณ ประเทศฝรั่งเศส และสนพระทัยพระรูปพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงม้า หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ ซึ่งตั้งอยู่ที่ลานข้างพระราชวัง ทรงปรารภว่าถ้ามีพระบรมรูปทรงม้าของพระองค์ตั้งไว้ในสนามที่ถนนราชดำเนินเชื่อมกับพระที่นั่งอนันตสมาคมคงจะสง่างามดี เหมือนเช่นที่มักมีกันตามประเทศต่างๆ ในยุโรป

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช จึงได้กราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาติสร้าง “พระบรมรูปทรงม้า” ตามแบบพระรูปพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงม้า ณ พระราชวังแวร์ซาย กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นแบบที่พระองค์ทรงโปรด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จไปทำการตกลงและเลือกชนิดโลหะด้วยพระองค์เอง อีกทั้งยังทรงเสด็จไปประทับเป็นแบบให้นายช่างปั้นหุ่น เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2450 ขณะเสด็จประทับอยู่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งพระรูปมีขนาดโตเท่าพระองค์จริง เสด็จประทับอยู่บนหลังม้าพระที่นั่ง โดยม้าพระที่นั่งนั้นมิใช่ปั้นจากแบบม้าพระที่นั่งจริง แต่เป็นม้าที่บริษัทได้ปั้นเป็นแบบเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว

พระบรมรูปทรงม้าหล่อด้วยโลหะทองบรอนซ์ วางบนแท่นศิลาอ่อน สูง 6 เมตร กว้าง 2 เมตร ยาว 5 เมตร ห่างจากฐานของแท่นออกมา มีโซ่ขึงล้อมรอบกว้าง 9 เมตร ยาว 11 เมตร ตรงฐานด้านขวามีอักษรฝรั่งเศสจารึกชื่อช่างปั้นและช่างหล่อไว้ว่า C.MASSON SEULP 1980 และ G.Paupg Statuare และด้านซ้ายเป็นชื่อบริษัทที่ทำการหล่อพระบรมรูปทรงม้าว่า SUSSF Fres FONDEURS. PARIS สำหรับแท่นศิลาอ่อนด้านหน้า มีแผ่นโลหะจารึกอักษรไทย ติดประดับแสดงพระบรมราชประวัติและพระเกียรติคุณ ลงท้ายด้วยคำถวายพระพรให้ทรงดำรงราชสมบัติอยู่ยืนนาน

พระบรมรูปทรงม้าเมื่อใกล้เสร็จ ณ โรงหล่อซุส แฟร์ ฟองเดอร์ กรุงปารีส(ภาพ : ไกรฤกษ์ นานา)
จากนั้นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชก็ได้กราบทูลขอถวายพระบรมรูปทรงม้านั้นเป็นของขวัญทูลเกล้าฯจากประชาชนชาวไทยสนองพระมหากรุณาธิคุณในพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จไปทรงทำพิธีเปิดด้วยพระองค์เอง จึงปรากฏพระบรมรูปทรงม้าขึ้น ณ พระลานพระที่นั่งอนันตสมาคม เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ.2451 เป็นต้นมา


พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือพระบรมรูปทรงม้า

บรรยากาศในบริเวณพระบรมรูปทรงม้าในตอนกลางคืน

ครบ 100 ปี พระบรมรูปทรงม้ายังคงงามสง่าอยู่ ณ ที่เดิม , พระบรมรูปทรงม้ายังดูสวยสง่าแม้ในยามค่ำคืน

ข้อมูลจาก ผู้จัดการออนไลน์

อ่านความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนกรณีแรงบันดาลใจในการสร้างพระบรมรูปทรงม้า

.


1 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ22 มิถุนายน 2552 20:36

    ไม่เห็นได้อย่างที่เราต้องเลย

    ตอบลบ

เพิ่งเปิดรับการแสดงความคิดเห็นครับ ทุกความเห็นคือกำลังใจ
แล้วอย่าลืมแวะไปที่บล้อคมุมมอง-ใหม่เมืองเอกนะครับ ขอบคุณ/ใหม่ เมืองเอก